Wednesday, 13 May 2009
ผลสำรวจนักวิเคราะห์คาดดัชนีหุ้นสูงสุดปีนี้ถึง 582 จุด
« ถึงเป้าและปรับเป้าหุ้น | Main | มหกรรมวิเคราะห์หลักทรัพย์มาแล้ว »สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ โดยนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุดว่า ครึ่งหนึ่งของนักวิเคราะห์คาดเศรษฐกิจโลกจะถึงจุดต่ำสุดภายในครึ่งแรกปี 2552 แต่อีก 1 ใน 3 คาดต้องรอถึงครึ่งปีหลัง โดยปรับเพิ่มคาดการณ์ดัชนีหุ้นปลายปีเป็นเฉลี่ย 535 จุด จากคาดการณ์เดือนมีนาคม 495 จุด เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกและของไทยที่สร้างความมั่นใจ และคาดดัชนีสูงสุดของปี 2552 ที่ 582 จุด และต่ำสุดที่ 391 จุด อย่างไรก็ตาม ปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 52 เป็นติดลบ 3.6% จากผลสำรวจเดิมติดลบ 1.8% และประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนไว้ที่ 5.0% พร้อมเสนอแนะภาครัฐจับตาสี่ประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาการเมือง ปัญหาการว่างงาน ปัญหาส่งออกหดตัว หนี้เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น และเร่งเบิกจ่ายงบรัฐ นอกจากนี้ แนะรัฐบาลเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงเร่งโครงการลงทุนภาครัฐ ทั้งนี้ เชื่อเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบน้อยจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
มีสำนักวิจัยจากบริษัทหลักทรัพย์แสดงความเห็นรวม 23 แห่ง
สถานการณ์เศรษฐกิจโลก: จุดต่ำสุดและช่วงเวลาที่จะฟื้นตัว
• จุดต่ำสุด นักวิเคราะห์ร้อยละ 48 คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะถึงจุดต่ำสุดภายในครึ่งแรกของปี 2552 ในขณะที่อีกร้อยละ 35 มองว่าครึ่งหลังของปี 2552 จึงจะถึงจุดต่ำสุด โดยมีร้อยละ 4 คาดว่าจะต่ำสุดในระหว่างไตรมาสสองและไตรมาสสาม และอีกร้อยละ 13 คาดว่าจะต่ำสุดในปี 2553
• ช่วงเวลาที่จะฟื้นตัว นักวิเคราะห์ร้อยละ 30 คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวได้ในครึ่งหลังของปี 2552 นักวิเคราะห์ร้อยละ 9 เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นในระหว่างไตรมาสสี่ปี 2552 และไตรมาสแรกปี 2553 ในขณะที่มีนักวิเคราะห์ร้อยละ 26 ที่มองว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในครึ่งแรกของปี 2553 โดยมีนักวิเคราะห์ร้อยละ 4 คาดว่าฟื้นกลางปี 2553 ร้อยละ 13 คาดฟื้นตัวในปี 2553 โดยไม่ระบุช่วงเดือน และอีกร้อยละ 4 มองว่าฟื้นตัวในปี 2554 ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ที่เหลือไม่คาดการณ์ช่วงเวลาฟื้นตัว
สมมติฐานหลักที่นักวิเคราะห์ใช้ประกอบการทำบทวิเคราะห์ในปี 2552
• ปัจจัยบวก
1) สถานการณ์เศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงภาวะตลาดหุ้น และปัญหาระบบสถาบันการเงินของสหรัฐ และยุโรป มีผู้ตอบร้อยละ 74
2) แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย มีผู้ตอบร้อยละ 70
3) อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ มีผู้ตอบร้อยละ 61
4) ผู้ตอบเท่ากันสองปัจจัยที่ร้อยละ 30 คือ กระแสเงินทุนไหลเข้าไทย และราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ
5) ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนดีกว่าที่คาด มีผู้ตอบร้อยละ 26
• ปัจจัยลบ
1) ปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศ รวมถึงเสถียรภาพรัฐบาลและปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่าง ๆ มีผู้ตอบร้อยละ 78
2) สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา ที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดและอาจไม่ยั่งยืน รวมถึงปัญหาสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรป มีผู้ตอบร้อยละ 57
3) ปัจจัยทางเศรษฐกิจภายในประเทศ มีผู้ตอบร้อยละ 26 ประกอบด้วยเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่หดตัวลง ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในบางกลุ่มน้อยกว่าที่คาดการณ์
4) อัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น มีผู้ตอบร้อยละ 22
5) การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 ที่อาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ มีผู้ตอบร้อยละ 17
ระดับของผลกระทบจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 ต่อภาวะเศรษฐกิจไทย
· ผลกระทบน้อย นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 74 เห็นว่า โรคดังกล่าวมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยน้อย เนื่องจากการแพร่กระจายของโรคยังไม่กว้างมากเมื่อเทียบกับโรคซาร์ส หรือไข้หวัดนกในอดีต อัตราการเสียชีวิตอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งศูนย์กลางของโรคอยู่ห่างไกลจากไทยมาก และยังไม่มีการระบาดในไทย
· ผลกระทบปานกลาง มีนักวิเคราะห์ตอบร้อยละ 13 โดยเห็นว่าเป็นเชื้อโรคที่ติดต่อง่าย และอาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทย
· ผลกระทบมาก มีนักวิเคราะห์ตอบร้อยละ 9 เนื่องจากเป็นเชื้อโรคใหม่ ยังไม่สามารถกำหนดระดับความรุนแรงได้ ไทยอาจได้รับผลกระทบจากการขาดความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ปัญหาที่ภาครัฐต้องจับตาและเตรียมการรองรับมากที่สุด
1) ปัญหาทางการเมือง รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของข้าราชการ มีผู้ตอบร้อยละ 61
2) ปัญหาการว่างงาน มีผู้ตอบร้อยละ 52
3) มีผู้ตอบเท่ากัน 3 เรื่อง ที่ร้อยละ 9 คือ ปัญหาการส่งออกที่ชะลอตัวลง หนี้เสียของธนาคาร NPL) ที่อาจพุ่งสูงขึ้น และ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ
นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่นักวิเคราะห์เห็นด้วยมากที่สุด
1) โครงการลงทุนภาครัฐ ในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน การก่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ และโครงการชลประทาน มีผู้ตอบร้อยละ 87
2) นโยบายด้านการศึกษา โดยมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี มีผู้ตอบร้อยละ 39
3) นโยบายกระตุ้นการบริโภคของประชาชน เช่น เบี้ยยังชีพคนชรา เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท เป็นต้น มีผู้ตอบร้อยละ 22
นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่นักวิเคราะห์ไม่เห็นด้วย
นักวิเคราะห์มีความเห็นที่หลากหลายในข้อนี้ โดยร้อยละ 39 ไม่เห็นด้วยกับนโยบายแจกเงินสองพันบาทต่อคน ให้กับผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000.-บาท นักวิเคราะห์ร้อยละ 17 แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายช่วยค่าครองชีพ โดยการขยายเวลา 5 มาตรการออกไป (เช่น น้ำ ไฟ ฟรี) และนักวิเคราะห์ร้อยละ 13 ไม่เห็นด้วยกับการพยุงราคาสินค้าเกษตร รวมถึงการประกันราคาข้าว และนักวิเคราะห์ที่เหลือไม่เห็นด้วยกับนโยบายอื่น ๆ
ระดับความเชื่อมั่นของนักวิเคราะห์ต่อความมั่นคงทางการเมือง
· มั่นใจปานกลาง มีนักวิเคราะห์ตอบร้อยละ 39 โดยเห็นว่าสถานการณ์ตึงเครียดได้ผ่อนคลายลงในระดับหนึ่ง แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอยู่
