Friday, 20 March 2009
ฟุตบอล-หุ้น-เศรษฐกิจ กับการดูฟอร์มงวดเดียว
« โพลล์นักวิเคราะห์ชี้เศรษฐกิจ 52 ติดลบ 1.8% ว่างงานปัญหาใหญ่สุด | Main | ถึงเป้าและปรับเป้าหุ้น »ช่วง 2-3 สัปดาห์มานี้ ผมเห็นปรากฎการณ์ของ “การดูฟอร์มงวดเดียว” แล้วใช้เป็นการประเมินทิศทางอนาคตทั้งหมดตลอด 3-4 งวดข้างหน้า ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นในวงการกีฬาฟุตบอลซึ่งเป็นกีฬาสุดฮิตในเมืองไทยและของโลก เกิดในวงการหุ้น และในแวดวงเศรษฐกิจ
นี่อาจจะเป็นเรื่องปกติ ด้านจิตวิทยาของคนเราก็เป็นได้นะครับ ที่ฟอร์มงวดเดียวล่าสุดนี้ จะทำให้จินตนาการของคนที่เกี่ยวข้อง เกิดขึ้นเป็นฉากๆ และถกเถียงกันสนุกบ้างแต่บางทีก็ไม่สนุก
ในวงการฟุตบอล ผมได้ฟังความคิดเห็นของบรรดาแฟนบอลในเมืองไทยที่เถียงกัน อำกันและข่มกันเรื่องทีมลิเวอร์พูลกับทีมแมนยู ซึ่งต่างก็มีแฟนคลับในเมืองไทยเยอะมาก ฤดูนี้ทั้งสองทีมผลัดกันเป็นผู้ทำคะแนนสะสมสูงสุดของถ้วยพรีเมียร์ลีก ซึ่งต้องแข่งกัน 20 ทีม เตะสะสมคะแนนกัน 38 นัด ใครคะแนนสูงสุดก็ได้แชมป์ไป
ที่จริงทีมเก่งสุดยอดคู่นี้ เตะกับใคร คู่แข่งก็หนาวทั้งนั้น และเมื่อมาเจอกันก็น่าจะทายผลได้ยาก อย่างไรก็ตามหลายปีก่อน แมนยูชนะได้อย่างต่อเนื่อง มาปีนี้ ต้นฤดูลิเวอร์พูลกลับเอาชนะได้ 2:1 และเมื่อมาเจอกันอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน ใครก็คาดไม่ถึงว่าลิเวอร์พูลถล่มไป 4:1 และเก็บคะแนนสะสมเพิ่มขึ้นไปจ่อหลังแมนยูเหลือระยะห่างเพียง 4 แต้ม
แฟนๆ ของลิเวอร์พูล ที่รอโอกาสนี้มานาน เริ่มโต้กลับว่า เหนือกว่าเยอะและก็คาดหวัง (ไม่รู้ว่ามีแช่งด้วยหรือเปล่า)ว่า แมนยูเริ่มเสียฟอร์มแบบนี้ คงจะฟอร์มเละติดต่อกันแน่ล่ะคราวนี้ แต่ฝั่งแมนยูก็บอกว่า คะแนนสะสมยังสูงกว่า สุดท้ายยังไงก็ได้แชมป์ และบอกให้รู้ว่าฟุตบอลเป็นเกมส์ที่ไม่แน่นอน บางวันฟอร์มสุดยอด บางวันฟอร์มฝืดหน่อย ครั้งนี้ฟอร์มทรุด ก็ไม่ได้แปลว่าจะทรุดติดต่อกันตลอดไปในนัดที่เหลืออีก 10 นัด
ที่นี้ลองมาดูเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจกันบ้าง วิกฤตเศรษฐกิจโลกนั้น ใครๆ ก็พอรู้และยอมรับว่าหนัก ปีนี้คงเหลือไม่กี่ประเทศ ที่ GDP เป็นบวก เช่น จีนหรืออินเดีย แต่ตัวเลขก็ลดลงมาเยอะ ส่วนประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยเกือบทั้งหมด คงติดลบ แทบไม่มีใครเถียงเรื่องนี้ และเริ่มไม่ตกใจแล้วที่มีคาดการณ์ปี 52 ติดลบ
