Monday, 29 June 2009

โอกาสกับความเสี่ยงของหุ้นที่ 590 จุด

« มหกรรมวิเคราะห์หลักทรัพย์ 26 มิถุนายน นี้ | Main

 

                ก่อนหน้านี้  หุ้นไทยวิ่งตามวิ่งโลกมายาวนานร่วม 3 เดือน จากระดับประมาณ 410 จุด ขึ้นไปไกลถึง 630 จุด เมื่อช่วงต้น มิ.ย.52

                ประเด็นหลักๆ ของแรงผลักขึ้น  คุณๆ ผู้อ่านคงติดตามและทราบกันอยู่แล้วว่า  เกิดจากความมั่นใจว่า วิกฤตเศรษฐกิจโลกใกล้ถึงจุดต่ำสุดในประมาณไตรมาส 2-3 ปีนี้  แล้วจะฟื้นตัวขึ้นได้ ตอนปลายปี  ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความแข็งขันของรัฐบาลและแบงค์ชาติของทุกประเทศ  รวมทั้งทุกองค์กรเศรษฐกิจที่ประกาศมาตรการการเงินและการคลัง แบบไม่ยั้งมือ และเมื่อตัวเลขเศรษฐกิจบางชิ้นบางอันเริ่มมีท่าทีดีขึ้นบ้าง  ยิ่งโดยเฉพาะในบางประเทศ เช่นจีนที่ยังมี GDP เป็นบวก บางวันผมจำได้ว่ามีตัวเลข เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของจีนดีขึ้นในรอบ 9 เดือน หุ้นก็ขยับขึ้นเป็นแถวทั้งเอเซีย พ่วงต่อไปถึงตลาดฝั่งสหรัฐด้วย  รวมทั้งได้หิ้วเอาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลาย ทั้งน้ำมัน ปิโตรเคมี ค่าระวางเรือขึ้นไป เพราะเห็นว่า เริ่มมีความต้องการใหม่ๆ ฟื้นตัวขึ้น  พวกหุ้นที่เกี่ยวข้องจึงขึ้นกันพรวดพราดจนเกินคาดถึง 630 จุด ดังกล่าว

                ถ้าจำโพลล์ที่สมาคมนักวิเคราะห์ฯ แถลงครั้งล่าสุด เมื่อ 12 พ.ค.ได้ หลังจาก ตัวแปรทางธุรกิจพลิกกลับดังกล่าว รวมกับเม็ดเงินไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้น  เป้าหมายดัชนีหุ้นที่สมาชิกสำนักวิจัยประเมินเข้ามา  เฉลี่ยได้ตัวเลขสิ้นปีนี้จะปิดที่ 535 จุด และดัชนีช่วงสูงสุดจะไปแถวๆ 582 จุด แต่ช่วงต้น มิ.ย. เมื่อหุ้นไทยไต่ขึ้นไปจน 630 จุด ดูแล้วเกินเลยจุดยืนของบรรดานักวิเคราะห์ที่ประเมินอยู่ และหุ้นส่วนใหญ่เริ่มมีราคาวิ่งเกินมูลค่าปัจจัยพื้นฐานที่ประเมินล่าสุด  เช่น ใน SET50 ช่วงนั้นมีอยู่สัก 30 ตัวที่ราคาแพงกว่ามูลค่า อีก 10 ตัว กำลังบวกลบคาบเส้น เหลือแค่ 10 ตัวที่ต่ำกว่ามูลค่า

                จริงอยู่ที่สำนักวิจัยต่างๆ จะทยอยกันปรับมูลค่าหุ้นบางตัวขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวพันกับสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งพลังงาน ปิโตรเคมี เดินเรือ แม้กระทั่ง บ.ปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งมีปิโตรเคมีมากกว่าปูน  ส่วนหุ้นหมวดอื่นๆ  ก็ทยอยปรับบ้างแต่ก็ไม่รุนแรงเท่ากลุ่มโภคภัณฑ์ แต่เบ็ดเสร็จแล้วก็ยังน่าจะทำให้ดัชนีที่ 630 จุด ณ มิ.ย.52 เกินมูลค่าไปแล้ว

                เมื่อหุ้นไทยได้ปรับตัวลงบ้าง  ล่าสุดหลังจากเขย่าขึ้นลงอยู่ 2 รอบ จนมาปิดที่ 590 จุด เราลองมาประเมินโอกาสกับความเสี่ยงของหุ้น ณ จุดนี้ว่า น่าจะลงทุนมากหรือลงทุนน้อยๆ