· มั่นใจน้อย มีนักวิเคราะห์ตอบร้อยละ 52 เนื่องจากเห็นว่ายังมีความขัดแย้งและแตกแยกอยู่ รวมถึงการชุมนุมต่าง ๆ และแรงกดดันจากนอกรัฐสภา ในขณะที่ยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว
· ไม่มั่นใจ มีผู้ตอบร้อยละ 9 โดยเห็นว่ายังมีความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีการเจรจาประสานข้อเรียกร้องของกลุ่มต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม
ข้อแนะนำสำหรับรัฐบาลที่เป็นประโยชน์ต่อภาวะเศรษฐกิจ สังคม และตลาดทุนไทย
· เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค ให้สิทธิพิเศษทางภาษีและโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนแก่ผู้ประกอบการ จัดการกับปัญหาการว่างงาน มีผู้ตอบร้อยละ 30
· แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในประเทศ สร้างเสถียรภาพทางการเมือง และสร้างความสมานฉันท์ มีผู้ตอบร้อยละ 26
· เร่งโครงการลงทุนภาครัฐ และการเบิกจ่ายงบประมาณ มีผู้ตอบร้อยละ 17
ตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ สำหรับปี 2552
• ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET Index
- ณ สิ้นปี 2552 ปรับเพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยตัวเลข สิ้นปี 2552 คาดการณ์ล่าสุดอยู่ที่เฉลี่ย 535 จุด จากเดิมคาดไว้ 495 จุด โดยตัวเลขสิ้นปีสูงสุดที่มีผู้ตอบยังคงเท่าเดิมที่ 610 จุด และมีผู้ตอบตัวเลขสิ้นปีไว้ต่ำสุดที่ 440 จุด
- จุดสูงสุด ของ SET Index ในปี 2552 นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่เฉลี่ย 582 จุด
- ไตรมาสที่แตะจุดสูงสุด ของปี 2552 นักวิเคราะห์ร้อยละ 53 คาดว่าจะเป็นไตรมาสที่สี่ นักวิเคราะห์ร้อยละ 33 คาดว่าจะอยู่ในไตรมาสที่สอง และมีนักวิเคราะห์ร้อยละ 7 ที่คาดว่าจุดสูงสุดจะอยู่ในไตรมาสที่สาม
- จุดต่ำสุด ของ SET Index ในปี 2552 นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่เฉลี่ย 391 จุด
- ไตรมาสที่แตะจุดต่ำสุด ของปี 2552 นักวิเคราะห์ร้อยละ 53 คาดว่าจุดต่ำสุดเกิดไปแล้วในไตรมาสแรก นักวิเคราะห์ร้อยละ 27 คาดว่าจะอยู่ในไตรมาสสาม มีนักวิเคราะห์ร้อยละ 20 ที่คาดว่าจุดต่ำสุดจะอยู่ในไตรมาสที่สอง
• อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ GDP Growth ทั้งปี 2552
- อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวมากขึ้น โดยมีตัวเลขคาดการณ์อัตราการขยายตัวเฉลี่ยที่ ลบ 3.6% จากประเมินครั้งที่แล้วที่คาดว่าจะติดลบ 1.8% โดยมีนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ไว้สูงสุดสำหรับ GDP ปี 52 ที่ ลบ 1.5% ส่วนผู้ที่คาดการณ์ GDP ปี 52 ไว้ต่ำสุดที่ ลบ 5.7%
- จำนวนไตรมาสของปี 52 ที่คาดว่าจะติดลบ นักวิเคราะห์ร้อยละ 45 คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจรายไตรมาสของปี 52 จะติดลบ 3 ไตรมาส นักวิเคราะห์ร้อยละ 25 มองว่าจะติดลบ 4 ไตรมาส ร้อยละ 20 มองว่าจะติดลบ 2 ไตรมาส และอีกร้อยละ 5 เชื่อว่าจะติดลบ 1 ไตรมาส
- ไตรมาสที่คาดว่าจะติดลบมากที่สุด มีนักวิเคราะห์คาดว่าอัตราการเติบโตจะหดตัวมากที่สุดในไตรมาสแรก ปี 52 ร้อยละ 60 โดยประเมินว่าจะอยู่ที่เฉลี่ย ลบ 6.0% และนักวิเคราะห์ร้อยละ 40 เชื่อว่าจะหดตัวมากสุดในไตรมาสที่สอง ที่เฉลี่ย ลบ 6.3%
• ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หรือ EPS Growth ทั้งปี 2552
- คาดการณ์มีการเติบโตขึ้น เฉลี่ยที่ 5.0% เท่ากับครั้งที่แล้ว
• อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์สรอ. ณ สิ้นปี 2552
- ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยที่ 33.8 บาทต่อดอลลาร์สรอ.
