Friday, 10 October 2008

ดูวิกฤตหุ้นในอดีต ประเมินวิกฤตหุ้นปัจจุบัน

« กลเม็ด คัดหุ้นเด็ด กับ SAA Consensus | Main | วิกฤตโลกบานปลายนักวิเคราะห์ชี้ดัชนีหุ้นปลายปี 51 อยู่ที่ 611 จุด »

วิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐและในยุโรป ยิ่งมาก็ยิ่งรุนแรง แม้ธนาคารกลางหลายๆ ประเทศก็เข้าอัดฉีดสภาพคล่องกันไม่หยุดหย่อน รัฐบาลสหรัฐเองก็ยังเข็นมาตรการกอบกู้ 7 แสนล้านดอลลาร์อย่างที่เป็นข่าวกันเกรียวกราว   แต่ก็ยังไม่สามารถพลิกสถานการณ์ให้สงบลงได้  ทุกๆ คนในโลกนี้กำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะความมั่นคงของสถาบันการเงินของสหรัฐและในยุโรป  ในขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐอาจถึงขั้นเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรง Depression  ทำให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมก็คงชะลอลดลงมามากพอสมควร
 
ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกตกกันระนาวตามหุ้นสหรัฐ  ที่หากวัดจากดัชนีดาวโจนส์อุตสาหกรรม 30 ตัว นั้นได้ทรุดลงมาแล้ว 35% คือจาก 14,198 จุด เมื่อ ต.ค.2550 ลงมาเหลือ 9,258 จุด
 
ขณะที่หุ้นไทยเองก็ไหลลงมาแล้วเฉลี่ย 46% คือ จาก 924 จุด ลงมาเหลือ 500 จุด
 
ขณะนี้ราคาหุ้นเกือบทั้งตลาดต่ำกว่ามูลค่าทางธุรกิจเป็นอย่างมาก  แต่ราคาตลาดกับมูลค่าหุ้นปกติก็อยู่กันคนละที่อยู่แล้ว  ยามที่สถานการณ์ดี ราคาตลาดก็วิ่งขึ้นจนเกินเลยมูลค่าทางธุรกิจได้มากมายและยาวนาน  ในทางตรงกันข้าม ช่วงสถานการณ์น่าวิตก ราคาก็ตกและต่ำกว่ามูลค่าทางธุรกิจได้มากมายและยาวนานด้วย
 
การลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 51 มานี่ ผู้ลงทุนจึงต้องทำใจและต้องยอมรับกติกาก่อนว่า ซื้อแล้วอาจเห็นขาดทุนก่อน  แต่ที่น่าวิตกคือ ขาดทุนที่ปรากฎขึ้นกลับรุนแรงเกินที่คาดไว้ก่อนหน้านี้
 
หลายๆ คนอยากรู้ว่า จุดต่ำสุดอยู่ที่ไหน และอีกนานไหมกว่าจะขึ้น การคาดการณ์เดิมๆ นั้น คงต้องปรับใหม่หมด เพราะวิกฤตของโลกรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างที่เห็น ขณะที่หุ้นไทยได้รับแถมปัจจัยส่วนตัว คือ การเมืองที่วิกฤตขึ้นถึงขั้นมีผู้บาดเจ็บมากมาย และมีผู้เสียชีวิตบ้างแล้ว
 
ช่วงนี้นักวิเคราะห์ทุกสำนักกำลังปัดฝุ่นตัวเลขลดลงกันอย่างอลหม่าน ผมจะส่งแบบฟอร์มสำรวจความคิดเห็นไปสอบถามในสัปดาห์หน้า อีกไม่นานคงได้ทราบคำตอบตามสมมติฐานใหม่

วันนี้ที่ยังไม่ทราบข้อมูลสมมติฐานใหม่ ผมจึงนำข้อมูลอดีตมาให้คุณๆ ผู้อ่านได้ลองเปรียบเทียบและใช้จินตนาการว่า รอบนี้น่าจะอยู่ตรงไหน

วิกฤตที่กระทบตลาดหุ้นไทย ในอดีตที่ผ่านมานั้น มีหลายครั้ง ซึ่งผมจะหยิบขึ้นมา 5 ครั้ง ที่ควรพูดถึง คือ

1. วิกฤตต้มยำกุ้ง จาก 6 ก.พ.2539 จากดัชนี 1419 (ผมไม่ได้นับจากระดับ 1,789 เมื่อปี 2537)  ทุกคนคงจำเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำจากฟองสบู่อสังหาฯ แตก ฟองสบู่หุ้นแตก NPL ท่วมเมือง กระทั่งมีการลอยค่าเงินบาทปี 2540 สถาบันการเงินมีปัญหาเกือบทุกแห่ง, GDP ไทยติดลบในช่วงปี 2541 หลายไตรมาส
ที่สุดแล้วดัชนีหุ้นไทย ต่ำสุดที่ 204 จุด เมื่อ ส.ค.2541 ลดลง 86% ใช้เวลาตก 30 เดือน

