Monday, 11 May 2009
ถึงเป้าและปรับเป้าหุ้น
« ฟุตบอล-หุ้น-เศรษฐกิจ กับการดูฟอร์มงวดเดียว | Main | ผลสำรวจนักวิเคราะห์คาดดัชนีหุ้นสูงสุดปีนี้ถึง 582 จุด »หุ้นขึ้นรอบเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ใช้เวลา 9 สัปดาห์ทะยานขึ้นจาก 411 จุด ของวันที่ 9 มี.ค.52 มาสู่ระดับ 527 จุดในวันที่ 7 พ.ค.52 เพิ่มขึ้น 28%
เป็นการฟื้นตัวตามกันของภาวะตลาดทุนโลก เช่นเดียวกับที่ดัชนีดาวโจนส์ ที่ขึ้นมา 30% นับจากวันที่ 9 มี.ค.52 ฮั่งเส็ง (ฮ่องกง) 52%, นิคเคอิ 32%
แม้เศรษฐกิจจะยังไม่ทันฟื้นขึ้นจริง และยังไม่ถึงวันที่คาดกันไว้ว่าจะเป็นจุดต่ำสุดของ GDP โลก ที่คาดๆ กันไว้ที่ไตรมาส 3 ของปีนี้ แต่เนื่องจากทุกประเทศและทุกองค์กรเศรษฐกิจต่างสู้เต็มที่สุดใจขาดดิ้น ทุ่มทั้งมาตรการการเงิน (ดอกเบี้ยต่ำ และอัดฉีดสภาพคล่องการเงิน) และมาตรการการคลัง (งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ขาดดุลงบประมาณ แจกเงินเข้ากระเป๋า) ก็ทำให้บรรดานักลงทุนโลกเริ่มมั่นใจว่าเศรษฐกิจคงไม่แย่ไปกว่าสมมติฐานเดิม และเมื่อใกล้จุดต่ำสุดในอีก 2 ไตรมาส มันก็ไม่นานนัก และที่สำคัญประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นมีจุดพิสูจน์ว่า ราคาหุ้นขึ้นได้ก่อนจุดต่ำสุดของตัวเลขเศรษฐกิจ 3-6 เดือน
หุ้นไทยเองมีอุปสรรคระหว่างทางมากกว่าคนอื่น คือเรื่องความตึงเครียดทางการเมืองช่วงแถวๆ วันสงกรานต์ ถึงขั้นต้องเลิกประชุมอาเซียนบวก 3 และเกิดจราจลที่กรุงเทพ รวมถึงไล่ถล่มรถท่านนายกฯ แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยความสุขุมและลุ่มลึกของท่านนายกและรัฐบาลที่ดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน แม้จะช้าไม่ทันใจวัยรุ่นและวัยกลางคน แต่ที่สุดก็จบแบบเรียบร้อย ไม่เหลือข้อครหาตกค้างให้ต้องมาถกเถียงกันทีหลัง
ช่วงการเมืองตึงเครียดดังกล่าว หุ้นไทยเรายังวิ่งล้าหลังชาวโลกอยู่มาก น้องๆ นักข่าวถามผมมาเยอะแยะเกี่ยวกับผลกระทบอันนี้ และถามว่าสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์จะต้องปรับเป้าหมายเศรษฐกิจและดัชนีหุ้นที่คาดไว้หรือไม่ ที่จริงการประกาศปรับเป้าหมายที่ได้จากผลสำรวจสมาชิกสำนักวิจัยคงต้องรอเก็บตัวเลขจริง แต่ผมก็ทราบดีว่านักข่าวและนักลงทุนใจร้อนวัยรุ่นทั้งนั้น โดยทั่วไปผมจึงต้องคาดคะเนแนวโน้มทิศทางการจะถูกปรับเปลี่ยนให้ก่อน โดยอาศัยที่ได้เป็นนักวิเคราะห์มายาวนานกว่าใคร (คือตั้งแต่ปี 2531) และติดตามวิเคราะห์ข่าวสารต่างๆ อย่างต่อเนื่องทุกวัน รวมถึงมีบทวิจัยที่สมาชิกส่งเข้ามาให้ดูทุกวันเกือบ 100 ฉบับ จึงพอให้แนวโน้มทิศทางแก่ผู้ลงทุนได้ เป้าหมาย GDP นั้นคงถูกปรับลดแน่จากเดิมที่มองลบ 1.8% แต่เป้าหมายดัชนีหุ้นสิ้นปีที่ 495 จุดนั้นอาจต้องปรับขึ้นไปจากเดิมบ้างสวนทางปรับลด GDP เพราะตัวแปรอื่นๆ คือ สถานการณ์ตลาดทุนโลกดีขึ้น และความมั่นใจต่อมาตรการกอบกู้ของประเทศต่างๆ ก็ดีขึ้นพอควร ส่วนเรื่องของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 ก็ลดความฮือฮาลงไปเร็วกว่าตอนไข้หวัดนกและโรคซาร์ส ดัชนีหุ้นจึงไม่จำเป็นต้องปรับลงตามคาดการณ์ GDP ใหม่
และเมื่อสถานการณ์การเมืองสงบลง ราคาหุ้นไทยก็วิ่งกวดไล่หลังส่วนที่ตลาดหุ้นโลกเขาขึ้นไปรอก่อน กระทั่งวานนี้จึงไล่กวดมาใกล้เคียงกับดาวโจนส์และนิคเคอิ
ส่วนผลการสำรวจสมาชิกสมาคมฯ นั้น เจ้าหน้าที่สมาคมฯ กำลังรวบรวมข้อมูลที่ทยอยเข้ามา และคาดว่าประมาณบ่ายวันอังคารที่ 12 พ.ค. ผมจะแถลงข่าวให้แก่สื่อมวลชนได้
อ้อผมลืมรายงานไปว่า เป้าหมายดัชนีหุ้นสิ้นปี 52 ที่เดิมแถลงไปเมื่อ 16 มี.ค.52 ว่าดัชนีสิ้นปีนี้จะไปปิดที่ 495 จุดได้ แม้ว่าวันที่แถลงดัชนีอยู่ที่เพียง 424 จุด และยังได้ประเมินดัชนีสูงสุดของปีนี้ว่าจะขึ้นไปได้ถึง 527 จุด ตัวเลขทั้งสองได้เข้าเป้าไปเรียบร้อยแล้ว ขอชมเชยไปยังสำนักวิจัยต่างๆ ที่ได้คาดการณ์ไว้ และทำได้ถึงเป้า
อย่างไรก็ตามครับ ข้อมูลตัวแปรต่างๆ ไม่มีความอยู่นิ่งครับ จึงต้องสำรวจความเห็นกันใหม่ส่วนจะเป็นเท่าไร โปรดรออ่านจากข่าว หรือเข้าดูที่เว็บไซต์สมาคมนักวิเคราะห์ www.saa-thai.org ครับ
คงจะต้องชม นักลงทุนต่างชาติก่อนครับ และก็ชมนักลงทุนรายย่อยอีกต่อหนึ่ง ชมสถาบันด้วย (เด๋วน้อยใจ) ที่ทั้งหมดนี้ ร่วมกันทำให้ บล มีรายได้เพิ่มขึ้น หลังจากที่ซบเซามานาน อิอิ


ขึ้นมาได้อย่างน่าตกใจจริง ๆ ครับ ไม่รู้ว่าควรจะซื้อหรือควรจะขายกันแน่ครับ