<?xml version="1.0"?>
<!-- name="generator" content="blojsom v3.2" -->
<rss version="2.0" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/">
    <channel>
        <title>YoYo</title>
        <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo</link>
        <description>YoYo&#39;s Investing Way</description>
        <language>en</language>
        <image>
            <url>http://api.settrade.com/favicon.ico</url>
            <title>YoYo</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo</link>
        </image>
        <docs>http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss</docs>
		<generator>blojsom v3.2</generator>
		<managingEditor>webmaster@settrade.com</managingEditor>
		<webMaster>webmaster@settrade.com</webMaster>
		<pubDate>Fri, 31 Oct 2008 10:51:28 +0700</pubDate>

                        <item>
            <title>Q&amp;A 1 </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/372</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;บทความนี้เขียนครั้งแรกที่ &lt;/font&gt;&lt;a href=&quot;http://www.yoyoway.com/&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;www.yoyoway.com&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;Monday, April 21, 2008&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;เนื่องจากช่วงนี้ผมเองก็หมดมุขจริงๆ ไม่รู้จะเขียนอะไรลง Blog แล้ว เลยขอถือโอกาสเอาคำถามที่มีคนส่งมาทั้งจาก Blog และทาง Website Thaivi.com มาตอบไปเรื่อยๆก่อนล่ะกันนะครับ ถ้าใครมีคำถามอะไรอยากรู้ก็เขียนส่งมาทาง comment ได้เรื่อยๆนะครับ แต่อย่าถามนะว่าผมซื้อหุ้นขายหุ้นตัวไหนจ้างให้ก็ไม่บอก :b&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;Q. รบกวนคุณ yoyo ช่วยแนะนำ Web.หรือวิธีการหาหุ้นดีๆด้วยคะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;A. เวปหุ้นที่ผมใช้อยู่บ่อยๆก็มีอยู่เพียงไม่กี่เวปครับ คือ &lt;a href=&quot;http://www.thaivi.com/webboard&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#5588aa&quot;&gt;www.thaivi.com/webboard&lt;/font&gt;&lt;/a&gt; ซึ่งจะแยกเป็นหลายๆห้อง ห้องที่ผมชอบที่สุดคือห้องร้อยคนร้อยหุ้น เวลาผมสนใจหุ้นซักตัวก็จะไปย้อนอ่านข้อมูลในกระทู้ของหุ้นนั้นๆตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับหุ้นหลายๆตัวที่ไม่สามารถหาอ่านได้จากบทวิเคราะห์ เพราะหลายๆครั้งคนที่มา post นั้นเจาะลึกข้อมูลหุ้นได้อย่างเต็มที่ บางคนก็อาจจะเป็นคนที่ทำงานในธุรกิจนั้นเองจึงมักจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดีมากๆที่ไม่ควรพลาดครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;อีกเวปที่ชอบคือ &lt;a href=&quot;http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin2/cgi-bin/cfis_docall.php#top&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#996699&quot;&gt;http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin2/cgi-bin/cfis_docall.php#top&lt;/font&gt;&lt;/a&gt; เป็น link เอาไว้ค้นหาข้อมูลของหุ้นที่เป็น formal information ทั้งหมด ซึ่งรวมไว้ครบทั้ง annual report (อาจจะมีไม่ครบทุกบริษัท), 56-1 (สำคัญมากๆต้องอ่านก่อนซื้อหุ้นเสมอ) และ งบการเงินย้อนหลังหลายๆปี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;สุดท้ายแล้วคือ &lt;a href=&quot;http://www.settrade.com/&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#996699&quot;&gt;http://www.settrade.com/&lt;/font&gt;&lt;/a&gt; อันนี้เอาไว้อ่านบทวิเคราะห์อย่างเดียวเลยครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ส่วนวิธีการหาหุ้นส่วนใหญ่แล้วก็มาจากในร้อยคนร้อยหุ้นนี่แหละครับ ว่างๆก็นั่งอ่านกระทู้ที่มัน update ใหม่ไปเรื่อยๆ หุ้นที่ตัวเองไม่ได้ถือหรือไม่ได้สนใจ ถ้าไม่ขี้เกียจจริงๆก็อ่านไปเรื่อยๆ บางทีหุ้นเดิมๆพื้นฐานมันเปลี่ยนแปลงไปในร้อยคนร้อยหุ้นก็พอจะชี้ให้เห็นได้ครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;Q. หุ้นที่คุณ yoyo เล่นส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีบทวิเคราะห์ แล้วหาข้อมูลจากไหนหรือคะ แล้วถ้าเป็นหุ้นที่น่าสนใจทำไมไม่มีใครวิเคราะห์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;A. หุ้นที่ผมเล่นมักจะไม่ค่อยมีบทวิเคราะห์นี่ก็จริงครับ ซึ่งมันเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียเหมือนกัน ข้อดีก็คือแสดงว่าหุ้นตัวนี้ยังไม่มีใครมาสนใจเท่าไหร่ เพราะงั้นถ้ามันดีและไม่มีคนสนใจ โอกาสที่เราจะซื้อได้ในราคาถูกก็สูง แต่ข้อเสียก็คือหาข้อมูลยาก เพราะฉะนั้นหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์ผมก็หาข้อมูลเอาจากแหล่งอื่นๆเช่น ร้อยคนร้อยหุ้น (ซ้ำกับข้อที่แล้วเลย แต่มันดีจริงๆนะ ผมว่าเด็ดกว่าบทวิเคราะห์อีก), พูดคุยกับผู้บริหารหรือ IR ของบริษัท (จากงาน oppday, company visit ประชุมผู้ถือหุ้น หรือไม่ก็โทรไปคุยเองเลย)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ส่วนที่ถามว่าถ้าเป็นหุ้นที่น่าสนใจแล้วทำไมไม่มีใครวิเคราะห์ มีหลายเหตุผลมากครับ เช่น หุ้นมันเล็กเกินไปพวกโบรกเกอร์ก็เลยไม่สนใจวิเคราะห์เท่าไหร่ เพราะรายได้เค้าคือรายได้จากการซื้อขายหุ้น หุ้นเล็กๆมี volume น้อยๆเค้าก็ไม่ค่อยวิเคราะห์กัน ทั้งๆที่หุ้นเล็กๆดีๆนี่ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำนี่มีเยอะมากเหมือนกัน หุ้นดีราคาถูกที่ไม่มีคนวิเคราะห์ถ้าเราซื้อไปเมื่อเวลาผ่านไปจนกำไรมันดีขึ้น ราคาหุ้นเริ่มขึ้น หลายๆครั้งโบรกก็จะเริ่มมาวิเคราะห์กันมากขึ้น และจังหวะนี้และครับที่ pe ของหุ้นจะเพิ่มสูงขึ้นจากที่เคยเป็น (เพราะพอมีบทวิเคราะห์ คนสนใจหุ้นก็จะเยอะขึ้น) ซึ่งกรณีนี้ผมจะชอบมากๆ เพราะจะทำกำไรได้สูง หลายๆกรณีทำกำไรได้เกิน 100% ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ปีที่แล้ว snc uec ums ช่วงแรกๆนี่ไม่ค่อยมีใครวิเคราะห์กันหรอกครับ ตอนนั้นเวลาซื้อหุ้นพวกนี้ก็ pe ประมาณ 4-5 เท่า แล้วคาดหวังว่า pe จะเพิ่มเป็น 8 เท่า .. แต่หลังจากเริ่มมีบทวิเคราะห์ออกมาเรื่อยๆ คนก็เห็นความสามารถของบริษัทเหล่านี้จนสุดท้าย pe ก็เพิ่มมาอยู่ในหลัก 12 เท่า คนที่ซื้อตั้งแต่ pe 4 เท่าถือมาจน pe 12 เท่านี่กำไรจะกระจายครับ (ปีที่แล้วผลตอบแทนของผมเลยเป็นปีที่สูงมากปีหนึ่ง)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;Q. อยากให้คุณ yoyo วิเคราะห์หุ้นในอดีต(ปัจจุบันด้วยก็ดี)ที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จ/ไม่ประสบความสำเร็จว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้างคะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;A. อันนี้ขอติดไว้ก่อนนะครับ ตอบไปท่าจะยาว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;Q. เมื่อเจอหุ้นที่น่าสนใจและทำการวิเคราะห์รายได้และกำไรในอนาคตแล้ว ตัดสินใจซื้อเลยหรือเปล่าคะ(อยากให้อธิบายขั้นตอนการซื้อและการตัดสินใจ) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;A. เมื่อเจอหุ้นน่าสนใจ วิเคราะห์รายได้และกำไร&amp;quot;&lt;strong&gt;คร่าวๆ&amp;quot;&lt;/strong&gt; ถ้าราคามันอยู่ในเกณฑ์ที่น่าสนใจผมก็จะซื้อหุ้นจำนวนนึงก่อนซักประมาณ10% ของที่ตั้งใจจะซื้อทั้งหมด สาเหตุที่ต้องซื้อแบ่งส่วนนี่เหตุผลหลักคือพอผมไม่ได้ถือหุ้นผมจะไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการศึกษาหุ้นตัวนั้นลึกๆเท่าไหร่ ก็อาศัยว่าถ้าอ่านแล้วหุ้นมันพอใช้ได้ก็จะซื้อไปก่อนส่วนนึง แล้วพอมีหุ้นอยู่ผมจะเริ่มขยันขึ้นก็จะศึกษาในเชิงลึกต่อ เช่นเข้าไปอ่านร้อยคนร้อยหุ้นให้ละเอียดขึ้น อ่าน 56-1 ในละเอียด อ่านบทวิเคราะห์เท่าที่มี จนมั่นใจว่าหุ้นนั้นดีจริงๆ สามารถคาดการณ์กำไรล่วงหน้าได้แม่นพอประมาณแล้วหลังจากนั้นก็จะซื้อให้ครบทันทีเลยครับ style การซื้อหุ้นของผมมักจะไม่ค่อยทยอยซื้อเท่าไหร่ จะเป็นพวกแบบว่าถ้าถูกใจมากๆ แล้วก็ซัดเลย คือไม่รอนานครับ ยิ่งถ้า upside ของหุ้นนั้นสูงๆแล้ว ผมไม่ค่อยเกี่ยงราคาเท่าไหร่ ลองย้อนไปอ่านบทความเรื่อง &amp;quot;เคาะ&amp;quot; ดูนะครับ ว่าทำไม่ผมถึงมองว่าการเกี่ยงราคานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเลยสำหรับหุ้น vi ที่ดีๆและมีโอกาสขึ้นไปได้สูงๆ&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/372</guid>
			<pubDate>Fri, 31 Oct 2008 10:51:28 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/10/31/372</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/372?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>สำรวจความผิดพลาดของตัวเอง </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/371</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;การวิเคราะห์หุ้นรายตัวนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ๆกันอยู่แล้วว่ามีความสำคัญมากแค่ไหนในการลงทุน แต่ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่ลงทุนมานานแล้วยังรู้สึกว่าความสามารถในการลงทุนนั้นไม่ได้มีการพัฒนามากเท่าไหร่นัก เพราะอาจจะลืมวิเคราะห์ตัวเองไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ในแต่ละปีผมจะพยายามตรวจดูว่าตัวเองมีความผิดพลาดในการลงทุนอย่างไรบ้าง เกิดจากอะไร และจะพยายามแก้ไขอย่างไร... ความผิดพลาดที่ผ่านๆมาของผมที่มักจะเกิดขึ้นจนทำให้ผลตอบแทนนั้นลดลงกว่าที่ควรจะเป็น มีคร่าวๆดังนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;1. ตัดสินใจเร็วจนเกินไป... หลายๆครั้งเมื่อผมเจอหุ้นบางตัวที่ดูแล้วน่าสนใจมากๆ ผมมักจะรีบซื้ออย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าจะมีคนมาไล่ซื้อก่อนทำให้ผมต้องซื้อหุ้นในราคาแพงขึ้น การตัดสินใจเร็วไปทำให้ผมขาดความรอบคอบ ไม่ได้ศึกษาตัวธุรกิจอย่างดีก่อนที่จะลงทุน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;2. ลงทุนนอกกรอบความถนัดของตัวเอง .. ที่ผ่านมาผมมีหุ้นอยู่ 2 ประเภทที่มักจะสร้างกำไรให้ผมได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ได้แก่หุ้นขนาดเล็กเติบโตเร็ว หรรือหุ้นที่เป็นงานประมูล นักลงทุนแต่ละคนอาจจะมีความถนัดในหุ้นแต่ละประเภทแตกต่างกันไป การลงทุนในกรอบความถนัดของตัวเองนั้นจะทำให้โอกาสขาดทุนลดลง และโอกาสทำกำไรก็มากขึ้น มีหุ้นอยู่ประเภทหนึ่งที่ผมพยายามจะเข้าไปซื้ออยู่หลายรอบ คือหุ้นที่เรียกว่าเป็น Asset play (หุ้นที่มีสินทรัพย์หักด้วยหนี้สิน เยอะว่ามูลค่าหุ้นทั้งบริษัทอยู่มาก) ตลอชีวิตการลงทุนผมผ่านหุ้นประเภทนี้มา 3 ตัว ได้แก่ charan spsu brock &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ตัวแรก charan มีเงินสด+เงินลงทุนระยะสั้น-หนี้สินทั้งหมดประมาณ 70-80 บาทต่อหุ้น ในขณะที่หุ้นมีราคา 40 กว่าบาทเท่านั้น ... ผมก็ซื้อไปถือรอไป 2 ปี แล้วก็ขายหุ้นไปในราคาประมาณ 45 พอๆกับราคาที่ซื้อมา แม้จะไม่ได้ขาดทุนอะไร (ได้เงินปันผลมาปีละประมาณ 2-3 บาท) แต่ถ้าเอาเงินไปลงทุนในกลุ่มที่ถนัดผมจะได้ผลตอบแทนสูงกว่านี้มากๆ&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;spsu เป็นบริษัทที่ทำการตลาดในกับรถซูซูกิ บริษัทมีบ.ร่วมเป็นโรงงานผลิตมอไซด์ซูซูกิ ซึ่งมีมูลค่าทางบัญชีสูงว่าเงินลงทุนที่บันทึกไว้มาก ผมลองเอาเงินสด + มูลค่าบริษัทร่วม - หนี้สินทั้งหมด ได้ประมาณ 12-14 บาทต่อหุ้น ตอนนั้นหุ้นราคาประมาณ 7 บาท... ผมซื้อไว้แล้วรอเวลา .. เมื่อเวลาผ่านไปธุรกิจของ spsu ก็แย่ลงเรื่อยๆ ส่วนแบ่งการตลาดถูกคู่แข่งทั้ง Honda และ Yamaha สุดท้ายผมก็ไปขายหุ้นราคาประมาณ 6 บาท เจ็บตัวอีกแล้ว&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;brock อันนี้เพิ่งซื้อมาเมื่อต้นปีที่แล้ว... ผมมองมูลค่าที่ดินที่ภูเก็ตของบริษัทซึ่งมีอยู่สูงมาก จากการสอบถามคนรู้จักที่เชี่ยวชาญเรื่องที่ดินที่ภูเก็ตหลายท่าน ผมตีมูลค่าที่ดินของ brock (เฉพาะที่ภูเก็ตเท่านั้น .. จริงๆบริษัทยังมีที่ดินที่อื่นอีกมาก) ได้ประมาณ 3-4 พันล้านบาท ในขณะที่บริษัทนั้นมีเงินสดมากกว่าหนี้สินทั้งหมดของบริษัทซะอีก และบริษัทนั้นซื้อขายกันที่ราคาทั้งบริษัทประมาณ 1000 ล้านบาทเท่านั้นเอง ... ผมก็ซื้อไว้ประมาณ 1 บาทกว่าๆต่อหุ้น... แล้วก็ถืออยู่เกือบปีแล้วก็ขายไปที่ประมาณ 1 บาทกว่าๆต่อหุ้นเช่นกัน &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;หุ้น Asset Play ไม่ได้มีอะไรผิดครับ มันไม่ใช่ว่าเป็นหุ้นกลุ่มที่ไม่ดี หลายๆบริษัทที่เข้าข่าย Asset play ก็จัดว่าเป็นบริษัทที่ดีที่กำลังรอเวลาจะดีขึ้นมากๆในอนาคต เพียงแต่ผมไม่มีความสามารถพอที่จะคาดการณ์ได้ว่าเมื่อไหร่ สินทรัพย์มหาศาลที่บริษัทเก็บไว้อยู่ จะแสดงมูลค่าของมันออกมาให้เห็นได้ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นจนทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นได้&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;3. หุ้นที่ผมขาดทุน ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่ผมไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหาร เพราะการเพียงนั่งอ่านข้อมูลเพียงอย่างเดียวอาจจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทได้พอสมควร แต่ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถของผู้บริหาร หรือข้อมูลเชิงลึกหลายๆอย่างเกี่ยวกับธุรกิจและบริษัทนั้น จะหาได้ยากมากถ้าไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหาร ที่ผ่านมาผมก็ไม่ค่อยจะเข็ดเท่าไหร่.. เพราะผิดข้อนี้ซ้ำๆอยู่หลายรอบ เนื่องจากหุ้นบางตัวเราหาโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหารได้ยาก (จะมีก็เฉพาะงานประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น) หลายครั้งผมอ่านข้อมูลหุ้น หรือข่าวบางชิ้นก็ทำให้อยากซื้อหุ้นทันที เพราะรู้สึกว่ากว่าจะรอให้ประชุมผู้ถือหุ้นก็คงไม่ทันการณ์ แต่สุดท้ายก็ต้องมาเจ็บตัวเพราะหุ้นพวกนี้เป็นประจำ... ตอนนี้ผมเลยพยายามตั้งกฏขึ้นมาให้ตัวเองว่า &amp;quot;การลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ (เช่นเกิน 10% ของเงินลงทุน) ผมจะต้องได้คุยกับผู้บริหารก่อนเสมอ&amp;quot;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ยิ่งเราพบจุดอ่อนตัวเองและหาทางแก้ไขจุดอ่อนของเรามากเท่าไหร่ เราก็จะมีฝีมือในการลงทุนที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน.... การปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอนั้นสำคัญไม่เฉพาะเรื่องของการลงทุนเท่านั้นนะครับ ลองประยุกต์เอาไปใช้กับเรื่องนิสัยส่วนตัว การทำงาน หรือครอบครัว และจะรู้ว่าชีวิตคนเรานั้นสามารถพัฒนาได้ตลอดเวลา และเราก็พร้อมที่จะเป็นนักลงทุนที่มีคุณภาพทั้งในแง่การเงินและการใช้ชีวิตครับ :)&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/371</guid>
			<pubDate>Fri, 31 Oct 2008 10:50:10 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/10/31/371</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/371?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>การบริหาร Port style yoyo </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/370</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;บทความนี้เขียนครั้งแรกที่ &lt;/font&gt;&lt;a href=&quot;http://www.yoyoway.com/&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;www.yoyoway.com&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt; Saturday, January 26, 2008&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;นอกจาการเลือกหุ้นที่ดีในราคาที่ไม่แพงแล้ว การจัดจำนวนหุ้นใน port รวมถึงสัดส่วนใน port นี่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เรื่องของการจัดสัดส่วนใน port นี่ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้เห็นความสำคัญในการเขียนถึงซักเท่าไหร่เคยเขียนก็แค่จำนวนหุ้นใน port ... แต่มาในช่วงหลังๆนี้ผมเจอเพื่อนๆคนรู้จักที่มีปัญหาในการลงทุนเนื่องมาจากการบริหาร port เป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะเลือกหุ้นได้ดีแล้ว หรือบางทีเจอเพื่อนที่ให้แนะนำหุ้นลงทุนให้ ผมก็บอกไป 3-4 ตัว ... ตอนบอกไปก็คิดว่าเพื่อนมันจะไปซื้อตามทั้ง 3-4 ตัว ที่ไหนได้มันหยิบมาแค่ตัวเดียว แล้วซื้ออัดมันทั้ง port ผลที่ตามมาก็คือปีที่แล้วทั้งปีผลตอบแทนมันแทบจะไม่ไปไหนเลย บางคนอาจจะถอยหลังซะด้วยซ้ำ เพราะดันไปเลือกหุ้นที่ผมอาจจะวิเคราะห์ผิด หรือหุ้นนั้นมันดีจริงๆแหละ แต่ราคามันก็ลงเอาลงเอา ในขณะที่หุ้นตัวอื่นๆทีมันไม่ได้เลือก วิ่งเป็น 100% แบบสบายๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;แต่ก่อนผมเองก็เคยผ่านช่วงที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องการบริหาร port เท่าไหร่ เคยซื้อหุ้นมันตัวเดียวเกือบทั้ง port โชคดีที่หุ้นนั้นๆมันวิ่งขึ้นเยอะ ก็เลยไม่ได้เดือดร้อนอะไรเท่าไหร่ แต่หลังจากลงทุนไปเรื่อยๆผมก็เริ่มเห็นประโยชน์ของการจัด port มากขึ้น ซึ่ง Style การจัด port ของผมนั้นอาจจะแตกต่างจากหลักวิชาการ Portfolio Management ที่เด็ก Finance หรือ MBA ได้เรียนกันมาก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ผมเป็นพวกไม่ค่อยจะเชื่อหลักวิชาการเป๊ะๆเท่าไหร่อยู่แล้ว อาศัยประสบการณ์มั่วๆคิดขึ้นมาเอง :)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ลองทำตามกันดูง่ายๆนะครับ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- เริ่มต้นโดยผมเอาจำนวนหุ้น และราคาตลาดของหุ้นที่ผมถืออยู่ในไปใส่ในตาราง Excel ที่สร้างขึ้นมาเองง่ายๆ โดยมีช่อง ชื่อหุ้น จำนวนหุ้น ราคาตลาด และมูลค่าหุ้น (มูลค่าหุ้น = จำนวนหุ้น x ราคาตลาด)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- เพิ่ม Column มาอีก 1 ช่องให้เป็น &amp;quot;สัดส่วนใน port&amp;quot; โดยเอามูลค่าหุ้นตัวนั้นๆ หารด้วยผลรวมมูลค่าหุ้นทั้ง port แล้วคูณด้วย 100 จะได้ออกมาเป็นสัดส่วน % &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- เพิ่ม Column อีก 2 ช่องให้ชื่อว่า &amp;quot;ราคาเป้าหมาย&amp;quot; และ &amp;quot;Upside Gain&amp;quot; ช่องแรกก็ตรงตัวครับ เราต้องคิดประมาณราคาเป้าหมายของหุ้นออกมาให้ได้แล้วใส่ลงไป ส่วนในช่อง Upside Gain เอาผลต่างของราคาเป้าหมายกับราคาตลาด หารด้วยราคาตลาดแล้วคูณ 100 ก็จะได้เป็นผลตอบแทนที่น่าจะได้รับ ณ ราคาตลาดเวลานั้นๆ ถ้าหุ้นมันขึ้นไปตามเป้าหมายจริงๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- เพิ่ม Colunm อีก 2 ช่องให้ชื่อว่า &amp;quot;ระดับความมั่นใจ&amp;quot; และ &amp;quot;ผลตอบแทนคาดหวัง&amp;quot; ระดับความมั่นใจที่เราใส่ลงไปจะต้องสอดคล้องกับราคาเป้าหมายที่เราใส่ไปก่อนหน้านะครับ เช่นผมคาดว่าหุ้น A ราคา 10 บาท มีเป้าหมาย 15 บาท และผมมั่นใจค่อนข้างมากว่ากำไรจะเป็นไปตามคาด ก็จะให้คะแนนเยอะๆ โดยมีตั้งแต่ 1-10 (ความมั่นใจจะมาจากข้อมูลที่เรามีในการวิเคราะห์ ความยากง่ายในการวิเคราะห์ ความผันผวนของกำไรของหุ้นนั้นๆ) ส่วนช่องผลตอบแทนคาดหวัง ก็เอา Upside Gain มาคูณกับระดับความมั่นใจแล้วหารด้วย 10 ค่าก็จะออกมาเป็น %&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;หลังจากเราสร้างตารางทั้งหมดเสร็จแล้วผมจะสอนต่อไปว่าเราจะใช้ประโยชน์จากมันยังไง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;1. เราควรจะถือหุ้นอย่างน้อย 3 ตัว เพราะการปรับ Port จะทำได้ลำบากมาก ขณะเดียวกันก็อย่างถือเยอะจนเกินไปจนไม่มีเวลาติดตามพื้นฐานของหุ้นใน port จะให้ดีก็ประมาณ 4-6 ตัวนี้กำลังสวยเลย (ปัจจุบันผมมีประมาณ 4 ตัว)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;2. ทีนี้ให้เราดูช่องสุดท้าย (ผลตอบแทนคาดหวัง) หุ้นตัวไหนมีค่ามากๆ เราก็ควรจะซื้อเป็นสัดส่วนมากๆใน Port เพราะฉะนั้นตรงช่อง &amp;quot;สัดส่วนใน port&amp;quot; กับ &amp;quot;ผลตอบแทนคาดหวัง&amp;quot; ก็ควรจะสอดคล้องกัน ตัวที่ผลตอบแทนคาดหวังต่ำๆ สัดส่วนใน Port ก็ควรจะน้อยตาม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;3. เมื่อเราทำการซื้อขายหุ้นจนปรับสัดส่วนหุ้นใน Port ได้ตามข้อที่ 2 แล้วที่นี้เราก็นั่งสบายใจได้เลย แล้วปล่อยให้หุ้นมันทำงานหาเงินให้เราต่อไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;4. อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามีข้อมูลของหุ้นนั้นเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลแง่บวกหรือแง่ลบที่ส่งผลให้ราคาเป้าหมายของเรานั้นเปลี่ยนแปลงไป เราก็ต้องไปเปลี่ยนค่าราคาเป้าหมายใหม่ด้วย หรือบางทีการมีข้อมูลหุ้นเพิ่มขึ้นจะทำให้ระดับความั่นใจของเรานั้นเพิ่มขึ้น เราก็ควรไปปรับระดับความมั่นใจของหุ้นด้วย ทีนี้พอค่าที่เราใส่ลงไปเปลี่ยน ระดับผลตอบแทนคาดหวังนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงตาม ถ้าค่ามันเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เราก็สามารถที่จะปรับสัดส่วนหุ้นใน Port ของเราใหม่ได้ โดยการขายหุ้นที่มั่นใจน้อยไปซื้อหุ้นที่มั่นใจมากขึ้นได้ อย่างปีนี้ผมก็มีการปรับ port ครั้งใหญ่ไป 1 ครั้ง เมื่อได้ข้อมูลหุ้น TR เพิ่มขึ้นซึ่งทำให้เป้าหมายหุ้น TR นั้นเพิ่มขึ้นและระดับความั่นใจก็เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลตอบแทนคาดหวังนั้นเพิ่มขึ้นจนมีค่ามากที่สุดใน Port ผมจึงตัดสินใจขายหุ้นตัวที่มีผลตอบแทนคาดหวังน้อยที่สุดออกไปแล้วเอาซื้อ TR เพิ่ม รวมทั้งยังขายหุ้นที่ผลตอบแทนคาดหวังรองๆลงมามาซื้อ TR เพิ่มขึ้น เพื่อให้สัดส่วนหุ้น TR เพิ่มขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งเพื่อให้สอดคล้องกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;5. กรณีที่หุ้นแต่ละตัวมีราคาขึ้นลงที่แตกต่างกันในแต่ละวัน ซึ่งจะทำให้ช่องราคาตลาดของเรานั้นเปลี่ยนแปลง และก็ย่อมส่งผลถึงไอ้เจ้าผลตอบแทนคาดหวังของเราให้เปลี่ยนแปลงอีก โดยเฉพาะเมื่อมีหุ้นบางตัวราคาเพิ่มขึ้นมากๆ ในขณะที่หุ้นบางตัวราคาลดลงมากๆ ผลตอบแทนคาดหวังของหุ้นที่ขึ้นเยอะๆจะลดลง และผลตอบแทนคาดหวังของหุ้นที่ลงเยอะๆจะเพิ่มขึ้น หลายๆครั้งผมก็จะทำการปรับสัดส่วนหุ้นใน port ใหม่ให้สอดคล้องกับผลตอบแทนคาดหวัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;6. การปรับ Port ในข้อ 4 และ 5 นั้นไม่ควรจะปรับบ่อยครั้งจนเกินไป ควรจะทำเฉพาะกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจริงๆเท่านั้น ไม่งั้นคนที่จะรวยก็คือโบรกเกอร์ของเราครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ข้อดีของการบริหาร port แบบนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- เป็นการจัด Port โดยใช้หลักทางวิชาการมาช่วยตัดสินใจการซื้อขายหุ้นซึ่งถ้าเราไม่ได้คำนวณออกมาแบบนี้การจัดสัดส่วนจะทำไปตามสัญชาติญาณซึ่งหลายๆครั้งมันก็อาจจะผิดได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- เป็นการหลีกเลี่ยงการถือหุ้นน้อยตัวใน port ซึ่งมีความเสี่ยงมากๆ ไม่ว่านักลงทุนท่านไหนจะเก่งซักแค่ไหน ผมเชื่อว่าก็มีโอกาสผิดพลาดบ้าง โดยที่นักลงทุนที่เก่งอาจจะเลือกหุ้นมา 10 ตัวอาจจะพลาดซัก 1-2 ตัว คงไม่มีใครที่เก่งขนาดเลือกหุ้นไม่เคยพลาดเลยในชีวิต แม้เราจะมั่นใจมากแค่ไหนถ้าเราลงทุนในหุ้นเพียงตัวเดียวทั้ง port แล้วมันดันเป็นไอ้เจ้า 1 ในสิบตัวที่เป็นตัวที่เราคิดผิด... อาจจะทำให้ผลตอบแทนของเรานั้นต่ำมาก หรืออย่างรุนแรงก็อาจจะขาดทุนอย่างหนัก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- การลงทุนในหุ้นตัวเดียวทั้ง port นั้นความยืดหยุ่นต่ำ เพราะบางครั้งแม้ว่าเราจะวิเคราะห์มาดีแล้ว ผลงานของบริษัทก็เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ทุกอย่าง แต่ในบางครั้งราคาหุ้นอาจจะไม่สะท้อนออกมาในทันที คุณอาจจะต้องรอเป็นเวลา 1 ปี 2 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น ซึ่งถ้ามีหุ้นตัวเดียวที่ดีแล้วดันฟลุ๊คไปเจอหุ้นที่มันไม่สะท้อนราคาพื้นฐานขึ้นมา ผลตอบแทนของ port เราจะอืดอาดไปถนัดตา แต่ถ้าเรามีหุ้นใน port ซัก 4 ตัว มันก็จะมีหุ้นบางตัวที่สะท้อนมูลค่าแล้วราคาวิ่งขึ้นไป บางตัวอาจจะไม่ไปไหนเลยทั้งๆที่ผลประกอบการออกมาดีมาก เราก็สามารถขายหุ้นที่ขึ้นเยอะๆ (ผลตอบแทนคาดหวังลดลง) ไปซื้อหุ้นที่ราคาไม่ไปไหนแต่ผลประกอบการออกมาดี (ผลตอบแทนคาดหวังอาจจเพิ่มขึ้นหรือไม่เปลี่ยนแปลง) ซึ่งจะทำให้ port เรานั้นมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น และสามารถเดินหน้าทำผลตอบแทนให้เราได้ในทุกจังหวะเวลา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- สามารถทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาลงและขาขึ้น ... อ้าวคงงงสิครับ ไอ้ขาขึ้นแล้วกำไรก็คงไม่แปลก ว่าแต่ไอ้ขาลงนี่จำกำไรได้ยังไง ผมยกตัวอย่างง่ายๆถึงเหตุการณ์ในช่วงนี้นะครับ ที่ตลาดหุ้นนั้นไหลลงมาค่อนข้างลึกมาก ... ผมก็ใช้หลักการจัด port ง่ายๆแบบข้างต้น คือ หุ้นทั้งหมด 4 ตัวของผมนั้นก็ไหลลงทุกตัวเหมือนกัน ... แต่บางตัวก็ลงเยอะ บางตัวก็ลงน้อย ตัวที่ลงเยอะๆ ผลตอบแทนคาดหวังมันจะเพิ่มขึ้นเยอะกว่าตัวที่ลงน้อยๆ เพราะฉะนั้นผมก็อาจจะขายหุ้นที่ลงน้อยๆบางส่วน ไปซื้อหุ้นที่ลงเยอะๆแทน การทำแบบนี้ ไม่ได้ทำให้เราเห็นกำไรในทันที แต่จะเป็นทำให้ผลตอบแทนในอนาคตของ port เรานั้นเพิ่มขึ้น เพราะเราสามารถขายหุ้นที่มี upside น้อยไปซื้อหุ้นที่มี upside เยอะแทน เมื่ออนาคตราคาหุ้นมันเป็นไปตามเป้าหมายที่เราคิดไว้ การปรับ port แบบนี้ก็จะทำให้ผลตอบแทนของเรานั้นดีกว่าการอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเลย (ความเชื่อที่ผิดอย่างหนึ่งของ vi หลายๆคนคือ &amp;quot;ถ้าหุ้นไม่เปลียนแปลงพื้นฐาน เราไม่ควรจะขาย&amp;quot; คาดเชื่อนี้ถูกแค่ครึ่งเดียวครับ จริงๆแล้วเราควรจะขายหุ้นทิ้งด้วย เพื่อไปซื้อหุ้นอื่นๆที่มีอนาคตมากกว่า มีโอกาสทำกำไรได้มากกว่าครับ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- กรณีขาขึ้นก็เช่นกันกับขาลง คือหุ้นบางตัวมันขึ้นเยอะ บางตัวมันขึ้นน้อย ถ้ามันขึ้นต่างกันมากผลตอบแทนคาดหวังของหุ้นมันจะมีการเปลี่ยนแปลงต่างกันมาก เราก็สามารถปรับ port ขายหุ้นที่ขึ้นเยอะมาซื้อหุ้นที่ขึ้นน้อยแทนได้เช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ไม่รู้ว่าเนื้อหาคราวนี้มันยากเกินไปรึเปล่านะครับ ผมเองก็นั่งเขียนตั้งนาน หาวิธีอธิบายให้เห็นภาพ นี่ถ้าเป็นเพื่อนกันพูดให้ฟังต่อหน้านี่พูดจบไปตั้งแต่ 5 นาทีแรกแล้วมั๊ง นี่เขียนอยู่เป็นชม. ยังไม่เสร็จเลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ปล.1 เน้นนะครับ ว่าการปรับ port ไม่ควรทำบ่อยจนเกินไป เพราะค่า com มันจะกินกำไรเราหมด ควรจะทำเมื่อมีการเปลี้ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น ปกติในเดือนนึงผมอาจจะมาคิดสัดส่วนซักครั้งว่าจะปรับ port อย่างไร นอกจากว่าจะเป็นช่วงที่หุ้นมันมีการเปลี่ยนแปลงราคาหรือพื้นฐานเยอะๆ เช่นช่วงที่ตลาดๆผันผวนแบบนี้ ช่วงที่มีการประกาศผลประกอบการ เพราะข้อมูลจะเยอะขึ้นทำให้ราคาเป้าหมาย และระดับความั่นใจนั้นเปลี่ยนแปลงได้มาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ปล.2 จริงๆว่าจะเอาตารางของผมมาลงไว้ให้จะได้อธิบายได้ง่าย เห็นภาพชัดเจนกว่า แต่ไม่รู้วิธีเอาตารางมาลง ทำไม่เป็นครับ แฮะๆ&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/370</guid>
