Tuesday, 17 June 2008

สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ลดเป้าดัชนีหุ้นปลายปีเหลือ 927 จุด แนะทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี

« ประกาศผลนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2550 | Main | น่าซื้อหุ้นหรือยัง »

สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ปรับเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์เฉลี่ย  ณ ปลายปี 2551 มาอยู่ที่ 927 จุด ซึ่งลดลงจากที่คาดไว้เดิมเมื่อ มค.ที่ผ่านมาซึ่งเคยคาดการณ์ไว้ที่ 958 จุด  ทั้งนี้ จากการเปิดเผยโดยนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมฯ  เกี่ยวกับผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ล่าสุด เรื่องแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้น โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้อยู่ที่ร้อยละ 5 ในขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน จะมีกำไรสุทธิต่อหุ้นเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 19.7  โดยกลุ่มที่มีผลประกอบการเติบโตสูงที่สุด คือ กลุ่มธนาคาร  นอกจากนี้ นักวิเคราะห์แนะให้รัฐบาลมีนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน และเรียกร้องให้มีความสมานฉันท์ในชาติ
 
สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ได้สำรวจความเห็นนักวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไป โดยมีประเด็นเกี่ยวกับปัจจัยที่นักวิเคราะห์มองว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุน ทั้งปัจจัยทางการเมืองและปัจจัยอื่น แนวโน้มของสถานการณ์ทางการเมือง ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจซึ่งรวมถึง แนวโน้มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ  อัตราดอกเบี้ย  ค่าเงินบาท  คาดการณ์อัตราการขยายตัวของกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมและใน 6 กลุ่มธุรกิจสำคัญ  เป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์   หุ้นที่แนะนำให้ลงทุนในช่วงนี้  คำแนะนำให้นักลงทุน  รวมถึงข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ตลาดทุน และสังคม  โดยมีสำนักวิจัยจากบริษัทหลักทรัพย์ทั้งไทยและบริษัทต่างชาติแสดงความเห็นรวม 21 แห่ง

นักวิเคราะห์ที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมดมองตรงกันว่า ปัจจัยการเมือง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยประเด็นทางการเมืองที่ส่งผลกระทบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่
-  อันดับ 1 มีผู้ตอบร้อยละ 67 คือ การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มที่คัดค้านรัฐบาล ซึ่งมีความกังวลว่าจะมีการยืดเยื้อและนำไปสู่ความรุนแรง
-  อันดับ 2 มีผู้ตอบร้อยละ 52 คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
-  อันดับ 3 มีผู้ตอบร้อยละ 24 คือ ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล

สำหรับทิศทางของสถานการณ์ทางการเมืองในระยะ 6 เดือนข้างหน้านั้น นักวิเคราะห์ร้อยละ 52 มองว่าจะแย่ลง  ในขณะที่ร้อยละ 33 คาดว่าจะดีขึ้น และอีกร้อยละ 14 เห็นว่าไม่เปลี่ยนแปลง
นอกเหนือจากปัจจัยทางการเมือง  ปัจจัยที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2551 แบ่งเป็นปัจจัยบวก และปัจจัยลบ ประกอบด้วย
ปัจจัยบวก
-  อันดับ 1 ผู้ตอบร้อยละ 52 คือ การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
-  อันดับ 2 ผู้ตอบร้อยละ 29 คือ แนวโน้มรายได้และกำลังซื้อของภาคเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น จากการที่ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับสูง
-  อันดับ 3 ผู้ตอบร้อยละ 19 มีสองปัจจัย คือ เงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าในระยะยาว  และอีกปัจจัยหนึ่งคือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนมีอัตราการขยายตัวในระดับที่ดี


