Wednesday, 13 May 2009

ผลสำรวจนักวิเคราะห์คาดดัชนีหุ้นสูงสุดปีนี้ถึง 582 จุด

« ถึงเป้าและปรับเป้าหุ้น | Main | มหกรรมวิเคราะห์หลักทรัพย์มาแล้ว »

                         สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ โดยนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุดว่า   ครึ่งหนึ่งของนักวิเคราะห์คาดเศรษฐกิจโลกจะถึงจุดต่ำสุดภายในครึ่งแรกปี 2552  แต่อีก 1 ใน 3 คาดต้องรอถึงครึ่งปีหลัง  โดยปรับเพิ่มคาดการณ์ดัชนีหุ้นปลายปีเป็นเฉลี่ย 535 จุด  จากคาดการณ์เดือนมีนาคม 495 จุด  เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกและของไทยที่สร้างความมั่นใจ และคาดดัชนีสูงสุดของปี 2552 ที่ 582 จุด และต่ำสุดที่ 391 จุด  อย่างไรก็ตาม ปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 52 เป็นติดลบ 3.6%   จากผลสำรวจเดิมติดลบ 1.8%   และประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนไว้ที่ 5.0%   พร้อมเสนอแนะภาครัฐจับตาสี่ประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาการเมือง ปัญหาการว่างงาน ปัญหาส่งออกหดตัว หนี้เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น และเร่งเบิกจ่ายงบรัฐ   นอกจากนี้ แนะรัฐบาลเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงเร่งโครงการลงทุนภาครัฐ  ทั้งนี้ เชื่อเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบน้อยจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่

                มีสำนักวิจัยจากบริษัทหลักทรัพย์แสดงความเห็นรวม 23 แห่ง

                สถานการณ์เศรษฐกิจโลก: จุดต่ำสุดและช่วงเวลาที่จะฟื้นตัว

  จุดต่ำสุด นักวิเคราะห์ร้อยละ 48 คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะถึงจุดต่ำสุดภายในครึ่งแรกของปี 2552  ในขณะที่อีกร้อยละ 35  มองว่าครึ่งหลังของปี 2552 จึงจะถึงจุดต่ำสุด โดยมีร้อยละ 4 คาดว่าจะต่ำสุดในระหว่างไตรมาสสองและไตรมาสสาม และอีกร้อยละ 13 คาดว่าจะต่ำสุดในปี 2553

  ช่วงเวลาที่จะฟื้นตัว นักวิเคราะห์ร้อยละ 30 คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวได้ในครึ่งหลังของปี 2552   นักวิเคราะห์ร้อยละ 9 เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นในระหว่างไตรมาสสี่ปี 2552 และไตรมาสแรกปี 2553 ในขณะที่มีนักวิเคราะห์ร้อยละ 26 ที่มองว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในครึ่งแรกของปี 2553  โดยมีนักวิเคราะห์ร้อยละ 4 คาดว่าฟื้นกลางปี 2553  ร้อยละ 13 คาดฟื้นตัวในปี 2553 โดยไม่ระบุช่วงเดือน และอีกร้อยละ 4 มองว่าฟื้นตัวในปี 2554  ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ที่เหลือไม่คาดการณ์ช่วงเวลาฟื้นตัว

สมมติฐานหลักที่นักวิเคราะห์ใช้ประกอบการทำบทวิเคราะห์ในปี 2552

  ปัจจัยบวก

 1)     สถานการณ์เศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงภาวะตลาดหุ้น และปัญหาระบบสถาบันการเงินของสหรัฐ และยุโรป  มีผู้ตอบร้อยละ 74
2)       แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย มีผู้ตอบร้อยละ 70  
3)       อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ  มีผู้ตอบร้อยละ 61
4)       ผู้ตอบเท่ากันสองปัจจัยที่ร้อยละ 30  คือ กระแสเงินทุนไหลเข้าไทย และราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ  
5)       ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนดีกว่าที่คาด  มีผู้ตอบร้อยละ 26  