			<pubDate>Fri, 31 Oct 2008 10:49:07 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/10/31/370</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/370?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>สรุปการลงทุนปี 50 </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/369</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;บทความนี้เขียนครั้งแรกที่ &lt;/font&gt;&lt;a href=&quot;http://www.yoyoway.com/&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;www.yoyoway.com&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt; Thursday, January 10, 2008&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;ปี 50 ผมทำผลตอบแทนได้ประมาณ 138% &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;หุ้นที่ทำกำไรให้ผมตัวหลักๆก็มี snc demco uec ums tr &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;ส่วนตัวที่ทำให้เจ็บตัวก็มีอยู่หลักๆ 2 ตัวคือ trt และ brock&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;- มองหุ้นโดยใช้เพียง pe มากจนเกินไปโดยไม่ได้ดูความสามารถในการบริหาร จุดแข็งจุดด้อยของบริษัท อย่างตอนซื้อ trt ตอนต้นปีเพราะเห็นว่าหุ้น pe ประมาณ 4 เท่า แต่ไม่ได้ดูเลยว่าบริษัทนั้นมีปัญหาเรื่องวัตถุดิบ ไม่ได้มีความแข็งแกร่งมาก ลักษณะงานเป็นงาน jobๆ ใหญ่ .. กำไรผันผวนตามแต่การส่งมอบงาน ที่สำคัญหนี้สินต่อทุนนั้นก็สูงมากๆ ถ้าบริษัทสะดุดอะไรไปโอกาสพลาดก็สูง สุดท้ายก็ซื้อไล่ราคาตั้งแต่ 4.4 ไปยัน 4.8 ... สุดท้ายตอนขายหุ้นทิ้ง (พอรู้ว่าตัวเองวิเคราะห์ผิด) ตั้งแต่ 4.8 ลงมา 4.2 ขาดทุนไป แต่ก็ไม่ได้มากเท่าไหร่ เพราะไม่ได้ถือเป็นสัดส่วนเยอะใน port &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;- สาเหตุของการตัดสินใจผิดซื้อหุ้น trt ในช่วงต้นปีผมเชื่อว่า เป็นเพราะในปี 49 ผมทำกำไรได้สูงมากถึง 200 กว่า% ทำให้เริ่มต้นปี 50 มาผมเกิดอาการโลภว่าอยากทำผลตอบแทนให้ได้สูงๆ อีก .. ทำให้การตัดสินใจของตัวเองนั้นคิดแบบอารมณ์ชั่ววูบเกินไป อยากเล่นหุ้นที่ได้ผลตอบแทนเร็วๆ เลยตัดสินใจซื้อหุ้นโดนคิดไม่รอบคอบเพียงพอ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;- ตอนถือ snc แล้วเพิ่มทุน ก็หลอกตัวเองไปหน่อยครับ .. รู้ว่าคงเพิ่มทุนแน่ .. แต่คิดแบบเข้าข้างตัวเองว่าเค้าจะใช้เงินเท่าไหร่ คิดเองว่าการเพิ่มทุนน่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่มากเกินไปยอมรับได้ .. แต่ลืมคิดไปว่าธุรกิจเค้าต้องวางแผนล่วงหน้ากันระยะยาว ต้องมองการลงทุนในอนาคตหลายๆปี ผมไปคิดแค่ว่าจะซื้อโรงงานใหม่ ขยายเครื่องจักรต้องใช้เงินเท่าไหร่ใน 1 ปี เลยทำให้ผมมองผลของการเพิ่มทุนนั้นน้อยเกินไป ... แทนที่จะกำไร snc เยอะ ก็ขาดทุนกำไรไปพอสมควร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;- ผมไปลงทุน brock เพราะบริษัทมี asset สูง ... แต่ก็ติดกับดักของหุ้น asset play ว่าเมื่อยังไม่ unlock value นี่โอกาสที่มันจะสะท้อนมูลค่าก็ยากหน่อย และโดยปกติผมจะวิเคราะห์หุ้นที่เน้นด้วย pe เป็นหลัก เพราะอยู่ในอนาคตที่พอจะคาดการณ์ได้ มี time frame ชัดเจนว่าบริษัทน่าจะกำไรในระยะเวลาเท่าไหร่.. หุ้นก็น่าจะสะท้อนได้ในช่วงไหน แต่ผมหลุดออกจากกรอบความถนัดตัวเองที่ใช้การวิเคราะห์ pe เป็นหลัก และเน้นหุ้นที่มีความแข็งแกร่งและมี growth เด่น มาลงทุนในหุ้น asset play ที่มี time frame ในการลงทุนไม่แน่นอน .. คือหุ้นมีราคาถูกแน่ๆ ไม่เถียง .. แต่มันจะถึงเวลาของมันเมื่อไหร่ก็ยังคาดการณ์ไม่ได้แน่ชัด .. สุดท้าย brock ก็ไม่ได้ทำให้ผมขาดทุนมากมายเท่าไหร่ ... คงไม่กี่ % แต่ทำให้เงินมันจมอยู่ไม่ได้มีโอกาสไปซื้อหุ้นตัวที่ดีๆกว่า มี time frame นี่ชัดเจนกว่า &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;- ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว .. ผมถือหุ้น brock ณ เวลานั้นๆเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ซึ่งสูงเกินไปสำหรับหุ้นที่ไม่ใช่ทางถนัดของตัวเอง .. ทำให้ผลกระทบของความผิดพลาดในข้อที่แล้วรุนแรงขึ้น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;- สังเกตุหุ้นที่ผมซื้อแล้วกำไรเยอะๆจะเห็นว่าเป็นหุ้นที่มีหจุดเด่นในตัวเองอย่างเห็นได้ชัด บางตัวมี Barrier to Entry สูงมากๆ บางตัวอยู่ในอุตหสากรรมที่กำลังเติบโตดีมากๆ บางตัวก็มีจุดเด่นครบทั้ง 2 ด้าน จะมีตัวที่ไม่เข้า spec นี้ก็คือ demco ตัวเดียว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;เพราะฉะนั้นแล้ว .. ในปี 51 นี้ผมจะพยายามลงทุนเฉพาะใน &amp;quot;กรอบที่ตัวเองถนัด ซื้อหุ้นที่มีความแข็งแกร่ง อยู่ในอุตหสกรรมที่ดี และมีการเติบโต โดยไม่หลงไปกับความโลภที่มักจะทำให้การตัดสินใจของผมแย่ลง ไม่รอบคอบจนนำมาสู่ความผิดพลาดในการลงทุนได้&amp;quot; ปี 50 นี่เป็นปีที่สอนบทเรียนหลายๆอย่างให้ผมได้พอสมควรเลยครับ ขอบคุณปี 50 แล้วเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ลองทบทวนดูแล้วรึยังครับว่า 1 ปีที่ผ่านของตัวเองเป็นยังไงบ้าง&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/369</guid>
			<pubDate>Fri, 31 Oct 2008 10:46:52 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/10/31/369</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/369?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>หุ้นหมัดน๊อก </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/368</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;บทความนี้เขียนครั้งแรกที่ &lt;/font&gt;&lt;a href=&quot;http://www.yoyoway.com/&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;www.yoyoway.com&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt; Saturday, November 17, 2007.&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;หุ้นที่ผมชอบมากๆคือหุ้นที่มีโอกาสทำกำไรได้สูงและมีโอกาสที่จะขาดทุนต่ำ ซึ่งผมตั้งชื่อว่า&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #3333ff&quot;&gt;หุ้นหมัดน๊อก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: #333333; font-family: Arial&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #000000&quot;&gt;ในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมา ผมพยายามนั่งคิดย้อนกลับไปว่าหุ้นที่ทำกำไรให้ผมมากๆ และขณะเดียวกันไม่ค่อยทำให้ผมขาดทุน ส่วนใหญ่มีลักษณะอย่างไร หลังจากได้พูดคุยกับเพื่อนนักลงทุนหลายๆคน ผมก็เลยพอจับลักษณะสำคัญของหุ้นที่ทำกำไรสูงได้ว่าต้องมีหมัดเด็ด 2 หมัดนี้เป็นสำคัญ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;หมัดที่ 1. เป็นหุ้นที่มี pe ต่ำ - pe ที่พูดถึงในที่นี้จะต้องมองไปในอนาคตนะครับ คือจะต้องคาดการณ์ผลกำไรในอนาคตให้ได้แล้วประเมิน pe ออกมา ยิ่ง pe ต่ำเท่าไหร่ หมัดนี้ก็ยิ่งหนักเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;หมัดที่ 2. เป็นหุ้นที่มี Growth ของกำไรในอนาคตที่ค่อนข้างสูง - แนวโน้มของผลกำไรในอนาคตจะต้องสูงขึ้นติดๆกันหลายๆปี ไม่ใช่ปีหน้าโตสูง แต่ปีถัดไปอาจจะแย่แบบนี้ไม่เอา ผมว่า growth ที่พอจะเป็นหมัดน๊อกได้นี้ควรจะอย่างต่ำก็ซัก 25% ขึ้นๆไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;หุ้นที่มีหมัดเด็ดครบทั้ง 2 หมัดนั้นค่อนข้างหายาก แต่ถ้าเจอแล้วจะสร้างกำไรให้เราได้มาก... ลองมาดูกันนะครับว่ามันมีมันสร้างกำไรให้เราได้อย่างไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&lt;em&gt;&lt;span style=&quot;color: #009900&quot;&gt;กรณีเข้าเป้าทุกหมัด (ที่ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้)&lt;/span&gt;&lt;/em&gt; สมมติผมสามารถซื้อหุ้นที่มีราคา 6 บาท eps สิ้นปีนี้ประมาณ 1 คิดเป็น pe ประมาณ 6 เท่า และมี growth สูงในอนาคตหลายๆปี หุ้นตัวนี้มี pe เหมาะสมที่คนส่วนใหญ่ให้ประมาณ 8 เท่า (อาจจะดูได้จากค่า pe ที่บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ หรือถ้าไม่มีบทวิเคราะห์ก็ใช้การประมาณ pe ที่เหมาะสมอย่างที่เคยเขียนในบทความก่อนๆ ตรงนี้ไม่มีสูตรตายตัว) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- ถ้ากำไรของหุ้นสามารถเติบโตไปได้ประมาณ 25% ต่อปี โดยที่หุ้นยังคงซื้อขายกันที่ pe 6 เท่าอยู่ตลอด การซื้อหุ้นถือยาวๆก็จะได้ผลตอบแทนประมาณปีละ 25% &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- แต่ถ้าหุ้นปรับขึ้นไปซื้อขายเป็น pe 8 เท่า ใน 1 ปีข้างหน้ากำไรจะเพิ่มเป็น 1.25 บาท ทำให้ซื้อขายกันที่ราคา 10 บาท ทำให้ได้ผลตอบแทนถึง 67% ใน 1 ปีเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- มากไปกว่านั้นซึ่งผมเรียกว่าเป็นกรณีพิเศษ (ซึ่งหลายๆครั้งก็มีโอกาสเกิดขึ้นอยู่บ้าง และทำกำไรให้ port ผมมากๆ) คือการที่ตลาดเริ่มเห็นหุ้นค่าของหุ้นตัวนี้ว่ามีการเติบโตค่อนข้างสูง ทำให้หุ้นเป็นที่นิยมมากขึ้นและค่า pe ที่เหมาะสมถูกปรับขึ้นมากกว่าเดิมจาก 8 เท่าไปเป็น 10 เท่า 12 เท่า หรือแม้แต่ 15 เท่า เมื่อบริหารโตไป 25% ราคาหุ้นที่ควรจะเป็น ณ pe 8 10 12 15 เป็นดังนี้ 10 12.5 15 18.75 บาท ตามลำดับ เทียบจากต้นทุนที่ซื้อมาที่ 6 บาท จะทำผลตอบแทนได้สูงถึง 67% 108% 150% 212.5% ตามลำดับเช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;หุ้นประเภทนี้ถ้าให้ยกตัวอย่างในปีนี้จะเห็นได้ชัดๆ 3 ตัว คือ snc uec และ ums เพราะเมื่อช่วงต้นปี ผมก็ได้ยินคนพูดถึงหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้อยู่หลายคน ซึ่งส่วนใหญ่เค้าก็จะซื้อหุ้นแล้วประเมินกันว่า pe เหมาะสมน่าจะประมาณ 8 เท่า growth ของหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้อยู่ในหลัก 25-30% ขึ้นไปทั้งนั้น และมีแนวโน้มจะโตในลักษณะนี้ไปหลายปี คนที่ซื้อช่วงนั้นส่วนใหญ่ก็ซื้อหุ้นกันประมาณ pe 6-7 เท่ากัน พอเวลาผ่านไปผลประกอบการเริ่มแสดงออกมาให้เห็นก็เห็นได้ชัดส่วนหุ้นทั้ง 3 ตัวมีแนวโน้มกำไรที่โตมากจริงๆ คนเริ่มเข้ามาสนใจมากขึ้น นักวิเคราะห์ก็เริ่มเข้ามาวิเคราะห์ ทำให้ pe ของหุ้นทั้ง 3 ตัวนั้นถูกมองไปถึงระดับ 12 เท่าเป็นอย่างต่ำ (ums ตัวเดียวที่ดูเหมือนว่าจะให้กันระดับสูงถึง 15 เท่า) snc วิ่งจากประมาณ 7 บาทไปเป็น 14 บาท uec จาก 12 บาทไปเป็น 40 บาท (ก่อนแตกพาร์) และ ums จาก 15 บาทไปถึงหลัก 100 บาท (ปรับพาร์ให้ตรงกัน)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ปีนี้ก็โชคดีที่ผมและเพื่อนหลายๆ ได้ซื้อหุ้นทั้ง 3 ตัวมากน้อยบ้างตามจังหวะทำให้ได้ผลตอบแทนกันสูงมาก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&lt;em&gt;&lt;span style=&quot;color: #009900&quot;&gt;กรณีพลาดไป 1 หมัด เข้าเป้าหมัดเดียว&lt;/span&gt;&lt;/em&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- เช่นหุ้นอาจจะโตน้อยกว่าที่คิดเช่นคาดไว้ว่าจะโต 25% กลับโตแค่ 10% แต่ถ้าเราซื้อมาใน pe ที่ต่ำนั้นยังมีความเป็นไปได้ที่หุ้นจะปรับ pe เพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า ซึ่งการโต 10% ก็ให้ eps เป็น 1.1 แต่ราคาซื้อขายก็ไปได้ถึง 8.8 หรือ 11 บาท จากทุนที่ซื้อมา 6 บาทก็ยังสร้างผลตอบแทนได้มาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- หรือหุ้นอาจจะโตไปตามคาด 25% แล้วหุ้นมี pe อยู่ที่ 6 หรือ 8 เท่า ผลตอบแทนก็ยังอยู่ในระดับที่ 25% และ 67% ซึ่งก็ไม่ได้น้อยเลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;เพราะงั้นจะเห็นว่าถ้าเรามีหมัดเด็ดอยู่ 2 หมัด แม้บางหมัดอาจจะพลาดเป้าไปบ้างแต่ก็ยังพอที่จะอัดผลตอบแทนได้เพียงพอ ยิ่งถ้าเข้าเป้าทั้ง 2 หมัดได้เน้นๆแบบหุ้นทั้ง 3 ตัวข้างต้น ก็จะสร้างผลตอบแทนให้ port ได้ระดับ 100% ได้เลย (ปีนี้ผมเจอคนที่ผลตอบแทนระดับ 100% ขึ้นไปแทบจะนับไม่ถ้วนเพราะเจ้าหุ้น 3 ตัวนี้แหละ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&lt;em&gt;&lt;span style=&quot;color: #009900&quot;&gt;กรณีหุ้นที่มีหมัดเด็ดอยู่หมัดเดียว&lt;/span&gt;&lt;/em&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- เช่นหุ้นที่มีคุณภาพดี มีแนวโน้มกำไรโตดี เช่น 20-25% แต่มี pe สูงถึง 15 หรือ 20 เท่า ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามคาด การถือหุ้นก็จะให้ผลตอบแทนเท่ากับ growth การที่ pe จะปรับเพิ่มขึ้นคงยากเพราะมันสูงมากอยู่แล้ว นี่ยิ่งถ้าเกิดว่าเราคาดการณ์ผิด หมัด growth ที่ยิ่งออกไปไม่เข้าเป้า แทนที่จะ growth 25% บริษัทกลับโตเพียง 5% และมีการปรับ pe ลดลง (หุ้นที่ pe สูงมักจะมีการคาดหวังสูง ถ้ากำไรไม่ได้โตตามที่คาดการณ์ไว้ การปรับ pe ลดลงก็มีให้เห็นบ่อย) กรณีแบบนี้จะทำให้ขาดทุนเอาได้ง่ายๆ ในขณะที่ถ้าได้ผลตอบแทนก็คงไม่ได้สูงมากอะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- หุ้นที่ growth ไม่สูง แต่ pe ต่ำ แบบนี้ถ้าเป็นไปตามคาดคือกำไรอาจจะโตได้ซัก 10% แล้ว pe ปรับเพิ่มได้อีก ก็ได้ผลตอบแทนสุงกว่า 10% กรณีที่แย่หน่อยคือ pe ไม่ได้ปรับเพิ่มอย่างน้อยก็จะได้ผลอตอบแทนอย่างต่ำประมาณ 10% &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;จะเห็นว่าการถือหุ้นที่มีหมัดเด็ดเพียงหมัดเดียวนั้น นอกจากจะให้ผลตอบแทนไม่สูงแล้ว จะมีโอกาสที่จะทำให้เราขาดทุนได้มากด้วยเช่นกัน แต่การจะหาหุ้นที่มีหมัดเด็ดครบ 2 หมัดนั้น โอกาสเจอก็ค่อนข้างยากพอสมควร ใน 1 ปีเจอซักตัวก็ดีใจแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;เพราะฉะนั้น ถ้าเราเจอหุ้นที่ครบเครื่องทั้ง 2 หมัด เราควรจะซื้อในสัดส่วนที่สูงของ port (แต่ก็ไม่ควรเกิน 50% เพราะของแบบนี้อะไรก็ไม่แน่นอน มันอาจจะพลาดก็เป็นได้) แต่ถ้ายังหาไม่เจอจริงๆ การถือหุ้นหมัดเดียวก็ยังพอยอมรับได้ แต่ต้องมั่นใจจริงๆว่าหมัดนั้นจะเข้าเป้า อย่างปัจจุบันผมยังถือหุ้นตัวนึงอยู่ซึ่งตอนนี้เอง pe ก็อยู่ในระดับสูงถึง 12 เท่าแล้ว การที่ pe จะปรับขึ้นอีกคงเป็นไปได้ยาก แต่ผมยังค่อนข้างมั่นใจว่าผลกำไรในอนาคตยังมี growth อยู่ในระดับที่สูงอยู่ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยๆ คงเข้าเป้าซักหมัดแน่ๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ปล. ถ้าคนเคยอ่านหนังสือของ Peter Lynch อาจจะจำอัตราส่วน PEG ได้ .... คือเอา p/e หารด้วย growth ซะ .. ค่ายิ่งน้อยยิ่งดี .. จริงๆก็มีพื้นฐานแนวคิดคล้ายๆกันครับ ผมเอามาอธิบายในภาษาแบบของผมเอง&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/368</guid>
			<pubDate>Fri, 31 Oct 2008 10:45:54 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/10/31/368</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/368?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>การวิเคราะห์ตัวเลขและคุณภาพ </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/367</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;บทความนี้เขียนครั้งแรกที่ &lt;/font&gt;&lt;a href=&quot;http://www.yoyoway.com/&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;www.yoyoway.com&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt; Monday, October 01, 2007&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;การวิเคราะห์เลือกหุ้นที่จะซื้อลงทุนในแนว vi นั้นผมแบ่งออกมาได้เป็น 2 แบบ คือ แบบที่เน้นการวิเคราะห์ตัวเลขและแบบที่เน้นการวิเคราะห์คุณภาพของธุรกิจเป็นหลัก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;คนที่วิเคราะห์แบบตัวเลขเป็นหลักนั้นจะไม่ค่อยมองที่ตัวธุรกิจมากเท่าไหร่นัก โดยสิ่งที่นักลงทุนประเภทนี้สนใจคือตัวเลขผลกำไรคาดการณ์ ตัวเลขสินทรัพย์ภายในงบดุล โดยจะซื้อเฉพาะหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่คำนวณได้เท่านั้น นักลงทุนแบบนี้ก็มีตัวอย่างที่ชัดเจนมากก็คือเกรแฮม บิดาแห่งการลงทุนแนว vi ผู้เขียนหนังสือ The Intelligence Investor โดยจะซื้อหุ้นที่เน้นว่าถูกไว้ก่อนเรื่องคุณภาพไม่ใช่สิ่งสำคัญนักเพราะมีความเชื่อว่าคุณภาพนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ การตีมูลค่านั้นยากเกินไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;นักลงทุนอีกพวกหนึ่งกลับมองในมุมที่ต่างกันออกไป คือเค้าจะให้ความสำคัญกับตัวธุรกิจเป็นอย่างมาก จะวิเคราะห์อุตสาหกรรมที่หุ้นนั้นแข่งขันอยู่ วิเคราะห์ความได้เปรียบเชิงแข่งขันของหุ้น พวกถึงความสามารถของผู้บริหารว่ามากน้อยแค่ไหน ถ้าเลือกหุ้นที่มีคุณภาพที่ดีอยู่ในอุตสาหกรรมที่ดีและมีผู้บริหารที่ดีแล้ว โอกาสประสบความสำเร็จกับการลงทุนก็มีสูงมาก นักลงทุนที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็คือ Philip Fisher ผู้เขียนหนังสือ Common stock Uncommon Profit&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ในความคิดเห็นของผม ผมว่าการลงทุนแนว vi ให้สมบูรณ์แบบนั้นจะต้องประกอบไปด้วยการวิเคราะห์ทั้งตัวเลขและคุณภาพควบคู่กันไป ซึ่งก็เป็นที่มาของการลงทุนแบบผสมซึ่งมีตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ warren buffett ซึ่ง buffett บอกว่าการลงทุนของเค้านั้นเกิดจากการผสม เกรแฮม 80% และ fisher 20% (แต่ผมว่าจริงๆแล้วสไตล์การลงทุนของ buffett นั้นน่าจะเป็น เกรแฮม 20 แล้ว fisher 80 มากกว่า เค้าอาจจะยกย่องเกรแฮมในฐานะอาจารย์คนแรกของเค้ามากไป) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;การวิเคราะห์หุ้นนั้นผมจะเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ด้านคุณภาพก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าหุ้นมีคุณภาพที่ดี ถึงจะค่อยมาตรวจสอบด้านตัวเลขว่าหุ้นแพงเกินไปหรือไม่ แต่ถ้าคุณภาพของธุรกิจไม่ดีเท่าที่ควร เราก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลามาวิเคราะห์ทางด้านตัวเลขต่อ การใช้หลักการวิเคราะห์ทั้ง 2 ด้านควบคู่กันจะทำให้เรามั่นใจได้ว่าเราจะได้หุ้นที่ดีในราคาที่ไม่แพง และการลงทุนนั้นจะมีโอกาสขาดทุนต่ำและโอกาสกำไรเป็นกอบเป็นกำก็จะมีมาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&amp;quot;ซื้อหุ้นคุณภาพดีที่ราคาเหมาะสม ดีกว่าการซื้อหุ้นคุณภาพต่ำที่ราคาถูก&amp;quot;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/367</guid>
			<pubDate>Fri, 31 Oct 2008 10:43:47 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/10/31/367</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/367?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>โครงสร้างผู้ถือหุ้น </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/366</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;บทความนี้เขียนครั้งแรกที่ &lt;/font&gt;&lt;a href=&quot;http://www.yoyoway.com/&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;www.yoyoway.com&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt; Wednesday, September 05, 2007&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;โครงสร้างของผู้ถือหุ้นนับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผมชอบดูเมื่อคิดที่จะลงทุนในหุ้น ซึ่งการดูโครงสร้างของผู้ถือหุ้นก็หาดูได้ง่ายๆจากทั้งเวป set หรือว่า settrade&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;หุ้นที่ผมชอบลงทุนด้วยเป็นระยะเวลานานส่วนใหญ่มักจะมีโครงสร้างที่คล้ายๆกันคือ ผู้บริหารหลักของบริษัทนั้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ คำว่านัยสำคัญในที่นี้อาจจะดูจากสัดส่วนในการถือหุ้น เช่นถ้าผู้บริหารถือหุ้นอยู่ซัก 50% แบบนี้แสดงว่าผู้บริหารนั้นร่วมหัวจมท้ายไปกับเรา กิจการดีหุ้นขึ้นเค้าก็รวยกับเรา กิจการแย่หุ้นลงเค้าก็จนลงกับเรา เพราะฉะนั้นการที่ผู้บริหารถือหุ้นอยู่เยอะๆจะทำให้เค้ามี Motivation ในการทำงานสูงกว่าบริษัทที่ผู้บริหารรับเพียงเงินเดือนอย่างเดียว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;นอกจากสัดส่วนการถือหุ้นเยอะๆแล้วยังมีอีกอย่างที่ควรดูถือถึงแม้ว่าผู้บริหารถือหุ้นอยู่เยอะๆก็จริงๆ แต่ถ้าหุ้นนั้นมีขนาดเล็กเทียบกับกิจการอื่นๆของเค้าแล้ว การถือหุ้นเยอะก็อาจจะเรียกได้ว่าไม่มีนัยสำคัญก็ได้ เช่น ผู้บริหารชื่อดังที่มีธุรกิจนอกเหนือจากหุ้นดังกล่าวอยู่ เค้าอาจจะมีทรัพย์สินอื่นๆอยู่เป็นหลักหลายหมื่นล้าน เพราะฉะนั้นการถือหุ้น 50% ของหุ้นที่มี Market Cap หลักพันล้านอาจจะไม่มีความสำคัญต่อเค้าก็ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือหุ้น BJC ที่มีบริษัท TCC ซึ่งเป็นของคุณเจริญถือหุ้นอยู่เยอะถึง 50% แต่คิดเป็นเงินแล้วเทียบอะไรไม่ได้เลยกับทรัพย์หุ้น ThaiBev ที่เค้ามีอยู่ในตลาดสิงคโปร์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;นอกจากผู้บริหารรายหลักจะถือหุ้นในบริษัทแล้ว ถ้าผู้บริหารท่านๆอื่นๆในบริษัทก็ถือหุ้นกันเยอะๆนี่ผมยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ แนวคิดก็คล้ายๆกัน คือถ้าผู้บริหารหลายๆท่านในบริษัทมีหุ้นอยู่ การทำงานคงมีประสิทธิภาพดีกว่า ตัวอย่างของหุ้นประเภทนี้ที่เห็นได้ชัดคือ ticon และ snc (ไม่ได้ออกมาเชียร์หุ้นนะครับ ตัวอย่างที่ผมยกอาจจะวนเวียนอยู่ไม่กี่ตัว เพราะผมเจาะลึกข้อมูลจริงๆก็เฉพาะหุ้นที่ผมถือหุ้นเคยถือเท่านั้น) อย่าง ticon นี่ทั้งผู้บริหารใหญ่ผู้บริหารรองก็ถืออยู่เยอะ ส่วน snc นี่จะเห็นชื่อคุณสมชัยผู้บริหารใหญ่ถืออยู่เยอะ และผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ชื่อเป็นญี่ปุ่นทั้งหลายที่เห็นอยุ่ก็เป็นผู้บริหารกันทั้งนั้น นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารคนไทยท่านอ่านๆอีกหลายท่าน ถือหุ้นทางอ้อมผ่านทางบริษัท snc holding ที่ถือหุ้น snc อยู่ประมาณ 50%&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;หุ้นที่ควรจะหลีกเลียงคือหุ้นที่มีช่องว่างให้ผู้บริหารโกงได้ง่ายๆ เช่นหุ้นรับเหมาะก่อสร้าง หุ้นประมูลงาน หุ้นเกษตร ฯลฯ ที่มีผู้บริหารถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนที่น้อย หรือไม่ได้ถือหุ้น เพราะหุ้นพวกนี้ผู้บริหารจะมีแรงจูงใจในการผ่องถ่ายมากเป็นพิเศษ เพราะถึงบริษํทกำไรดีหุ้นขึ้นผู้บริหารก็ไม่ได้รวยด้วย สู้เอาเงินออกจากบริษัทด้วยวิธีต่างๆที่นักลงทุนอาจจะจับไม่ได้ แบบนี้จะทำให้รวยได้ง่ายกว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;แต่สำหรับหุ้นที่มีผู้บริหารถืออยู่เป็นสัดส่วนที่น้อย ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่สนใจซื้อเลย ถ้าปัจจัยข้อดีด้านอื่นๆนั้นดีพอผมก็คงจะยกเว้นเรื่องการถือหุ้นไปได้บ้าง ....&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/366</guid>