ปัจจัยลบ
-  อันดับ 1 ผู้ตอบร้อยละ 71 มีสองปัจจัยซึ่งเกี่ยวเนื่องกัน คือ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากราคาน้ำมันที่สูง
-  อันดับ 2 ผู้ตอบร้อยละ 67 คือ อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น
-  อันดับ 3 ผู้ตอบร้อยละ 29 คือ เศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัวลง จากปัญหาเศรษฐกิจและการเงินทั้งของสหรัฐและหลายประเทศ

เมื่อเปรียบเทียบคาดการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET Index  ณ วันสิ้นปี 2551 โดยเทียบผลคาดการณ์ระหว่างช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุชุมนุมทางการเมือง กับในปัจจุบัน พบว่านักวิเคราะห์ปรับลดเป้าหมายดัชนีลง โดยตัวเลขเฉลี่ยของดัชนี ณ สิ้นปี 2551 ก่อนเกิดเหตุชุมนุมอยู่ที่ 985 จุด ในขณะที่ปัจจุบัน ตัวเลขเฉลี่ยลดลงไปอยู่ที่ 927 จุด  โดยมีผู้คาดการณ์ 1 รายที่คาดการณ์ไว้สูงถึง 1,200 จุด  ขณะที่สำนักที่เหลือทั้งหมดไม่มีรายใดคาดการณ์สูงกว่า 970 จุด  และนักวิเคราะห์คาดว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ณ สิ้นปี 2552 โดยเฉลี่ยจะสามารถปรับขึ้นไปที่ระดับ 1,081 จุด  โดยมี    ผู้คาดการณ์ไว้สูงสุดที่ 1,400 จุด

ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจสำหรับทั้งปี 2551  คือ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ GDP Growth  จากการสำรวจของสมาคมนักวิเคราะห์ฯ พบว่า ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยก่อนเกิดเหตุชุมนุมอยู่ที่ 5.3%  เทียบกับในปัจจุบันมีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 5%  ซึ่งยังสูงขึ้นเล็กน้อยจากระดับเฉลี่ย 4.8% ในการสำรวจครั้งที่แล้วเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา   สำหรับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หรือ EPS Growth ในปี 2551ก่อนเหตุชุมนุม นักวิเคราะห์คาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 21%  เทียบกับปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 19.7%  ซึ่งสูงขึ้นจากการสำรวจครั้งที่แล้วที่ 18.9%

ในปัจจุบันนักวิเคราะห์คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจากการประเมินครั้งก่อน โดยเมื่อ 29 มค.51  เคยคาดการณ์ดอกเบี้ย RP 1 วัน ณ สิ้นปี 2551 อยู่ที่เฉลี่ย 3.10%  แต่ปัจจุบันคาดการณ์ไว้ที่เฉลี่ย 3.56%  

นักวิเคราะห์มีการปรับประมาณการ อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์สรอ.  ณ สิ้นปี 2551 เช่นกัน โดยก่อนเหตุชุมนุม  คาดไว้เฉลี่ยอยู่ที่ 31.9 บาทต่อดอลลาร์สรอ.  ในขณะที่ปัจจุบันปรับประมาณการใหม่เป็น 32.7 บาทต่อดอลลาร์สรอ.

 

ตารางที่ 1: ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจเปรียบเทียบระหว่าง ก่อนเกิดเหตุชุมนุมทางการเมือง และปัจจุบัน
  สำรวจ ณ 29 มค.51สำรวจ ณ 12  มิย.51
      ก่อนชุมนุมปัจจุบัน
  ค่าเฉลี่ยคาดการณ์สูงสุดคาดการณ์ต่ำสุดจำนวนสำนักวิจัยที่ตอบค่าเฉลี่ยคาดการณ์สูงสุดคาดการณ์ต่ำสุดจำนวนสำนักวิจัยที่ตอบค่าเฉลี่ยคาดการณ์สูงสุดคาดการณ์ต่ำสุดจำนวนสำนักวิจัยที่ตอบ
เป้าหมาย SET Indexปี 51958120087021985120087519927120080518
 ปี 52 - - - -108314008805108114009705
GDP Growth (%)ปี 514.86.14.4215.364.51855.5419
 ปี 52 - - - -5.25.84.8105.15.64.511
EPS Growth (%)ปี 5118.9334.52121394.51819.738.94.514
 ปี 52 - - - -9.3153.9118.5153.811
ดอกเบี้ย RP 1 วันปี 513.14.22.7213.374.252.25173.564.252.518
 ปี 52 - - - -3.794.52.71144.75312
FOREX: Bht:US$ปี 5132.235312031.933.5301732.7353018
 ปี 52 - - - -32.435291132.8353112

ประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ ประเมินจากอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของกลุ่มธุรกิจสำคัญ จากผลที่ได้จากแบบสอบถาม พบว่า กลุ่มธนาคารยังคงมีอัตราการเติบโตสูงสุด โดยมีค่าเฉลี่ย EPS Growth ที่ 466.6%   อันดับสองคือ อสังหาริมทรัพย์ เติบโตเฉลี่ยที่ 28.1%   อันดับต่อมาคือ กลุ่มเดินเรือ เติบโตเฉลี่ยที่ 12.2% 

 ตารางที่ 2 - EPS Growth (%) ปี 2551 แยกตามกลุ่มธุรกิจ

กลุ่มธุรกิจ

ค่าเฉลี่ย
สำรวจครั้งนี้สำรวจครั้งก่อน (29 มค.51)
ธนาคาร466.6171.0
อสังหาริมทรัพย์28.115.1
เดินเรือ 12.23.6
พลังงาน 8.411.2
วัสดุก่อสร้าง3.6-3.5
ปิโตรเคมี-0.413.7

ข้อเสนอแนะเพื่อประเทศชาติ
นักวิเคราะห์ที่ตอบแบบสอบถามเสนอข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ตลาดทุน และ/หรือสังคมของประเทศ โดยเสนอแนะดังนี้
- นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลควรมีความชัดเจนและคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว 
- ควรร่วมมือกันประหยัดพลังงาน 
- ประชาชนควรมีความสมานฉันท์ และร่วมมือกัน ลดความขัดแย้ง เพื่อช่วยให้ประเทศฝ่าฟันปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองไปได้

หุ้นแนะนำ
นักวิเคราะห์แนะนำหุ้นน่าลงทุน ที่ตรงกันหลายสำนักวิจัย ได้แก่ BANPU, HANA, KBANK, PTTEP, SCB เป็นต้น (เรียงตามลำดับตัวอักษร) 
คำแนะนำการลงทุนโดยสรุป
สำหรับการลงทุนระยะกลางและยาว ให้ทยอยสะสมหุ้นเมื่ออ่อนตัวลง เน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี  ได้รับผลกระทบน้อยจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น  มีกระแสเงินสดดี  และมีเงินปันผลสูง
 

แหล่งข้อมูล...สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ โทร. 02-229-2329, 02-229-2355-6 อีเมล์ jirawan@saa-thai.org

 

Posted by sombat at 11:11 AM in ฟิตเนสการลงทุน

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: ณพ at Wed, 25 Jun 3:42 PM

ขอบคุณมากครับ ข้อมูลของอาจารย์สมบัติละเอียดดีมาก ทำให้ผมมองภาพโดยรวมออกได้ชัดเจนมากขึ้น จะได้ทำการปรับ port การลงทุนให้ดียิ่งขึ้น

ปล เมื่อไรอาจารย์จะมี Pocket Book ที่แนะนำเรื่องการลงทุนหรือการเงินออกมาบ้างครับ ผมคิดว่าอาจารย์เป็นคนมีความรู้และประสบการณ์แบบมืออาชีพจริงๆ ช่วยมาเปิดเผยเคล็ดลับดีๆน่ะครับ ผมจะคอยติดตามบทความต่างๆครับ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« June »
SunMonTueWedThuFriSat
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930