แต่เมื่อตัวเลขไตรมาส 4 ของปี 51 ประกาศออกมาติดลบ 4.3% yoy yoy คือเทียบกับปีก่อน) นักลงทุนก็เริ่มผวา ซ้ำเมื่อมีสำนักวิจัยต่างชาติบางรายชี้ว่า ถ้าดูเทียบกับไตรมาส 3 เป็นฐาน เป็นการลดลงมา 6.1% QOQ ต่อไตรมาส) หากเทียบเป็นอัตราเทียบเท่า 1 ปี ก็จะเท่ากับ 22% ต่อปี ฟังดูแล้วน่ากลัวขึ้นเยอะ ดังนั้น ด้วยเหตุผลสมมติฐานอื่นๆ ประกอบ (ซึ่งคุณๆ น่าจะได้เห็นจากหนังสือพิมพ์ธุรกิจหลายฉบับลงกันไปเรียบร้อยแล้ว) คาดว่า GDP ไทยปี 52 จะติดลบสูงถึง 9%
ตัวเลขข้างบนเป็นตัวเลขที่ลึกกว่าใครๆ ขณะที่ต้นสัปดาห์นี้สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ได้รวบรวมสมาชิกส่งคำคาดการณ์กันมา เฉลี่ยทั้งปีได้ ลบ 1.8% โดยคนที่ลึกสุดในกลุ่มนี้คือ ลบ 3.95% แต่ส่วนใหญ่จะลบ 0.5 ถึง ลบ 2.5%
ผมคงบอกตอนนี้ไม่ได้ว่าสำนักไหนจะทายถูก เพราะการคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจเป็นเรื่องยากที่จะทายผลเป๊ะๆ ก็เหมือนทายผลฟุตบอล ที่ระบุชัวร์ๆ ได้ยากว่า จะออกมาแพ้ 4:1 หรือ 2:1 หรือ เสมอ 1:1
แต่ผมมีความเห็นว่า การเห็น GDP ลบ 6.1%QOQ (ต่อไตรมาส)นั้น ไม่น่าจะเอาไปคูณทบต้นต่อกัน 4 ไตรมาสซึ่งจะเท่ากับ 22%ต่อปี ทั้งนี้เพราะกรณีนี้ต้องมีทิศทางลงต่อเนื่องทุกไตรมาสเป็นอัตราเท่ากันตลอด นอกจากนั้นไตรมาส 4 ปี 51 ก็เป็นช่วงแย่เป็นพิเศษของไทยที่มีปัจจัยแถม (แบบไม่อยากได้) คือ การปิดสนามบิน การที่การเมืองอยู่ในสภาพทำงานไม่ได้ ซึ่งไม่ได้เกิดต่อเนื่องกันไปทุกๆ ไตรมาส การถลาลงในไตรมาสต่อๆ ไปจึงไม่ได้ลงในอัตรา 6.1% ต่อไตรมาส เทียบกับทีมฟุตบอลทีมแมนยูที่เพิ่งโดนไป 4:1 ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนงวดละ 4 ลูก เพราะถ้าดูฝีมือเฉลี่ยหลายๆ งวดที่ผ่านมา แนวรับและผู้รักษาประตูเหนียวมากๆ นัดต่อๆ ไปที่เหลือ จึงไม่น่าจะเสียประตูเกินค่าเฉลี่ย 1-2 ลูกค่อนข้างแน่
เรื่องสุดท้าย ขยับเข้าไปที่เรื่องหุ้นบ้าง การที่หุ้นตกปี 51 งวดเดียว ประมาณ 47% ทำให้ใครต่อใครขาดทุนกันไปถ้วนทั่ว แม้กระทั่งกองทุนต่างๆ ก็ขาดทุนรวมถึง กบข.ซึ่งขาดทุนปี 51 ไป 5.1% เรื่องขาดทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้นเกินคาด จนทำให้ใครต่อใครมองว่าหุ้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าแตะต้องอีกแล้ว