			<pubDate>Fri, 31 Oct 2008 10:42:36 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/10/31/366</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/366?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>P/E P/BV และ ROE </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/365</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;บทความนี้เขียนครั้งแรกที่ &lt;/font&gt;&lt;a href=&quot;http://www.yoyoway.com/&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;www.yoyoway.com&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt; Saturday, July 21, 2007&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;ถ้าใครได้ลงทุนในแนว VI มานานระดับหนึ่ง หรือได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่าทั้งของไทยและของฝรั่งน่าจะคุ้นเคยกับอัตราส่วน 3 ตัวที่เขียนไว้ที่ชื่อเรื่องในวันนี้ ... ยังไงสำหรับคนที่อาจจะยังเป็นมือใหม่ผมจะขอทบทวนความหมายของอัตราส่วนทั้ง 3 ตัวอีกรอบนะครัย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #3333ff&quot;&gt;P/E&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; - ย่อมาจาก Price/Earning per Share ถ้าสมมติว่ากำไรของบริษัทไม่เติบโตเลย P/E จะหมายถึงระยะเวลาคืนทุน เช่น P/E 5 เท่าหมายถึงระยะเวลาลงทุน 5 ปี ... P/E นี่ยิ่งต่ำยิ่งดีครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #3333ff&quot;&gt;P/BV&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; - ย่อมาจาก Price/Book Value ซึ่ง Book Value นี่จริงๆก็คิดมาจากส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) หารด้วยจำนวนหุ้น ... ยิ่งเราซื้อหุ้นได้ต่ำกว่า BV มากเท่าไหร่ (P/BV ต่ำ) ก็หมายความว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัท ซึ่งตามตำราทั่วๆไปก็จะบอกว่า P/BV ยิ่งต่ำยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้เป็นฐานก็คือเลข 1 เท่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #3333ff&quot;&gt;ROE&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; - ย่อมาจาก Return on Equity หรือกำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นอัตราส่วนที่ Buffett นั้นให้ความสำคัญค่อนข้างมาก ความหมายของ ROE นั้นเป็นตัวที่บ่งบอกว่าเงินที่บริษัทนั้นเก็บเอาไว้ทุกบาทนั้นบริษัทสามารถนำไปทำให้งอกเงยได้ในอัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ ... เพราะฉะนั้น ROE ยิ่งสูงก็ยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้กันคือความสูงกว่า 12-15% อย่างต่อเนื่องหลายๆปี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ที่กล่าวไปข้างต้นก็เป็นสิ่งที่หนังสือทั่วๆไปให้ความหมายไว้ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงความสัมพันธ์ของ Ratio ทั้ง 3 ตัวนี้ซักเท่าไหร่ .. ผมจะลองผูกสูตรให้ดูกันนะครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;P/E = Price/EPS = Price/(Net Profit/Number of Share)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;P/BV = P/BV = Price/(Equity/Number of Share)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ROE = Return/Equity = (Net Profit/Equity)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ลองเอาผูกกันดูนะครับ จะได้ &lt;em&gt;&lt;span style=&quot;color: #009900&quot;&gt;P/BV = P/E x ROE&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;จากที่หนังสือทั่วไปบอกว่าหุ้นที่ดีจะต้องมี P/E ต่ำ P/BV ต่ำ ROE สูง ลองมาใส่ในสูตรจะเห็นว่ามันมีความขัดแย้งกันอยู่พอสมควร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;1. สมมติว่าให้หุ้นตัวหนึ่งมี P/E คงที่ที่ 10 เท่า ถ้า ROE เท่ากับ 5% หรือ 0.05 จะได้ P/BV 0.5 ก็จะเห็นว่า P/E หุ้นตัวนี้อยู่ในระดับกลางๆ ไม่สูงไม่ต่ำไป P/BV ก็ต่ำเพียง 0.5 ก็ถือว่าถูกมาก แต่ ROE ที่ 5% นั้นจริงๆแล้วถือว่าต่ำมาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;2. สมมติให้หุ้นอีกตัวหนึ่งมี P/E เท่ากับ 10 เหมือนกัน ROE 20% P/BV จะเท่ากับ 2 ซึ่งจะเห็นว่าถ้ามองจาก P/BV นั้นอาจจะมองว่าหุ้นราคาไม่ถูกแล้ว เพราะแพงกว่ามูลค่าทางบัญชีถึง 1 เท่า แต่ถ้ามองในแง่ของ ROE ที่สูงถึง 20% ก็จะเห็นว่าหุ้นตัวนี้มีคุณภาพดีมากๆตัวหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;แล้วปัญหาก็คือเราจะเลือกซื้อหุ้นตัวไหนดีเบอร์ 1 หรือเบอร์ 2 เพราะจากสูตรข้างต้นจะเห็นว่า P/BV ต่ำกับ ROE สูงนั้นมักจะไม่มาด้วยกัน ... เราจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ในมุมมองของผม ส่วนใหญ่การลงทุนที่ผ่านมาที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จอยู่ซ้ำๆคือหุ้นประเภท 2 ที่มี ROE สูงแม้จะมี P/BV สูง ... เพราะฉะนั้นเวลาลงทุนจริงๆ ผมแทบจะไม่ได้มอง P/BV เลยครับ ส่วนใหญ่ก็จะมอง P/E ROE และอนาคตของบริษัทซะมากกว่า ซึ่งตอนนี้มาดูหุ้นใน Port ของผม 4 ตัวก็เป็นหุ้นที่มี P/BV อยู่ในระดับ 3-4 เท่าทั้งนั้น (มีเพียงตัวเดียวที่ P/BV ประมาณ 1 เท่าหน่อยๆ) และ ROE ประมาณ 30-40%&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;สาเหตุที่ผมเลือกหุ้นที่มี ROE สูงมากกว่าหุ้นที่มี P/BV ต่ำ เพราะการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นก็แบ่งออกเป็น 2 แนวหลักๆคือแนวเกรแฮมที่เน้นหุ้นที่ราคาถูกเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเน้นการซื้อหุ้นที่ P/BV ต่ำ P/E ต่ำ และแนวที่ 2 คือแนว Buffett ที่เน้นหุ้นที่มีคุณภาพสูงราคาเหมาะสม คือซื้อที่มี ROE สูงอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะดีต่อไป ในขณะที่ P/E ก็ไม่แพงมากเกินไป การลงทุนทั้ง 2 แนวนั้นถ้าจริงๆแล้วผมว่าใช้ได้ดีทั้งคู่ แต่จากผลงานของทั้งบัฟเฟตเทียบกับเกรแฮมก็จะเห็นว่าแม้เกรแฮมจะทำผลงานได้ดีแต่ Buffett นั้นทำผลงานได้ดีกว่ามาก ...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;แล้วเมื่อไหร่เราถึงจะควรซื้อหุ้นที่มี ROE ต่ำและมี P/BV ต่ำ? -- &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;1. เมื่อนักลงทุนเป็นนักลงทุนที่อาจจะไม่มีความรู้หรือไม่มีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในหุ้นที่มี P/E และ P/BV ต่ำหลายๆตัว (ผมว่าอย่างต่ำต้อง 10 ตัว) เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีการพิสูจน์มาระดับหนึ่งแล้วว่าให้ผลตอบแทนที่ชนะตลาดได้ แต่สำหรับคนที่มีความรู้ในด้านการลงทุนด้านธุรกิจและต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าผมว่าการซื้อหุ้น P/BV ต่ำคงไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่าไหร่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;2. เมื่อเราเจอหุ้นที่มีพื้นฐานเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน สมมติมีหุ้นตัวหนึ่งในอดีตอาจจะมีผลกำไรที่ไม่ค่อยดีทำให้มีค่า ROE ต่ำอยู่นาน ค่า P/BV แต่ถ้าเรามีข้อมูลเพียงพอว่าบริษัทมีพื้นฐานที่เปลี่ยนไปเช่นมีการลงทุนในโครงการบางอย่างที่ได้ผลดีมากและสามารถสร้างกำไรในอนาคตได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่ง ROE ในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้น ถ้าเรามีโอกาสได้เจอหุ้นแบบนี้โอกาสที่จะกำไรหลายๆเท่าต้วนั้นมีสูงมาก หุ้นพวกนี้เห็นได้บ่อยๆในกลุ่มธุรกิจวัฏจักร ที่อยู่ในช่วงต่ำสุดของ Cycle และกำลังมีแนวโน้มที่ดี ในอดีตก็จะเห็นหุ้นเรือเมื่อหลายๆปีก่อนมี ROE ต่ำมากๆ P/BV ก็ต่ำมากๆเช่นกัน จนค่าระวางเพิ่มขึ้น ROE ก็เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 100% ใครได้ซื้อหุ้นพวกนี้ไว้ลงทุนระยะยาวจนปัจจุบันน่าจะทำกำไรได้หลาย 10 เท่าภายในระยะเวลาไม่นานมากนัก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;จริงๆแล้วค่า ROE นี่ยังมีความหมายลึกๆที่สามารถเขียนได้อีกเยอะเลย .. ยังไงผมจะเก็บเอาไว้ต่อในคราวหน้าละกันนะครับ .. &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/365</guid>
			<pubDate>Fri, 31 Oct 2008 10:39:25 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/10/31/365</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/365?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>ความถนัดส่วนตัว </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/364</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;บทความนี้เขียนครั้งแรกที่ &lt;a href=&quot;http://www.yoyoway.com/&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot; color=&quot;#333333&quot;&gt;www.yoyoway.com&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;Tuesday, July 17, 2007&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ผมเชื่อว่าทุกคนนี่มีความถนัดแตกต่างกันไป .. บางคนก็เรียนเก่ง บางคนทำงานเก่ง อีกส่วนหนึ่งเล่นกีฬาเก่ง หรือเรียกรวมๆว่าพรสวรรค์ ถ้าเราสามารถหาพรสวรรค์ของตัวเองเจอได้ แล้วมุ่งเน้นทางนั้นให้เก่งไปเลย ผมว่าโอกาสประสบความสำเร็จนี่สูงมาก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;การลงทุนผมว่าก็มีส่วนคล้ายๆกันอยู่พอสมควร แต่ละคนนั้นมีกลุ่มธุรกิจที่ถนัดแตกต่างกันไป บางคนเป็นหมอก็เข้าใจโรงพยาบาลดีหน่อย คนจบวิศวะก็อาจจะถนัดลงทุนในหุ้นที่เป็นอสังหา หรือว่าพวกสายการผลิต .. หรือบางคนเองมีอาชีพแบบหนึ่งแต่อาจจะมีความเข้าใจธุรกิจที่ต่างจากสายตัวเองก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าความรู้ที่สั่งสมมานั้นส่วนใหญ่เป็นแนวไหน ผมเองก็ค้นพบว่าตัวเองส่วนใหญ่จะลงทุนได้ดีกับหุ้นที่เป็นพวกผลิตแนววิศวะเช่นพวกหุ้นรับเหมา หุ้นรับจ้างผลิต เป็น 2 กลุ่มที่ผมเชียวชาญนี่สุด ซึ่งก็โชคดีซะด้วยที่หุ้นพวกนี้ในตลาดมีให้เลือกเล่นเยอะมาก ผมว่าเกินครึ่งได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;พอผมรู้ว่าความถนัดของผมคือหุ้น 2 ประเภทนี้ .. เลยทำให้การ screen หุ้นของผมนั้นง่ายขึ้นมาก เพราะหุ้นทั้งตลาดมีกว่า 400 ตัว การที่จะมานั่งไล่ดูทีละตัวก็จะเป็นการเสียเวลา เวลาดูหุ้นส่วนใหญ่ ถ้าเป็นกลุ่มนอกที่ผมถนัดผมก็จะตัดทิ้งออกไปก่อนเลย (จะหันมาสนใจกรณีที่มีคนบอกว่ามันดีจริงๆ หรือมันเห็นเด่นชัดว่าดีมากๆ) หุ้นกลุ่มที่ผมไม่ยุ่งเลยคือ กลุ่มเกษตร กลุ่มการเงิน กลุ่มธนาคาร กลุ่มอสังหา ฯลฯ นอกจากจะสามารถลดจำนวนหุ้นได้แล้วก็ยังลดเวลาในการอ่านข้อมูลหาความรู้ด้วย .. เพราะปกติใน 1 วันผมจะต้องอ่านหนังสือพิมพ์ให้จบ 1 เล่ม ถ้าต้องมานั่งอ่านทุกข่าวก็เสียเวลาพอสมควร ผมจะก็เลิกเฉพาะข่าวที่มันน่าจะมีผลกระทบกับหุ้น 2 กลุ่มที่ผมถนัดเท่านั้น อย่างเช่น ข่าววันนี้ &amp;quot;แบรนด์รังนกร่วมวันแม่ดันยอด&amp;quot; ผมจะหันมาอ่านก็ต่อเมื่อมีเวลาเหลือจริงๆ หรือข่าวอสังหาที่เห็นอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ ผมก็ไม่ค่อยอ่านเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าอ่านไปก็คงไม่ได้นำมาใช้ (จริงๆก่อนหน้านี้ผมพยายามทำความเข้าใจธุรกิจอสังหามานานพอสมควร แต่อ่านเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกว่ามันยากเกินความสามารถจริงๆ หลังจากพยายามมาร่วมปี ผมก็หมดความอดทน เอาเวลาไปอ่านความรู้ในแนวทางที่เราถนัดให้มันเจาะลึกเพิ่มขึ้นดีกว่า)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ข้อดีของการกำหนดกรอบความถนัดส่วนตัวนอกจากจะทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปติดตามสิ่งที่เราไม่ถนัด และเหลือเวลามา focus กับธุรกิจที่เราถนัด หุ้นที่เราถนัดได้เต็มที่ ยัง&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ทำให้ตัวเองไม่หลงไปลงทุนในหุ้นที่ตัวเองไม่มีความเข้าใจเพียงพอ .. ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผมลองมานั่งสังเกตุตัวเองดู เมื่อไหร่ก็ตามที่เล่นหุ้นนอกเหนือจาก 2 กลุ่มนี้ ผมมักจะได้ผลตอบแทนที่ไม่ดีเท่าไหร่ และไม่ค่อยมีความสบายใจในการลงทุนเท่าที่ควร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;หุ้นบางทีหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่ถึงอยู่ในกรอบความถนัดของผม ถ้าผมมีเวลาไม่นานบางทีผมก็อาจจะไม่สนใจก็ได้ .. เพราะหุ้นตัวใหญ่ๆนั้นมักจะมีธุรกิจเยอะแยะเต็มไปหมด มีบริษัทย่อยหลายสิบ .. ผมเคยพูดกับพี่คนนึงที่ปรึกษาหุ้นตัวใหญ่กับผมว่า &amp;quot;ผมขี้เกียจดูตัวนี้แหละพี่ .. กว่าจะวิเคราะห์ตัวนี้เสร็จ ผมเอาเวลาไปวิเคราะห์หุ้นตัวเล็กๆง่ายได้ 5 ตัวเลย&amp;quot; ........... &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;เพราะฉะนั้นแล้วว่าการกำหนดกรอบการลงทุนนี่เป็นเรื่องสำคัญเอามากๆ ถ้าใครกรอบใหญ่ก็ได้เปรียบ เพราะจะมีหุ้นให้เลือกเยอะหน่อย ถ้าใครมีกรอบเล็กก็ไม่ใช่ว่าจะเสียเปรียบจะทีเดียว เพราะจะได้เปรียบในเรื่องของการ focus ศึกษาความถนัดของตัวเองให้ลึกยิ่งขึ้น นอกเสียจากว่าจะถนัดในธุรกิจที่มันหาหุ้นในตลาดไม่ได้เลยเช่นถนัดธุรกิจประกันชีวิต .. ซึ่งในตลาดมีให้เลือกอยู่แค่ตัวเดียว .. แบบนี้คงต้องเจียดเวลาไปขยายกรอบความรู้ตัวเองให้มากขึ้นบ้าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;โดยสรุปแล้ว ถ้าใครมีเวลาจำกัด ให้เลือกลงทุนเฉพาะในกรอบความถนัดของตัวเองจะดีที่สุด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;แต่ถ้าใครมีเวลาเหลือ คุณมี 2 ทางเลือกครับ คือ เจาะความถนัดของตัวเองให้ลึกยิ่งขึ้นไปอีก (กรณีที่หุ้นที่อยู่ภายในกรอบของเรานั้นมีมากพอ) หรือ อ่านหนังสือ อ่านข่าวเยอะๆ เพื่อขยายกรอบความถนัดในกว้างขึ้น (กรณีที่หุ้นที่มีในกรอบความถนัดเดิมของเรานั้นมีน้อยจนเกินไป)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;วันนี้อาจจะเขียนงงๆไปหน่อยนะครับ เพราะเขียนไปทำอย่างอื่นไปหลายๆอย่างพร้อมๆกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ปล. ภาษาลงทุนแบบฝรั่งเท่ๆเค้าเรียกไอ้ความถนัดส่วนตัวว่า Circle of Competence ครับ เผื่อไปอ่านเจอจากที่อื่นจะได้เข้าใจตรงกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/364</guid>
			<pubDate>Fri, 31 Oct 2008 10:38:16 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/10/31/364</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/364?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>เงื่อนไขในการเลือกหุ้น</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/363</link>
            <description>&lt;div&gt;&lt;div style=&quot;clear: both&quot;&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;วันนี้ผมเอาบทความที่ผมเขียนให้กับเอกสารในงานสัมมนาประจำปีของเวป thaivi มาลงนะครับ แม้เนื้อหาบางส่วนอาจจะมีซ้ำกับที่เคยเขียนไปแล้วบ้าง แต่ก็น่าจะมีประโยชน์อยู่พอสมควร เนื่องจากทางเวปขอให้ผมเขียนหลักการในการเลือกหุ้น ที่นี้ที่ผ่านมาจริงๆผมเองก็ไม่ได้ถึงกับมีหลักการอะไรมากมาย ก็เลยเพิ่งมานั่งคิดทบทวนดูเอาเองว่าที่ผ่านมานั้นเราเลือกหุ้นอย่างไร แล้วจึงรวมออกมาเป็นประเด็นหลักๆ ตามบทความข้างล่างนี้ครับ .. ไปอ่านกันเลยดีกว่า&lt;br /&gt;____________________________&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การลงทุนแบบ VI ทั่วไปถ้ามีการทำการบ้านมามากพอ ผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ทในระยะยาวก็น่าจะสามารถชนะตลาดได้ไม่ยากนัก ปกติผมจะตั้งเป้าหมายในการทำกำไรให้ได้ปีละประมาณ 15% ซึ่งการกำหนดเป้าหมายเอาไว้ก็เพื่อให้เราเกิดความกระตืนรือร้นในการค้นหาหุ้น แต่เราก็ไม่ควรที่จะตั้งเป้าหมายให้สูงจนเกินไป เพราะยิ่งกำหนดเป้าหมายไว้สูงมากๆ เช่น กำไรปีละ 50-100% ต่อปี จะทำให้พฤติกรรมในการเลือกหุ้นของเรานั่นเปลี่ยนแปลงไป มีแนวโน้มที่จะเล่นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงมากขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งผมเองก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อยู่บ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อปี 49 เป็นปีที่ผมทำผลตอบแทนได้สูงมากๆ ในช่วงต้นปี 50 ก็เลยหวังว่าจะทำได้ในระดับเดียวกัน พอเจอหุ้นที่คิดว่าดีมี PE ต่ำก็เลยรีบตะครุบ โดยไม่ได้มองให้ลึกว่าบริษัทมีข้อเสียอื่นๆอยู่หลายอย่าง สุดท้ายก็ต้องมาเจ็บตัว ยังดีที่กลับตัวทันได้ ก็เลยไม่เจ็บตัวมากนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นจุดเริ่มต้นในการเลือกหุ้นที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญอันดับแรกก็คือการที่มีทัศนะคติที่ถูกต้องในการลงทุน โดยการตั้งเป้าหมายผลตอบแทนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรอบเวลาที่เหมาะสม โดยการกำหนดเป้าหมายก็ควรจะมองในระยะยาวเช่นกำไร 10-12% ใน 1 ปี ไม่ใช่หวังกำไร 10% ต่อเดือน เพื่อที่จะเป็นกรอบคิดอย่างหนึ่งในการเลือกหุ้น ไม่ให้เราสุ่มเสี่ยงจนเกินไป และเน้นผลตอบแทนในระยะยาวเป็นหลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการคัดเลือกหุ้นแต่ละตัวผมจะเริ่มต้นจากการดูคุณภาพของหุ้นก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงมาดูเรื่องของราคาทีหลัง ถ้าเจอหุ้นที่มีแนวโน้มไม่ค่อยดี กำไรมีทีท่าว่าจะลดลงในระยะยาว อาจจะเนื่องมาจากภาวะอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงขาลง หรืออาจจะเนื่องมาจากบริษัทได้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เช่น มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาในธุรกิจ หรือเกิดการแข่งขันตัดราคาอย่างรุนแรง หุ้นที่คุณภาพต่ำๆแบบนี้ต่อให้เห็นว่าราคาถูกแค่ไหน เช่น PE อาจจะแค่ 2-3 เท่า ผมก็ไม่คิดที่จะซื้อเพราะถ้าบริษัทมีกำไรลดลงไปเรื่อยๆ เพราะ PE ที่เราเห็นว่าต่ำในปัจจุบันอาจจะเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นหุ้นที่แพงไปเลยก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับหุ้นที่ดีนั้นผมคิดว่ามีเงื่อนไขหลักอยู่ 3 ประการ คือ เป็นหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ดี มีความสามารถในการการแข่งขันสูง และสุดท้ายต้องมีผู้บริหารที่ดี ซึ่งบริษัทที่ผมจะสนใจลงทุนนั้นจะต้องผ่านเงื่อนไข 2 ประการเป็นอย่างน้อย เช่น&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มดีและมีผู้บริหารที่ดี ถึงแม้ความสามารถในการแข่งไม่ได้สูงมาก แต่ก็มีโอกาสสูงที่บริษัทนั้นจะสามารถเติบโตควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมได้&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงและมีผู้บริหารที่ดี ถึงแม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ดี แต่ด้วยความได้เปรียบในการแข่งขันบวกกับความสามารถของผู้บริหารก็มีโอกาสที่บริษัทนั้นจะสามารถแย่งส่วนแบ่งทางการค้ามาจากคู่แข่งได้ แม้ภาพรวมของอุตสาหกรรมจะแย่ลงแต่รายได้และกำไรของบริษัทอาจจะเพิ่มขึ้นก็ได้&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ดีและมีความสามารถในการแข่งขันที่สูง แม้ผู้บริหารอาจจะไม่เก่งมากแต่บริษัทก็สามารถสร้างกำไรให้เติบโตได้ไม่ยากนัก เราอาจจะเห็นได้ในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังร้อนแรงมากๆ เวลาอุตสาหกรรมเป็นขาขึ้นพวกหุ้นที่มีตำแหน่งทางการตลาดที่ดีมีทรัพยากรที่เพียงพอก็มักจะดีขึ้นเกือบทุกตัว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ หุ้นกลุ่มเรือ กำไรดีขึ้นกันทุกรายแม้ผู้บริหารบางท่านอาจจะไม่ได้เก่งมากมายอะไร&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;แต่ถ้าใครสามารถค้นหาหุ้นที่มีจุดแข็งครบเครื่องทั้ง 3 ด้านก็อาจจะเรียกว่าเป็น Super stock ได้ โอกาสที่จะทำกำไรนั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วละครับ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เมื่อเราเลือกหุ้นที่มีคุณภาพดีพอควรตามเงื่อนไขข้างต้นได้แล้ว เราจึงมาดูราคาเป็นเงื่อนไขข้อสุดท้าย วิธีการประเมินความถูกแพงของราคาหุ้นก็มีอยู่หลายวิธี ผมจะไม่ขอพูดถึงในที่นี้ละกัน เพราะเรื่องมันจะยาวจนเกินไป ถ้าใครสนใจอ่านเพิ่มเติมลองเข้าไปติดตามอ่านได้ที่กระทู้ตระแกรงร่อนในเวป &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href=&quot;http://www.thaivi.com/&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot; color=&quot;#5588aa&quot;&gt;http://www.thaivi.com/&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt; ซึ่งมีเขียนไว้ครบถ้วนแล้ว ดังนั้นในที่นี้ผมจะพูดถึงเฉพาะวิธีหลักที่ผมใช้ในการประเมินความถูกแพงของหุ้น ซึ่งได้แก่การดูจาก PE &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;จากการประมวลคุณภาพของหุ้นโดยใช้เงื่อนไข 3 ข้างต้น ยิ่งหุ้นมีคุณภาพสูงมากเท่าใด PE ที่เหมาะสมของหุ้นจะสูงมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งทั่วๆไปผมมักจะกำหนด PE ที่เหมาะสมอยู่ในกรอบประมาณ 6-10 เท่า การกำหนดระดับ PE ที่เหมาะสมนั้นเป็นศาสตร์ที่ใช้ศิลปะค่อนข้างมาก เพราะไม่มีสูตรตายตัวว่าหุ้นแบบไหนควรมี PE เท่าไหร่ นักลงทุนจะต้องตรวจสอบคุณภาพของหุ้นให้ครบทุกด้านและประมวลผลจากข้อมูลที่มีอยู่ออกมาเป็นตัวเลข PE เพียงตัวเดียว ช่วงแรกๆของการลงทุนอาจจะมีปัญหาในการประมาณค่า PE บ้าง แต่ถ้าลองศึกษาหุ้นหลายๆ ประเภท อ่านบทวิเคราะห์และติดตามผลประกอบการอยู่เรื่อยๆ เซ้นส์ในเรื่องการกำหนด PE ที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นมาเอง อย่างไรก็ตามบางครั้งหุ้นที่ PE เกิน 10 บางตัวผมก็กล้าลงทุน ถ้าผมมั่นใจจริงๆว่าบริษัทมีจุดเด่นทั้ง 3 ด้านอย่างโดดเด่นมากๆ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;หลังจากกำหนด PE ที่เหมาะสมของหุ้นได้ หน้าที่ต่อไปของนักลงทุนก็คือการประมาณผลกำไรของบริษัทล่วงหน้าว่าบริษัทจะมี กำไรต่อหุ้นทั้งปีประมาณเท่าไหร่ เช่นถ้าประมาณออกมาว่าหุ้นควรจะมี EPS ประมาณ 1 บาท ในขณะที่ PE ควรจะอยู่ที่ 8 เท่า ราคาเป้าหมายก็อยู่ที่ประมาณ 8 บาท อย่างไรก็ตามการประมาณ EPS ในอนาคตไม่ใช่เรื่องง่ายนัก จำเป็นที่จะต้องมีการสมมติตัวเลขหลายๆตัว ถ้าเรามีข้อมูลในการประเมินมากโอกาสถูกก็มาก แต่ถ้าเมื่อใดที่เรามีความมั่นใจในการคาดการณ์ต่ำ ทางที่ดีก็ควรจะประมาณให้ EPS นั้นต่ำไว้กว่าที่เราคิดไว้ก่อน เพื่อให้ราคาหุ้นที่คิดได้นั้นไม่สูงจนเกินไป&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;จะเห็นว่าหลักการในการเลือกหุ้นและกำหนดราคาเป้าหมายของผมนั้นไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากนัก การบ้านที่นักลงทุนต้องทำคือการหาข้อมูลบริษัทให้มากเพียงพอที่จะวิเคราะห์คุณภาพของบริษัทได้ เพื่อกำหนด PE ที่ควรจะเป็นให้เหมาะสม และคาดการณ์ EPS ให้ใกล้เคียงกับกับความป็นจริงมากที่สุด อาจจะฟังดูว่าทั้งยากและต้องใช้เวลามากแต่สิ่งเหล่านี้แหละครับที่จะทำให้นักลงทุนแบบ VI สามารถสร้างผลตอบชนะตลาดติดต่อกันได้อย่างยั่งยืน&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #000099&quot;&gt;ข้อควรระวังในการใช้บทความ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;หุ้นที่เหมาะสมในการลงทุนจำเป็นจะต้องมี Good Governance ถ้าขาดข้อนี้ไป หุ้นดีราคาถูกแค่ไหนก็ไม่ควรเสี่ยงลงทุน&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;EPS ที่ใช้ในการประเมินมูลค่าหุ้น ควรเป็นกำไรที่หักกำไรพิเศษที่เกิดเพียงชั่วคราวออกไปให้หมด เพื่อไม่ให้เกิดการคาดการณ์ EPS ที่สูงเกินจริง เช่น กำไรจากการขายสินทรัพย์ กำไรจากการกลับรายการหนี้สูญ หรือกำไรจากค่าเงิน ทางที่ดีนักลงทุนควรฝึกอ่านงบกระแสเงินสดควบคู่ไปกับการดูงบกำไรขาดทุนด้วย เพื่อใช้ในตรวจสอบคุณภาพของกำไร&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;การประเมินมูลค่าหุ้นด้วย PE มีข้อเสียคือเป็นการใช้วิจารณาณส่วนตัวค่อนข้างมาก ดังนั้นถ้าจะให้ปลอดภัย สำหรับนักลงทุนที่ชอบมองโลกในแง่ดี ควรพยายามกำหนดค่าให้ต่ำกว่าที่ตัวเองคิด จะปลอดภัยกว่า&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;ห้ามลืม Margin of Safety เด็ดขาด การซื้อหุ้นควรจะเลือกหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมพอสมควร เพื่อลดโอกาสขาดทุนในกรณีที่เราวิเคราะห์ผิดพลาด ปกติผมจะซื้อหุ้นที่มีโอกาสสร้างกำไรให้ผมได้อย่างต่ำ 30% ถ้าได้ต่ำกว่านี้ ถือเงินสดไว้ก็ไม่เสียหายครับ&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;หลักการข้างต้นเป็นวิธีที่ผู้เขียนใช้เป็นการส่วนตัว และเชื่อว่าได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ยืนยันว่าจะเป็นวิธีการลงทุนที่ดีที่สุด รูปแบบการลงทุนที่ดีนั้น นักลงทุนควรจะพยายามทดลองด้วยตัวเองจนเจอการลงทุนที่เหมาะสมกับลักษณะนิสัยของตัวเอง และควรทำการบ้านเยอะๆ สั่งสมประสบการณ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการเลือกหุ้นให้มากขึ้นเรื่อยๆ &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div style=&quot;clear: both; padding-bottom: 0.25em&quot;&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/363</guid>