ขอเริ่มจากด้านโอกาสหรือด้านบวกก่อน

·     ตลาดหุ้นเดินทางผ่านมรสุมมาจนใกล้ถึงจุดต่ำสุดทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันส่วนใหญ่คาดกันว่าจะเห็น GDP ของสหรัฐอเมริกา (ที่เป็นหัวขบวนของตลาดหุ้นโลก) ขึ้นมาเป็นบวกในไตรมาส 3 ส่วน GDP ของไทยก็คาดกันว่าจะเป็นบวกในงวดไตรมาส 4
·     ในเดือน ก.ค.สมาคมนักวิเคราะห์ฯ จะสำรวจความเห็นสมาชิกใหม่ แม้ยังไม่ทราบตัวเลข แต่คาดคะเนทิศทาง (Outlook) ว่าน่าจะเป็นการปรับตัวเลขดีขึ้นจากเดิม  แต่ก็ต้องไปดูตัวเลขจริงวันนั้นว่า  เพิ่มไปมากเพียงใด
·     ปัจจุบันคาดการณ์เงินปันผลรับของตลาดหุ้นไทย งวด 1 ปี ในอนาคต อยู่ที่ประมาณ 4.0% ตัวเลขจะต่ำกว่างวดปี 51 บ้าง) ยังสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะปานกลางที่ผมดูคือ 5 ปี บ้างสัก 0.8% ถ้ายังสูงกว่าก็ยังเป็นปัจจัยบวก

 แล้วด้านความเสี่ยงหรือปัจจัยลบล่ะ

·     รัฐบาลไทยกำลังระดมออกพันธบัตร ที่ให้อัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง เม็ดเงินที่คอยพยุงหุ้นอาจจะเริ่มจางๆ ลง เพราะมีตัวเทียบผลตอบแทนที่ดูน่าสนใจ
·     ตัวเลขเศรษฐกิจจริงของโลกและของไทย ยังไม่ได้ฟื้นขึ้นมาจริงๆ มีเพียงการวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะฟื้นไตรมาส 3-4 ตัวเลขบางอย่างที่มีผลกระทบต่อการบริโภคและสถาบันการเงิน เช่น ตัวเลขการว่างงานที่ยังสูงขึ้นเรื่อยๆ ทางสหรัฐใกล้ถึง 10% เป็นตัวเลขที่ไม่ล้อเล่น
·     สถาบันของไทยมีท่าทีขายออกต่อเนื่อง  ส่วนหนึ่งเพราะหุ้นขึ้นมาร่วม 50% ใน 3 เดือน ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลกระทบจากข่าว กบข. ที่จุดเริ่มเรื่องมาจากผลขาดทุนหุ้นในปี 51 จะมากจะน้อยผมว่า สถาบันทั้งหลายแหล่ที่เหลือจะลดความกล้าในการลงทุนหุ้น เพราะเกรงว่าขาดทุนแล้วอาจมีปัญหายิ่งถ้ามีทางเลือกเพิ่ม ดอกเบี้ยพันธบัตรและหุ้นกู้เอกชนที่ขยับสูงขึ้นมาแล้วประมาณ 0.8% ในช่วง 3 เดือนมานี้ เงินลงทุนส่วนหนึ่งอาจเหจากหุ้นไปตราสารหนี้
·     การเมืองไทยที่สงบมาหลายเดือน ล่าสุดผมต้องคอยจับตาข่าว กกต.พิจารณาว่า สส. ที่ถือหุ้นบริษัทที่ได้สัมปทานผูกขาดจากภาครัฐจะหลุดจากตำแหน่งหรือไม่  นอกนั้นต้องดูม๊อบเสื้อแดงที่จะชุมนุม 27 มิ.ย.นี้
·     P/E ที่ใช้กำไรของปี 52 เริ่มจะไม่ถูก      ฐานกำไรของปี 52 แม้จะดีกว่าปี 51 มากไปอยู่ที่ประมาณ 380,000 ล้านบาท เทียบกับมูลค่าตลาดหุ้นที่ 4.7 ล้านล้านบาท คิดเป็น P/E ประมาณ 12.4 เท่า จะถูกหรือแพงต้องเทียบกับระดับความเสี่ยงของเศรษฐกิจ ผมคิดว่าเริ่มจะตึงๆ แม้จะไม่ถึงกับแพงก็ตาม 

                ประเมินแล้วปัจจัยเสี่ยงเริ่มมากขึ้น ช่วง 1-2 เดือนนี้ ผมว่า ดัชนีหุ้นที่จะผันผวนต่อ อาจมีด้านโอกาสน้อยกว่าด้านความเสี่ยง ณ จุด 590 จุด ด้านโอกาสน่าจะไม่เกิน 8% แต่ด้านความเสี่ยงหากเหวี่ยงลง อาจจะลง 10-15%

                มิตรรักนักลงทุนโปรดทราบ งานใหญ่สุดของการสัมมนาเศรษฐกิจและการลงทุนกำลังจะจัดขึ้นอีกครั้งในวันนี้ (ศุกร์ที่ 26 มิ.ย.52) ที่ชั้น 3 อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ติดกับศูนย์ประชุมสิริกิติ์ เป็นการเข้าฟังสัมมนาฟรี พร้อมรับแจกบทวิจัยรวมฮิตจากสมาคมนักวิเคราะห์ฯ ฟรีเช่นกัน วิทยากรดังที่สุดร่วม 20 คน ผมเองบรรยายตอนบ่ายโมงแล้วเจอกันวันนี้ครับ

Posted by sombat at 10:12 AM in ฟิตเนสการลงทุน

 

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« June »
SunMonTueWedThuFriSat
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930