   ปัจจัยลบ
1)       ปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศ รวมถึงเสถียรภาพรัฐบาลและปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่าง ๆ  มีผู้ตอบร้อยละ 78 
2)     สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา ที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดและอาจไม่ยั่งยืน  รวมถึงปัญหาสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรป   มีผู้ตอบร้อยละ 57
3)     ปัจจัยทางเศรษฐกิจภายในประเทศ  มีผู้ตอบร้อยละ 26   ประกอบด้วยเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า  อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่หดตัวลง ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในบางกลุ่มน้อยกว่าที่คาดการณ์
4)       อัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น  มีผู้ตอบร้อยละ 22
 5)       การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 ที่อาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ  มีผู้ตอบร้อยละ 17  

 ระดับของผลกระทบจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 ต่อภาวะเศรษฐกิจไทย
·        ผลกระทบน้อย   นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 74  เห็นว่า โรคดังกล่าวมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยน้อย เนื่องจากการแพร่กระจายของโรคยังไม่กว้างมากเมื่อเทียบกับโรคซาร์ส หรือไข้หวัดนกในอดีต  อัตราการเสียชีวิตอยู่ในระดับต่ำ  อีกทั้งศูนย์กลางของโรคอยู่ห่างไกลจากไทยมาก และยังไม่มีการระบาดในไทย 
·        ผลกระทบปานกลาง   มีนักวิเคราะห์ตอบร้อยละ 13  โดยเห็นว่าเป็นเชื้อโรคที่ติดต่อง่าย และอาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทย
·        ผลกระทบมาก  มีนักวิเคราะห์ตอบร้อยละ 9  เนื่องจากเป็นเชื้อโรคใหม่ ยังไม่สามารถกำหนดระดับความรุนแรงได้ ไทยอาจได้รับผลกระทบจากการขาดความเชื่อมั่นของผู้บริโภค 

ปัญหาที่ภาครัฐต้องจับตาและเตรียมการรองรับมากที่สุด
1)       ปัญหาทางการเมือง รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของข้าราชการ  มีผู้ตอบร้อยละ 61
2)       ปัญหาการว่างงาน   มีผู้ตอบร้อยละ 52
3)       มีผู้ตอบเท่ากัน 3 เรื่อง ที่ร้อยละ 9  คือ ปัญหาการส่งออกที่ชะลอตัวลง  หนี้เสียของธนาคาร NPL) ที่อาจพุ่งสูงขึ้น และ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ   

 นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่นักวิเคราะห์เห็นด้วยมากที่สุด
1)       โครงการลงทุนภาครัฐ ในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน การก่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ  และโครงการชลประทาน  มีผู้ตอบร้อยละ 87
2)       นโยบายด้านการศึกษา โดยมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี  มีผู้ตอบร้อยละ 39
3)       นโยบายกระตุ้นการบริโภคของประชาชน  เช่น  เบี้ยยังชีพคนชรา  เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท เป็นต้น  มีผู้ตอบร้อยละ 22 

นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่นักวิเคราะห์ไม่เห็นด้วย
นักวิเคราะห์มีความเห็นที่หลากหลายในข้อนี้ โดยร้อยละ 39 ไม่เห็นด้วยกับนโยบายแจกเงินสองพันบาทต่อคน ให้กับผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000.-บาท  นักวิเคราะห์ร้อยละ 17  แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายช่วยค่าครองชีพ โดยการขยายเวลา 5 มาตรการออกไป (เช่น น้ำ ไฟ ฟรี) และนักวิเคราะห์ร้อยละ 13 ไม่เห็นด้วยกับการพยุงราคาสินค้าเกษตร รวมถึงการประกันราคาข้าว  และนักวิเคราะห์ที่เหลือไม่เห็นด้วยกับนโยบายอื่น ๆ    