			<pubDate>Fri, 31 Oct 2008 10:35:06 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/10/31/363</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/10/31/363?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>CEO ของ Warren Buffett </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/332</link>
            <description>&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;วันนี้มีหนังสือมาแนะนำกันครับ ... ชื่อหนังสือคือ &lt;span style=&quot;color: #000099&quot;&gt;&amp;quot;ซีอีโอของวอเรน บัฟเฟต์&amp;quot;&lt;/span&gt; โดย &lt;span style=&quot;color: #000099&quot;&gt;Robert P.Miles&lt;/span&gt; เป็นหนังสือที่แปลมาจากหนังสือของฝรั่งเคา.. มีอยู่ 2 เล่ม (แต่เพิ่งออกมาเล่มเดียว) และเป็นหนังสือเล่มเดียวที่ Warren Buffett แนะนำใน Annual report ของบริษัทเบริกไชร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังเกตุดูนะครับว่าหนังสือที่เกี่ยวกับ buffett นั้นมีออกมาเยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะออกมาแนวคล้ายๆกัน คือเป็นการพูดถึงแนวทางการลงทุนของ buffet และหุ้นที่ buffet ถือ ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ใช้ในการเขียนหนังสือก็จะมาจาก Annual report ของเบริกไชร์ ดังนั้นหนังสือแนวนี้ผมว่าสำหรับคนที่ไม่มีเวลามาก อาจจะเลือกอ่านสัก 1-2 เล่มก็เพียงพอแล้ว ในขณะที่เล่มนี้ค่อนข้างจะมาแปลกกว่าเพื่อน คือจะเขียนถึงผู้บริหารของบริษัทที่ buffett เข้าซื้อหุ้น โดยการไปสัมภาษณ์ผู้บริหารเหล่านี้ ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านแล้วคุณจะได้รู้ครับว่าผู้บริหารแบบไหนที่ทำให้ buffett ตัดสินใจซื้อหุ้นเหล่านั้น ซึ่งผมว่าเรานำมาประยุกต์ใช้ในการเลือกซื้อหุ้นได้เยอะเหมือนกัน เราจะได้รู้ว่าผู้บริหารที่รักงาน กับผู้บริหารที่รักเงินนั้นต่างกันมากน้อยแค่ไหน .. นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังพูดถึงคนที่อาจจะมาบริหารบริษัทเบริกไชร์ หลังจากที่ buffett เสียชีวิตลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. อย่างที่เคยบอกครับว่า ผู้บริหารนี่จัดว่าเป็นปัจจัยสำคัญมากๆ อย่างหนึ่งในเลือกหุ้น เพราะฉะนั้นผมถือว่าหนังสือเล่มนี้ผมให้คำแนะนำว่า &lt;span style=&quot;color: #339999&quot;&gt;&amp;quot;Strong Buy&amp;quot;&lt;/span&gt; ครับ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/332</guid>
			<pubDate>Thu, 11 Sep 2008 13:51:00 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/09/11/332</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/332?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>บทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ 2</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/331</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;บทความนี้เขียนครั้งแรกที่ &lt;a href=&quot;http://www.yoyoway.com/&quot;&gt;www.yoyoway.com&lt;/a&gt; Friday, June 08, 2007&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ก่อนหน้านี้ นานมากพอดูแล้วเหมือนกัน ผมเคยได้เขียนบทความเกี่ยวกับบทวิเคราะห์ของโบรกเอาไว้....&lt;br /&gt;พอดีมาอ่านเจอกระทู้ของคุณ Ryuga ถูกใจมากๆ เลยอยากให้ได้ลองอ่านกัน ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href=&quot;http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=25762&amp;amp;start=0&amp;amp;postdays=0&amp;amp;postorder=asc&amp;amp;highlight=&quot; class=&quot;maintitle&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot; color=&quot;#996699&quot;&gt;$$$ รวมหุ้นโบรก &amp;quot;ดีเหลือเกิน&amp;quot; $$$&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href=&quot;http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=25762&amp;amp;start=0&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot; color=&quot;#996699&quot;&gt;http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=25762&amp;amp;start=0&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เจตนาของกระทู้นี้ไม่ได้ต้องการมาจับผิดนักวิเคราะห์ แต่ต้องการแสดงให้เห็นว่านักวิเคราะห์ก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ผิดพลาดได้ ถ้าทายแม่นบ่อยๆ ก็คงไม่ต้องมานั่งเป็นนักวิเคราะห์แล้ว ไปเล่นหุ้นเองกำไรดีกว่าเยอะ เอามาเตือนสติคนที่อ่านบทวิเคราะห์แล้วชอบดูราคาเป้าหมายในการซื้อขายหุ้น ว่าให้ระวังตัวไว้ด้วย ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. การใช้บทวิเคราะห์ให้ดีที่สุด คือเลือกใช้เฉพาะ Fact เท่านั้น พวกที่เป็นความคิดเห็นส่วนของนักวิเคราะห์ให้ฟังหูไว้หู ถึงแม้หลายๆโบรกจะเขียนออกมาเหมือนกัน ก็อย่าเพิ่งคิดว่าโอกาสเป็นไปได้จะสูง เพราะเท่าที่ผมรู้ หลายๆครั้งนักวิเคราะห์ก็ลอกการบ้านกันบ้าง ... สมัยเรียนผมก็ทำอยู่บ่อยๆ :)&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/331</guid>
			<pubDate>Thu, 11 Sep 2008 13:50:01 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/09/11/331</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/331?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>การเมืองกับหุ้น </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/330</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;บทความนี้เขียนครั้งแรกที่ &lt;/font&gt;&lt;a href=&quot;http://www.yoyoway.com/&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;www.yoyoway.com&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt; Saturday, May 19, 2007&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ในภาวะที่ปัญหาการเมืองคลุมเครือแบบนี้ นักลงทุนหลายๆคนก็คงเซ็งไปตามๆกัน ข่าวดีก็ไม่มีให้เห็น แถมยังมีข่าวร้ายใหม่ๆเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ บางคนอาจจะเว้นวรรคจากตลาดหุ้นไปชั่วคราว ประมาณว่ารอให้ปัญหามันคลี่คลายซะก่อนแล้วค่อยกลับเข้ามาใหม่ก็ยังไม่สาย ซึ่งผมว่าก็เป็นความคิดที่ดีเหมือนกัน ถ้าเราไม่มั่นใจในตลาดหุ้น การถือเงินสดไว้ก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่สำหรับ VI แล้วผมว่าการออกจากตลาดหุ้นใหม่ภาวะแบบนี้ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเท่าไหร่นัก .... เพราะนักลงทุนเองจะเสียโอกาสในการลงทุนอีกมาก เนื่องจาก 1. เราก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ปัญหามันจะคลี่คลาย 2. ในช่วงแบบนี้หุ้นดีๆราคาถูกมีให้เห็นมากมาย 3. ดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มลดลง ถอนเงินออกไปฝากไว้เฉยๆก็ได้ผลตอบแทนน้อยเหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่จะบอกว่าการเมืองมันไม่กระทบอะไรกับมูลค่าหุ้นนะครับ แนวคิดหลักที่อยากจะเขียนในวันนี้คือ เราไม่ต้องไปเอาปัญหาการเมืองมาโยงกับราคาหุ้นมากนัก ว่ามันจะขึ้นหรือลง แต่เราควรนำปัญหาการเมืองมาคิดดูว่ามันมีผลกระทบอย่างไรก็ธุรกิจของหุ้นที่เราถืออยู่ ถ้ามันไม่มีปัญหาก็ถือต่อไป แต่ถ้ามันมีปัญหาก็อาจจะขายหุ้นออกไปบ้าง หรือว่าธุรกิจไหนที่ไม่โดยการเมืองกระทบ แต่ราคาไหลลงไปตามตลาดก็เป็นโอกาสที่ดีที่อาจจะได้ซื้อหุ้นราคาถูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่าครับ ว่าการเมืองนั้นกระทบอย่างไรกับธุรกิจในตลาดหุ้น&lt;br /&gt;- IT city Q1/50 กำไร 29.6 ล้านลงจาก Q1/49 ที่กำไร 36.9 ล้าน ... การเมืองทำให้คนเริ่มชะลอการใช้จ่ายมากขึ้น สินค้า IT ผมว่าเป็นจัดได้ว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยได้ระดับหนึ่ง เพราะบางทีเราจะซื้อ Notebook ตัวใหม่ซักตัวอาจจะเพราะเห็นรุ่นใหม่ที่อยากได้ แล้วเครื่องเก่ามันก็เริ่มเก่าแล้ว แต่พอเจอปัญหาแบบนี้คนก็ชะลอออกไปได้ ยอดขายกำไรก็เลยลดลงอย่างที่เห็น แบบนี้ผมว่าการเมืองกระทบธุรกิจมาก&lt;br /&gt;- โดยปกติเมื่อประชาชนหยุดการจับจ่ายใช้สอย รัฐมักจะแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มหรือเร่งการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจมันแย่จนเกินไป แต่เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนกับว่าหน้าที่หลักของเค้าไม่ใช่การพัฒนาเศรษฐกิจซักเท่าไหร่ แต่งานหลักคือการกำจัดทุกอย่างที่เป็นของรัฐบาลที่แล้ว (หลายๆครั้งก็กำจัดโครงการดีๆทิ้งไปมากเหมือนกัน เห็นแล้วก็เสียดายแทน) พอหน้าที่หลักคือการจับผิดการฉ้อโกง สิ่งที่ตามมาก็คือการลงทุนของภาครัฐแทนที่จะเร่งลงทุนเพื่อมาช่วย กลับกลายเป็นว่าหน่วยงานต่างๆก็พากันหยุดลงทุนกันเป็นแถวๆ กลัวว่าลงทุนไปจะโดนเฉ่งเอา เพราะตอนนี้ใครทำอะไรใหญ่ๆใหม่ๆ ก็โดยจับตากันหมด ... หุ้นที่กระทบได้ชัดเจนก็เห็นจะเป็นหุ้นที่มีรายได้หลักจากการประมูลงานภาครัฐ ในช่วงครึ่งปีแรกปัญหาอาจจะไม่เห็นจากงบการเงินได้ เพราะงานส่วนใหญ่ยังเป็นการที่ค้างมาตั้งแต่ปีก่อน แต่ในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะเหนื่อยหน่อย เพราะไม่รู้จะเอาโครงการที่ไหนมาสร้างรายได้ เพราะฉะนั้นผมจะพยายามหลีกเลี่ยงหุ้นประเภทนี้ อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าหุ้นกลุ่มนี้น่าจะสร้างผลงานได้ดีมากหลังจากที่การเมืองคลี่คลายแล้ว เพราะการลงทุนมันเป็นเรื่องจำเป็น ปีนี้อั้นมานาน ถ้าการเมืองดีขึ้นเมืองไรการลงทุนคงเพิ่มขึ้นอย่างมาก&lt;br /&gt;-หุ้นที่มีรายได้หลักจากการส่งออกผมว่าไม่น่าจะโดนผลกระทบจากการเมืองเท่าไหร่นัก แต่อย่างไรก็ตามต้องระวังเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นด้วยเพราะรายได้มันอาจจะลดได้เหมือนกัน .. สรุปแล้วผมว่าถ้าจะเล่นหุ้นที่ส่งออกให้ปลอดภัยทั้งการเมืองและค่าเงินน่าจะเป็นหุ้นที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบในการผลิตเป็นจำนวนมาก ที่เห็นชัดเลยก็คือพวกกลุ่มอิเล็กทรอนิก ผลประกอบการ Q1 ออกมาหรูหรากันเหลือเกิน เสียดายที่ผมไม่มีหุ้นกลุ่มนี้เลยซักกะตัว&lt;br /&gt;- หุ้นที่ได้ผลประโยชน์จากการลงทุนที่ชะลอไม่ได้ ที่ชัดสุดก็เป็นเรื่องของการลงทุนของพวกไฟฟ้าและปิโตรเคมี การเมืองจะแย่ยังไงไฟฟ้าก็ยังใช้เยอะอยู่ดี ถ้าผลิตไม่ทันใช้จะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะงั้นพวกนี้ชะลอไม่ได้ หรือปิโตรเคมีเองเวลาเค้าลงทุนกันทีเป็นหลักแสนล้าน วางแผนกันมาทีหลายปี คงไม่หยุดกันง่ายๆแน่&lt;br /&gt;- หุ้นที่ช่วยลดต้นทุนให้ลูกค้าได้ ... ภาวะแบบนี้ต้องรัดเข็มขัดเป็นพิเศษ พวกไหนที่ลดต้นทุนให้ลูกค้าได้ก็น่าจะได้ประโยชน์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงจะเห็นภาพชัดขึ้นนะครับ ว่าแม้ในภาวะที่การเมืองแย่ๆ หุ้นที่ธุรกิจดีๆ ไม่โดนกระทบหรือบางทีอาจจะได้ประโยชน์เสียด้วยซ้ำ ก็ยังคงมีให้ลงทุนได้เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นปัญหาการเมืองสำหรับ VI คงไม่ใช่อุปสรรคในการลงทุนซักเท่าไหร่&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/330</guid>
			<pubDate>Thu, 11 Sep 2008 13:46:18 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/09/11/330</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/330?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>Roadmap สำหรับ VI </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/329</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;การเดินทางของคนที่ต้องการจะเป็น Value Investort ที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ผมเชื่อว่าควรจะมีการวางแผน ตั้งเป้าหมาย และติดตามผล .... ในวันนี้ผมจะลองวาดภาพ Roadmap ของตัวผมเองทั้งที่ผ่านมาแล้ว และยังไปไม่ถึงให้ดูกันนะครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ในสมัยเริ่มต้นใหม่ๆ คงไม่ใช่ผมคนเดียวที่จะรู้สึกว่าการลงทุนแบบ vi นั้นยากไม่ใช่เล่น เพราะต้องรู้เรื่องมันสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบัญชี ธุรกิจ การเงิน ฯลฯ การจะศึกษาหุ้นแต่ละตัวก็ใช้เวลาไม่น้อย หลายๆครั้งนั่งศึกษาหุ้นเป็น 10 ตัวก็ยังไม่เจอดีๆซักตัว ... อ่านงบการเงินก็ไม่ค่อยเป็น ข้อมูลจะหาจากไหน การเทรดหุ้นให้ดีจะทำอย่างไร ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้ม ...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;แต่ผมก็พยายามที่จะศึกษาการลงทุนแบบ vi ต่อไป แม้จะมีเบื่อบ้าง ท้อบ้าง แต่พอมาถึงจุดนึงก็ได้รู้ว่า ที่เราลงทุนลงแรงไปมันคุ้มค่ามากเหลือเกิน ... &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;step การศึกษาของผมแบบคร่าวๆเป็นแบบนี้ครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;1. เริ่มต้นจากการศึกษาหาความรู้ในแนวทางการลงทุนแบบ vi เพื่อให้เข้าใจแนวคิดและวิธีการคร่าวๆ ช่วงนี้ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับ vi แทบทุกเล่มที่หาได้ ซึ่งหนังสือหลายๆเล่มผมก็ได้เขียนถึงไปบ้างแล้ว เช่น ตีแตก, one up on wallstreet, วาทะของวอเรนบัฟเฟตต์, The Warren Buffett Way ฯลฯ เมื่ออ่านหนังสือพวกนี้ไปมากจะจะเข้าใจแนวคิดในการลงทุนแบบ vi มากขึ้น แต่สิ่งที่เป็นปัญหาของผมในวันนั้นหลังจากอ่านหนังสือ vi ไปได้หลายเล่มก็คือ ผมยังขาดความสามารถในการอ่านงบการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในเป็น vi ที่ดีได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;2. เมื่อพบจุดอ่อนของตัวเองเรื่องของการอ่านงบการเงิน ผมก็เลยลอง load งบการเงินจากเวปไซต์ &lt;a href=&quot;http://www.sec.or.th/&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#5588aa&quot;&gt;www.sec.or.th&lt;/font&gt;&lt;/a&gt; มาลองฝึกอ่านดู โดยช่วงแรกใช้หนังสือตีแตกของ ดร. นิเวศน์เป็นแนวทาง เพราะในหนังสือมีตัวอย่างการวิเคราะห์งบการเงินให้ดู จำได้ว่าตอนแรกผม load งบการเงินของบริษัทในกลุ่มหนังสือ สิ่งพิมพ์มาอ่าน เช่น se-ed aprint mati เพื่อที่จะได้ลองเอามาเปรียบเทียบได้ แต่กว่าที่ผมจะลองคำนวณอัตราส่วนต่างๆตามหนังสือตีแตกได้ ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน เพราะแต่ละงบนี่กว่าจะทำเสร็จก็กินเวลาเป็นวันเหมือนกัน ผมเห็นท่าจะไม่ดี ก็เลยของไปหาหนังสือเล่มอื่นๆมาอ่านดู เผื่อจะได้ idea มากขึ้น ตอนนั้นก็เห็นหนังสือของ ดร. ภาพร (อ่านงบการเงินให้เป็น) วางอยู่ที่ se-ed ก็เลยลองซื้อมาอ่าน แรกๆก็อ่านเข้าใจยากอยู่บ้าง แต่ยิ่งพออ่านจบไปรอบนึงแล้วเรากลับมาดูงบการเงินใหม่ ก็เห็นได้ชัดเจนว่าสามารถทำความเข้าใจกับงบได้เร็วขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถวิเคราะห์ให้ทะลุปรุโปร่งได้เท่าที่ควร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ผมก็เลยไปหาซื้อหนังสือของดร. ภาพร เล่มอื่นๆมาอ่านเพิ่มเติมเรื่อยๆ (รู้สึกมีอยู่ 3-4 เล่ม) ยิ่งอ่านมาเท่าไหร่ ยิ่งทดลองแกะงบการเงินมากขึ้นเท่าไหร่ ความเร็วในการอ่านงบก็เร็วขึ้นเท่านั้น ระหว่างนี้ผมก็ยังหาความรู้เพิ่มเติมจากงานสัมมนาของตลาดหลักทรัพย์ ตอนนั้นไปเรียนกับอ. ธนเดช มหโภไคย ซึ่งสอนการอ่านงบได้เข้าใจง่ายดีมาก และยังสอนเรื่องการอ่านงบกระแสเงินสด (ซึ่งหาอ่านที่ไหนไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะมีแต่หนังสือสอนอ่านงบดุลกับงบกำไรขาดทุน)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;หลังจากผมเริ่มอ่านงบการเงินได้คล่องมากขึ้น ก็ทำให้ผมเลือกซื้อหุ้นที่มีคุณภาพดี มีความปลอดภัยได้สูงขึ้นจากการใช้งบการเงินช่วย ซึ่งงบการเงินที่ผมจะชอบดูนั้นก็คืองบย้อนหลังไป 3 ปี (ซึ่งใน 56-1 นั้นจะรวมตัวเลขย้อนหลังให้ 3 ปีอยู่แล้ว ก็ถือว่าสะดวกดี) เพื่อดูแนวโน้มของบริษัท นอกจากนี้ก็จะ load งบการเงินรายไตรมาสของปีล่าสุดทุกไตรมาสมาอ่านดู เพื่อดูแนวโน้มบริษัทในระยะสั้น (เพราะผมเคยเจ็บตัวมาแล้วกับหุ้นไก่ ซึ่งมีรายได้ลดลงทุกไตรมาส ผมดูแค่งบปีเลยคิดว่าดี เพราะรวมรายได้ทั้งปีมันยังพอใช้ แต่หารู้ไม่ว่าไอ้ที่รายได้สูงๆน่ะมันตอนไตรมาสแรก พอไตรมาสต่อๆมารายได้มันลดลงเรื่อยๆ ก็พอจะบอกได้ว่าบริษัทอาจจะกำลังมีปัญหา)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;3. พอเราซื้อหุ้นมาแล้ว หรือมีหุ้นที่เล็งจะซื้อไว้ในใจแล้ว บางครั้งเราซื้อหุ้นมาไม่นาน หุ้นมันวิ่งขึ้นไปก็ดีใจ คิดว่าตัวเองเก่งเลือกหุ้นได้ถูก แต่พอครั้งไหนซื้อหุ้นปุ๊บแล้วมันวิ่งลงปั๊บ ก็คิดว่าบริษัทอาจจะมีปัญหา พาลคิดไปเองว่าตัวเองเลือกหุ้นไม่ดี .... เป็นอย่างนี้อยู่บ่อยๆ สภาพจิตใจก็เริ่มแย่ อารมณ์ตัวเอง ถูกราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นลงรายวันพาให้แกว่งไปอยู่ตลอดเวลา คิดแล้วก็เลยว่าต้องหาที่พึ่งทางใจ ด้วยการกลับไปอ่านหนังสือ vi ในข้อ 1 ใหม่อีกรอบให้หมด ก็ได้ใจความว่า &amp;quot;เราไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นได้ราคาต่ำที่สุดเสมอไป ขอให้ซื้อหุ้นได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าก็โอเคแล้ว&amp;quot; หรือคำพูดของ Buffett ที่บอกว่า &amp;quot;ถ้าไม่สามารถทนเห็นราคาหุ้นลดลงกว่า 50% ได้ ก็อ่านคิดที่จะเล่นหุ้น&amp;quot; ทำให้ผมคิดได้ว่าการที่ราคาหุ้นมันวิ่งขึ้นลงนั้น มันเป็นเรื่องของ demand (แรงซื้อหุ้น) และ supply (แรงขายหุ้น) ดังนั้นการขึ้นลงของหุ้นในระยะสั้นไม่ได้บอกว่าบริษัทนั้นมันดีหรือไม่ดีอย่างไร คิดได้แบบนี้ก็ทำให้สภาพจิตใจเริ่มดีขึ้น เวลาหุ้นขึ้นก็ไม่หยิ่งผยองคิดว่าตัวเก่ง หรือเวลาหุ้นลงก็ไม่มานั่งกลุ้มใจ เอาเวลาไปศึกษาติดตามธุรกิจของหุ้นที่เราถือดีกว่าเอาเวลามานั่งดูราคาหุ้นรายวัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;หนังสือที่ช่วยให้ผมผ่านจุดนี้ไปได้อีกเล่มนอกจากหนังสือ vi ก็คือหนังสือ &amp;quot;จิดวิทยาการลงทุน&amp;quot; ช่วยทำให้เข้าใจแนวคิดของคนในการลงทุนได้มากขึ้น และเคล็ดลับอย่างหนึ่งที่ผมได้มาจากการผ่านพ้นกำแพงนี้ไปได้ก็คือ &amp;quot;จงลืมราคาต้นทุนที่เราซื้อหุ้นมาให้หมด (รวมถึงราคาในอดีตทั้งหมด)&amp;quot; เพราะตัวเลขราคาเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้คนเกิดกับดักทางจิตวิทยาได้ง่าย เช่น คนส่วนใหญ่ไม่ชอบขายหุ้นถ้าราคาหุ้นต่ำกว่าราคาทุน เพราะจะรู้สึกว่าตัวเองขาดทุน แต่สำหรับผมถ้าผมคิดว่าหุ้นตัวดังกล่าวไม่ดี และมีโอกาสที่ราคาจะต่ำลงไปอีกยังไงผมก็ขาย ราคาทุนไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทั้งสิ้น ถ้าคิดได้แบบนี้แล้ว ผมว่าเส้นทาแห่งความสำเร็จก็เข้าใกล้มาอีกขั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;หลังจากที่เรามีความรู้ในเรื่องของแนวคิดการลงทุนแบบ vi รวมกับความรู้ในการอ่านบัญชี หรือการวิเคราะห์จากตัวเลข ท้ายสุดก็คือเรื่องของจิตวิทยาการลงทุน ผมก็เชื่อว่านักลงทุนท่านนั้นๆก็น่าจะมีความพร้อมระดับนึงในการลงทุนให้ตลาดหุ้นแล้ว ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ทักษะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือทักษะในการวิเคราะห์ธุรกิจ มองถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรม ผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น เมื่อเราเห็นว่าค่าเงินบาทแข็งขึ้น บริษัทอะไรจะได้ประโยชน์ บริษัทอะไรจะเสียประโยชน์ เมื่อเกิดภาวะโลกร้อนขึ้น บริษัที่ขายเครื่องดื่ม และบริษัที่ขายแอร์ก็น่าจะได้ประโยชน์ แรกๆผมเองก็ไม่ค่อยเห็นถึงความสัมพันธ์ของปัจจัยแวดล้อมต่อบริษัทต่างๆในตลาดหุ้นซักเท่าไหร่ แต่ยิ่งผมนั่งศึกษาธุรกิจของบริษัทต่างๆมากขึ้น อ่านหนังสือมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น 56-1, annual report, หนังสือพิมพ์ หรือ Pocket Book ต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยแวดล้อมต่อตัวบริษัท เรายังจะต้องสามารถวิเคราะห์ถึงความสามารถของบริษัท ข้อเด่นข้อด้อย ความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่ง เพราะบางครั้งเราวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกได้ว่าธุรกิจกลุ่มไหนจะได้ประโยชน์ แต่การเลือกหุ้นในธุรกิจนั่นๆ ก็จำเป็นต้องสามารถวิเคราะห์แบบภายในได้เช่นกัน ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระยะแรกๆของการลงทุน ผมเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องในแต่ละอุตสาหกรรมเท่าหร่ .. ในช่วงแรกๆของการเล่นหุ้นผม พยายามศึกษาธุรกิจโฆษณา เนื่องจากสนใจลงทุนในบริษัทโฆษณา แรกๆก็ไม่เข้าใจว่าโครงสร้างรายได้เป็นอย่างไร ปัจจัยแห่งความสำเร็จคืออะไร แนวโน้มของบริษัทเป็นอย่างไร พอศึกษาไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมีความเข้าใจมากขึ้น ต่อมาผมก็หันมาสนใจกับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ก็ทำให้รู้ว่าเราจำเป็นต้องเข้าใจว่าบริษํทนั้นมีการผลิตโดยเน้นเครื่องจักรที่ทันสมัยเป็น Automatic หรือว่าเป็นการผลิตที่เน้นการใช้แรงงาน ซึ่งธุรกิจทั้ง 2 ประเภทก็จะมีความสามารถในการลดต้นทุนที่แตกต่างกันและมี Key Success Factor ที่แตกต่างกัน ฟังๆดูอาจจะเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก แต่ยิ่งผมศึกษาการทำธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆกันมากเท่าไหร่ ความรู้ของผมก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ ขอบเขตความสามารถก็กว้างขึ้น ทำให้ใช้เวลาน้อยลงในการทำความเข้าใจหุ้นแต่ละตัว เนื่องจากการลงทุนแบบ vi ทีดีจำเป็นต้องเข้าใจในธุรกิจที่ลงทุน การขยายขอบเขตความรู้ของตัวเองออกไป ทำให้ผมคว้าโอกาสที่ผ่านมาได้มากขึ้น หุ้นที่แต่เดิมไม่เคยคิดจะสนใจ ก็เข้ามาอยู่ในกรอบความสนใจ เมื่อมีปัจจัยอะไรที่ให้โอกาสกับหุ้นตัวนั้นๆ ผมก็ซื้อหุ้นได้ทัน และเร็วกว่าคนอื่นๆ ผลตอบแทนก็ยิ่งมากขึ้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทักษะในข้อนี้ของผมเองก็ยังคงอยู่ในวงจำกัด ยังมีอีกหลายธุรกิจที่ผมยังมองว่ายากเกินที่ผมจะเข้าใจ เช่น การเกษตร