Tuesday, 17 March 2009

โพลล์นักวิเคราะห์ชี้เศรษฐกิจ 52 ติดลบ 1.8% ว่างงานปัญหาใหญ่สุด

« GDP ใครถูกใครผิด...เชิญติดตาม | Main | ฟุตบอล-หุ้น-เศรษฐกิจ กับการดูฟอร์มงวดเดียว »

สรุปผลแบบสอบถามนักวิเคราะห์ครั้งที่ 1/2552  (16 มี.ค.52)

           สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ โดยนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุดว่า   ภาพรวมเศรษฐกิจในมุมมองนักวิเคราะห์ยังไม่สดใส  โดยปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 52 เป็นติดลบ 1.8%   ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ณ ปลายปี 52 เหลือ 495 จุด  โดยคาดว่าจุดสูงสุดของดัชนีปี 52 จะอยู่ที่ 527 จุด และจุดต่ำสุดจะอยู่ที่ 348 จุด   แต่จากตัวเลขผลประกอบการปีที่ผ่านมาต่ำกว่าคาด ทำให้ประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนเป็น 5%   และคาดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะแตะจุดต่ำสุดภายในปีนี้ และเริ่มฟื้นตัวปีหน้า  พร้อมเสนอแนะภาครัฐจับตาสามปัญหาหลัก ได้แก่ ปัญหาการว่างงาน ปัญหาส่งออกหดตัว และปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ   นอกจากนี้ แนะรัฐบาลเร่งโครงการลงทุนขนาดใหญ่และการใช้จ่าย กระตุ้นการท่องเที่ยวและการส่งออก รวมถึงแก้ปัญหาว่างงาน               

 มีสำนักวิจัยจากบริษัทหลักทรัพย์แสดงความเห็นรวม 23 แห่ง                 

ถานการณ์เศรษฐกิจโลก: จุดต่ำสุดและช่วงเวลาที่จะฟื้นตัว

  จุดต่ำสุด 
นักวิเคราะห์ร้อยละ 57 คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะถึงจุดต่ำสุดในครึ่งหลังของปี 2552  ในขณะที่อีกร้อยละ 26 มองว่าภายในครึ่งแรกของปี 2552 น่าจะถึงจุดต่ำสุด และร้อยละ 9 คาดว่าจะต่ำสุดในปี 2553

  ช่วงเวลาที่จะฟื้นตัว
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 70 คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวได้ในปี 2553  แบ่งเป็นร้อยละ 30 เชื่อว่าจะฟื้นตัวในครึ่งแรกของปี 2553,  ร้อยละ 22  ไม่ระบุเดือนที่ชัดเจน,  ร้อยละ 9 เชื่อว่าจะฟื้นตัวช่วงกลางปี และอีกร้อยละ 9 มองว่าจะฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี 53)  ในขณะที่มีนักวิเคราะห์ร้อยละ 17 ที่มองว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี 2552  และอีกร้อยละ 4 มองว่าฟื้นตัวในปี 2554 

สมมติฐานหลักที่นักวิเคราะห์ใช้ประกอบการทำบทวิเคราะห์ในปี 2552

  ปัจจัยบวก
1)     มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย มีผู้ตอบร้อยละ 83  ซึ่งรวมถึงโครงการลงทุนและเร่งการเบิกจ่ายภาครัฐ มาตรการส่งเสริมภาคธุรกิจต่าง ๆ  มาตรการทางการเงินและการคลัง เช่น นโยบายอัตราดอกเบี้ย  การดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนค่าเพื่อช่วยภาคส่งออก เป็นต้น
2)     การแก้ปัญหาวิกฤตและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย เช่น จีน สหรัฐอเมริกา เป็นต้น  มีผู้ตอบร้อยละ 52
3)       ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ  มีผู้ตอบร้อยละ 48
4)     ผู้ตอบเท่ากันสองปัจจัยที่ร้อยละ 30  คือ สถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่อนคลายมากขึ้น และผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นของบริษัทจดทะเบียน  
5)       อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงกว่า 6% ต่อปี  มีผู้ตอบร้อยละ 22 


 

  ปัจจัยลบ
1)     สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ที่ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต และอาจถดถอยมากกว่าที่คาด และส่งผลให้การส่งออกของไทยดิ่งลง   มีผู้ตอบร้อยละ 96
2)     ปัจจัยทางเศรษฐกิจภายในประเทศ  มีผู้ตอบร้อยละ 78  ประกอบด้วยอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่หดตัวลง บริษัทมีการปรับลดปริมาณการผลิต ทำให้แนวโน้มอัตราการว่างงานในประเทศปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่ออุปสงค์และการบริโภคภายในประเทศให้ลดลง  รวมถึงประมาณการรายได้ของบริษัทจดทะเบียนปรับลดลง
3)       ความไม่แน่นอนทางการเมืองและเสถียรภาพรัฐบาล  มีผู้ตอบร้อยละ 44 
4)       แนวโน้มของลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ NPL) ที่เพิ่มขึ้น  มีผู้ตอบร้อยละ 26
5)       ปริมาณการซื้อขายหุ้นที่เบาบาง รวมถึงการเทขายหุ้นอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติ  มีผู้ตอบร้อยละ 22  

