Friday, 31 October 2008
เทศกาลปรับสมมติฐานขนานใหญ่
« ตลาดหลักทรัพย์ฯ สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ นิด้า และสถาบันวิจัยนครหลวงไทย ร่วมกันจัดงาน เสวนาสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เรื่อง "Thailand Outlook, in Global Recession" ในวันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2551 เวลา 13.30-16.00 น.(ลงทะเบียนเวลา 13.30-14.00 น) ณ โถงนิทรรศการ ชั้น 1 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย | Main | ขอเชิญร่วมงาน มหกรรมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ พ.ย. 51 วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน 2551 เวลา 15.00-19.30 น. ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน »
วิกฤตโลกครั้งใหญ่ ที่ปัจจุบันก้าวข้ามขึ้นชั้นมาอีก 2 ระดับ จากจุดเริ่มต้นบันไดขั้นแรกเป็นวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์มาสู่วิกฤตสถาบันการเงินระดับโลก กระทั่งขึ้นชั้นขั้นที่ 3 คือ กระทบไปถึงภาคเศรษฐกิจจริงที่ทำให้ทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนแต่กังวลว่า เศรษฐกิจจะอ่อนแอลง
ในขณะที่ตลาดสินทรัพย์เพื่อการลงทุนชนิดต่างๆ ก็ได้จูงมือกันมีมูลค่าลดลงมาเป็นทิวแถว ซึ่งเป็นตัวสะท้อนเป็นอย่างดีว่า บรรดาผู้ลงทุนและอาจหมายรวมถึงประชาชน ว่าคิดอย่างไรกับสภาพเศรษฐกิจช่วงที่ยืนอยู่รวมไปถึงในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า โดยที่ตลาดล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ร่วงลงมา 50-70% และตลาดหุ้นก็ได้ร่วงลงมาจากจุดสูงสุดแล้ว 40-70% แล้วแต่ว่าประเทศไหนเคยมีเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าไปมากน้อยแค่ไหนบวกกับผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจของตัวเอง จะมีก็เฉพาะตลาดทองคำเท่านั้นที่เหนียวแน่นที่สุด โดยร่วงลงมาจากจุดสูงสุดเพียงประมาณ 25% (สกุลดอลลาร์ สรอ.)
เบ็ดเสร็จแล้ว จะเห็นได้ว่าผลกระทบที่เกิดแล้วกับบรรดาสินทรัพย์ต่างๆ เหล่านี้ทรุดตัวลงมามากจริงๆ และสะเทือนไปถึงความมั่งคั่งของคนที่มีรายได้ปานกลางจนถึงรายได้สูงทั่วโลก แต่ถ้ามองไปถึงราคาสินค้าต่างๆ ในด้านการเกษตรที่ไถลตัวลงมาด้วย รวมถึงผลส่งต่อของการที่ผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูงจนลง ก็ย่อมจะรัดเข็มขัดไปด้วย งานนี้ ที่สุดแล้วผู้มีรายได้น้อยเดือดร้อนไปด้วยแน่นอน รวมถึงการที่กำลังเริ่มจะมีการลดการจ้างงานให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปีหน้า คราวนี้จะชัดยิ่งขึ้น
ใครที่คิดว่าตลาดหุ้นไม่เกี่ยวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและไม่เกี่ยวไปถึงคนจน ผมอยากให้เปลี่ยนความคิดใหม่ก็น่าจะทำให้การเตรียมแผนรับมือทำได้ดีขึ้นนะครับ
และด้วยเหตุการณ์ทั้งหลายแหล่ที่แย่ลงกว่าสมมติฐานเดิมๆ หนำซ้ำยังผูกพันพัลวันพัลเกกันอีรุงตุงนัง บรรดาองค์กรต่างๆ ก็ต้องเข้าสู่เทศกาลการปรับลดสมมติฐานต่างๆ ให้แย่ลงไปกว่าเดิมและหมุนเวียนกันปรับหลายครั้ง