แบงค์ อสังหา ฯลฯ ทำให้ผมไม่สามารถที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ได้ .. แต่ผมก็หวังความยิ่งผมใช้เวลาอยู่ลงทุนนานขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น อ่านมากขึ้น ขอบเขตความรู้ของผมก็จะกว้างขึ้น และในอนาคต ตัวเลือกในการลงทุนก็จะมากขึ้น ผลตอบแทนคงจะดีขึ้นตามลำดับ ..... ขั้นตอนนี้แม้จะใช้เวลานานมาก เพราะเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ผลเชื่อว่าเป็นทักษะที่สำคัญในอันดับต้นๆของการลงทุนให้สำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ความสามารถในอ่านคน: หลายๆคนอาจจะงงๆว่ามันเกี่ยวอะไรกับการลงทุน .... ผมเชื่อว่าหุ้นที่ดีจะต้องประกอบไปด้วย 3 ประการหลัก คือ 1. บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่ดี 2. บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันที่ดี 3. บริษัทมีผู้บริหารที่ดี ทักษะในข้อที่ 4 จะสามารถตอบโจทย์ข้อ 1 และ 2 ได้ แต่การที่จะตอบคำถามเรื่องผู้บริหารนั้นผมว่าจำเป็นที่จะต้องอ่านคนออก ..... สิ่งที่ผมต้องการสำหรับผู้บริหารคือความเก่ง ขยันและซื่อสัตย์ ซึ่งการตั้งคำถาม การพูดคุย หลายๆครั้งจะทำให้เราพอที่จะสามารถตีความได้จากบุคคลิก ลักษณะ และการตอบคำถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรกๆ เซ้นในการอ่านคนของเราอาจจะไม่มากเท่าไหร่ แต่ยิ่งเรามีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารหลายๆคน บ่อยๆ เราจะเริ่มจับทาง และมีเซ้นในการอ่านคนที่ดีขึ้นได้ ผู้บริหารคนจะชอบโม้เกินจริง บางคนจะชอบพูดแบบ conservative ไว้ก่อน ผู้บริหารชอบปิดบังสิ่งที่ไม่ดีเอาไว้ในใจไม่ยอมพูด บางคนนี่ก็เชื่อคำพุดเค้าไม่ได้เลย เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจลักษณะของผู้บริหารแต่ละคน ..... หลายครั้งเราก็ต้องตั้งคำถามให้เห็นขึ้นวิสัยทัศน์ วิธีการแก้ปัญหา .. แผนการดำเนินการในอนาคต ซึ่งจะทำให้เราทราบได้ว่าผู้บริหารนั้นเก่ง หรือขยันหรือไม่อย่างไร ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเสริมความรู้ในทักษะด้านการอ่านผมสามารถพัฒนาได้ด้วยการพูดคุยกับผู้บริหารหลายๆท่าน และติดตามผลงานของเค้าว่าเป็นอย่างที่พูดหรือไม่ ฝึกตั้งคำถามที่สามารถบ่งบอกได้ถึงความสามารถ หรือความซื่อสัตย์ เช่น ผมมักจะชอบถามผู้บริหารว่าเค้ามีปัจจัยอะไรที่เป็นเรื่องที่กังวลเกี่ยวกับธุรกิจอยู่บ้างหรือว่า หรือมีอะไรที่ห่วงทำให้นอนไม่หลับ ... ผู้บริหารที่ซื่อสัตย์จะมักจะตอบตรงๆถึงสิ่งที่เค้าเป็นกังวลอยู่ ในขณะที่ผู้บริหารที่ไม่ค่อยซื่อเท่าไหร่ แม้มีเรื่องอยู่ ก็มักจะปิดบังเอาไว้ไม่ยอมพูด อาจจะตอบว่าไม่มี หรือไม่ก็เฉไฉไปเรื่องอื่น เพราะคนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยชอบพูดในเรื่องร้ายๆ ต่อธุรกิจตัวเอง มักจะพูดแต่เรื่องดีๆ (ไม่ได้ใช้ได้ 100% นะครับ แต่เท่าที่ลองๆดู การใช้คำถามนี้ถามผู้บริหารก็จะได้คำตอบที่อ่านผู้บริหารได้พอสมควร) นอกจากนี้บางครั้งผู้บริหารที่ตอบถึงปัญหาแบบตรงๆ บางครั้งผมก็จะเจอผู้บริหารที่บอกถึงปัญหาที่กังวล ข่าวร้าย แต่ในขณะเดียวกันก็บอกถึงทางแก้ไข หรือแผนการที่จะป้องกันไว้ด้วย ... พวกนี้ผมว่ามักจะเป็นผู้บริหารที่จะมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ข้อ คือเก่ง ขยัน และซื่อสัตย์ ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากการพูดคุยกับผู้บริหารบ่อยๆ แล้วผมยังชอบที่จะหาหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาการอ่านอยู่เรื่อยๆ ลองไปหาหนังสือของ เดวิด เจไลเบอร์แมนมาอ่านดูนะครับ .. เห็นเขียนไว้หลายเล่ม อ่านๆไปผ่านๆ บางครั้งเราสามารถนำความรู้เหล่านี้ที่ได้มาใช้โดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยสรุป ทักษะหรือความรู้ ที่ใช้ในการลงทุนที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญหลักๆมีอยู่ 5 อย่างดังนี้&lt;br /&gt;1. ความรู้ในแนวคิดและหลักการการลงทุนแบบเน้นคุณค่า&lt;br /&gt;2. ทักษะในการวิเคราะห์ตัวเลข งบดุล งบการเงิน งบกระแสเงินสด&lt;br /&gt;3. จิตยาในการลงทุน&lt;br /&gt;4. ความสามารถในการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก ภายใน และความเข้าใจในอุตสาหกรรม&lt;br /&gt;5. ความสามารถในการอ่านคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางเดินของการเป็น vi นั้นอาจจะดูแล้วยาวนานและยากซะเหลือ ... แต่เชื่อผมเถอะครับ .. ลงทุนในความรู้ไม่เคยทำให้ใครผิดหวังหรอกครับ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/329</guid>
			<pubDate>Thu, 11 Sep 2008 13:45:01 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/09/11/329</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/329?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>บรรษัทภิบาล </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/328</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;บทความนี้เขียนครั้งแรกที่ &lt;/font&gt;&lt;a href=&quot;http://www.yoyoway.com/&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;www.yoyoway.com&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt; Thursday, March 29, 2007&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เรื่องของความโปร่งใสกับการลงทุนนี่จริงๆแล้วเป็นเรื่องที่แยกขายจากกันแทบไม่ได้เลย การลงทุนที่ดีเราควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีธุรกิจที่ดี มีผู้บริหารที่ดี และซื้อในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ... จะเห็นว่าปัจจัยทางด้านผู้บริหารนี่จัดได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแง่ของความมีขยัน หรือความเก่งของผู้บริหาร หลายๆครั้งเราพอจะตีความเอาจากงบการเงินได้บางส่วน ถ้าบริษัทนั้นสามารถเติบโตได้ดีกว่าอุตสาหกรรมก็มีแนวโน้มว่าผู้บริหารของบริษัทก็น่าจะมีฝีมืออยู่เหมือนกัน หรือในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือเป็นช่วงขาลงของอุตสาหกรรมนั้นๆ การประคงบริษัทไว้ไม่ให้เจ็บตัวมาก ก็ถือได้ว่าเป็นความสามารถอย่างหนึ่งของผู้บริหาร ... นอกจากเราจะตีความความสามารถของผู้บริหารเอาจากงบการเงินแล้ว ยังคงมีอีกทางที่ดีก็คือการหาโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหารด้วยตัวเอง ถามคำถามเกี่ยวกับธุรกิจ หรือเรื่องที่เราสงสัย และสังเกตุเอาจากคำตอบของผู้บริหารก็พอจะบอกได้คร่าวๆเช่นกันว่าผู้บริหารนั้นมีความสามารถแค่ไหน ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สิ่งสำคัญมากๆ และก็เป็นสิ่งที่ยากในการจะรู้ได้ว่าผู้บริหารนั้นมีความซื่อสัตย์หรือโปร่งใสมากน้อยเพียงใด เพราะงบการเงินที่ออกมาเห็นว่าดีนั้น บางครั้งมันอาจจะเกิดจากการที่ผู้บริหารที่ไม่ใสเป็นคนทำให้มันดูดีเกินความเป็นจริงๆก็ได้ หรือแม้แต่การพูดคุยกันก็อาจจะบอกได้ยากมากเช่นกัน เพราะคนที่ขี้โกงเป็นนิสัยนั้นบางทีก็ยากที่เราจะจับทางเค้าได้ เพราะเค้าขี้โกงมาตลอด ความสามารถในการปกปิดก็คงไม่น้อยอยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองมาดูผลกระทบของการถือหุ้นที่ผู้บริหารไม่โปร่งใสกันดูบ้างนะครับว่ามันเป็นแบบไหนได้บ้าง (ออกตัวก่อนว่าเรื่องของความโปร่งใส และกลโกงในการผองถ่ายเงินนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นจุดอ่อนของผมเหมือนกัน คงเพราะด้วยประสบการณ์ที่ยังน้อย แต่จะพยายามเล่าๆเอาเท่าที่เคยได้ยินมา และเคยอ่านผ่านๆตามา)&lt;br /&gt;- ผู้บริหารมีการตั้งบริษัท Trading เพื่อเป็นตัวแทนขายสินค้าให้กับบริษัท กลโกงง่ายๆก็คือการขายสินค้าให้กับบริษัทดังกล่าวในราคาต่ำกว่าที่ควร แล้วบริษัท Trading นั้นๆก็ได้กำไรมากเป็นพิเศษ เงินก็เข้าผู้บริหารได้สบายๆ&lt;br /&gt;- บริษัทที่อาจจะมีการซื้อสินทรัพย์จากผู้บริหาร หรือคนรู้จักของผู้บริหาร (คนเค้าก็มักจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกัน) ในราคาที่แพงกว่าที่ควรจะเป็น&lt;br /&gt;- บริษัทที่สั่งผลประกอบการให้ขาดทุนก็ได้ กำไรก็ได้ .... ในช่วงที่ต้องการให้หุ้นขึ้นก็สร้างข่าว และสร้างผลประกอบการให้ดีขึ้น โดยอาจจะทำได้โดยการพยายามรับรู้รายได้ให้เร็วขึ้น รับรู้รายจ่ายให้ช้าลงหรือให้น้อยลง ซึ่งก็ไม่ได้ยากลำบากเกินความสามารถที่จะตกแต่งได้ เพื่อดันให้ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น ... พอหุ้นขึ้นผู้บริหารก็ขายหุ้นออกมา ในทางกลับกัน เมื่อขายหุ้นออกมาได้ตามจำนวนที่ต้องการแล้ว ก็เป็นช่วงของการทุบหุ้น ก็ทำตรงข้ามกับเมื่อกี้ .. คือปล่อยข่าวร้ายออกมา ทำให้ผลประกอบการต่ำๆ หรืออาจจะถึงขึ้นขาดทุน ซึ่งวิธีทำให้ขาดทุนนี่ก็มีหลายสิบวิธี เช่น การรับรู้รายได้ช้าๆ รับรู้รายจ่ายให้เร็วขึ้น, การตั้งสำรองหนี้สูญ, การตั้งสำรองสินค้าคงเหลือหมดสภาพ การตั้งสำรองค่าใช้จ่ายที่ถูกฟ้องร้อง ฯลฯ เมื่อหุ้นลงได้ที่ ก็เข้าไปเก็บหุ้นใหม่ แล้วก็จัดการทำรูปแบบเดิมขึ้นดันราคาหุ้นใหม่อีกรอบ ... แน่นอนว่าการซื้อขายของผู้บริหารคงไม่ใช่ชื่อตัวเองในการซื้อขายแน่นอน เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องแจ้งรายการซื้อขาย&lt;br /&gt;- จ่ายเงินเดือนและเงินค่าตอบแทนต่างๆให้ตัวเองเยอะ กรณีนี้รวมถึงการแจก esop ด้วย&lt;br /&gt;ฯลฯ วิธีในการผองถ่ายเงินยังมีอีกมากมาย .. สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ให้ทันผู้บริหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่การรู้ว่าใครใสไม่ใสนี่สิ ยากเอาการเลย ผมเองก็ยังไม่ค่อยรู้เหมือนกัน .. วิธีที่พอจะช่วยได้ก็คือ&lt;br /&gt;- อ่านหนังสือพิมพ์บ่อยๆ อาจจะเจอกรณีศึกษาบางอย่างพอให้เรารู้ได้ว่าเค้าโกงกันอย่างไร หรือพอจะรู้ว่าใครชื่ออะไรที่ชอบโกง ..&lt;br /&gt;- ถามเอาจากคนอื่นๆ ที่มีประสบการณ์มานานๆ&lt;br /&gt;- หลีกเลี่ยงหุ้นที่มีโครงสร้างในการก่อให้เกิดการโกงได้ง่าย หรืออาจจะลงทุนในสัดส่วนที่ไม่เยอะ ถ้ายังไม่ชัวร์ เช่น&lt;br /&gt;+ หุ้นกลุ่มเกษตร การซื้อขายพวกนี้จะไม่ค่อยมี bill ทำให้ตกแต่งได้ง่าย (ไม่ได้หมายถึงกลุ่มเกษตรทุกตัวนะครับ)&lt;br /&gt;+ หุ้นรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สั่งกำไรขาดทุนได้ไม่ยากเท่าไหร่นัก เพราะเดิมธุรกิจพวกนี้ก็เป็นธุรกิจสีออกเทาๆอยู่แล้ว&lt;br /&gt;+ หุ้นที่ผู้บริหารหลักๆ ไม่มีหุ้น หรือมีในสัดส่วนที่ไม่เยอะ เพราะผู้บริหารกลุ่มนี้จะมีแรงจูงใจในการบริหารงานที่ค่อนข้างต่ำ เพราะต่อให้บริษัทดี หุ้นขึ้น ตัวเองก็ไม่ได้ผลประโยชน์มากนัก สู้มาอาศัยรวยเอาจากการผ่องถ่ายเงินออก หรือเล่นกลกับราคาหุ้นให้ขึ้นลงจะรวยได้ง่ายกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ แล้วเรื่องของผู้บริหารนี้ผมว่าต้องให้คนที่เก๋าๆ อยู่ในตลาดนานๆมาเป็นคนพูด ผมเขียนไปอาจจะเป็นการสอนจรเข้ให้ว่ายน้ำก็ได้ .. อย่างไรก็ตาม ถ้าพี่ๆท่านใดเจอผู้บริหารที่ไม่ค่อยน่าไว้วางใจ และรู้ว่าเป็นหุ้นที่ผมถืออยู่หรือสนใจอยู่ ก็รบกวนช่วยเตือนกันบ้างนะครับ ผมเองยังใหม่กับเรื่องนี้อยู่&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/328</guid>
			<pubDate>Thu, 11 Sep 2008 13:43:36 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/09/11/328</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/328?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>สภาพคล่อง </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/327</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;บทความนี้เขียนครั้งแรกที่ &lt;/font&gt;&lt;a href=&quot;http://www.yoyoway.com/&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;www.yoyoway.com&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;Monday, March 19, 2007&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;สวัสดีครับ ... หายหน้าหายตาไปนาน วันนี้ได้โอกาสกลับมา update blog กันอีกที&lt;br /&gt;ช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ได้ยุ่งมากมายอะไรหรอกครับ ... ออกแนวขี้เกียจซะมากกว่า ไม่ค่อยอยากอยู่หน้าจอคอมนานๆเท่าไหร่ รู้สึกว่าตาไม่ค่อยดี สู้แสงไม่ค่อยได้ ก็เลยพาลขี้เกียจ up blog ไปในตัวด้วย เพราะจะเขียนซักครั้งบางครั้งก็ใช้เวลา ต้องรวบรวมความคิด แถมผมก็ไม่ใช่คนพิมพ์ดีดเร็วซะด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้มาพูดเรื่องที่โดยเข้ากับตัวเองครับ .. คือเรื่องของสภาพคล่อง&lt;br /&gt;จะว่าไปเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนอยู่มากพอสมควร แต่ผมไม่ค่อยได้พูดถึง เพราะก่อนหน้านี้ผมมองว่ามันไม่ใช่ปัญหาอะไรเท่าไหร่ เพราะเวลาเราซื้อหุ้นเรามองเป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ได้กะว่าจะซื้อๆขายๆ รายวันอยู่แล้ว เพราฉะนั้นหุ้นที่มีสภาพคล่องไม่มากก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนัก ใช้เวลาเก็บหุ้น 2-3 วัน ใช้เวลาปล่อยหุ้น 2-3 วัน มันก็ยังโอเค ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนปี 50 ผมเองก็ไม่ได้มีปัญหากับสภาพคล่องมากนัก เพราะหุ้นที่ซื้อถึงแม้จะมีสภาพคล่องน้อย แต่ก็ไม่ได้ถึงกับน้อยมากๆ แต่มาปีนี้ปัญหานี้มันก็เริ่มเกิดกับผมชัดเจนขึ้น เพราะหลังๆมานี้หุ้นส่วนใหญ่ที่ผมเล่นมักจะเป็นหุ้นในตลาด MAI ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่นัก บางตัว Market Cap ไม่กี่ร้อยล้าน เลยทำให้การซื้อขายนั้นค่อนข้างยาก ทีนี้ถ้าหุ้นที่ซื้อมาแล้วกะจะถือยาวๆ ผมก็ไม่เดือดร้อน แต่หุ้นที่บางทีซื้อมาแล้วเพิ่งมารู้ว่าตัวเองคิดผิดหรือไม่ก็เวลาไปเจอหุ้นตัวใหม่ที่ดีกว่าตัวเดิมมากๆ จนอยากรีบขายตัวเดิมไปซื้อตัวใหม่นี่สิ.. อยากจะได้ออกให้ได้เร็วราคาก็ไหลลงแรง ไอ้ตัวใหม่ที่จะไปซื้อก็ดั๊นสภาพคล่องน้อยพอกันอีก .. จะซื้อให้ได้เร็วๆก็ทำราคามันวิ่งไปอีก ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลยทำให้ผมคงต้องมาปรับกลยุทธ์ตัวเองใหม่ .. ในอดีตผมจะถือหุ้นอยู่ประมาณ 3-4 ตัวใน port เพื่อจะได้ให้มีเวลาติดตามข่าวสารของหุ้นเพียงพอ และยังทำให้ port มีการ focus เวลากำไรทีจะได้เป็นเนื้อเป็นหนังมากขึ้น มาวันนี้ผมหันมาปรับเป็นการถือหุ้นเพิ่มเป็น 6-7 ตัว เพราะปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และผมเริ่มมีเวลามากขึ้นในการศึกษาหุ้นเพราะเรียนใกล้จะจบแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนีเป็นข้อพิสูจน์อีกประการหนึ่งของความได้เปรียบของนักลงทุนรายเล็กต่อนักลงทุนรายใหญ่ได้ชัดเจนเลยครับ .... เพราะยิ่ง port ใหญ่ขึ้นๆ จำนวนหุ้นที่มีให้เลือกลงทุนที่มีอยู่ก็ลดลง จนทำให้ต้องกระจาย port มากขึ้น ... วันนี้ผมยังไม่ได้ port ใหญ่มากๆ จำนวนหุ้นที่ซื้อได้ก็ลดลงไปไม่มากเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นพวกกองทุนใหญ่ๆหลักร้อยล้านพันล้านจะให้มาเล่นหุ้นตลาด mai แบบผมเยอะๆก็คงเหนื่อยหน่อยละครับ ....&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/327</guid>
			<pubDate>Thu, 11 Sep 2008 13:42:38 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/09/11/327</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/327?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>2 ขั้วของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/326</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;บทความนี้เขียนครั้งแรกที่ &lt;/font&gt;&lt;a href=&quot;http://www.yoyoway.com/&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;www.yoyoway.com&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt; Tuesday, February 27, 2007&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ในระยะหลังๆมานี้ ผมมาสังเกตหุ้นที่อยู่ใน port ของตัวเองแล้วก็เห็นว่า&lt;br /&gt;หาหุ้นที่เป็นหุ้นคุณภาพดีๆ เกรด A แทบจะไม่เจอเลย ... ส่วนใหญ่ที่ถืออยู่ก็จะเป็นหุ้นเกรด B ที่คุณภาพต่ำลงมาหน่อย แต่ซื้อเพราะว่าหุ้นมีราคาถูก pe ของหุ้นก็จะอยู่ประมาณ 4-7 (ซึ่งถือว่าถูกมาก) .... หุ้นส่วนใหญ่ที่ผมถืออยู่จะมีโครงสร้างรายได้มาจากงานประมูลซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งกิจการที่มีรายได้จากงานประมูลส่วนใหญ่มักจะมีรายได้ที่คาดเดาได้ยากในระยะยาว เพราะบางครั้งการประมูลงานแข่งกันนั้นอาจจะเฉือนชนะกันเพียงไม่เท่าไหร่ก็ทำให้รายได้นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากหรือลดลงอย่างมากได้ ... จากความไม่แน่นอนของรายได้นั้น ผมว่า pe ที่ควรจะเป็นอย่างมากก็ไม่ควรเกิน 8-9 เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองมาย้อนกลับไปดู port ของนักลงทุนอีกกลุ่มที่ลงทุนแบบเน้นคุณค่าเหมือนกันแต่หุ้นที่ถือใน port นั้นเรียกได้ว่าคุณภาพผิดกับของผมลิบลับเลย ... หุ้นส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่มีรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคง สินค้าหรือบริการมีตราสินค้าเป็นของตัวเอง เรียกได้ว่าบริษัทเหล่านี้มีความได้เปรียบในเรื่องของความมั่นคงของรายได้เพราะลูกค้าที่ซื้อนั้นมีความจงรักพักดีใน Brand ระดับหนึ่ง ไม่ได้แข่งขันเพียงแค่ราคาเหมือนกับพวกสินค้าที่ไม่มีตรา หรือกิจการที่มีรายได้จากการประมูล เช่น โรงพยาบาล (บำรุงราษฎ์ เกษมราษฏ์ กรุงเทพ) ขนมปังฟาร์เฮ้า (กินกันมาตั้งแต่เด็ก) หรือกลุ่ม Discount store ต่างๆ .... แต่หุ้นเหล่านี้จัดได้ว่าเป็นหุ้นที่มีราคาถูกก็พูดไม่ได้เต็มปากเหมือนกัน .. เพราะส่วนใหญ่แล้วจะมี pe เกิน 10 ขึ้นไปทั้งนั้น .. บางตัวมี pe เพิ่มไปถึง 20 - 30 เลยทีเดียว ถึงคุณภาพดีขนาดไหนผมก็ซื้อไม่ค่อยลงเท่าไหร่ ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการสังเกตุดู style การลงทุน 2 แบบข้างต้น ผมสรุปการลงทุนแบบเน้นคุณค่าออกเป็น 2 ประเภท คือ&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;เน้นที่หุ้นที่มีราคาถูก แม้คุณภาพอาจจะไม่ได้ดีมาก&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เน้นที่คุณภาพของหุ้นก่อน เรื่องราคาถูกหรือแพงนั้นมาทีหลัง&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ผมเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่ารูปแบบไหนจะให้ผลตอบแทนได้ดีกว่ากัน .. จริงๆแล้วถ้าผมเลือกได้ ผมก็อาจจะซื้อหุ้นที่มีคุณภาพเกรด A ในราคาที่ถูก แต่ยอมรับจริงๆครับว่าปัจจุบัน หุ้นเกรด A ในตลาดเท่าผมพอจะหาได้ราคามันก็ไม่ค่อยถูกซะแล้ว เพราะผมมักจะมีกรอบในใจไว้อย่างหนึ่งเวลาซื้อหุ้นคือ หุ้นที่มีราคาไม่แพงไม่ควรมี pe เกินอัตราการเติบโตในอนาคตของบริษัท ดังนั้นหุ้นที่มี pe 20 หรือ 30 ก็ทำให้ผมทำใจซื้อยากพอสมควรเพราะผมไม่คิดว่าบริษัทเหล่านี้จะสามารถเติบโตได้ในระดับเกิน 20-30% ได้หลายปีติดต่อกันนัก จนทำให้ผมต้องมานั่งหาหุ้นที่มีคุณภาพลดลงมาหน่อย แต่มีราคาถูกในระดับที่พอยอมรับได้ .... &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ในที่นี้ผมจะแบ่งวิเคราะห์ความเสี่ยงของการลงทุนทั้ง 2 รูปแบบโดยแบ่งความเสี่ยงของการลงทุนออกเป็น 2 ส่วน คือ ความเสี่ยงที่รายได้และผลกำไรจะไม่เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ และ ความเสี่ยงจากการที่ตลาดลดระดับ pe ที่เหมาะสมของหุ้นนั้นๆ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;การลงทุนแบบเน้นราคาถูก คือ จะมีความเสียงที่รายได้และกำไรจะไม่เป็นไปตามที่คาดค่อนข้างสูง เพราะเนื่องจากบริษัทไม่มีความมั่นคงในด้านรายได้ และไม่มีอำนาจพอที่จะผลักภาระต้นทุกที่เพิ่มขึ้นไปให้ลูกค้าได้ง่ายๆ ทำให้กำไรที่เราคาดการณ์ไว้อาจจะแตกต่างไปจากที่เราคิดไว้พอสมควร แต่ ความเสี่ยงจากการที่ตลาดจะปรับ pe ของหุ้นเหล่านี้ให้ลดลงนั้นค่อนข้างต่ำ เพราะหุ้นพวกนี้ส่วนใหญ่จะมี pe อยู่ประมาณ 4-7 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว ต่อให้รายได้และกำไรลด pe ของหุ้นก็มักจะไม่ลดลงมากเท่าใด ..... ดังนั้นหุ้นกลุ่มนี้จะเป็นที่น่าสนใจมาก ถ้านักลงทุนสามารถคาดการณ์ผลกำไรในอนาคตของบริษัทได้แม่นยำ เพราะจะสามารถขจัดความเสี่ยงส่วนแรกออกไปได้ ในขณะที่ความเสี่ยงส่วนหลังนั้นมีต่ำอยู่แล้ว&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;การลงทุนแบบเน้นคุณภาพหุ้น ความเสี่ยงในด้านรายได้และกำไรนั้นค่อนข้างต่ำกว่า เพราะกิจการมีฐานลูกค้าที่มั่นคงมีตราสินค้าที่ดี แม้ต้นทุนจะเปลี่ยนแปลงไปก็สามารถผลักภาระให้กับลูกค้าได้โดยปริมาณการขายไม่ลดลงมาก ทำให้คาดการณ์อนาคตได้ง่ายกว่า ... แต่ว่าความเสี่ยงจากการที่ตลาดปรับค่า pe ที่เหมาะสมลดลงนั้นผมว่าถือว่ามีค่อนข้างสูง .... ถ้าเรามองย้อนกลับไปในอดีต คนที่ติดตามตลาดหุ้นมานานจะพอเห็นว่าในแต่ละช่วงเวลา หุ้นบางกลุ่มตลาดนั้นจะให้ pe อยู่ในระดับที่สูงมาก แต่ในบางช่วงเวลากลับให้ pe ในหุ้นกลุ่มเดิมนั้นลดต่ำลงมาได้เช่นกัน ในอดีตเราอาจจะได้เห็นหุ้นกลุ่มสื่อสาร pe อยู่ที่ 15-20 ปัจจุบันเข้าใจว่าลดลงเหลือ 10-15 แล้ว .... เมื่อตอนที่ผมเข้าตลาดหุ้นใหม่ๆ หุ้นโรงพยาบาลมี pe ไม่เกิน 10 ในขณะที่ตอนนี้ pe กลุ่มโรงพยาบาลมี pe เพิ่มไปถึงระดับ 20 ได้สบายๆ หุ้นค้าปลีกก็เช่นกัน ในอดีตไม่ค่อยมีคนสนใจ pe อยู่ในระดับเพียง 8-10 เท่านั้น ปัจจุบันก็เห็นว่า pe ก็ปรับเพิ่มไปถึง 20-25 ได้ .... ผมเองคาดเดาไม่ออกว่าตลาดจะปรับ pe ของหุ้นกลุ่มต่างๆเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไหร่เวลาใด .. เพราะฉะนั้นผมเองจึงมองว่าความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับ pe ของหุ้นเหล่านี้ลดลงว่าน่ากลัวมาก ... เพราะถ้าเกิดหุ้นโรงพยาบาลหรือค้าปลึกที่มี pe อยู่ประมาณ 20 ในปัจจุบันถูกลดระดับลงมาเหลือ 10 หรือ 15 ผมคงจะเจ็บตัวไม่น้อย ...&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;สรุปแล้วการลงทุนทั้ง 2 รูปแบบก็มีข้อดีและข้อเสียในตัวมันเอง... พวกแรกคาดการณ์กำไรยาก แต่โอกาสที่ pe จะลดนั้นมีไม่มาก ในขณะที่พวกหุ้นคุณภาพสูง โอกาสที่รายได้หรือกำไรจะลดลงก็คงยาก แต่โอกาสที่ pe จะลดลงนั้นมีผลกระทบต่อราคาหุ้นค่อนข้างสูง ... นักลงทุนต้องเลือกเอาเองครับว่าจะชอบหุ้นแบบไหนมากกว่ากัน .. ส่วนตัวผม ณ เวลานี้เลือกแบบแรกซะส่วนใหญ่ ... แล้วรอดูผลกันครับ ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/326</guid>
			<pubDate>Thu, 11 Sep 2008 13:16:03 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/09/11/326</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/326?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>ปัญหาของค่าเงิน </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/325</link>