ที่จริงผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นมองโดยเฉลี่ยหลายๆ ปี ถือว่ามีผลงานดีมาก ค่าเฉลี่ย 34 ปี ได้ปีละ 17% ถ้าเฉลี่ย 10 ปีหลังได้ปีละ 13%
การที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่แรงที่สุดในรอบ 80 ปี และถ้าเทียบเฉพาะขอบเขตของไทย วิกฤตเศรษฐกิจนี้ก็แรงสุดนับจากปี 2541 เลยทำให้หุ้นทั้งโลกตกกระเจิดกระเจิงประมาณประเทศละ 50%ถ้วนทั่ว เหตุการณ์พิเศษขนาดนี้จะไปเหมาว่า ฟอร์มงวดนี้เละเทะเลยพลอยทำให้เลิกลงทุนหุ้นไปตลอดชีวิตก็คงจะเกินเหตุนะครับ แบบเดียวกับการคิดว่าแมนยูเละงวดล่าสุด แล้วจะหมดฟอร์มเทพแบบนั้นแหละครับ
ข้อสรุปของผมวันนี้ คือ การดูฟอร์มงวดเดียว แล้วเหมาว่าจะเป็นอย่างนี้ไปตลอด จะเลิกเชียร์ทีมฟุตบอล หรือให้ กบข.เลิกลงทุนหุ้นตลอดไปเลย จึงเกินกว่าเหตุครับ
ผมขอประชาสัมพันธ์งานสัมมนาเรื่อง แฉมายากลแต่งบัญชี และข้อควรระวังการบิดเบือนข้อมูลในงบการเงิน ในวันศุกร์ที่ 3 เม.ย.52 เวลา 8.30-12.15 น. ที่ห้องศ.สังเวียน ตลาดหลักทรัพย์ฯ (ค่าสัมมนา 963 บาท) ใครอยากติดอาวุธทางปัญญา สนใจสอบถามได้ที่เจ้าหน้าที่สมาคมฯ 02-2292-2355-6 ครับ
กบข. ไม่ผิดหรอกที่ขาดทุน แต่ผิดที่เอาเงินไปซื้อสิ่งที่ไม่มีเหตุผลที่จะต้องซื้อ ตอนนี้ ฟันด์ วิ่งกันให้ว่อง ล๊อบบี้กันว่าอย่าสอบสวนกันเลย นายใหม่ กบข คงเหนื่อย....
คนไทยส่วนใหญ่ใจร้อน ไม่ค่อยมองถึงเหตุและผล อย่างเรื่อง กบข. นั้นต้องแยกให้ดีว่าเป็นความผิดของคนบริหารกองทุน หรือหลักการที่ว่าไม่ควรลงทุนในตราสารทุนอื่นๆอีก ควรจะมาดูว่า ในพอร์ตมีหุ้นอะไรอยู่บ้าง และมีเหตุผลอะไรในการเลือกหุ้นแต่ละตัวว่าเหมาะกับกองทุน
เห็นด้วยเลยครับ แฟนแมนยูอย่าพึ่งท้อนะ แต่แมนยูนัดล่าสุดก็แพ้อีกนะครับ (แพ้ฟูแล่มด้วย) (T_T)saddddd


การลงทุนโดยเฉพาะ Value Investor นั้นดูค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนในระยะยาวพอสมควร เช่น 10 ปี ถูกต้องแล้ว การที่ กบข.ขาดทุนแค่ปี 51 ปีเดี่ยว 5 % กว่า ถือว่าไม่ผิดปกติ และน่าจะดีกว่าตลาดด้วยซ้ำไป ถ้าดูย้อนหลังไป 5 ปี ก่อนหน้านั้น กบข.กำไรตลอดมากบ้างน้อยบ้าง แต่เฉลี่ยต่อปีแล้ว ถือว่าใช้ได้ การที่ขาดทุน(กำไร)แค่ปีเดี่ยวแล้วจะมาสรุปไม่ให้ลงทุนในหุ้น ถามว่าถ้าทำอย่างนั้น แล้วเวลาตลาดหุ้นขึ้น กบข.กำไรนิดเดียวเมื่อเทียบกับกองทุนอื่น แล้ว สมาชิกก็คงจะไม่กลับมาด่าอีกว่าบริหารยังไงได้กำไรน้อยกว่าชาวบ้าน