ระดับความเชื่อมั่นของนักวิเคราะห์ต่อความมั่นคงทางการเมือง
·        มั่นใจปานกลาง   มีนักวิเคราะห์ตอบร้อยละ 39  โดยเห็นว่าสถานการณ์ตึงเครียดได้ผ่อนคลายลงในระดับหนึ่ง  แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอยู่
·        มั่นใจน้อย   มีนักวิเคราะห์ตอบร้อยละ 52  เนื่องจากเห็นว่ายังมีความขัดแย้งและแตกแยกอยู่  รวมถึงการชุมนุมต่าง ๆ  และแรงกดดันจากนอกรัฐสภา  ในขณะที่ยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว
·        ไม่มั่นใจ  มีผู้ตอบร้อยละ 9  โดยเห็นว่ายังมีความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีการเจรจาประสานข้อเรียกร้องของกลุ่มต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม 

ข้อแนะนำสำหรับรัฐบาลที่เป็นประโยชน์ต่อภาวะเศรษฐกิจ สังคม และตลาดทุนไทย
·        เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค  ให้สิทธิพิเศษทางภาษีและโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนแก่ผู้ประกอบการ จัดการกับปัญหาการว่างงาน  มีผู้ตอบร้อยละ 30
·        แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในประเทศ สร้างเสถียรภาพทางการเมือง และสร้างความสมานฉันท์  มีผู้ตอบร้อยละ 26
·        เร่งโครงการลงทุนภาครัฐ และการเบิกจ่ายงบประมาณ  มีผู้ตอบร้อยละ 17 

ตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ สำหรับปี 2552
  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET Index     
-  ณ สิ้นปี 2552
  ปรับเพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยตัวเลข สิ้นปี 2552 คาดการณ์ล่าสุดอยู่ที่เฉลี่ย 535 จุด จากเดิมคาดไว้ 495 จุด  โดยตัวเลขสิ้นปีสูงสุดที่มีผู้ตอบยังคงเท่าเดิมที่ 610 จุด และมีผู้ตอบตัวเลขสิ้นปีไว้ต่ำสุดที่ 440 จุด    
- จุดสูงสุด ของ SET Index ในปี 2552 นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่เฉลี่ย 582 จุด
-  ไตรมาสที่แตะจุดสูงสุด ของปี 2552  นักวิเคราะห์ร้อยละ 53 คาดว่าจะเป็นไตรมาสที่สี่  นักวิเคราะห์ร้อยละ 33 คาดว่าจะอยู่ในไตรมาสที่สอง  และมีนักวิเคราะห์ร้อยละ 7 ที่คาดว่าจุดสูงสุดจะอยู่ในไตรมาสที่สาม   
- จุดต่ำสุด ของ
SET Index ในปี 2552 นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่เฉลี่ย 391 จุด
-  ไตรมาสที่แตะจุดต่ำสุด ของปี 2552  นักวิเคราะห์ร้อยละ 53 คาดว่าจุดต่ำสุดเกิดไปแล้วในไตรมาสแรก  นักวิเคราะห์ร้อยละ 27 คาดว่าจะอยู่ในไตรมาสสาม  มีนักวิเคราะห์ร้อยละ 20 ที่คาดว่าจุดต่ำสุดจะอยู่ในไตรมาสที่สอง

   อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ GDP Growth ทั้งปี 2552 
-  อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ  นักวิเคราะห์คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวมากขึ้น โดยมีตัวเลขคาดการณ์อัตราการขยายตัวเฉลี่ยที่ ลบ 3.6% จากประเมินครั้งที่แล้วที่คาดว่าจะติดลบ 1.8% โดยมีนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ไว้สูงสุดสำหรับ GDP ปี 52 ที่ ลบ 1.5% ส่วนผู้ที่คาดการณ์ GDP ปี 52 ไว้ต่ำสุดที่ ลบ 5.7%
- จำนวนไตรมาสของปี 52 ที่คาดว่าจะติดลบ   นักวิเคราะห์ร้อยละ 45 คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจรายไตรมาสของปี 52 จะติดลบ 3 ไตรมาส  นักวิเคราะห์ร้อยละ 25 มองว่าจะติดลบ 4 ไตรมาส ร้อยละ 20 มองว่าจะติดลบ 2 ไตรมาส และอีกร้อยละ 5 เชื่อว่าจะติดลบ 1 ไตรมาส
- ไตรมาสที่คาดว่าจะติดลบมากที่สุด  มีนักวิเคราะห์คาดว่าอัตราการเติบโตจะหดตัวมากที่สุดในไตรมาสแรก ปี 52 ร้อยละ 60 โดยประเมินว่าจะอยู่ที่เฉลี่ย ลบ 6.0% และนักวิเคราะห์ร้อยละ 40 เชื่อว่าจะหดตัวมากสุดในไตรมาสที่สอง ที่เฉลี่ย ลบ 6.3%

  ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หรือ EPS Growth  ทั้งปี 2552 
-  คาดการณ์มีการเติบโตขึ้น เฉลี่ยที่ 5.0%  เท่ากับครั้งที่แล้ว

  อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์สรอ.  ณ สิ้นปี 2552 
-  ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยที่ 33.8 บาทต่อดอลลาร์สรอ.

  อัตราดอกเบี้ย RP 1 วัน ณ สิ้นปี 2552
-    อัตราดอกเบี้ย RP 1 วัน  นักวิเคราะห์ประเมินอัตราดอกเบี้ย RP 1 วันเฉลี่ยอยู่ที่ 0.92%
-   ช่วงเวลาที่คาดว่าจะแตะจุดต่ำสุด   นักวิเคราะห์ร้อยละ 48 มองว่าอัตราดอกเบี้ยจะแตะจุดต่ำสุดในไตรมาสที่สอง  ในขณะที่นักวิเคราะห์ร้อยละ 38 มองว่าจะต่ำสุดไตรมาสสาม  ร้อยละ 10 คาดว่าถึงจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาสแรก และอีกร้อยละ 5 เชื่อว่าจะต่ำสุดไตรมาสที่สี่

  ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ Consumer Price Index  CPI) เฉลี่ยทั้งปี 2552 
-  โดยเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ ลบ 0.5%  มีผู้คาดการณ์สูงสุดที่ 1.5% และมีผู้คาดการณ์ต่ำสุดที่ ลบ 3.9% 

ตารางที่ 1  -  ตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ ปี 2552

  ค่าเฉลี่ยตัวเลขของผู้คาดการณ์สูงสุดตัวเลขของผู้คาดการณ์ต่ำสุดจำนวนสำนักวิจัยที่ตอบ
  สำรวจ ณ 16 มีค.52สำรวจ ณ 12 พค.52 สำรวจ ณ 16 มีค.52สำรวจ ณ 12 พค.52สำรวจ ณ 16 มีค.52สำรวจ ณ 12 พค.52สำรวจ ณ 16 มีค.52สำรวจ ณ 12 พค.52
SET Index        
 - ณ สิ้นปี 524955356106103504402017
 - จุดสูงสุดของปี 525275826106204685502011
 - จุดต่ำสุดของปี 523483914004112413002115
GDP Growth ปี 52 -1.8-3.60.5-1.5-3.95-5.71820
EPS Growth ปี 525.05.025.025.0-12.5-12.51918
FOREX Bht:US$ สิ้นปี 5236.333.838.037.034.534.01819
ดอกเบี้ย RP 1 วัน สิ้นปี 520.910.921.251.250.500.501922
CPI เฉลี่ยทั้งปี 52-0.2-0.51.81.5-1.5-3.91618

 

  อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น EPS Growth) ของกลุ่มธุรกิจสำคัญ ในปี 2552 
- ปี 2552  ในการสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุดนี้  กลุ่มธุรกิจ 3 กลุ่มได้รับการปรับตัวเลขค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งที่แล้ว  ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นสูงที่สุดด้วย คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 26.3  กลุ่มพลังงาน เติบโตเป็นอันดับสองที่เฉลี่ยร้อยละ
25.8  และกลุ่มสื่อสาร ถูกคาด ลบ 4.8%   กลุ่มอาหาร ยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกที่ร้อยละ 3.5  ในขณะที่
กลุ่มธนาคาร มีกำไรต่อหุ้นหดตัวที่ติดลบร้อยละ 6.2      กลุ่มที่กำไรต่อหุ้นหดตัวมากที่สุด คือ กลุ่มเดินเรือ โดยมีอัตราเฉลี่ยติดลบที่ร้อยละ
52.8 
 