            <description>&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;บทความนี้เขียนครั้งแรกที่ &lt;/font&gt;&lt;a href=&quot;http://www.yoyoway.com/&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;www.yoyoway.com&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;Sunday, February 18, 2007&lt;/font&gt; &lt;p class=&quot;date-header&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นอีกปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการเลือกซื้อหุ้น ... เพราะในบ้านเรามีธุรกิจมากมายที่พึ่งพาการนำเข้าหรือส่งออก โดยเฉพาะหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ผมว่าเกือบครึ่งได้รับผลกระทบจากค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างไม่มากก็น้อย ... ลองยกตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆนะครับว่าธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์นั้นกระทบอย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอดีตช่วงที่มีการลอยตัวค่าเงินบาท ค่าเงินบาทนั้นอ่อนค่าลงจาก 25บาท/us มาเป็น 40-50 บาท/us หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการอ่อนตัวของค่าเงินก็คือหุ้นที่มีรายได้เป็นเงิน us เพราะสมมติว่าขายของเป็น us แต่เดิมขายได้ 1 us เอามาแลกเป็นบาทได้ 25 พอค่าเงินบาทลอยตัว ขายของได้ 1 us เอาไปแลกได้ 50 บาท .. กำไรเพิ่มขึ้นแบบทันตาเห็น ...&lt;br /&gt;ในขณะเดียวกันธุรกิจที่ซวยก็คือธุรกิจนำเข้าสินค้าโดยจ่ายเงินเป็น us และบริษัทที่มีหนี้เป็น us เพราะแต่เดิมซื้อของหรือเป็นหนี้เค้า 1 us ก็เอาเงินบาท 25 บาท ไปแลกแล้วจ่าย แต่พอค่าเงินเปลี่ยน ต้องเอา 50 บาทไปแลกเป็น us .. แบบนี้ก็เจ๊งเห็นๆเหมือนกัน มีหลายบริษัทที่ปิดตัวไปเพราะไปกู้หนี้เป็น us มาแล้วสุดท้ายหนี้มันก็เหมือนเพิ่มมาอีก 1 เท่าตัว ไม่มีปัญญาจ่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเปลี่ยนแปลงค่าเงินนั้นมีผลกระทบทั้งทางบวกกับหุ้นกลุ่มนึง และก็มีผลทางลบได้เช่นกัน .. อยู่ที่เราจะต้องเลือกหุ้นให้ถูก ในทุกวิกฤตก็มีโอกาสเสมอ ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแม้จะไม่มากเหมือนตอนลอยตัวค่าเงินบาท แต่ก็นับได้ว่ามีผลกระทบไม่น้อยเหมือนกัน คือจาก 40 บาท/us มาเป็นประมาณ 36บาท/us คิดเป็นเงิน us แข็งค่าขึ้นประมาณ 10% ดังนั้นกลุ่มที่ซวยหน่อยก็คือพวกที่ส่งออก ส่วนพวกที่ได้ประโยชน์ก็พวกที่นำเข้ากับพวกที่มีหนี้สินเป็น us (หุ้นที่มีหนี้สินเป็น us นี่ผมจะข้ามไป เพราะคงได้ประโยชน์ไม่เต็มที่เท่าไหร่ เพราะถ้ามีหนี้สินเป็น us แต่ไม่มาก ก็จะไม่ได้ประโยชน์เท่าไหร่จากค่าเงิน แต่ถ้ามีหนี้มากๆ ถึงจะได้ประโยชน์จากค่าเงิน ผมเองก็ไม่ชอบอยู่ดี เพราะบริษัทหนี้เยอะๆนี่เสี่ยง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เอามาเขียนในที่นี้อยากจะเตือนให้ระวังหุ้นที่ส่งออกให้มากหน่อยครับ .. เพราะผมเคยเห็นบางคนเข้าใจผิดเมื่อคิดถึงผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น .. โดยผมจะยกตัวอย่างที่มีการเข้าใจผิดให้ดูนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หุ้น a มีรายได้จากการส่งออกไป us 100% ในปีล่าสุดมีรายได้ประมาณ 100 ล้าน ต้นทุนทางตรงประมาณ 70 ล้าน (หรือมี gross margin ประมาณ 30%) ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร 10 ล้าน สมมติว่าไม่มีเงินกู้ เลยไม่มีดอกเบี้ย .. บริษัทจะเสียภาษีจากกำไรก่อนภาษีที่ 20 ล้านบาท เป็นจำนวนเงิน 6 ล้าน เหลือเป็นกำไรสุทธิ 14 ล้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมมติ us อ่อนลง (บาทแข็ง) จาก 40 มาเป็น 36 หรือประมาณ 10% ที่ผมเคยเห็นคนคิด เค้าบอกว่าเงินบาทแข็ง 10% กำไรก็น่าจะลดลงประมาณ 10% เหมือนกัน ดังนั้นกำไรจาก 14 ล้านจะเหลือ 12.6 ล้าน ซึ่งก็ไม่ได้ลดลงมาก หุ้นที่ราคาถูกอยู่ก็ยังคงถูกอยู่ดี ทำให้บางคนยังละเลยผลกระทบส่วนนี้ไปบ้าง (บางคนก็อาจจะไม่ได้คำนวณออกมาเป็นตัวเลขเลยด้วยซ้ำ แค่คิดเอาในใจว่ารายได้ลดลง 10% ก็คงไม่เดือดร้อนอะไรเท่าไหร่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคิดให้ละเอียดจริงๆต้องคิดแบบนี้ .. บริษัทมีรายได้ 100 ล้าน ถ้าบาทแข็งขึ้น 10% รายได้จะหายไปประมาณ 10% เหลือ 90 ล้าน แต่ต้นทุนยังเท่าเดิม เพราะต้นทุนเป็นเงินบาท ดังนั้นต้นทุนทางตรงยังคงเป็น 70 ล้านอยู่ดี จะเหลือกำไรขั้นต้น 20 ล้าน หักค่าขายและบริหาร 10 ล้าน เหลือกำไร 10 ล้าน หักภาษีอีก 3 ล้านเหลือกำไรสุทธิ 7 ล้าน --- จะเห็นว่าจากกำไร 14 ล้าน เงินบาทแข็งขึ้น 10% นี่ทำให้กำไรหายไป 50% เลยทีเดียว .... ดังนั้นถ้าใครถือหุ้นที่มีรายได้หลักเป็น us อยู่ก็ต้องระวังตัวไว้บ้างเหมือนกันนะครับ ผมเองเสียดายหุ้นหลายตัวเหมือนกัน .. เห็นว่าเป็นหุ้นที่ดูแล้วธุรกิจน่าจะดีมาก แต่มาคิดตรงที่รายได้เป็น us นี่แหละ .. เสียดายจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริษัทบางแห่งมีรายได้หลักเป็น us ก็จริง แต่ก็มีต้นทุนหลักเป็น us ด้วยเช่นกัน .. แบบนี้จะทำให้ผลกระทบจากค่าเงินนั้นหักล้างไปได้บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถลดได้เต็มที่อยู่ดี ต้องดูด้วยว่าสัดส่วนต้นทุนที่เป็น us ประมาณเท่าไหร่ของต้นทุนทางตรง แล้วก็คิดปรับรายได้กับต้นทุนไปตาม step จะได้กำไรสุทธิออกมา ... อย่ามองข้ามผลกระทบตรงนี้ไปนะครับ .. ผมว่าเรื่องใหญ่ไม่ใช่เล่น&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/325</guid>
			<pubDate>Thu, 11 Sep 2008 13:11:05 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/09/11/325</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/325?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>สวนสยาม (SIAM)</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/324</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;บทความนี้เขียนครั้งแรกที่ &lt;/font&gt;&lt;a href=&quot;http://www.yoyoway.com/&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;www.yoyoway.com&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt; Monday, February 12, 2007&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เริ่มต้นมาแบบนี้ไม่ได้กะจะพูดถึง สวนสยามทะเลกรุงเทพแต่อย่างใด แต่จะพูดถึงหุ้น siam ที่ผมเคยถืออยู่เมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว หุ้นตัวนี้ต้องออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ใช่ว่ากิจการดีมากมายอะไร จัดเป็นหุ้นเกรด C+ เท่านั้น แต่ ณ วันนั้นที่ผมซื้อเพราะเชื่อว่าราคาหุ้นที่เห็นอยู่ในกระดานนั้นมีราคาถูกเกินไป .. ถ้าเรียกตามอ. มนตรีแห่ง tvi และ bizweek ก็ต้องเรียกว่าเป็นหุ้นก้นบุหรี่ตัวหนึ่ง .. คือไม่ได้เป็นของมีคุณภาพอะไรมาก แต่เนื่องจากมันเป็นก้นบุหรี่ที่มีคนทิ้งเอาไว้ อย่างน้อยมันก็เป็นของฟรี จะหยิบมาสูบนิดหน่อยแล้วโยนทิ้งก็ไม่ได้เสียหายอะไร (แต่ถ้าเป็นของจริง ใครจะกล้าหยิบมาสูบนะ) หุ้นก้นบุหรี่นี่มีลักษณะอย่างหนึ่งคือถือนานมากไม่ได้ เพราะธุรกิจเค้าไม่ได้แข็งแรงอะไร เหมือนกับบุหรี่ที่ใกล้หมดมวน .. สูบเสร็จก็ต้องรีบทิ้งเดี๋ยวมันจะลวกมือเอา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มาของชื่อหัวข้อสวนสยามก็คือ siam เป็นหุ้นที่ผมเข้าซื้อในช่วงที่บทวิเคราะห์เกือบทุกโบรกพูดเหมือนกันหมดคือให้ขาย .. ผมเข้าซื้อราคาประมาณ 3.96-4 บาท หลังจากซื้อไปไม่นานราคาก็ไหลลงเป็นน้ำตก .. ยิ่งลงผมก็ยิ่งซื้อ.. สวนทางชาวบ้านเค้าหมด จนหุ้นไหลลงมาเหลือ 3.3 ในเวลาประมาณอาทิตย์เดียว แต่ที่มาของการซื้อหุ้นสวนทางคนอื่นนั้นก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผลซะทีเดียว .. เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หุ้น siam ธุรกิจหลักของบริษัททำพวก furniture เหล็กยี่ห้อ Lucky หลายๆท่านน่าจะเคยเห็นผ่านตามาบ้าง เพราะยี่ห้อนี้อยู่คู่ไทยมานานพอดูเหมือนกัน แต่ในหลังจากออกงบ Q3 (ของบริษัทนี้ตรงกับ Q1 ของคนอื่นเค้า คือ มค-มีนา) ผมประกอบการออกมา surprise มากๆ กำไรโดดขึ้นสูงสุด .. ฐานะทางการเงินก็แข็งแกร่ง คือมีเงินสดเหลือ 800 ล้าน มีหนี้ระยะยาว 300 ล้าน เอาเงินสดไปจ่ายหนี้แล้วก็ยังเหลือคิดเป็นประมาณ 0.85 ต่อหุ้น ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุการเติบโตของกำไรอย่างก้าวกระโดดนั้นมาจากการที่บริษัทได้ไปได้ทำบ้าน Knockdown จากประเทศอินโดเพื่อเอาไปเป็นที่อยู่ชั่วคราวของคนที่ประสบกับปัญหา Tsunami จำนวน 17000 หลัง โดยมีการส่งมอบไปแล้วประมาณ 10000 หลังใน Q3 .... ผมก็เลยมาคิดคำนวณเอาเล่นๆว่าถ้า Q4 รับรู้รายได้ทั้งหมด 10000 หลัง กำไรของ Q4 ก็สูงไม่ใช่เล่น ... ด้วยความบังเอิญที่ธุรกิจของที่บ้านผมส่งสินค้าให้กับบริษัทสยามพอดี แม่ผมเองเล่นหุ้นตัวนี้มาพักใหญ่แล้วกำไรไปก็ไม่น้อย เพราะที่ผ่านมา siam สั่งซื้อของจากบ้านผมเยอะมากๆ พนักงานที่ร้านทำงานกันไม่ทันต้องทำ OT กันตลอด .. ผมเองก็โง่ไปที่ไม่ทันได้สังเกตว่าเป็นหุ้นในตลาดเลยไม่ได้สนใจ (ไม่งั้นคงกำไรกว่านี้เยอะ) ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมลองเช็คข้อมูลดูก็ได้ความว่าบ้าน 10000 หลังส่งไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นรายได้คงรับรู้ในไตรมาส 4 ได้หมด ... eps 9 เดือนประมาณ 1 บาท และไตรมาส 4 น่าจะได้อีก 0.50 บาท รวมแล้วประมาณ 1.50 ราคาหุ้นที่ผมซื้อ 4 บาท คิดเป็น pe เพียง 2.67 เท่านั้น ... เรียกว่าราคาถูกเอามากๆ .. แต่ช้าก่อนท่านทั้งหลาย .. ถ้าใครได้อ่านหนังสือของ อ.มนและเสี่ยวิบูลย์ชื่อ Valueway จะพบว่า pe ที่จัดได้ว่าเป็นกับดัก vi ตัวใหญตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ .. เรื่องของกำไรพิเศษนี้ ในหนังสือของดร.นิเวศน์ก็เคยพูดถึง .. ผมเองก็เคยเขียนไปตอนที่พูดถึง pe ว่าควรจะระวังการ pe กับหุ้นที่มีกำไรพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนแรกผมเองก็เกือบติดกับดักอันนี้เข้าเหมือนกัน .. (ปกติไม่เคยเล่นหุ้นที่มีกำไรพิเศษมาก่อน) เห็น pe ต่ำแทบจะอยากกระโดดเข้าใส่ .. แต่พอลองมาคิดดูดีถ้าบริษัทนี้ไม่ได้งานบ้านแบบนี้มาอย่างต่อเนื่อง .. อนาคตหลัง Q4 รายได้และกำไรก็จะลดลงสู่ที่เดิม .. หุ้นที่ซื้อไว้ตอนคิดว่าราคาถูกก็อาจจะกลับมาแพงได้เหมือนกัน ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลยย้อนกลับมาคิดใหม่ให้รอบคอบมากขึ้น ... ผมเลยประเมินมูลค่าหุ้นออกมาใหม่เพื่อไม่ให้หลงกลไปกับ pe ที่ต่ำติดดินซึ่งคอยหลอกนักลงทุนให้มาติดกับอยู่ ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเริ่มจากการแยกกำไรจากงานปกติของบริษัทและกำไรจากงานบ้าน Knockdown ออกจากกัน .. ได้ประมาณว่า eps งานปกตินั้นประมาณ 0.50 ส่วน eps ของงานพิเศษนั้นประมาณ 1 บาท ..&lt;br /&gt;ผมคิด pe คร่าวให้กับบริษัทนี้ประมาณ 7-8 เท่าเพราะที่ผ่านมาก็พอจะมีอัตราการเติบโตที่ดี ฐานะทางการเงินก็แข็งแกร่งใช้ได้ แต่แทนที่จะเอา pe 7-8 เท่าไปคูณกับ eps ทั้งปีที่ 1.5 ผมแยกออกมาว่า 1 บาทนั้นไม่ใช้รายได้ที่มั่นคง&lt;br /&gt;เลยเอา pe ไปคูณเฉพาะงานปกติของบริษัที่ 0.50 บาทต่อหุ้น จะได้ราคาเป้าหมายประมาณ 3.5-4 บาท ส่วนกำไรพิเศษ 1 บาทนั้นถือว่าเป็นโบนัสพิเศษที่ทำให้บริษัทมีเงินสดเพิ่มขึ้นดังนั้นมูลค่าของ siam แทนที่จะเป็น 3.5-4 บาท ผมก็เพิ่มเงินสดจากกำไรพิเศษให้อีก 1 บาทจะได้เป็นเป้าหมายประมาณ 4.5-5 บาท .. ว่าแล้วผมก็ซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่มเรื่อยๆเมื่อมันยิ่งไหลลงมาๆ ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆแล้วราคาที่ผมซื้อก็ไม่ได้ถูกอะไรมากเมื่อเทียบกับราคาเป้าหมายและคุณภาพบริษัท .. แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยังหวังอยู่ก็คือบริษัทนั้นได้มการประมูลงานบ้าน Knockdown เพิ่มขึ้นอีก .. เพราะ Demand ของบ้านประเภทนี้มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผนดินไหว พายุ ฯลฯ ... ผมถือหุ้นอยู่พักใหญ่ ... จนซักพักก็มีคนเริ่มมาสนใจหุ้น siam โบรกเริ่มออกบทวิเคราะเชียร์ซื้อ บางคนก็ออกบอกวิเคราะห์ประเมินว่างานที่ประมูลเพิ่มมีโอกาสได้เท่าไหร่จะสร้างรายได้ให้บริษัทแค่ไหน .. รายได้พิเศษนี้อาจจะกลายเป็นรายได้ประจำของบริษัทก็ได้ และจะทำให้ eps สูงๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของจริง pe ของบริษัทก็จะลดลงอย่างฮวบฮาบ ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ้นเสียงเชียร์ของบทวิเคราะห์จากหลายสำนัก .. ราคาหุ้นก็วิ่งจาก 3 บาทกว่าๆ ไปถึง 3.5 3.6 3.7 4 เพียงไม่นาน .. ยิ่งขึ้นก็ยิ่งเชียร์ ยิ่งเชียร์ก็ยิ่งขึ้น .. จาก 4 บาทก็วิ่งไป 5 บาท.. จากที่ผมทำประมาณการณ์เป้าหมายไว้ 4.5-5 บาท .. พอผมเห็นหุ้นมันวิ่งไป 5 บาทผมไม่รอช้ารีบขายออกไปหมด port เพราะมันเกินเป้าหมายที่คิดเอาไว้ .. หุ้นยังคงวิ่งเกินราคาที่ผมซื้อ แต่ผมพอใจแล้วเพราะมันเกินจุดที่ผมยอมรับได้ ขายหมูไปบ้างก็ไม่เสียดายอะไร จนเวลาล่วงเลยมาถึงเดือน 2 ปี 50 .. siam ยังไม่ได้งานพิเศษเหล่านั้นเพิ่ม ผมไม่ได้กลับไปศึกษาหุ้น siam เพิ่มเติมอะไร คงจะรอจนกว่าได้ข่าวว่าบริษัทมีงานพิเศษอะไรเข้ามาอีก ถึงตอนนั้นจะกลับไปดูอีกทีก็คงไม่สาย ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นฝากระวังไว้ด้วยนะครับ สำหรับหุ้นที่มีกำไรจากรายการพิเศษ การเอากำไรพิเศษนั้นมาคิดเป็น pe จะทำให้เป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป .. ผมใช้วิธีเอา pe ที่เหมาะสมคูณกำไรปกติ .. แล้วค่อนเอาเงินสดส่วนเพิ่มจากกำไรพิเศษไปบวกกับราคาที่คิดจากกำไรปกติเป็นราคาเป้าหมาย .. หรือได้สูตรง่ายๆดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ราคาเป้าหมาย = (eps ปกติ x pe ที่เหมาะสม) + เงินสดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากกำไรพิเศษ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;แต่ยอมรับตรงๆครับ .. การเล่นหุ้นประเภทนี้ความมั่นใจไม่สูงมาก เพราะธุรกิจเค้าไม่ได้เด่นอะไร ยอมรับตรงๆครับว่าตอนที่ถือหุ้น siam นี่นอนหลับไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่ ใครจะเล่นหุ้นพวกนี้ก็ต้องระวังตัวและใจไว้บ้างนะครับ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/324</guid>
			<pubDate>Thu, 11 Sep 2008 13:03:56 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/09/11/324</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/324?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>vi กับ หุ้นปันผล </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/323</link>
            <description>&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;หลายคนที่เพิ่งเข้ามาศึกษาการลงทุนแบบ VI ได้ไม่นานอาจจะคิดว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือนักลงทุนระยะยาวจริงๆแล้วคือการซื้อหุ้นที่มีปันผลดี ... ความคิดนี้ผมว่าก็มีส่วนถูกอยู่ไม่น้อย เพราะหุ้นที่ VI ส่วนใหญ่เล่นก็มักจะเป็นหุ้นที่มีปันผลจริงๆ มากบ้างน้อยบ้างคละกันไป แต่ถ้าถามว่าการซื้อหุ้นปันผลดีคือการลงทุนแบบเน้นคุณค่ารึเปล่าผมก็คงต้องตอบว่าไม่ใช่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การลงทุนแบบเน้นคุณค่าใจความสำคัญคือ &amp;quot;การซื้อหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง&amp;quot; ส่วนวิธีในการหามูลค่านั้นก็มีมากมายหลายวิธี และก็ไม่มีวิธีไหนที่ถูกต้อง 100% ด้วย ถ้าให้ยกตัวอย่างการวิธีวิเคราะห์ความถูกแพงของหุ้นแบบง่ายๆก็มีหลักอยู่ 3 ตัว คือ P/E, P/BV และ Dividend Yield ถ้าวิเคราะห์แบบยากหน่อยก็คือวิธี DCF (Discountก Cashflow) ซึ่งจะเห็นได้ว่าจาก 4 วิธีที่กล่าวมามีการประเมินมูลค่าที่เอาเงินปันผลเข้าไปเกี่ยวด้วยอยู่ 2 วิธีคือ P/BV และ DCF ที่ใช้ Dividend discout ดังนั้นก็ไม่แปลกที่หลายๆครั้งหุ้นที่มีปันผลดีมักจะเป็นหุ้นที่ราคาถูกไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางครั้ง หุ้นที่มีปันผลดีอาจจะไม่ใช่หุ้นที่มีราคาถูก&lt;br /&gt;ในขณะเดียวกัน หุ้นที่มีราคาถูกก็อาจจะมีปันผลต่ำหรือไม่มีปันผลเลยด้วยซ้ำไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หุ้นที่ปันผลดีแต่ไม่ได้เป็นหุ้นราคาถูกก็อาจจะยกตัวอย่างเช่นหุ้นที่มีกำไรพิเศษ เพียงชั่วครั้งชั่วคราวที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ หุ้นพวกนี้บางครั้งจะจ่ายเงินปันผลออกมาก้อนใหญ่ทำให้อัตราส่วนปันผลต่อราคานั้นสูงจนดึงดูดนักลงทุนได้ แต่จริงๆแล้วตัวธุรกิจอาจจะไม่ได้ดีอะไรมาก ราคาหุ้นก็ไม่ได้ถูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างที่เห็นได้ก็คือหุ้น CHUO บริษัทมีการขายบริษัทร่วมออกไปบางส่วนทำให้ได้เงินก้อนใหญ่มา บริษัทจึงจ่ายเงินปันผลออกมาเป็นจำนวนมากทำให้ Yield ของหุ้นนั้นสูงจนดูเหมือนว่าเป็นหุ้นราคาถูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือบริษัทอีกประเภทก็อาจจะได้แก่บริษัทที่มีบริษัทแม่ที่ถือหุ้นอยู่กำลังลำบาก ทำให้บริษัทนั้นๆ ต้องจ่ายเงินปันผลออกมาเป็นจำนวนมากกว่าปกติ บางครั้งมีการจ่ายปันผลเกินกว่ากำไรที่ทำได้ซะอีก การทำเช่นนี้ก็จะทำให้ Yield นั้นเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน แต่ถามว่าหุ้นนั้นมีราคาถูกรึเปล่า ผมว่าคนจะเรื่องกัน การที่จะดูว่าหุ้นนั้นมีราคาถูกหรือแพงก็ควรจะดูว่าเงินปันผลที่จ่ายนั้นสูงแค่ไหน (Yiled สูงแค่ไหน) และพิจารณาเพิ่มไปอีกข้อว่า แล้วบริษัทจะสามารถจ่ายปันผลสูงในระดับดังกล่าวได้นานแค่ไหน เป็นการจ่ายปันผลเยอะๆเพียงครั้งเดียวหรือว่าเป็นการจ่ายปันผลที่เกิดจากการดำเนินงานหลักของบริษัทแบบระยะยาวจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนหุ้นที่มีราคาถูกจะแต่มีปันผลอยู่ในระดับที่ต่ำหรือไม่มีปันผลเลย ที่เห็นได้ชัดเจนก็อาจจะหมายถึงหุ้นที่มีการเจริญเติบโตดีทำให้ต้องการเก็บเงินสดไว้ในการขายธุรกิจของบริษัท อัตราการจ่ายปันผลของบริษัทพวกนี้เท่าที่เห็นมักจะอยู่ในระดับ 30% ของกำไร หุ้น Stanly ในอดีตประมาณ 3-5 ปีที่แล้ว ก็ถือว่าจัดอยู่ในกลุ่มนี้ คือบริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ค่อนข้างสูง บริษัทจึงมองว่าการที่บริษัทเก็บเงินสดไว้มากขึ้นจะทำให้มูลค่าของบริษัทนั้นเพิ่มขึ้นได้ดีกว่าการจ่ายเงินปันผลออกมา การพิจารณาหุ้นประเภทนี้จะเห็นว่าเป็นหุ้นที่มีคุณภาพดี การเติบโตสูง ถึงแม้ว่า Yield อาจจะไม่สูง แต่อาจจะเป็นหุ้นที่มีราคาถูกมากๆก็ได้เมื่อนักลงทุนยอมแลกเงินปันผลที่จะได้ในวันนี้กับการเติบโตของกำไรในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปกติเวลาผมตัดสินใจซื้อหุ้นซักตัวนึง ปันผลนั้นแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจความถูกความแพงของหุ้นเลย ผมแค่ต้องการรู้ว่าธุรกิจของบริษัทนั้นจะเติบโตสูงในระดับไหน ราคาที่ผมซื้อนั้นเทียบกับผลกำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นเป็นอย่างไร ปันผลที่ได้มานั้นถือว่าเป็นของแถมครับ ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. การลงทุนในหุ้นที่มีเงินปันผลมีข้อดีอยู่ประการหนึ่งก็คือ หุ้นประเภทนี้เวลาหุ้นลงจะลงไม่มากนัก เพราะมักจะมีนักลงทุนส่วนหนึ่งเมื่อเห็นว่า Yield นั้นเพิ่มสูงขึ้นก็จะเข้ามาซื้อพวกนี้เก็บเอาไว้รับปันผล สำหรับคนที่ลงทุนใหม่ๆยังไม่สามารถวิเคราะห์ได้ดีการเลือกหุ้นที่มีปันผลจะทำให้ความเสี่ยงขาลงลดลงได้บ้าง แต่ถ้าธุรกิจของหุ้นที่ซื้อมากำลังแย่ หุ้นเริ่มลง อย่าใช้เหตุผลในการไม่ยอมขายหุ้นทิ้งโดยบอกว่า &amp;quot;ขายไปตอนนี้ก็ขาดทุน คิดซะว่าถือไว้รับปันผล&amp;quot; เพราะหุ้นที่ธุรกิจขาลงนั้น ต่อให้มีปันผลยังไง ราคาหุ้นมันมักจะลงแรงกว่าปันผลที่จะได้มาเสมอ เพราะฉะนั้นต่อให้เป็นหุ้นปันผลเอง ถ้าเห็นว่าธุรกิจไม่ดี ยังไงก็ต้องขาด เป็นคำตอบสุดท้าย&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/323</guid>
			<pubDate>Thu, 11 Sep 2008 13:01:57 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/09/11/323</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/323?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>ข้อได้เปรียบของรายย่อย </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/322</link>
            <description>&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ถ้าได้อ่านหนังสือการลงทุนทั่วไปๆ หนังสือพิมพ์หรือฟังสื่อต่างๆ เรามักจะได้ยินคำพูดหรือข้อเขียนจำนวนมากพูดถึงความได้เปรียบของนักลงทุนรายใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทกองทุนทั้งหลายก็เน้นในเรื่องความได้เปรียบของการลงทุนแบบกองทุน เช่น&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;กองทุนนั้นบริหารแบบมีอาชีพ คือมีผู้บริหารกองทุนเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการลงทุน&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;กองทุนนั้นมีข้อมูลที่มากกว่า เพราะมีการติดตามข้อมูลข่าวสารของหุ้นเป็นจำนวนมาก และมีนักวิเคราะห์หลายสำนักทำบทวิเคราะห์ออกมาให้&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;การเป็นรายใหญ่นั้นทำให้การเข้าถึงผู้บริหารนั้นทำได้ง่ายกว่ารายย่อยมาก&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;หรือจะเป็นเรื่องของการกระจายความเสี่ยงที่ทำได้มากกว่าเพราะมีเงินมากกว่า ฯลฯ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;นักลงทุนรายใหญ่ในที่นี้ผมจะประมาณคร่าวๆว่าเป็นนักลงทุนที่มีเงินลงทุนตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นกองทุนต่างๆ หรืออาจจะมีนักลงทุนบางคนที่สามารถทำได้ถึงขนาดนั้น ... ข้อดีของการเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่ได้บอกไปข้างบนนั้น ผมก็ยอมรับว่ามันเป็นข้อได้เปรียบของเค้าจริงๆ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;แต่ก็ยังสงสัยว่าไม่ค่อยจะมีใครพูดถึงข้อได้เปรียบของรายย่อยซักเท่าไหร่ เพราะจริงๆแล้วผมกลับมองในทางตรงข้ามกันว่า การเป็นรายย่อยเองถึงจะเสียเปรียบรายใหญ่อยู่หลายอย่าง แต่ถ้ามาคำนึงถึงข้อดีของรายย่อยแล้ว ผมว่ารายย่อยนี่กลับได้เปรียบรายใหญ่อยู่มากพอดูเหมือนกัน .. เพราะฉะนั้นคนที่ชอบคิดว่าเรามีเงินน้อยๆ จะไปลงทุนให้ได้ดีนั้นเป็นไปได้ยาก อยากขอให้ปรับความคิดเสียใหญ่หลังจากได้อ่านบทความนี้&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ข้อได้เปรียบของรายย่อย&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;ข้อดีที่เด่นที่สุดของรายย่อยคือโอกาสในการลงทุนนั้นมีมากกว่ารายใหญ่มาก ฟังแล้วอาจจะดูแปลกๆ รายย่อย (ที่เล็กหน่อย) นั้นบางทีอาจจะลงทุนให้หุ้นที่มีราคาแพงมากๆไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เช่นหุ้น ptt pttep scc เพราะจะซื้อหุ้นทีนึงก็ต้องซื้อไม่ต่ำกว่า 100 หุ้น ถ้าหุ้นราคา 100 บาท ก็ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่าหมื่นในการจะซื้อหุ้นพวกนี้ได้ แต่ข้อจำกัดส่วนนี้ก็ไม่ได้มากมายอะไร เพราะคนที่เอาเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นผมว่า 10000 บาทไม่น่าจะใช่ปัญหาอะไรเท่าไหร่ แต่สำหรับนักลงทุนรายใหญ่นั้นมีข้อจำกัดคือไม่สามารถลงทุนในหุ้นตัวเล็กและหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำได้ เพราะเงินขนาด 100 ล้านขึ้นไปนั้นจะซื้อหุ้นที่มีมูลค่าตลาดซัก 200 ล้านนั้นก็ต้องซื้อหุ้นไปถึง 50% ของบริษัทแล้ว การใช้เงินจำนวนมากๆ มาซื้อหุ้นตัวเล็กๆหรือหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำๆนั้นค่อนข้างยากมากที่จะทำให้ได้จำนวนที่ต้องการ เพราะมีหุ้นให้ซื้อไม่เยอะ ดังนั้นกองทุนก็มักจะซื้อแต่เฉพาะหุ้นขนาดตั้งแต่กลางถึงใหญ่ บางกองทุนที่มีเงินลงทุนสูงมากๆ ก็ลงทุนได้เพียงแค่หุ้นที่อยู่ใน Set50 ซึ่งมีหุ้นให้เลือกเพียง 50 ตัวเท่านั้น ในขณะที่รายย่อยนั้นมีหุ้นให้เลือกลงทุนได้ทั้งตลาด 400 กว่าตัวโดยไม่มีข้อจำกัด&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;รายใหญ่บอกอีกว่าการลงทุนในหุ้นตัวใหญ่ของเค้านั้นมีข้อดีคือหาข้อมูลได้ง่าย มีนักวิเคราะห์เขียนถึงหุ้นตัวนี้เยอะแยะ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลของเค้านั้นได้เปรียบ แต่ผมกลับมองว่าการที่มีคนติดตามหุ้นตัวนี้มากๆ กลับเป็นข้อเสียซะอีก เพราะหุ้นที่มีคนติดตามเป็นจำนวนมาก โอกาสที่เราจะซื้อหุ้นในราคาถูกนั้นหายากเอามากๆ โอกาสทำกำไรก็ลดลงไปมากเช่นกัน เทียบกับหุ้นตัวเล็กๆไม่ได้ แม้ข้อมูลจะหายากแต่พอไม่มีคนมาสนใจซักเท่าไหร่ โอกาสในการซื้อหุ้นราคาถูกก็มีมาก กำไรก็เยอะมากเช่นกัน&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;แม้กองทุนจะบอกว่าการบริหารของเค้ามีมือชีพที่มีความเชี่ยวชาญกว่า แต่ผมไม่เห็นด้วยอย่างนั้น เพราะผมเชื่อว่าการลงทุนนั้นไม่ได้จำเป็นที่จะต้องมี IQ ที่สูงมากอะไรนัก สำหรับรายย่อยที่ยอมเสียเวลาในการศึกษาหาความรู้ด้านการลงทุน และความรู้ด้านธุรกิจหลากหลายอุตสาหกรรมไม่ได้ลงทุนด้อยกว่ามืออาชีพในกองทุนสักเท่าไหร่นัก&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เรื่องของการกระจายความเสี่ยงซึ่งเป็นข้อดีของการมีเงินเยอะๆ ผมก็มองสวนทางอีกเช่นกัน เพราะผมเชื่อว่าการที่จะลงทุนให้เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วไปได้ จำเป็นจะต้องลงทุนแบบ Focus คือไม่ถือหุ้นมากตัวจนเกินไป การมีหุ้นซัก 10 ตัวผมว่าก็นับได้ว่ากระจายความเสี่ยงได้ดีพอสมควรแล้ว กองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงมากๆ ก็จะซื้อหุ้นตัวใหญ่ๆเกือบทุกตัวใหญ่ตลาด ยิ่งรายใหญ่ซื้อหุ้นจำนวนตัวมากเท่าไหร่ สุดท้ายแล้วผลตอบแทนก็แทบจะไม่แตกต่างจากค่าเฉลี่ยของตลาด ซึ่งผลก็เห็นได้ว่าโดยทั่วไปแล้วผลงานของกองทุนในระยะยาวแล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากผลตอบแทนของตลาดหุ้นซักเท่าไหร่ (แต่กองทุนจโดนหักค่าบริหารทำให้ โดยเฉลี่ยผลตอบแทนมักจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย)&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;จริงๆแล้วข้อได้เปรียบของรายย่อยที่ชัดเจนมากที่สุดคือโอกาสในการซื้อหุ้นตัวเล็ก เพราะการลงทุนที่ผ่านมาของผมนั้นเกือบ 100% เป็นหุ้นขนาดเล็กแทบทั้งนั้น การที่จะเห็นข้อได้เปรียบของรายย่อยให้ชัดเจนขึ้นเราต้องเข้าใจต่ออีกว่าหุ้นขนาดเล็กนั้นดียังไง ครั้งต่อไปจะพูดถึงหุ้นตัวเล็กให้ฟังกันอีกรอบ (ผมเริ่มเห็นความสำคัญของหุ้นตัวเล็กมากขึ้นตั้งแต่ port ของผมเริ่มใหญ่ขึ้น มีหุ้นบางตัวที่ผมชอบเอามากๆ ราคาถูกคุณภาพ อยากซื้อสุดๆ แต่ซื้อได้เพียงนิดเดียวเท่านั้น เพราะไม่ค่อยมีหุ้นให้ซื้อเท่าไหร่ ถ้าจะซื้อให้ได้ตามที่ต้องการคงต้องเคาะหุ้นไล่ไปไม่ต่ำว่า 10-20 step แน่ๆ)&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/322</guid>