*แต่ผมมั่นใจว่าสถานการณ์ปัจจุบัน ธุรกิจไทยยังแข็งแรงมาก และไม่ได้เผชิญปัญหาโดยตรงเหมือนที่สหรัฐ, ยูโรป ดังนั้น หุ้นไทยคงไม่ไหลลึกเหมือนปี 2539-41
แต่สหรัฐคงต้องมาดูสถิตินี้ของเราไปนั่งคิดดู

2. วิกฤตปี 2533 สงครามสหรัฐถล่มอิรักครั้งแรก ช่วงนั้นหุ้นไทยตกไปทั้งสิ้น 52% จาก 1,143 ลงมาเหลือ 544 จุด โชคดีเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังแข็งแกร่งโตปีละ 11-12%

3. เหตุการณ์ Black Monday ปี 2530 หุ้นไทยไหลตามหุ้นโลกตกต่ำลงรวม 49% จาก 472 จุด เหลือ 243 จุด โชคดีที่เศรษฐกิจไทยกำลังแข็งแกร่ง 9.5% และหุ้นตกเพียง 2 เดือน

4. เหตุการณ์ รสช.ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลชาติชาย ปี 2534 หุ้นขึ้นไปก่อน  หลังจากนั้นจึงตก หุ้นตกทั้งสิ้น 32% จากจุดสูงสุด 908 เหลือ 614 จุด เศรษฐกิจไทยชะลอแต่ยังโต 8.1%

5. ช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 พล.ตรี จำลอง (เจ้าเก่า) นำทีมขับไล่รัฐบาลบิ๊กสุ ปีนั้น หุ้นตกจาก 832 จุด เหลือ 667 จุด ลดลง 20% เป็นปีที่เศรษฐกิจยังแข็งแรง โต 8.1% เช่นกัน และที่สุดเหตุการณ์สงบได้เลือกตั้งปลายปี

วิกฤตตอนนี้หุ้นไทยเผชิญปัญหาค่อนข้างหนักกว่าเหตุการณ์ที่ 4 ที่ 5 เพราะมีวิกฤตเศรษฐกิจโลก ตอนนี้หุ้นไทยกำลังทดสอบสถิติของเหตุการณ์ 2 และ 3 ถ้าจะขาดๆ เกินๆ บ้าง ผมก็ไม่คิดว่าจะเป็นขนาดเหตุการณ์ที่ 1 ไปได้

คุณๆ ผู้อ่านคิดว่าอย่างไรครับ ตอบกลับมาทางเว็บบล็อก http://api.settrade.com/blog/sombat/ นะครับ

Posted by sombat at 9:58 AM in ฟิตเนสการลงทุน

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: วัต at Fri, 10 Oct 11:41 AM

ขอบคุณมากครับ สำหรับ ข้อมูลการเปรียบเทียบของแต่ละเหตุการณ์ ผลกระทบทางเศรษฐกิจในบ้านเรายังไม่ปรากฏกมาให้เห็นชัดเจนนักในช่วงนี้ ผมไม่แน่ใจว่าในครั้งนี้จะซึมยาวไปนานแค่ไหนครับ

Comment: A at Wed, 15 Oct 11:30 AM

ดีครับ เป็นข้อมูลเปรียบเทียบที่น่าสนใจ

Comment: beach at Wed, 3 Dec 2:40 PM

ตามความคิดเห็นส่วนตัวนะค่ะ โดยภาพรวมแล้วศก.ครั้งนี้น่ากลัวกว่ากรณีแรก ตอนี่เกิดต้มยำกุ้งมันเป็นศก.ภาคเอเชีย ปทท.ยังส่งออกได้ ศก.โซนสหรัฐ ยุโรป ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ครั้งนี้เกิดจากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้การบริโภค การผลิตลดลง เกิดการลดคนงาน ศก.ชะลอตัว ตามข่าวที่เสนอต่างๆ เมื่อปท.ผู้นำเข้าลดการผลิตลง ให้เราส่งออกลดลงไปด้วย ครั้งนี้คิดว่าผลกระทบคงจะค่อยๆ กระทบ แต่คงจะมีผลนาน ขึ้นอยู่กับนโยบายการบริหาร

ไม่ทราบว่าอาจารย์มีความคิดเห็นเพิ่มเติมอย่างไรบ้างค่ะ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« October »
SunMonTueWedThuFriSat
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031