• อัตราดอกเบี้ย RP 1 วัน ณ สิ้นปี 2552
- อัตราดอกเบี้ย RP 1 วัน นักวิเคราะห์ประเมินอัตราดอกเบี้ย RP 1 วันเฉลี่ยอยู่ที่ 0.92%
- ช่วงเวลาที่คาดว่าจะแตะจุดต่ำสุด นักวิเคราะห์ร้อยละ 48 มองว่าอัตราดอกเบี้ยจะแตะจุดต่ำสุดในไตรมาสที่สอง ในขณะที่นักวิเคราะห์ร้อยละ 38 มองว่าจะต่ำสุดไตรมาสสาม ร้อยละ 10 คาดว่าถึงจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาสแรก และอีกร้อยละ 5 เชื่อว่าจะต่ำสุดไตรมาสที่สี่
• ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ Consumer Price Index CPI) เฉลี่ยทั้งปี 2552
- โดยเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ ลบ 0.5% มีผู้คาดการณ์สูงสุดที่ 1.5% และมีผู้คาดการณ์ต่ำสุดที่ ลบ 3.9%
ตารางที่ 1 - ตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ ปี 2552
| ค่าเฉลี่ย | ตัวเลขของผู้คาดการณ์สูงสุด | ตัวเลขของผู้คาดการณ์ต่ำสุด | จำนวนสำนักวิจัยที่ตอบ | ||||||
| สำรวจ ณ 16 มีค.52 | สำรวจ ณ 12 พค.52 | สำรวจ ณ 16 มีค.52 | สำรวจ ณ 12 พค.52 | สำรวจ ณ 16 มีค.52 | สำรวจ ณ 12 พค.52 | สำรวจ ณ 16 มีค.52 | สำรวจ ณ 12 พค.52 | ||
| SET Index | |||||||||
| - ณ สิ้นปี 52 | 495 | 535 | 610 | 610 | 350 | 440 | 20 | 17 | |
| - จุดสูงสุดของปี 52 | 527 | 582 | 610 | 620 | 468 | 550 | 20 | 11 | |
| - จุดต่ำสุดของปี 52 | 348 | 391 | 400 | 411 | 241 | 300 | 21 | 15 | |
| GDP Growth ปี 52 | -1.8 | -3.6 | 0.5 | -1.5 | -3.95 | -5.7 | 18 | 20 | |
| EPS Growth ปี 52 | 5.0 | 5.0 | 25.0 | 25.0 | -12.5 | -12.5 | 19 | 18 | |
| FOREX Bht:US$ สิ้นปี 52 | 36.3 | 33.8 | 38.0 | 37.0 | 34.5 | 34.0 | 18 | 19 | |
| ดอกเบี้ย RP 1 วัน สิ้นปี 52 | 0.91 | 0.92 | 1.25 | 1.25 | 0.50 | 0.50 | 19 | 22 | |
| CPI เฉลี่ยทั้งปี 52 | -0.2 | -0.5 | 1.8 | 1.5 | -1.5 | -3.9 | 16 | 18 | |
• อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น EPS Growth) ของกลุ่มธุรกิจสำคัญ ในปี 2552
- ปี 2552 ในการสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุดนี้ กลุ่มธุรกิจ 3 กลุ่มได้รับการปรับตัวเลขค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งที่แล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นสูงที่สุดด้วย คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 26.3 กลุ่มพลังงาน เติบโตเป็นอันดับสองที่เฉลี่ยร้อยละ 25.8 และกลุ่มสื่อสาร ถูกคาด ลบ 4.8% กลุ่มอาหาร ยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกที่ร้อยละ 3.5 ในขณะที่