			<pubDate>Thu, 11 Sep 2008 13:01:05 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/09/11/322</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/09/11/322?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>สร้างสรรค์ และ มั่นใจ </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/03/28/255</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ความคิดสร้างสรรค์ หรือการคิดที่จะทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่นนั้น บางครั้งก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ดีได้ .... สิ่งประดิษฐ์หลายอย่างในโลกที่สร้างประโยชน์ให้กับคนเป็นจำนวนมาก ล้วนแล้วแต่สร้างมาจากความคิดสร้างสรรค์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน หลอดไฟ และอีกหลายๆอย่างที่มากเกินจะบรรยาย แต่ความคิดสร้างสรรค์นั้นมักจะอยู่ได้ไม่นานเมื่อขาดความมั่นใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองสมมติเหตุการณ์เล่นๆดูนะครับ ว่าในครั้งที่ 2 พี่น้องตระกูลไรท์คิดค้นวิธีที่จะทำให้คนบินได้ แล้วถูกเพื่อนๆ หรือญาติสนิทรอบๆตัว บอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอก คนจะบินเหมือนนกได้ยังไง ด้วยความที่มีความมั่นใจต่ำทำให้ทั้ง 2 พี่น้องยุติความฝันดังกล่าว ทุกวันนี้การพัฒนาด้านการบินอาจจะยังมาไม่ถึงขั้นนี้ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเรื่องความคิดสร้างสรรค์ กับความมั่นใจมันมีผลอะไรกับการลงทุนของเราบ้าง .... ในฐานะของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าคนหนึ่ง ตลอดชีวิตการลงทุนของผมเวลาคุยเรื่องหุ้นกับคนอื่น (ที่ไม่ใช่ VI) ผมมักจะคุยกับเค้าไม่ค่อยรู้เรื่อง หุ้นที่เราเล่น บอกไปก็ไม่มีใครรู้จัก หรือใครมีข่าวอะไรเอามาบอกว่าหุ้นตัวนี้ดีหุ้นตัวนี้จะวิ่ง เราเองก็ได้แต่ทำไม่สนใจกับข่าวดังกล่าว เพราะหุ้นที่ VI ชอบเล่นส่วนใหญ่นั้นมักจะไม่ใช่หุ้นยอดนิยมที่มีคนเล่นกันเหมือนหุ้นพวก ptt pttep scc top อะไรพวกนั้น ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนตอนพยายามเริ่มต้นจะลงทุนแบบเน้นคุณค่าใหม่ๆ อาจจะถูกค่อนขอดจากมาร์เก็ตติ้งได้ว่า &amp;quot;พี่ซื้อหุ้นนี้จะดีเหรอ ไม่มีใครเค้าเล่นกันหรอก&amp;quot; หรือ &amp;quot;โวลุ่มต่ำแบบนี้ ซื้อไปแล้วตอนขายอาจจะขายไม่ได้เอานา&amp;quot; และคำพูดอีกมากมายรอบข้างที่จะทำให้ผู้เริ่มต้นการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นไขว้เขวในแนวทางได้ง่าย หลายๆคนอาจจะเริ่มต้นใหม่ๆ ลองซื้อหุ้น vi ซัวตัว แต่ด้วยความเป็นมือใหม่ก็ทำให้ขาดทุนได้ และแล้ว เพื่อนๆ หรือมาร์เก็ตติ้งก็เริ่มค่อนขอดเราอีก &amp;quot;บอกแล้วไม่เชื่อ หุ้นแบบนี้ไม่มีใครเค้าเล่นกัน เป็นไงละขาดทุนเลย&amp;quot; พอเจอแบบนี้เยอะเข้าๆ จากที่เคยคิดว่าการลงทุนแบบ vi นั้นดี ก็กลายเป็นเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจว่า &amp;quot;เอ.. มันดีจริงรึเปล่า&amp;quot; &amp;quot;ถ้าการลงทุนแนวนี้มันดีจริง ทำไมคนเล่นแนวนี้มันน้อยเหลือเกิน&amp;quot; จนความสงสัยเคลือบแคลงมากขึ้นๆ สุดท้ายก็เลยกลับไปเล่นหุ้นยอดนิยม หรือเล่นหุ้นตามข่าว อย่างที่คนอื่นเค้าเล่นๆกัน .... โอกาสที่จะเข้ามาเจอโลกที่แท้จริง การลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่แท้จริงก็น้อยลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเริ่มต้นที่จะหันมาศึกษาและลงทุนในแนว vi นั้นนับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นแบบมีความคิดสร้างสรรค์อย่างหนึ่ง เพราะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เค้าไม่ทำกัน แต่ถ้าขาดความมั่นใจ เหตุการณ์ที่คล้ายๆเรื่องสมมติในย่อหน้าที่ผ่านมาก็อาจจะเกิดขึ้นได้ และทำให้ไม่สามารถบรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้แต่แรกได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีเรื่องเล่นเรื่องหนึ่งที่ผมได้อ่านในหนังสือ The Intelligence Investor (ตอนนี้หนังสือขาดตลาดไปแล้ว ขายดีมาก) เป็นเรื่องของ อาจารย์ 2 ท่านกำลังเดินคุยไปคุยไป คนหนึ่งมองเห็นแบงค์ 20 ดอลล่ารตกอยู่ เลยก้มลงไปเพื่อที่จะเก็บ แต่อาจารย์อีกท่านจับแขนและห้ามเอาไว้ แล้วบอกว่า &lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #3333ff&quot;&gt;&amp;quot;ถ้ามันเป็นแบงค์ 20 ดอลล่าร์จริงๆ ก็คงมีคนเก็บไปแล้ว&amp;quot;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ... ประโยคแบบนี้ไม่ทราบคุ้นๆกันบ้างรึเปล่าครับ เรามักจะได้ยิน หรือ บางทีก็เป็นคนพูดซะเอง เมื่อมีใครคิดอะไรใหม่ หรือมีความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้น ลองดูตัวอย่างเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดคำพูดแบบนี้กันนะครับ&lt;br /&gt;- 2 พี่น้องตระกูลไรท์คิดจะหาวิธีบิน เพื่อนๆและญาติพูดว่า &amp;quot;ถ้าคนเราบินได้จริงๆ คงมีคนบินไปแล้ว&amp;quot;&lt;br /&gt;- เพื่อนมาปรึกษาเราว่าจะเปิดธุรกิจทัวร์กินอาหารแบบหรูหราในต่างประเทศที่ยังไม่มีใครทำ เราก็บอกเพื่อนไปว่า &amp;quot;ถ้าธุรกิจนี้มันดีจริงๆ คงมีคนทำไปแล้ว&amp;quot;&lt;br /&gt;- การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ถ้ามันดีจริง ทำไมไม่ค่อยมีคนเล่นกันละ&lt;br /&gt;- และสุดท้ายเป็นแนวคิดด้านการลงทุนที่ถูกสอนกันทั่วโลก ในชื่อว่าทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ ที่เชื่อว่าราคาเหมาะสมของหุ้นนั้นคือราคาที่เห็นอยู่บนกระดานซื้อขายหุ้นนั้นเอง เพราะถ้าหุ้นมีราคาถูก คนก็จะเข้ามาซื้อจนทำให้ราคาหุ้นนั้นขึ้นมาอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น ถ้าหุ้นแพงคนก็จะขายออกมาทำให้ราคามันลง ดังนั้นจริงไม่มีประโยชน์ที่จะหาราคาหุ้นเพราะมันเหมาะสมอยู่ในตัวเองแล้ว แนวคิดนี้เหมือนเป็นการบอกว่า &amp;quot;ถ้าหุ้นมันดี ก็มีคนซื้อไปแล้วแหละ&amp;quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเราถ้าจะต้องการมีอะไรที่เหนือกว่าคนอื่น ต้องทำอะไรที่แตกต่าง ไม่ใช่มัวแต่คิดว่า &amp;quot;ถ้ามันดีคงมีคนทำไปแล้ว&amp;quot; การลงทุนก็เช่นกัน ถ้ามัวแต่คิดว่า &amp;quot;ถ้าหุ้นดี คงมีคนซื้อไปแล้วแหละ&amp;quot; คิดแบบนี้ยากครับที่จะประสบความสำเร็จ คนที่คิดแบบนี้ทำได้เต็มที่ก็แค่เท่าๆกับค่าเฉลี่ยเท่านั้น .....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. นอกจากที่ผมอยากให้ลืมความคิดแบบนี้ไป และมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำแล้ว .. อยากจะฝากอีกเรื่องนึงคือ ถ้ามีใครคิดทำอะไรที่มันสร้างสรรค์ หรือมีคนคิดจะทำอะไรใหม่ๆ ขอร้องนะครับ อย่าพูดคำนี้ให้เค้าได้ยินเลย เหมือนเป็นการทำลายฝันของคน&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/03/28/255</guid>
			<pubDate>Fri, 28 Mar 2008 23:47:15 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/03/28/255</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/03/28/255?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>Ouy I did it again. </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/03/28/254</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;**&amp;nbsp;บทความนี้ถูกเขียนเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2549 **&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เมื่อวานนี้เป็นวันหนึ่งที่คุ้มค่าน่าจะบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์หุ้นไทย และคุ้มค่าน่าจะเอามาบันทึกเก็บไว้ใน Blog ผมด้วย ไว้เวลาผ่านไปนานๆ กลับมาอ่านอีกรอบน่าจะได้มุมมองอะไรใหม่ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวานนี้ 19 ธันวาคม 2549 ตลาดหุ้นไทยลดลงไปกว่า 100 กว่าจุด และ Breaker ที่กำหนดไว้ว่าจะใช้เมื่อ set ลดลงถึง 10% set จะหยุดทำการเป็นเวลาครึ่งชม. เพื่อให้นักลงทุนได้ใช้เวลากลับไปคิดไตร่ตรอง ถูกใช้ขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ช่วงเช้าตลาดลบไป 10% break ไปครั้งนึง ช่วงบ่ายลดลงไปอีกเยอะ เกือบจะต้องใช้ break ครั้งที่ 2 มูลค่าตลาดหุ้นหายไปเกือบแสนล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุที่ทำให้หุ้นลดลงเยอะขนาดนี้เป็นพอจากมาตรการของ ธปท. เพื่อสกัดเงินที่เข้ามาเกร็งกำไรค่าเงินบาท จึงออกกฏว่า ถ้าต่างชาติเอาเงินเข้ามาลงทุน 100 บาท ธปท. จะชักเอาไว้ 30 บาท และถ้าเงินอยู่ในไทยเกิน 1 ปีก็จะคืนเงิน 30 ให้ แต่ถ้าอยู่ไม่ครบ 1 ปี เงินที่หักไว้ 30 จะคืนให้แค่ 20 บาท เจอแบบนี้ผมเป็นต่างชาติผมก็ไม่อยู่หรอกครับ แต่เดิมผมลงทุน 100 ผมต้องเอาเงินมา 100 แต่วันนี้จะลงทุน 100 ผมต้องเอาเงินมา 143 บาท ไม่ใช่เงินน้อยๆเลยนะครับ ต้นทุนค่าเสียโอกาสมหาศาล แถมถ้าอยู่ไม่ครบปียังโดนยึดอีก 43 บาท บ้าไปแล้วแบบนี้ฝรั่งหนีอย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนรู้ข่าวผมกำลังนั่งทำรายงานกับเพื่อนๆอยู่ที่มหาลัย เพื่อนในกลุ่ม 8 คนเล่นหุ้นกันซะ 6 คน แทบจะไม่เป็นอันทำงานกันเลย เปิดดูหน้าจอราคาหุ้นตื่นเต้นกันใหญ่ แต่ละคนก็มีปฏิกริยาแตกต่างกันไป&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;คนที่หนึ่งรีบเอาเงินที่เหลืออยู่ไปซื้อ warrant เพราะเชื่อว่าการลงแบบนี้ไม่มีได้ทำให้พื้นฐานเปลี่ยน หุ้นจะต้องเด้ง ดังนั้นตัวที่จะเด้งแรงที่สุดก็น่าจะเป็นพวก warrant เพราะลงมาแรง&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;คนที่ 2 ก็เอาเงินไปซื้อ tfund กองทุนอสังหาให้เช่าโรงงานที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำมาก และให้ผลตอบแทนประมาณ 0.80 บาทกว่าๆต่อปี ในราคา 9 บาท เพราะอาจจะชอบความปลอดภัยมากกว่าคนแรก&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;คนที่ 3 ก็ตื่นเต้น อยากซื้อหุ้นเพิ่ม แต่ไม่มีเงินสดเหลืออยู่แล้ว ช่วงเช้าพยายามโทรไปหาแม่เพื่อขอทุนเพิ่มแต่พอดีแม่ไม่รับสายเพราะเข้าสัมมนาอยู่ เลยไม่มีเงินมาซื้อเพิ่ม&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;คนที่ 4 ระหว่างที่เพื่อนๆกำลังนั่งดูจอหุ้นอย่างออกอรรถรส แอบโทรสั่งซื้อหุ้นเพิ่มไปตั้งแต่ตอนไหนผมก็ไม่รู้&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;คนที่ 5 คนนี้มีหุ้นอยู่เยอะ แต่ไม่ได้เล่นหุ้นเอง ผมเป็นคนเล่นให้ เงินไม่เหลือแล้ว เพิ่งขายไปบางส่วนว่าจะเอาเงินสดไปซื้อรถ&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;คนที่ 6 ผมเอง ... เงินสดก็ไม่เหลือ แถมที่ผ่านมาก็เล่นหุ้นโดยใช้ margin (เงินกู้) อยู่เต็ม port นอกจากจะไม่มีเงินซื้อเพิ่มแล้ว ยังมีผลกระทบจากการที่หุ้นลงมากกว่าเพื่อน (คำนวณคร่าวๆ camry หายไป 2 คัน) แต่ก็ยังแปลกใจตัวเองว่า ทำไมเมื่อวานตอนเห็นหุ้นราคาลงหนักๆ (หนักสุดในชีวิตเท่าที่เคยเห็นมา) กลับไม่รู้สึกร้อนใจอะไรเท่าไหร่เลย รู้สึกสนุกซะด้วยซ้ำ ทำไมหุ้นมันลดลงได้แรงขนาดนี้ ยิ่งดูยิ่งมัน แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรกับ port ตัวเอง หลังจากโทรคุยกับโบรกว่าเงินกู้ที่ผมเล่นนั้นการที่จะต้องโดน Force sell หรือเรียกเงินค้ำประกันเพิ่ม หุ้นที่ผมมีอยู่จะต้องลดลงไปเหลือครึ่งเดี่ยวของปัจจุบัน ซึ่งโอกาสเกิดคงจะยากเอามากๆ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เมื่อวานนี้โทรศัพท์ผมสั่นแทบทั้งวัน ทั้งพี่ แม่ เพื่อนๆ โทรมาถามความเห็นกันใหญ่ว่าทำยังไงดี ผมบอกทุกคนไปเหมือนกันหมด ว่ามีหุ้นตัวไหนเล็งๆไว้ ราคาต่ำกว่าเป้าหมาย ซัดไปเลย เมื่อวานเป็น Grand sale ครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่ง ไม่ซื้อไม่ได้แล้ว บางคนก็ถามว่าถ้าซื้อแล้วมันลงไปอีกจะทำยังไง? ผมก็บอกว่าเราเล่นหุ้นเราไม่ได้ซื้อเพื่อหวังจะขายในวันพรุ่งนี้ ต่อให้ในระยะสั้นราคาลดลงแล้วจะเป็นอะไร มาตราการที่ ธปท. ออกมาไม่ได้ทำให้พื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนแปลง มูลค่าหุ้นมันยังเหมือนเดิม ในเมื่อวันนี้มันกำลัง Sale อยู่ก็ซื้อๆซะ เพราะพรุ่งนี้เราไม่รู้ว่ามันจะ Sale อีกรึเปล่า หรือว่ามันอาจจะเลือก Sale แล้วกลับไปขายที่ราคาเดิมแน่ๆ ราคาวันพรุ่งนี้เราไม่รู้ เราคาดการณ์ไม่ได้ เรารู้แค่ว่าวันนี้ราคาถูกก็ซื้อไปเถอะ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ตกกลางคืนหม่อม Ouy ออกมาแถลงข่าวว่าจะผ่อนปรนมาตราการดังกล่าวว่าจะไม่หักเงิน 30% ที่เข้ามาและมีจุดประสงค์ที่จะลงทุนในตลาดหุ้น .... ก็ต้องรอดูผลกันครับ ว่าตลาดจะฟื้นได้รึเปล่า จะกลับมาที่เดิมได้เร็วแค่ไหน ผมเองก็เกินจะคาดเดา รู้แต่ว่าหุ้นที่ผมถืออยู่มูลค่ามันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง หุ้นที่ผมเล่นอยู่ฝรั่งก็ไม่ได้เล่น การที่มันลงเมื่อวานคงเพราะว่าเห็นคนอื่นเค้าลงกันเลยขอลงกะเค้าบ้าง เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วผมเชื่อว่าราคาหุ้นมันก็จะเดินหน้าเข้าสู่มูลค่าที่เหมาะสมของมันเอง ผมไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่เหตุการณ์แบบนี้อย่าเกิดบ่อยๆก็ดี ไม่งั้นความน่าเชื่อถือของไทยคงแย่เอามากๆ เช้าพูดอย่าง เย็นพูดอีกอย่าง กลับคำเหมือนเด็กเล่นขายของแบบนี้ ไม่ดีแน่&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;Ouy, please, don&amp;#39;t do it again.&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/03/28/254</guid>
			<pubDate>Fri, 28 Mar 2008 23:46:17 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/03/28/254</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/03/28/254?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>ประสบการณ์ตีแตก </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/03/28/253</link>
            <description>&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;ตีแตกเป็นชื่อเกมไพ่เกมหนึ่งที่เป็นการพนันที่เล่นสนุกมากเกมหนึ่ง (ไปต่างจังหวัด เล่นกับเพื่อนพร้อมๆกันหลายคน มันอย่าบอกใคร) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;ตีแตกเป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่ VI หรือคนที่อยากจะเป็น VI ทุกคนควรจะได้อ่าน โดยชื่อหนังสือเองก็ตั้งชื่อมาจากเกมไพ่ข้างบน โดย ดร. นิเวศน์ ผู้เขียนหนังสือตีแตก ได้เปรียบเทียบการลงทุนกับการเล่นไพ่ตีแตกไว้ได้เห็นภาพได้ชัดเจนมาก .. ผมสรุปไว้ตรงนี้คร่าวๆละกันนะครับ สำหรับคนที่อาจจะยังไม่เคยอ่านหนังสือ ว่า &amp;quot;ตีแตก&amp;quot; นั้นหมายถึงการลงทุนที่เรามั่นใจมากๆว่าเราจะกำไร ในขณะที่โอกาสขาดทุนนั้นต่ำเองมากๆเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราเจอหุ้นหรือการลงทุนที่เรามั่นใจสุดๆ เราต้องลงทุนเป็นจำนวนมากๆ เพื่อให้ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ หรือเรียกว่า &amp;quot;ตีแตก&amp;quot; นั้นเอง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ในหนังสือ ดร. ได้เขียนประสบการณ์ตีแตกไว้หลายอย่าง ผมเองในชีวิตหนึ่งก็อยากมีประสบการณ์แบบนี้บ้างเหมือนกัน แต่การลงทุนที่ผ่านมา ถึงหุ้นบางตัวผมอาจจจะลงทุนซื้อเป็นสัดส่วนสูงมากใน port (เกือบ 100% ก็เคยมาแล้ว) แต่ถ้าให้พูดตรงๆ ยังไม่มีการลงทุนครั้งไหนที่ผมเรียกได้ว่า ตีแตกได้ซักที&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้สัมผัสกับมันแล้ว แม้จะไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็นับว่าเป็นการลงทุนตีแตกครั้งแรกของผม วันนี้เลยอยากมาแชร์กันให้ฟังว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนมีพี่ที่รู้จักกันโทรมาหา บอกว่าเค้ากำลังร้อนเงินอยู่ 7 แสน (ตอนฟังครั้งแรกยังนึกว่าพี่เค้าอำ เพราะเคยมีเพื่อนอำผมแบบนี้มาแล้วทีนึง ใจหายวาบ) คุยๆไปปรากฏว่าไม่ได้อำครับ เค้าต้องการใช้เงินจริงๆ แถวต้องใช้เงินภายในวันนั้นด้วย โดยพี่เค้าไม่ได้จะมาขอยืมเงินเฉยๆ แต่มีข้อเสนอให้ คือ เค้าจะขายกองทุนให้ผมในราคา 7 แสนบาท ตอนแรกผมเองก็ไม่ถึงกับสนใจเท่าไหร่ เพราะผมไม่ค่อยลงทุนในกองทุนเท่าไหร่อยู่แล้ว แต่เค้าก็เล่ารายละเอียดกองทุนว่าเป็นกองทุนค้มครองเงินต้นมูลค่ากองทุนทั้งหมดที่คุ้มครองคือ 7.4 แสนบาท ซึ่งจะครบกำหมดในวันที่ 13 ก.พ. 50 ตอนนั้นผมลองคำนวนดูว่าเป็นผลตอบแทนเท่าไหร่ .. &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;นับจากวันที่ผมจะต้องจ่ายเงินค่ากองทุน จนถึงวันที่ 13 ก.พ. 50 ที่ผมจะได้รับเงิน คิดเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 74 วัน ผมจ่ายเงิน 7แสน ลงทุน 74 วัน ได้เงิน 7.4 แสนบาท ผมจะได้ผลตอบแทน x % ต่อปี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;7.4 = 7.0 (1+x/100)^(74/365)&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;แทนค่าไปมาหาค่า x ได้ประมาณ 32% ซึ่งการลงทุนแบบแทบจะไม่มีความเสี่ยง (เพราะคุ้มครองเงินต้น) ได้ผลตอบแทนระดับนี้ ผมว่าคุ้มแบบสุดยอด .... แล้วถ้าคิดให้ละเอียดขึ้นไปอีกจะเห็นว่ากองทุนนั้นเป็นกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอายุใกล้เคียงกับอายุ ดังนั้นผลตอบแทนค่อนข้างจะคาดการได้ไม่ยากผมลองคำนวณดูเมื่อครบกำหนดผมจะได้เงินประมาณ 7.58 แสนบาท พอคิดผลตอบแทนคล้ายๆกับข้างบนจะได้ผลตอบแทนประมาณ 48%&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;การลงทุนที่ได้ผลตอบแทน 48% หรืออย่างเลวร้ายที่สุด (ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้น) ก็จะได้ 32% ว่าแล้วผมก็เลย ตีแตกซะ วันนั้นผมไปถอนเงินสดเดินทางไป UOB เพื่อทำเอกสารโอนกองทุน แล้วยื่นเงินกันเดียวนั้นเลย ... อีกไม่นาน (13 ก.พ.) ผมก็จะได้เงินกองทุนคืนจาก UOB แต่ในช่วงนี้ผมต้องประหยัดเงินแบบสุดๆ เพราะเงินที่เอาไปซื้อกองทุนนั้น ทำเอาผมแทบหมดตัวไม่เหลือเงินสดติดตัวเลย&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/03/28/253</guid>
			<pubDate>Fri, 28 Mar 2008 23:41:35 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/03/28/253</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/03/28/253?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/26/226</link>
            <description>&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;การลงทุนเล่นหุ้น หลายๆครั้งเราจะมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ห่างจากตลาดหุ้นไปบ้างเป็นบางโอกาส บางคนก็อาจจะไม่สบายใจถ้าจะต้องถือหุ้นคา port เอาไว้โดยที่ไม่มีเวลาติดตาม อาจจะกลัวว่าระหว่างที่ตัวเองอยู่ห่างจากตลาดหุ้น หุ้นอาจจะลงทำให้ตัวเองขายทุนหนัก หรือหุ้นอาจจะขึ้นจนขายไม่ทัน บางคนอาจจะรู้สึกเฉยๆ ไม่รู้ร้อนหนาวอะไร .. ความรู้สึกในจุดนี้เป็นตัวแบ่ง vi ออกจากนักลงทุนทั่วไปได้ในระดับหนึ่ง ... เพราะการลงทุนแบบ vi นั้นคือการลงทุนที่มองถึงตัวธุรกิจในระยะยาว ราคาที่ผันผวนรายวันในระยะสั้นนั้นไม่ควรมีผลต่อการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ พอดีว่าช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาผมไปอยู่ที่ภูเก็ตมา (เลยไม่ได้มา update blog ไปพักนึง .. แต่ยังไม่ได้หายไปไหนนะครับ) ทำให้ผมอยู่ห่างจากตลาดหุ้นมาพักนึง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือรู้สึกโล่งและปลอดโปร่ง ไม่ต้องมากังวลว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง การที่เราไม่รู้ราคาหุ้นทำให้ผมเอาเวลาไปทำเรื่องอื่นๆได้อย่างสบายใจขึ้น แทนที่จะต้องมานั่งเครียดรายวันว่าในวันๆนึงเราจะรวยขึ้นหรือจนลงเป็นเงินเท่าไหร่ ....&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ก่อนหน้านี้ผมก็มีช่วงเวลาที่อยู่ห่างจากตลาดหุ้นเป็นเวลานานพอควร คือเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว ผมซื้อหุ้นไว้เต็ม port แล้วก็บินไปเรียนภาษาที่อเมริกาอยู่ 8 เดือน ... ตอนที่อยู่อเมริกานั้นผมใช้เวลาดูหุ้นน้อยมากๆ คือสัปดาห์นึงไม่เกิน 1 ชม. และจะคอยติดตามบ่อยจริงๆ ก็ช่วงที่ใกล้กับที่บริษัทออกผลประกอบการ ผลก็คือยิ่งผมใช้เวลาอยู่กับตลาดหุ้นน้อยลงเท่าไหร่ ปริมาณการซื้อขายหุ้นก็น้อยลงเท่านั้น ถ้าจำไม่ผิดในช่วง 8 เดือนที่อยู่อเมริกานั้นผมเทรดหุ้นไม่เกิน 1-2 ครั้งเท่านั้นเอง .. ทางด้านผลตอบแทนก็ทำได้ดีมาก อาจจะเพราะว่าหุ้นที่ผมเลือกก่อนไปเรียนนั้น ผมก็คิดมาอย่างดีว่าจะซื้อเฉพาะหุ้นที่ผมคิดว่าธุรกิจน่าจะมีแนวโน้มที่ดีในระยะยาว และในช่วง 8 เดือนที่เรียนถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากที่จะซื้อขายหุ้น การคิดแบบนี้ทำยิ่งทำให้เรามองการซื้อหุ้นเป็นการลงทุนในธุรกิจมากยิ่งขึ้น ความคิดก็จะหนีห่างจากการลงทุนที่เป็นระยะสั้น หุ้นที่เลือกมาเลยผ่านการกรองที่ละเอียดขึ้น และสุดท้ายบริษัทที่เราเลือกมาก็มีเวลามากเพียงพอในการแสดงผลการดำเนินงาน และผลักดันราคาหุ้นให้วิ่งตามทันกับผลประกอบการที่เพิ่มสูงขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;อีกครั้งที่ผมห่างจากตลาดหุ้นคือช่วงเวลาที่ผมไปบวชเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน แม้จะไม่นานเท่ากับตอนที่ไปเรียนภาษา แต่สถานการณ์ที่แตกต่างกันคือ ตอนไปเรียนนั้นผมยังมีคอมพิวเตอร์ให้ติดตามข่าวสารได้บ้าง ในขณะที่ตอนที่ผมบวชนั้นผมปิดตัวจากโลกภายนอก คือไม่ได้มาสนใจตลาดหุ้นเลย และก่อนที่ผมจะบวช ผมก็ใช้แนวคิดคล้ายๆกันว่าผมจะเลือกหุ้นที่ธุรกิจดี ออกให้ห่างจากการเกร็งกำไรระยะสั้น และเลือกหุ้นที่จะถือโดยคิดว่าต้องเป็นหุ้นที่ ต่อให้ตลาดหุ้นปิดทำการไป 1 เดือน ผมก็ไม่เดือดร้อน (บางท่านอาจจะมองต่างกันไปว่าจะบวชทั้งทีทำไมไม่ขายหุ้นออกมาให้หมด จะได้ตัดขายจริงๆ ผมไม่ขอเถียงในเรื่องนี้ละกันนะครับ เพราะมุมมองแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน ผมเชื่อว่าผมสามารถตัดขาดได้แม้จะต้องถือหุ้นอยู่ก็ตาม) หลังจากผมสึกออกมา หุ้นหลายๆตัวที่ผมซื้อไว้เต็ม port ก่อนจะบวชก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปอีกเป็นเวลานาน เพราะธุรกิจก็ยังดีเติบโตต่อเนื่องราคาก็ไม่ได้แพงอะไร และที่สำคัญเป็นหุ้นที่ผ่านกระบวนการการเลือกที่ตรงตามหลัก vi อย่างแท้จริง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;สำหรับคนที่อาจจะยังไม่เคยได้ห่างจากตลาดหุ้นเป็นเวลานานจริงๆ ลองฝึกดูก็ได้นะครับ ก่อนจะซื้อหุ้นลองพยายามคิดไว้ในใจเสมอว่า หุ้นที่เราจะถือนั้นให้เลือกเฉพาะหุ้นที่เราจะถือไปอย่างไม่เดือดร้อน ถึงแม้ตลาดหุ้นจะปิดทำการไปซัก 1/2 หรือ 1 ปี การเลือกหุ้นด้วยความคิดแบบนี้จะทำให้เรามีมุมมองที่ดีขึ้นในการเลือกหุ้นและเข้าใกล้ความเป็น vi ได้มากขึ้น (จริงๆแล้วถ้าเอาต้นตำรับแนวคิดนี้จริงๆ ก็คือ คุณลุง Buffett ซึ่งลุงแกจะเลือกหุ้นที่แกคิดว่าแกจะถือไปจนตัวเองตาย หรือต้องเป็นหุ้นที่จะไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ถ้าตลาดหุ้นจะต้องปิดไป 10 ปี ผมเองยังทำไม่ได้ในระดับนี้ แต่ในระดับที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในประเทศเป็นนักเก็งกำไรกันเป็นจำนวนมาก ถ้า vi มือใหม่แบบพวกเรา ลองฝึกคิดให้ได้ในระดับ 1/2 หรือ 1 ปี ผมก็ถือว่าใช้ได้แล้วครับ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/26/226</guid>
			<pubDate>Sat, 26 Jan 2008 10:31:57 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/01/26/226</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/26/226?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>ซื้อหุ้นกี่ตัวดี </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/26/225</link>