  อัตราการเติบโตของเงินปันผลต่อหุ้น DPS Growth ) ของกลุ่มธุรกิจสำคัญ ในปี 2552  
- ปี
2552  จากผลการสำรวจ นักวิเคราะห์มองว่า  อัตราเงินปันผลต่อหุ้นของทุกกลุ่มธุรกิจน่าจะหดตัวลง  โดยกลุ่มที่ตัวเลขค่าเฉลี่ยติดลบน้อยที่สุด คือ กลุ่มธนาคาร โดยมีค่าเฉลี่ย DPS Growth ของปี 2552 ติดลบร้อยละ 1.1   สำหรับกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ นักวิเคราะห์มองว่า  กลุ่มสื่อสาร ติดลบร้อยละ 4.8    กลุ่มอาหาร ติดลบร้อยละ 6.8   กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ติดลบร้อยละ 13.7 และกลุ่มพลังงาน ติดลบร้อยละ 15.0 สำหรับกลุ่มที่มีค่าเฉลี่ย DPS Growth หดตัวลงมากที่สุดคือ  กลุ่มปิโตรเคมี ติดลบร้อยละ 41.7  รองมาคือ กลุ่มเดินเรือ  โดยติดลบร้อยละ 40.8  สำหรับกลุ่มโรงแรม มีผู้ตอบจำนวนน้อย จึงไม่สามารถสรุปผลได้   

ตารางที่ 2 - EPS Growth (%) และ Dividend Per Share ( DPS ) Growth (%) ปี 2552 แยกตามกลุ่มธุรกิจ

กลุ่มธุรกิจ

EPS Growth (%)  ค่าเฉลี่ย) DPS Growth (%)  ค่าเฉลี่ย)
สำรวจครั้งก่อน 16 มีค. 52)สำรวจครั้งนี้ 12 พค. 52 )สำรวจครั้งก่อน 16 มีค. 52)สำรวจครั้งนี้ 12 พค. 52 )
วัสดุก่อสร้าง24.726.3-15.7-18.9
พลังงาน 23.125.8-9.9-15.0
อาหาร5.13.5-4.7-1.1
โรงแรม11.9-3.2-3.3-6.8
สื่อสาร-5.3-4.8-5n.a.
ธนาคาร2.6-6.23.3-4.8
อสังหาริมทรัพย์-6.5-6.6-9.3-13.7
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์-10.8-21.0-4-11.1
ปิโตรเคมี-34.2-37.6-37.4-41.7
เดินเรือ -51.4-52.8-49.4-40.8

คำแนะนำแก่นักลงทุน    เลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ ได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยพิจารณาจังหวะราคาในการเข้าซื้อหุ้นให้เหมาะสม  

หุ้นแนะนำหุ้นเด่นที่นักวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนตรงกันหลายสำนักวิจัย ได้แก่ ADVANC, BANPU, BEC, KBANK, PTT, SCB เป็นต้น เรียงตามลำดับตัวอักษร)      

แหล่งข้อมูล...สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ โทร. 02-229-2329, 02-229-2355-6 อีเมล์ jirawan@saa-thai.org
Posted by sombat at 9:08 AM in ฟิตเนสการลงทุน

 