กลุ่มธนาคาร มีกำไรต่อหุ้นหดตัวที่ติดลบร้อยละ 6.2 กลุ่มที่กำไรต่อหุ้นหดตัวมากที่สุด คือ กลุ่มเดินเรือ โดยมีอัตราเฉลี่ยติดลบที่ร้อยละ 52.8
• อัตราการเติบโตของเงินปันผลต่อหุ้น DPS Growth ) ของกลุ่มธุรกิจสำคัญ ในปี 2552
- ปี 2552 จากผลการสำรวจ นักวิเคราะห์มองว่า อัตราเงินปันผลต่อหุ้นของทุกกลุ่มธุรกิจน่าจะหดตัวลง โดยกลุ่มที่ตัวเลขค่าเฉลี่ยติดลบน้อยที่สุด คือ กลุ่มธนาคาร โดยมีค่าเฉลี่ย DPS Growth ของปี 2552 ติดลบร้อยละ 1.1 สำหรับกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ นักวิเคราะห์มองว่า กลุ่มสื่อสาร ติดลบร้อยละ 4.8 กลุ่มอาหาร ติดลบร้อยละ 6.8 กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ติดลบร้อยละ 13.7 และกลุ่มพลังงาน ติดลบร้อยละ 15.0 สำหรับกลุ่มที่มีค่าเฉลี่ย DPS Growth หดตัวลงมากที่สุดคือ กลุ่มปิโตรเคมี ติดลบร้อยละ 41.7 รองมาคือ กลุ่มเดินเรือ โดยติดลบร้อยละ 40.8 สำหรับกลุ่มโรงแรม มีผู้ตอบจำนวนน้อย จึงไม่สามารถสรุปผลได้
ตารางที่ 2 - EPS Growth (%) และ Dividend Per Share ( DPS ) Growth (%) ปี 2552 แยกตามกลุ่มธุรกิจ
กลุ่มธุรกิจ | EPS Growth (%) ค่าเฉลี่ย) | DPS Growth (%) ค่าเฉลี่ย) | ||
| สำรวจครั้งก่อน 16 มีค. 52) | สำรวจครั้งนี้ 12 พค. 52 ) | สำรวจครั้งก่อน 16 มีค. 52) | สำรวจครั้งนี้ 12 พค. 52 ) | |
| วัสดุก่อสร้าง | 24.7 | 26.3 | -15.7 | -18.9 |
| พลังงาน | 23.1 | 25.8 | -9.9 | -15.0 |
| อาหาร | 5.1 | 3.5 | -4.7 | -1.1 |
| โรงแรม | 11.9 | -3.2 | -3.3 | -6.8 |
| สื่อสาร | -5.3 | -4.8 | -5 | n.a. |
| ธนาคาร | 2.6 | -6.2 | 3.3 | -4.8 |
| อสังหาริมทรัพย์ | -6.5 | -6.6 | -9.3 | -13.7 |
| ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ | -10.8 | -21.0 | -4 | -11.1 |
| ปิโตรเคมี | -34.2 | -37.6 | -37.4 | -41.7 |
| เดินเรือ | -51.4 | -52.8 | -49.4 | -40.8 |
คำแนะนำแก่นักลงทุน เลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ ได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยพิจารณาจังหวะราคาในการเข้าซื้อหุ้นให้เหมาะสม