            <description>&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ในการลงทุนนั้นมีหลายอย่างที่เราต้องตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นหุ้นตัวไหนที่จะลงทุน จำนวนเงินที่จะนำมาลงทุน การตัดสนใจเรื่องจำนวนหุ้นที่จะถือรวมถึงสัดส่วนของหุ้นแต่ละตัวก็เป็นการตัดสินใจที่สำคัญมากๆอย่างหนึ่งในการลงทุน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ในมุมมองของผม จำนวนหุ้นที่เหมาะสมสำหรับ VI ควรจะอยู่ในช่วง 3-6 ตัว ไม่ควรเกินนี้ เพราะการถือหุ้นมากไปเช่น 10 หรือ 20 ตัว แม้ว่าจะมีหุ้นบางตัวกำไรเยอะๆ ก็แทบจะไม่ทำให้ port เราดีขึ้นเท่าไหร่ .. นอกจากนี้การมีหุ้นมากเกินไปจะทำให้เราเสียเวลาในการศึกษาติดตามผลการดำเนินงาน แนวโน้มธุรกิจ หรือการหาข่าวมากจนเกินไป ....&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ปัจจัยอีกประการที่ส่งผลต่อจำนวนหุ้นที่ควรจะถือ คือ ความมั่นใจของหุ้นแต่ละตัว และความสามารถในการวิเคราะห์หุ้นของแต่ละคน ถ้ามั่นใจๆมากๆว่าหุ้นที่ซื้อดีมากๆ ราคาที่ซื้อมาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากๆ ก็ make sense ที่จะลงทุนในสัดส่วนที่สูง ถ้าเรามีความมั่นใจในหุ้นนั้นน้อย ก็ซื้อน้อยๆ ส่วนเรื่องของความสามารถในการวิเคราะห์และติดตามหุ้น ถ้ายิ่งมีมาก การเล่นหุ้นน้อยตัวจะทำให้สามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น ในขณะที่คนที่ยังเป็นมือใหม่ในตลาดหุ้นเวลาลงทุนอาจจะเริ่มด้วยลงทุนประมาณ 5-6 ตัว เพราะการลงทุนน้อยๆตัว นอกจากจะทำให้เรามีกำไรได้มากในขณะเดียวกันก็อาจจะทำให้เราขาดทุนได้มากๆเหมือนกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ปัจจุบันผมถือหุ้นอยู่ 4 ตัว เป็นตัวหลักๆ 3 ตัว ส่วนอีกตัวมีอยู่นิดเดียว ไม่ถึง 3% ของ port (ยังซื้อได้ไม่ทันครบหุ้นมันก็วิ่งๆพรวดๆขึ้นไปเกินราคาที่ตั้งใจซื้อไว้) อย่างที่บอกไป หุ้นตัวสุดท้ายราคาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในเวลาไม่เกิน 1 อาทิตย์ แต่ว่าไม่ได้ช่วยให้ port ผมดีขึ้นเท่าไหร่เลย สรุปแล้วการถือหุ้นในสัดส่วนน้อยเกินไปจะทำให้เราไม่คุ้มค่าในการลงทุนลงเวลาในการศึกษาหุ้นตัวนั้นๆ และการถือหุ้นในสัดส่วนที่มากเกินไป จะทำให้เราขาดทุนหนักได้ ถ้าเราคาดการณ์ผิด &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;สุดท้ายกฏ 2 ข้อ ของนักลงทุนชื่อดังคนหนึ่งไว้ว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;1. จงอย่าขาดทุน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;2. ให้กลับไปดูกฏข้อที่ 1&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;... อาจจะฟังดูกวนๆ นะครับ แต่จริงๆแล้วแฝงหลักการลงทุนที่ดีมากๆไว้อย่างหนึ่ง คือถ้าเราไม่สามารถมั่นใจได้ว่าโอกาสขาดทุนในการซื้อหุ้นแต่ละตัวนั้นต่ำ ทางที่ดีให้หลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นตัวนั้นๆ แล้วไปหาหุ้นตัวใหม่ที่เรามีความมั่นใจดีกว่า ... การอยู่ๆเฉยโดยไม่ซื้อหุ้นก็เป็นหลักการที่ดีมากๆอย่างหนึ่ง ถ้ามันไม่มีหุ้นน่าสนใจให้ซื้อจริงๆ&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/26/225</guid>
			<pubDate>Sat, 26 Jan 2008 10:31:27 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/01/26/225</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/26/225?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>นอนไม่หลับ </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/26/224</link>
            <description>&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&amp;quot;อยู่ๆก็มีเรื่องราวให้นอนไม่หลับ ให้กลับมาคิดวกวนทั้งคืนวุ่นวาย&amp;quot; แต่ก่อนเป็นเพลงวง zaza ที่ผมชอบมากเพลงหนึ่ง ฟังเพลงไป ดูมิวสิคไป ก็นั่งยิ้มไป (นักร้องน่ารัก 555) แต่ตอนนี้พอมาเจอกับตัวเองแล้วก็ยิ้มไม่ออกเหมือนกันครับ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่เล่นหุ้น อย่างน้อยก็ต้องมีอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย เฝ้าคิดถึงแต่หุ้นอยู่บ้างเป็นบางโอกาส&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ผมเองก็มีเป็นอยู่บ้าง (ช่วงปีแรกๆที่เล่นหุ้นจะเป็นบ่อยกว่า) สาเหตุที่เกิดอาการนอนไม่หลับอย่างแรกก็คือ เวลาที่เจอหุ้นเจ๋งๆ ราคาไม่แพง ผมจะมีเวลาว่างมาศึกษาหุ้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นช่วงเวลากลางคืน ซักประมาณ 3-4 ทุ่มเป็นต้นไป กว่าจะอ่านจบบางทีก็เที่ยงคืนตี 1 หรืออาจจะดึกกว่านั้นได้นิดหน่อย ส่วนใหญ่ก็จะนั่งอ่าน 56-1 งบการเงิน และก็ข่าวที่เกี่ยวข้อง บางทีก็จะเจอหุ้นที่ดูธุรกิจเค้าแล้วดีมากๆ กำไรมีแนวโน้มโตอย่างดี และที่สำคัญราคายังต่ำกว่าเป้าหมายอยู่มากๆ ผมก็จะตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะซื้อหุ้นตัวนี้แน่ๆ ตัดสินใจได้แล้วก็ปิดไฟนอนครับ แต่ปัญหามันยังไม่จบ เพราะไอ้เวลานอนนี่สิครับ หัวมันชอบคิดย้อนกลับไปแต่เรื่องหุ้นตัวเอง&lt;br /&gt;- บ้างก็คิดว่าถ้าเราซื้อ 10 บาท แล้วราคามันไป 15 บาทจริงๆ เราจะมีเงินเท่าไหร่น้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- บางทีก็นั่งคิดถึงธุรกิจเค้าอยู่นั้นแหละ ว่าดีจริงๆรึเปล่าหว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- นอนๆอยู่ก็ลุกขึ้นมากดเครื่องคิดเลขนั่งคำนวณกำไรใหม่ คำนวณราคาเป้าหมายใหม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- แล้วก็ชอบคิดครับว่า เอ... วันพรุ่งนี้เราจะซื้อหุ้นได้รึเปล่าหว่า หุ้นก็ไม่ค่อยมีสภาพคล่อง กลัวเก็บหุ้นได้ไม่ครบที่ตั้งใจไว้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;สารพัดจะคิด ... กว่าจะได้หลับลงจริงๆ บางทีก็ยาวไปถึงตี 3-5 ตื่นมาก็จะตาโหลๆ สลึมสลือไปทั้งวัน แต่อาการพวกนี้จะหายไปหลังจากซื้อหุ้นครบเรียบร้อยแล้ว เพราะงั้นปีๆนึงอาการนอนไม่หลับแบบนี้จะเกิดขึ้นไม่บ่อยเท่าไหร่ เพราะปีนึงจะเจอหุ้นเด็ดๆจริงๆก็คงไม่กี่ตัว เลยไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;แต่อีกอาการจะเกิดขึ้นบ่อยกว่าหน่อย ซึ่งจะเกิดในช่วงที่หุ้นถืออยู่ราคาอาจจะลดลง และเรายังไม่เข้าใจในตัวธุรกิจเค้าจริงๆ ทำให้เวลาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของหุ้นก็ทำให้ผมเห็นภาพได้ไม่ครบ ได้แต่เดาเอาเอง ตอนซื้อก็คำนวณไว้อย่างดีแล้วว่าเป้าหมายสูงมาก แต่พอซื้อไปจริงๆ ก็นิ่งๆ หรือไม่ก็ลง เลยชอบแอบคิดว่า เออ .. หรือหุ้นตัวนี้มันมีอะไรที่เราไม่รู้ซ่อนอยู่รึเปล่า หรือเราอาจจะคิดเข้าข้างตัวเองมากไปว่าหุ้นมันดี ทั้งๆที่มันอาจจะไม่ดี วิธีแก้อาการนอนไม่หลับแบบนี้ผมมีอยู่ 2 วิธีครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ในเมื่อถือหุ้นแล้วไม่สบายใจ ก็ขายมันทิ้งซะ ถึงอาจจะมีเสียดายอยู่บ้าง เพราะราคาเป้าหมายที่เราคิดไว้มันสูงกว่าราคาปัจจุบันเอามากๆ เพราะถ้าหุ้นที่ธุรกิจมันดีมากๆจริงๆ อาการแบบนี้จะไม่ค่อยเกิด การที่เรานอนไม่หลับ แสดงว่าในใจเรายังมีคำถามอีกหลายอย่างที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ เพราะงั้นการขายหุ้นทิ้งไปเลยจะทำให้เราไม่ต้องมาคิดมากต่อไป ...&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ในเมื่อนอนไม่หลับเพราะยังมีคำถามมากมายของหุ้นที่ยังหาคำตอบไม่ได้ การแก้ก็ตรงจุดครับ ก็พยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อตอบคำถามที่ยังไม่เคลียร์ ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลทาง internet ถามเพื่อนที่อยู่ในอุตสาหกรรมดังกล่าว หรือบริษัทดังกล่าว หรือสุดท้ายก็อาจจะโทรไปถามบริษัทเค้าเลย วิธีนี้บางครั้งก็จะทำให้ผมมั่นใจในหุ้นตัวนั้นๆมากขึ้นและถือต่อไป หรือบางทียิ่งขุดลึกลงไปก็ยิ่งรู้ว่าบริษัทนั้นมีความเสี่ยงสูงเกิดกว่าที่จะยอมรับได้จนต้องขายทิ้งออกไป&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;อย่าลืมนะครับว่าถ้าลงทุนแล้วต้องมานั่งเครียด หรือนอนไม่หลับ สู้ขายทิ้งไปเลยจะดีกว่า ไม่คุ้มหรอกครับ กับสุขภาพตัวเอง แล้วมันจะพาลทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานอื่นๆ น้อยลงไปอีก&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/26/224</guid>
			<pubDate>Sat, 26 Jan 2008 10:30:23 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/01/26/224</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/26/224?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>บทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/26/223</link>
            <description>&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;วันนี้จะมาเล่ากันเรื่องของบทวิเคราะห์ที่มาจากโบรกเกอร์ต่างๆนะครับ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีอย่างหนึ่งที่ผมมักจะใช้ช่วยในการตัดสินใจอยู่เป็นประจำ สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะหาบทวิเคราะห์ได้ที่ไหนก็ลองเข้าไปที่เวป &lt;a href=&quot;http://www.settrade.com/&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#996699&quot;&gt;www.settrade.com&lt;/font&gt;&lt;/a&gt; &amp;gt; พิมพ์ชื่อที่สนใจลงไป &amp;gt; แล้ว click ที่ Analyst Concensus ดูก็จะมีรวมบทวิเคราะห์จากโบรกต่างๆให้พอสมควร แล้วแต่ว่าหุ้นตัวไหนเป็นที่นิยมมากเท่าไหร่ (น่าเสียดายที่หุ้นที่ผมชอบเล่นส่วนใหญ่มักจะมีบทวิเคราะห์ให้เลือกน้อย หรือบางตัวก็ไม่มีเลย)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;บทวิเคราะห์แบ่งได้ออกเป็นหลายประเภท เช่น บทวิเคราะห์รายวัน บทวิเคราะห์เทคนิค บทวิเคราะห์รายอุตสาหกรรม และบทวิเคราะห์รายตัว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วที่ผมชอบอ่านจริงๆก็จะมีบทวิเคราะห์อุตสาหกรรมกับบทวิเคราะห์หุ้นรายตัวเท่านั้น ...(รายวันก็มีอ่านบ้าง ส่วนบทวิเคราะห์ทางเทคนิคนี่ไม่คิดจะเปิดเลย) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;เวลาที่มีคนแนะนำหุ้นตัวใหม่ๆให้ผมรู้จัก หรือไปอ่านเจอจากเวปบอร์ด ผมก็จะทำการศึกษาหุ้นให้ละเอียดขึ้นจาก 56-1 และงบการเงินจนพอเข้าใจธุรกิจแล้ว หลังจากนั้นสิ่งสำคัญที่ผมจะทำก่อนซื้อหุ้นคือต้องประมาณการรายได้และกำไรในอนาคตออกมาให้ได้ ซึ่งก็มักจะได้จากข่าวที่ผู้บริหารให้สัมภาษณ์ คาดการณ์เอาเอง และหลายๆครั้งก็จะได้จากบทวิเคราะห์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ซึ่งบทวิเคราะห์นี่เวลาอ่าน อ่านไปเชื่อเค้า 100% นะครับ เพราะเท่าที่ผมอ่านมาก็มีการคาดการณ์ผิดอยู่บ่อยพอดูเหมือนกัน ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะเชื่อบทวิเคราะห์ได้มากน้อยแค่ไหน? ผมมีวิธีง่ายๆครับ คือลองหาบทวิเคราะห์หลายๆโบรกมาดู ถ้าตัวเลขรายได้ส่วนใหญ่ที่วิเคราะห์ออกมาค่อนข้างใกล้เคียงกันหลายๆโบรก แบบนี้เป็นไปได้สูงว่านักวิเคราะห์เหล่านี้ได้สัมภาษณ์ผู้บริหารเหมือนๆกัน ทำให้ประมาณออกมาได้ใกล้เคียงกัน กรณีแบบนี้ผมจะเชื่อตัวเลขรายได้จากบทวิเคราะห์ดังกล่าวพอสมควร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ผมจะขอสรุปหลักการในการใช้ประโยชน์จากบทวิเคราะห์หุ้นรายตัวเป็นข้อๆนะครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ถ้าการคาดการณ์รายได้ของหลายสำนักค่อนข้างใกล้เคียงกัน โอกาสถูกก็สูง&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;อย่าเชื่อการคาดการณ์รายได้ในอนาคตเกินกว่า 1 ปีขึ้นไป เท่าที่ดูส่วนใหญ่โบรกจะคาดการณ์ไว้ต่างกันมาก และโอกาสผิดมักจะสูงกว่าโอกาสถูก&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ตัวเลขค่าใช้จ่ายหรือผลกำไร จะให้ดีก็ไม่ควรเชื่อมากเท่าไหร่ ให้พยายามคิดด้วยตัวเองจะดีกว่าโดยคิดแบบ Conservative ไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย (คิดค่าใช้จ่ายให้เยอะไว้ก่อน คิดกำไรให้ต่ำ)&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ราคาเป้าหมายของหุ้นในบทวิเคราะห์เป็นข้อมูลที่ &amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #3333ff&quot;&gt;&lt;strong&gt;ไม่ควรให้ความสนใจ&amp;quot; &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;color: #333333&quot;&gt;มากเป็นที่สุด ความน่าเชื่อถือต่ำเอามากๆ เพราะวิธีการประเมินมูลค่าหุ้นนั้น อย่างที่เคยบอกไปว่ามีอยู่หลายวิธี แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียของตัวมันเอง การใช้วิธีที่ต่างกันอาจจะให้ค่าที่ต่างกันเป็นจำนวนมากได้ ปกติผมมักจะใช้ pe ในการประเมินมูลค่าหุ้น แล้วคิดออกมาเป็นช่วงราคาที่เหมาะสมเช่น หุ้น a ควรมี pe 8-10 ประมาณกำไรต่อหุ้นได้ 5 บาท เป้าหมายก็จะอยู่ที่ 40-50 บาท เวลาเข้าซื้อผมจะใช้ราคา 40 เป็นฐาน คิอราคาหุ้นต้องต่ำกว่า 40 พอสมควร (โดยทั่วไปก็จะเอา 1.3 หาร ซึ่งได้ประมาณ 30.7 บาท ถ้าราคาแพงกว่านี้ผมก็ไม่ซื้อ) แต่ถ้าซื้อหุ้นมาแล้วหุ้นมันขึ้นไปเกิน 40 ผมจะยังไม่ขายหุ้นออกไป โดยจะเปลี่ยนเป้าหมายเป็น 50 บาท ถ้าเกิน 50 ก็จะขาย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #333333; font-family: Arial&quot;&gt;ข้อสังเกตุอีกอย่างของราคาเป้าหมายในบทวิเคราะห์นั้นมักจะมี Bias (ลำเอียง) จากนักวิเคราะห์ค่อนข้างสูง ถ้าหุ้นตัวไหนไม่เป็นที่สนใจเป้าหมายก็มักจะต่ำ แต่ถ้าหุ้นตัวไหนราคาเริ่มวิ่ง คนเริ่มมาสนใจกันมากขึ้น นักวิเคราะห์มักจะถูกกระแสความนิยมในหุ้นตัวนั้น ทำให้ต้องปรับเป้าหมายเพิ่มขึ้นเสมอ ซึ่งจริงๆแล้วนักวิเคราะห์ที่ดีจะต้องไม่ใช้อารมณ์ของตลาดมามีส่วนในการวิเคราะห์ ช่วงที่หุ้น KH อยู่แถวๆ 4 บาท ตอนนั้นเป้าหมายส่วนใหญ่ของบทวิเคราะห์ก็จะอยู่ที่ 4.5 พอหุ้นวิ่งเกิน 4.5 เค้าก็ปรับเป้าเป็น 5 บาท พอหุ้นเกิน 5 บาทก็ปรับเป็น 5.6 พอหุ้นทะลุ 6 บาท ก็ปรับเป็น 7 เป็น 8 วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมก็ไม่เข้าใจว่าใช่ช่วงเวลาไม่ถึงครึ่งปี ทำไมมูลค่าบริษัทมันเปลี่ยนแปลงได้เร็วขนาดนั้น ปกติมูลค่าของบริษัทนั้นมักจะเป็นตัวเลขที่ไม่ควรจะผันผวนอย่างรวดเร็ว แต่ควรจะแปลเปลี่ยนไปตามแนวโน้มธุรกิจ และความสามารถของบริษัท เพราะฉะนั้นตัวเลขที่เชื่อถือได้น้อยที่สุดในบทวิเคราะห์ก็คือราคาเป้าหมายนี่เอง&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;color: #333333; font-family: Arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;บทวิเคราะห์ของบางโบรกก็น่าเชื่อถือได้ บางโบรกก็จะออกแนวมั่วๆซะเยอะ หรือหลายๆครั้งความน่าเชื่อของบทวิเคราะห์ก็จะขึ้นอยู่กับตัวนักวิเคราะห์ด้วย บางคนก็เก่ง บางคนก็ห่วย แต่จะให้บอกว่าที่ไหนดี ที่ไหนห่วย ผมคงไม่ขอพูดดีกว่า เพราะเดี๋ยวเกิดเค้ามาอ่านเวปผมขึ้นมา ผมจะโดนด่าแม่เอาได้&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/26/223</guid>
			<pubDate>Sat, 26 Jan 2008 10:29:19 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/01/26/223</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/26/223?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>The Intelligent Investor</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/10/214</link>
            <description>&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;The Intelligent Investor เป็นหนังสือที่: &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #3333ff&quot;&gt;วอร์เรน บัฟเฟตต์&lt;/span&gt; แห่ง Berkshire Hathaway ยกย่องว่าเป็นหนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #3333ff&quot;&gt;บิล มิลเลอร์&lt;/span&gt; CEO ของ Legg Mason Capital Management บอกว่าเป็นหนึ่งในหนังสือการลงทุนเพียงไม่กี่เล่มที่ทรงคุณค่าตลอดกาลและให้มุมมองสดใหม่ทุกครั้งที่อ่านซ้ำ &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #3333ff&quot;&gt;เมสัน ฮอว์กินส์&lt;/span&gt; แห่ง Longleaf Partners ให้หุ้นส่วนทุกคนในบริษัทอ่าน &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;อาร์โนลด์ แวน เดน เบิร์ก แห่ง Century Management ชื่นชมว่าเป็นหนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด และแนะนำว่าหากนักลงทุนจะเลือกอ่านหนังสือการลงทุนเพียงเล่มเดียว พวกเขาต้องอ่าน The Intelligent Investor&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;นักลงทุนชั้นนำอีกมากมายอย่าง &lt;span style=&quot;color: #3333ff&quot;&gt;วอลเตอร์ สลอส, ไมเคิล ไพรซ์, มาริโอ กาเบลลิ, เซธ คลาร์แมน, ชาร์ลส์ แบรนเดส และ เออร์วิง คาห์น&lt;/span&gt; แนะนำให้นักลงทุนทุกคนอ่าน&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;นิตยสาร &lt;span style=&quot;color: #3333ff&quot;&gt;Fortune&lt;/span&gt; เชิดชูว่าเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดหนังสือการลงทุน &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกเช่น&lt;span style=&quot;color: #3333ff&quot;&gt;โคลัมเบียและสแตนฟอร์ด&lt;/span&gt;ใช้เป็นตำราเรียนในวิชาการลงทุน &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแนว Value Investing ที่ขายดีที่สุดใน &lt;span style=&quot;color: #3333ff&quot;&gt;Amazon.com&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;และสุดท้าย เป็นหนังสือที่ yoyo เคยอ่านภาคภาษาอังกฤษแต่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนนั้นภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยแข็งแรง ก็เลยตั้งหน้าตั้งตารอว่าจะมีคนแปลเป็นภาษาไทย ในวันนี้ก็มีคนแปลออกมาให้อ่านกันจนได้&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/10/214</guid>
			<pubDate>Thu, 10 Jan 2008 21:22:46 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/01/10/214</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/10/214?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>ใครจะรู้ดีเหมือนเจ้าของ (ต่อ) </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/10/213</link>
            <description>&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: arial&quot;&gt;เมื่อครั้งก่อนได้พูดถึงการใช้ประโยชน์จาก 59-2 ไปแล้ว .. แต่อาจจะยังไม่เห็นภาพกันเท่าไหร่..&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ผมจะลองยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นบางส่วนให้ดูนะครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #3333ff&quot;&gt;TICON&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ช่วงที่ผมเข้าซื้อหุ้น ticon แรกๆ ราคาหุ้นอยู่ที่แถว 9 บาท (น่าจะประมาณเดือน 7-8 ปี 48) หลังจากถือรอดูผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมากลางเดือน 8 บริษัทมีการขายโรงงานเข้ากองทุน TFUND ทำให้มีกำไรดีขึ้นมากราคาหุ้นก็เริ่มตอบรับ ... แต่ตอนนั้นผมยังมีเงินเหลืออยู่มาก แถมยังเพิ่งย้ายโบรกเกอร์มาอยู่ที่ CNS ทำให้สามารถกู้เงินมาเล่นได้ .. ด้วยความร้อน (ผมเป็นพวกถือเงินสดนานๆไม่ค่อยได้ ต้องหาหุ้นซื้ออยู่เรื่อย) ทำให้ต้องหาหุ้น .. ผมก็ดู ticon อีกครั้งก็คิดว่าเป็นหุ้นที่ดีมากตัวหนึ่ง แต่ตอนนั้นราคาก็ขึ้นมาพอสมควรแล้ว เลยทำใจซื้อยากนิดนึง .... 59-2 มาช่วยผมไว้ทันพอดีครับ ผมเปิดไปดู 59-2 ของ ticon ก็ปรากฏว่าผู้บริหารของบริษัทหลายคน (ประมาณ 5-6 คนได้) ซื้อหุ้น ticon กันใหญ่เลยครับ ราคาของผู้บริหารที่ซื้อบางคนก็สูงกว่าราคาตลาดด้วยซ้ำ .. ผมเองคิดอยู่แล้วว่าหุ้น ticon ราคายังไม่แพง ยิ่งเห็นผู้บริหารซื้อกันถ้วนหน้าแบบนี้ทำให้ผมตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ ...... แล้วสุดท้ายผลลัพธ์ก็ไม่ผิดหวังหุ้นขึ้นมาถึง 18-19 บาท ... (ผมขายไปหมด เพราะไปเจอหุ้นอื่นที่น่าสนใจกว่าพอดี)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;ตอนนี้ ticon ก็มีการซื้อขายของผู้บริหารอยู่เรื่อยๆ แต่อาจจะให้สัญญาณที่ไม่ชัดเจนซักเท่าไหร่ เพราะมีผู้บริหาร 2 ท่านคือคุณวีรพันธ์ กับ สมศักดิ์ คนแรกนี่ก็ซื้อเอาๆแทบจะไม่เกี่ยงราคา ส่วนคนหลังก็ขายเอาๆเหมือนกัน เลยไม่รู้จะเชื่อคนไหนดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;มีอยู่ช่วงนึงที่คุณไวเชงควนผู้บริหารใหญ่และผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ticon ขายหุ้นออกมาจำนวนมาก ผมเองก็ตกใจเล็กน้อย เพราะเป็นปริมาณที่เยอะมาก (จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่) ไม่น่าจะขายหุ้นไปใช้ธรรมดาทั่วๆไป สุดท้ายในวันที่ ticon มาแถลงผลประกอบการที่ตลาดหลักทรัพย์มีนักลงทุนท่านนึงถามคุณวีรพันธ์ขึ้นมาว่าทำไมคุณ ไวเชง แกถึงขายหุ้น (คนถามคงไม่รู้ว่าคุณไวแกนั่งอยู่ในห้องด้วย ไม่งั้นคงไม่ถามออกมาโต้งๆ) คุณไวแกรีบลุกขึ้นมา แล้วบอกว่าผมเอง ผมขายเอง ... สุดท้ายแกก็บอกว่าแกขายหุ้นไปสร้างวัดที่ต่างประเทศ คนจะเชื่อรึเปล่าผมไม่รู้ แต่ผมคนนึงที่เชื่อ เพราะรู้มานานแล้วว่าคุณไวเองแกเป็นคนที่เคร่งศาสนาเอามากๆ และชอบทำบุญ แกยังเคยนั่งพูดเรื่องธรรมะให้ฟัง (ตอนไป company visit) เป็นชม.ๆ แถมยังแจกหนังสือธรรมะให้ผมด้วย ... กรณีขายหุ้นแบบนี้จะว่าเป็นข่าวร้ายก็คงไม่ได้ แกไม่ได้ขายหุ้นหนี แกขายไปทำบุญ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: #3333ff; font-family: Arial&quot;&gt;&lt;strong&gt;TTA&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: #000000; font-family: Arial&quot;&gt;เป็นหุ้นอีกตัวที่ทำกำไรให้มากมายกับคนที่ซื้อถูกจังหวะ ในขณะเดียวกันก็มีคนขาดทุนมหาศาลกับมันเหมือนกัน .... ในที่ปีแรกๆที่ผมเล่นหุ้น กลุ่มเดินเรือเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนได้สูงมากๆ ไม่ว่าจะเป็น TTA PSL RCL (ตอนนั้นผมเล่น PSL ตัวเดียว) ตอนนั้น demand การขนส่งทางเรือเพิ่มสูงขึ้นมาจากการเติบโตของจีน ในขณะที่ supply เรื่อนั้นมีไม่พอทำให้ค่าระวางเรือนั้นพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติกาล หุ้น psl วิ่งจาก 6 บาทไป 50 tta วิ่งจาก 10 ไป 50 ใครซื้อไว้ตอนนั้นก็รวยกันเละล่ะครับ ..... ผมถือหุ้น psl อยู่นานเกือบๆปีเห็นจะได้ ค่าระวางเรือเริ่มลดลง หลายๆคนคิดว่าจะเป็นเป็นการปรับฐานธรรมดา (รวมทั้งผมด้วย) ก็ไม่ยอมขายหุ้น .. ผมถือหุ้น psl ไปถึง 50 บาท แล้วก็นั่งดูมันตกลงมาเหลือ 38 บาท T_T ... แล้วก็ตัดสินใจขายไป ซึ่งหุ้น TTA ก็วิ่งในลักษณะคล้ายๆกัน แต่ข้อแตกต่างอย่างนึงของ psl กับ tta คือหุ้น tta มีผู้บริหารขายหุ้นออกมาอย่างบ้าคลั่ง .. ที่ต้องใช้คำนี้เพราะขายออกมาหนักจริงๆ แบบว่าจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลาย 10% ขายจนแทบไม่เหลือซักกะหุ้น ประมาณว่าขายหนีตายกันเลย ... และแล้วผู้บริหารก็เป็นฝ่ายถูกจริงๆ เค้าขายหุ้นออกไปเกือบหมดบริษัท (หรือหมดเลยก็ไม่แน่ใจครับ จำไม่ได้) ที่ราคาเฉลี่ยแถวๆ 35 บาท หลังจากนั้นหุ้น tta ก็กลายเป็นหุ้นหมดสภาพตัวหนึ่ง ราคาไหลลงไปเหลือต่ำกว่า 20 บาท ใครเข้าไปซื้อ 40-50 บาทกว่าๆนี้เจ๊งกันเป็นแถบ ตอนนี้ยังดีที่ค่าระวางปรับตัวขึ้นมาบ้างราคาหุ้นเลยกลับมาอยู่แถว 27 บาทได้ ... แต่จะให้กลับไปถึงราคาเดิมที่ผู้บริหารขายกัน ผมว่าคงอีกนานมากๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;จริงๆตัวอย่างแปลกๆก็ยังมีให้เห็นอีกหลายแบบ ... &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- ประเภทหุ้นที่ผู้บริหารซื้อเอาๆ แต่ราคาก็ลงเอาๆเหมือนกัน เช่นหุ้น MIDA &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- หุ้นที่ผู้บริหารขายเอาๆ แต่ราคาก็กลับสวนทางขึ้นไป tvo (เมื่อประมาณ&amp;nbsp;3 ปีกว่าๆ ตอนนี้ราคาเป็นยังไงแล้วผมไม่รู้เหมือนกัน)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial&quot;&gt;- หุ้นที่ผู้บริหารซื้อเก็บเรื่อยๆก็มีให้เห็นบ้าง แต่ผมไม่ได้ตามว่าผลลัพธ์เป็นยังไงเพราะเป็นธุรกิจที่ผมไม่ถนัด .... ลองไป check ดูกันก็ได้นะครับ เผื่อจะเจอหุ้นเด็ดๆ (เจอแล้วบอกผมด้วยละ) เช่น spali ttl และ utp&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/10/213</guid>
			<pubDate>Thu, 10 Jan 2008 21:21:56 +0700</pubDate>
            <category>/YoYo%27s+Investing+Way/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/yoyo/YoYo%27s+Investing+Way/2008/01/10/213</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/yoyo/2008/01/10/213?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
            </channel>
</rss>