Comment: pk at Wed, 13 May 10:09 PM

เอาโน่นนี่มาปะผสมกัน
ดูแล้วไม่น่าสนใจ

Comment: Niiim at Wed, 13 May 11:35 PM

ขอบคุณคับ

Comment: ดี at Thu, 14 May 9:43 AM

วันนี้หุ้นต่างประเทศล่วงดิ่งเลยล่ะ จะเป็นไปตามวิเคราะห์ป่าว

Comment: สมหวัง เต็มพรสิน at Thu, 14 May 7:49 PM

ขอบคุณครับ ผมจะได้ลงทุนอย่างสบายใจ

Comment: สมบัติ นราวุฒิชัย at Fri, 15 May 3:46 PM

คุณสมหวังสบายดีหรือครับ ด้วยความระลึกนะครับ

คุณNiiim ขอบคุณนะครับเห็นแวะมาหลายครั้ง แมนยูฟื้นแล้วนะครับ

คุณดีครับ ไม่ทันได้ตอบ หุ้นร่วงไปเมื่อวานแล้ว อยากให้นักลงทุนสังเกตตัวเลขที่สมาคมแถลงตามข้อมูลที่นักวิเคราะห์ส่งมา คาดการณ์สูงสุดของปีที่ 582และสิ้นปีที่535 แต่แค่ พค.หุ้นขึ้นแตะระดับ552 แสดงว่าขึ้นเกินไปนะครับ
อย่างไรก็ตามโปรดติดตามข่าวสารเศรษฐกิจประกอบด้วยครับ เมื่อตัวแปรเปลี่ยน นักวิเคราะห์ก็จะเปลี่ยนคาดการณ์ได้ครับ ซึ่งสมาคมคงไม่ได้ทำการสำรวจถี่ๆเกินกว่า 2-3เดือนต่อครั้งนะครับ

Comment: Niiim at Fri, 22 May 8:40 PM

MAN U Come back 555+

27 พค นี้ ลุ้นถ้วยใหญ่กันต่อครับ

นอกเรื่อง(ลงทุน)หน่อย อิอิ

Comment: paweena at Tue, 26 May 11:55 AM

สวัสดี...อ.สมบัติ ที่เคารพ ค่ะ
หนูเคยได้เรียนวิชาการลงทุนกับทางอ.ที่ม.เกษตร ชอบมากๆเลยค่ะ ทำให้หนูได้รับความรู้เชิงเทคนิคมากขึ้นเยอะเลยค่ะ และวันนี้ก็ได้เริ่มลงทุนเต็มตัวแล้วค่ะ
หนูมีคำถามบางประการเกี่ยวกับจังหวะการเข้าซื้อหุ้น PTTAR จะรบกวนขอความเห็นจาก อ.สมบัติ
ถึงช่วงเวลา+ราคาในการเข้าซื้อ ลงทุนที่เหมาะสมด้วยนะค่ะ

ด้วยความเคารพและขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ.....

ปวีณา Mecon 12

Comment: สมบัติ นราวุฒิชัย at Wed, 27 May 5:24 PM

ขอบคุณครับคุณปวีณาที่แวะมาทักทายกัน PTTAR เป็นหุ้นที่มีธุรกิจดีน่าสนใจในระยะยาว แต่โดยธรรมชาติธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี มันผันผวนสุดๆอยู่แล้ว สำหรับช่วงนี้ที่ราคา19.50ผมอ้างอิงข้อมูลที่นักวิเคราะห์ส่งมาลงในSAA Consensusของสมาคม มีทั้งซื้อ ถือ ขาย ต่างๆกัน ส่วนคาดการณ์กำไรสุทธิก็ต่างกัน 2-3 เท่าตัว สท้อนให้เห็นถึงความยากของการคาดการณ์
ส่วนมูลค่าที่เหมาะสม หลายวันก่อนทยอยปรับมูลค่าขึ้นกันเป็นแถว แนะนำให้ดูตัวเลขของกลุ่มที่เพิ่งปรับมาใหม่ๆ เฉลี่ยแล้วให้มูลค่าประมาณ20บาท (สูงกว่าในตาราง CONSENSUSที่รวมพวกที่ส่งมานานแล้ว)

น่าจะใช้วิธีทยอยลงทุนเมื่อราคาอ่อนลงมาก่อนจะชัวร์กว่า
สำหรับจังหวะลงทุน เห็นบอกเคยเรียนกับผมมาแล้ว น่าจะพอจำหลักวิทยายุทธได้ ลองดูกราฟราคาเองนะครับ ผมชี้ช่องให้ว่าจับตาเส้นค่าเฉลี่ย10วันประกอบ ปกติจะเป็นแนวรับระยะสั้นที่ใช้ได้ แต่ถ้ามุดลงต่ำกว่าเส้นนี้ ก็จะแสดงว่าถึงเวลาปรับตัวลงไปสู่แนวรับถัดไปทันที อาจได้ราคาถูกลงหลายบาทครับ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« May »
SunMonTueWedThuFriSat
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31