หุ้นแนะนำหุ้นเด่นที่นักวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนตรงกันหลายสำนักวิจัย ได้แก่ ADVANC, BANPU, BEC, KBANK, PTT, SCB เป็นต้น เรียงตามลำดับตัวอักษร)
คุณสมหวังสบายดีหรือครับ ด้วยความระลึกนะครับ
คุณNiiim ขอบคุณนะครับเห็นแวะมาหลายครั้ง แมนยูฟื้นแล้วนะครับ
คุณดีครับ ไม่ทันได้ตอบ หุ้นร่วงไปเมื่อวานแล้ว อยากให้นักลงทุนสังเกตตัวเลขที่สมาคมแถลงตามข้อมูลที่นักวิเคราะห์ส่งมา คาดการณ์สูงสุดของปีที่ 582และสิ้นปีที่535 แต่แค่ พค.หุ้นขึ้นแตะระดับ552 แสดงว่าขึ้นเกินไปนะครับ
อย่างไรก็ตามโปรดติดตามข่าวสารเศรษฐกิจประกอบด้วยครับ เมื่อตัวแปรเปลี่ยน นักวิเคราะห์ก็จะเปลี่ยนคาดการณ์ได้ครับ ซึ่งสมาคมคงไม่ได้ทำการสำรวจถี่ๆเกินกว่า 2-3เดือนต่อครั้งนะครับ
MAN U Come back 555+
27 พค นี้ ลุ้นถ้วยใหญ่กันต่อครับ
นอกเรื่อง(ลงทุน)หน่อย อิอิ
สวัสดี...อ.สมบัติ ที่เคารพ ค่ะ
หนูเคยได้เรียนวิชาการลงทุนกับทางอ.ที่ม.เกษตร ชอบมากๆเลยค่ะ ทำให้หนูได้รับความรู้เชิงเทคนิคมากขึ้นเยอะเลยค่ะ และวันนี้ก็ได้เริ่มลงทุนเต็มตัวแล้วค่ะ
หนูมีคำถามบางประการเกี่ยวกับจังหวะการเข้าซื้อหุ้น PTTAR จะรบกวนขอความเห็นจาก อ.สมบัติ
ถึงช่วงเวลา+ราคาในการเข้าซื้อ ลงทุนที่เหมาะสมด้วยนะค่ะ
ด้วยความเคารพและขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ.....
ปวีณา Mecon 12
ขอบคุณครับคุณปวีณาที่แวะมาทักทายกัน PTTAR เป็นหุ้นที่มีธุรกิจดีน่าสนใจในระยะยาว แต่โดยธรรมชาติธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี มันผันผวนสุดๆอยู่แล้ว สำหรับช่วงนี้ที่ราคา19.50ผมอ้างอิงข้อมูลที่นักวิเคราะห์ส่งมาลงในSAA Consensusของสมาคม มีทั้งซื้อ ถือ ขาย ต่างๆกัน ส่วนคาดการณ์กำไรสุทธิก็ต่างกัน 2-3 เท่าตัว สท้อนให้เห็นถึงความยากของการคาดการณ์
ส่วนมูลค่าที่เหมาะสม หลายวันก่อนทยอยปรับมูลค่าขึ้นกันเป็นแถว แนะนำให้ดูตัวเลขของกลุ่มที่เพิ่งปรับมาใหม่ๆ เฉลี่ยแล้วให้มูลค่าประมาณ20บาท (สูงกว่าในตาราง CONSENSUSที่รวมพวกที่ส่งมานานแล้ว)
น่าจะใช้วิธีทยอยลงทุนเมื่อราคาอ่อนลงมาก่อนจะชัวร์กว่า
สำหรับจังหวะลงทุน เห็นบอกเคยเรียนกับผมมาแล้ว น่าจะพอจำหลักวิทยายุทธได้ ลองดูกราฟราคาเองนะครับ ผมชี้ช่องให้ว่าจับตาเส้นค่าเฉลี่ย10วันประกอบ ปกติจะเป็นแนวรับระยะสั้นที่ใช้ได้ แต่ถ้ามุดลงต่ำกว่าเส้นนี้ ก็จะแสดงว่าถึงเวลาปรับตัวลงไปสู่แนวรับถัดไปทันที อาจได้ราคาถูกลงหลายบาทครับ


เอาโน่นนี่มาปะผสมกัน
ดูแล้วไม่น่าสนใจ