• บรรดาธนาคารกลาง ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ และลดดอกเบี้ยกันอย่างถึงพริกถึงขิง ดอกเบี้ย Fed ที่ไม่คาดกันว่าจะเหลือ 1.0% เหมือนช่วงปี 2003 ก็ลดลงมาให้เห็นแล้ว แถมมีแววจะลดต่ำกว่า 1.0% อีก ส่วนญี่ปุ่นที่ดอกเบี้ยเตี้ยมาก ก็ถูกคาดว่าจะลดดอกเบี้ยวันนี้
• บรรดานักเศรษฐศาสตร์ องค์กรด้านเศรษฐกิจ ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก ของประเทศใหญ่ๆ หรือของประเทศตัวเอง ต่ำเตี้ยลงไปเรื่อยๆ ของไทยเราเองขณะนี้ก็เริ่มมองๆ เลข 3.8% หรือ 3.0% กันบ้างแล้ว
• บรรดานายธนาคารก็เริ่มปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ และฐานะรายได้ลูกหนี้ไม่ว่าจะลูกหนี้นิติบุคคล หรือลูกหนี้รายบุคคล คุณๆ จะเริ่มเห็นข่าวความเข้มข้นในการกรองลูกหนี้รายใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างบรรดาผู้กู้ซื้อบ้าน เห็นข่าวบอกว่า อัตราการปฏิเสธคำขอกู้พุ่งขึ้นเยอะทีเดียว
• บรรดานักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ที่จริงก็ทยอยปรับสมมติฐานกันอยู่แล้ว แต่บางกรณียังทำกันไม่เร็วนัก รวมถึงบางทียังไม่ชัวร์ก็เลยยังปรับลดกันไม่รุนแรง สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ก็มีการประสานงานส่งเสริมให้ปรับลดสมมติฐานครั้งใหญ่ให้ทันกับสถานการณ์ล่าสุดที่เปลี่ยนเร็วมากและแรงมาก ผมจึงได้มีจดหมาย (E-Mail) เมื่อวันที่ 10 ต.ค.51 ไปถึงมวลหมู่สมาชิก ให้ update ข้อมูลการประเมินรายได้, กำไร, ปันผล และมูลค่าหุ้น ฯลฯ ทั้งที่นำเสนอแก่ผู้ลงทุนเอง รวมทั้งข้อมูลที่ส่งมาลงใน SAA Consensus (ใน settrade.com)
นอกจากนั้นก็ได้ขอให้ทาง Settrade แก้ไขโปรแกรมการโชว์ข้อมูลพยากรณ์ต่างๆ จะเป็นข้อมูลที่ไม่นานไปกว่า 31 วันล่าสุดเท่านั้น ถ้าเกินกว่านั้นจะถอดออกทันที
ล่าสุดที่ผมเปิดดูนี่ ก็พบว่า update กันมาท่วมท้นต้องขอบคุณบรรดานักวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่ผู้ส่งข้อมูลมาลงใน SAA Consensus เป็นอย่างมาก จนขณะนี้ที่โชว์อยู่ 200 กว่าหุ้นก็ update เรียบร้อยแล้ว และตัวเลขเปลี่ยนไปเยอะมากๆ ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบของสมมติฐานใหม่ แต่ในด้านหนึ่ง ก็ช่วยให้ผู้ลงทุนอุ่นใจว่า ข้อมูลนี้น่าจะใกล้เคียงกับสถานการณ์เศรษฐกิจล่าสุด แม้อาจจะยังมีการปรับอีกถ้าสถานการณ์ยังแย่ลงอีกก็ตาม
ผมยกตัวอย่างข้อมูลล่าสุดของหุ้นบางตัวเทียบกับ ต้น ต.ค.51
• TTA ที่ใครๆ ก็ได้ข่าวว่า ดัชนีค่าระวางเรือทรุดจากจุดสูงสุดที่ 10,000 กว่า ลงมาเหลือต่ำกว่า 1,000 ค่าเฉลี่ยสำนักวิจัยให้มูลค่าหุ้นลดลงจาก 46 บาท มาเหลือ 23 บาท
• PTT ปรับลดมูลค่าหุ้นทางปัจจัยพื้นฐานจาก 396 บาท เหลือ 323 บาท ซึ่งก็ยังไม่ได้ลดลงรุนแรงมาก
• SCC ปรับลดจาก 211 บาท เหลือ 145 บาท
• RATCH ลดไม่มาก จาก 48 บาท เหลือ 43 บาท คาดว่าเนื่องจากตัวธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่มีสัญญาขายในระยะยาวให้ กฟผ. ไม่ได้รับผลกระทบ แต่นักวิเคราะห์อาจปรับตัวแปรการคิดมูลค่าหุ้นที่ถูกกระทบจากความเสี่ยงของตลาดหุ้นที่สูงขึ้น
ส่วนหุ้นอื่นๆ คงต้องให้เข้าไปดูกันเองใน Settrade.com นะครับ
[Trackback URL for this entry]

บทความน่าสนใจดีคะ ขอบคุณมากค่ะ