 ปัญหาที่ภาครัฐต้องจับตาและเตรียมการรองรับมากที่สุด
1)       ปัญหาการว่างงาน ที่คาดว่าจะมีการปรับตัวสูงขึ้น  มีผู้ตอบร้อยละ 61
2)       ปัญหาการส่งออกที่หดตัว  มีผู้ตอบร้อยละ 26
3)       ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวและอาจรุนแรงกว่าที่คาด  มีผู้ตอบร้อยละ 22 

นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่นักวิเคราะห์เห็นด้วยมากที่สุด
1)       โครงการลงทุนภาครัฐ ในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน การก่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ  และโครงการชลประทาน  มีผู้ตอบร้อยละ 83
2)       นโยบายกระตุ้นธุรกิจรายกลุ่ม เช่น มาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  กระตุ้นการท่องเที่ยว  ส่งเสริมการส่งออก เป็นต้น  มีผู้ตอบร้อยละ 48
3)       มาตรการเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาว  มีผู้ตอบร้อยละ 39 

นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่นักวิเคราะห์ไม่เห็นด้วย

มีนักวิเคราะห์ตอบในข้อนี้ร้อยละ 78  โดย ร้อยละ 56  แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายแจกเงินสองพันบาทต่อคน ให้กับผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000.-บาท  และนักวิเคราะห์ที่เหลือมีความเห็นที่หลากหลาย  

ข้อแนะนำสำหรับรัฐบาลที่เป็นประโยชน์ต่อภาวะเศรษฐกิจ สังคม และตลาดทุนไทย

·        เร่งโครงการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐ ผ่านโครงการขนาดใหญ่  มีผู้ตอบร้อยละ 39
·        กระตุ้นและฟื้นฟูการท่องเที่ยว และการส่งออก รวมถึงหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ และพัฒนาคุณภาพสินค้า  มีผู้ตอบร้อยละ 22
·        แก้ปัญหาการว่างงาน และดูแลผู้ตกงาน รวมถึงสนับสนุนทุนให้นักศึกษาที่เพิ่งจบมีโอกาสเรียนต่อ เพื่อลดจำนวนผู้ว่างงาน  มีผู้ตอบร้อยละ 17 

ตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ สำหรับปี 2552

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91 ของกลุ่มที่ตอบแบบสอบถามกลับมาได้ปรับตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ ให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้วตามรายละเอียดดังข้างล่างนี้ 

  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET Index    
-  ณ สิ้นปี 2552
  ปรับลดลงจากการสำรวจเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยตัวเลข สิ้นปี 2552 คาดการณ์ล่าสุดอยู่ที่เฉลี่ย 495 จุด จากเดิมคาดไว้ 547 จุด  โดยตัวเลขสิ้นปีสูงสุดที่มีผู้ตอบคือ 610 จุด และมีผู้ตอบตัวเลขสิ้นปีไว้ต่ำสุดที่ 350 จุด    
- จุดสูงสุด ของ
SET Index ในปี 2552 นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่เฉลี่ย 527 จุด
-  ไตรมาสที่แตะจุดสูงสุด ของปี 2552  นักวิเคราะห์ร้อยละ 70 คาดว่าจะเป็นไตรมาสที่สี่  นักวิเคราะห์ร้อยละ 15 คาดว่าจะอยู่ในไตรมาสแรก  มีนักวิเคราะห์ร้อยละ 10 ที่คาดว่าจุดสูงสุดจะอยู่ในไตรมาสที่สาม และมีร้อยละ 5 ที่คิดว่าจุดสูงสุดอยู่ไตรมาสสอง   
- จุดต่ำสุด ของ
SET Index ในปี 2552 นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่เฉลี่ย 348 จุด
-  ไตรมาสที่แตะจุดต่ำสุด ของปี 2552  นักวิเคราะห์ร้อยละ 62 คาดว่าจะเป็นไตรมาสสอง  นักวิเคราะห์ร้อยละ 19 คาดว่าจะอยู่ในไตรมาสสาม  มีนักวิเคราะห์ร้อยละ 10 ที่คาดว่าจุดต่ำสุดจะอยู่ระหว่างไตรมาสที่สองและสาม

  อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ GDP Growth ทั้งปี 2552 
-  อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ  นักวิเคราะห์คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัว โดยมีตัวเลขคาดการณ์อัตราการขยายตัวเฉลี่ยที่ ลบ 1.8% จากประเมินครั้งที่แล้วที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.7% โดยมีนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ไว้สูงสุดสำหรับ GDP ปี 52 ที่ 0.5% ส่วนผู้ที่คาดการณ์ GDP ปี 52 ไว้ต่ำสุดที่ ลบ 3.95%
- จำนวนไตรมาสของปี 52 ที่คาดว่าจะติดลบ   นักวิเคราะห์ร้อยละ 61 คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจรายไตรมาสของปี 52 จะติดลบ 3 ไตรมาส  นักวิเคราะห์ร้อยละ 33 มองว่าจะติดลบ 2 ไตรมาส และอีกร้อยละ 6 เชื่อว่าจะติดลบ 1 ไตรมาส
- ไตรมาสที่คาดว่าจะติดลบมากที่สุด  มีนักวิเคราะห์คาดว่าอัตราการเติบโตจะหดตัวมากที่สุดในไตรมาสแรก ปี 52 ร้อยละ 65 โดยประเมินว่าจะอยู่ที่เฉลี่ย ลบ 4.8% และนักวิเคราะห์ร้อยละ 29 เชื่อว่าจะหดตัวมากสุดไตรมาสที่สอง ที่เฉลี่ย ลบ 5.2%

  ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หรือ EPS Growth  ทั้งปี 2552 
-  คาดการณ์มีการเติบโตขึ้น เฉลี่ยที่ 5%  เพิ่มขึ้นจากครั้งที่แล้วที่คาดว่าจะติดลบ 4.9% เนื่องจากฐานกำไรสุทธิปี 2551 ทรุดต่ำลงมาก

  อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์สรอ.  ณ สิ้นปี 2552 
-  ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยที่ 36.3 บาทต่อดอลลาร์สรอ.  อัตราดอกเบี้ย RP 1 วัน ณ สิ้นปี 2552-    อัตราดอกเบี้ย RP 1 วัน  นักวิเคราะห์ประเมินอัตราดอกเบี้ย RP 1 วันเฉลี่ยอยู่ที่ 0.91%-   ช่วงเวลาที่คาดว่าจะแตะจุดต่ำสุด   นักวิเคราะห์ร้อยละ 79 มองว่าอัตราดอกเบี้ยจะแตะจุดต่ำสุดในไตรมาสที่สอง  ในขณะที่นักวิเคราะห์ร้อยละ 16 มองว่าจะต่ำสุดไตรมาสสาม และอีกร้อยละ 5 เชื่อว่าจะต่ำสุดไตรมาสที่สี่  ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ Consumer Price Index  CPI) เฉลี่ยทั้งปี 2552 
-  โดยเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ ลบ 0.2%  มีผู้คาดการณ์สูงสุดที่ 1.8% และมีผู้คาดการณ์ต่ำสุดที่ ลบ 1.5%


 

ตารางที่ 1  -  ตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ ปี 2552 
  ค่าเฉลี่ยตัวเลขของผู้คาดการณ์สูงสุดตัวเลขของผู้คาดการณ์ต่ำสุดจำนวนสำนักวิจัยที่ตอบ
  สำรวจ ณ 19 ธค.51 สำรวจ ณ 16 มีค.52 สำรวจ ณ 19 ธค.51 สำรวจ ณ 16 มีค.52 สำรวจ ณ 19 ธค.51 สำรวจ ณ 16 มีค.52 สำรวจ ณ 19 ธค.51 สำรวจ ณ 16 มีค.52
SET Index        
 - ณ สิ้นปี 525474956206104713501220
 - จุดสูงสุดของปี 525905276506105354681220
 - จุดต่ำสุดของปี 523643484804002672411221
GDP Growth ปี 52 0.7-1.82.50.5-4.0-3.951418
EPS Growth ปี 52-4.95.04.525.0-14.9-12.51519
FOREX Bht:US$ สิ้นปี 5235.336.337.038.033.034.51418
ดอกเบี้ย RP 1 วัน สิ้นปี 521.580.912.001.251.000.501519
CPI เฉลี่ยทั้งปี 521.5-0.22.61.80.5-1.51416

  

  อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น EPS Growth) ของกลุ่มธุรกิจสำคัญ ในปี 2552 
- ปี 2552  ในการสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุดนี้ ตัวเลขค่าเฉลี่ยของกลุ่มธุรกิจส่วนใหญ่จะสูงกว่าปี 2551 โดยกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นสูงที่สุด คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 24.7  กลุ่มพลังงาน เติบโตเป็นอันดับสองที่เฉลี่ยร้อยละ 23.1   กลุ่มโรงแรม เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11.9      กลุ่มที่กำไรต่อหุ้นหดตัวมากที่สุด คือ กลุ่มเดินเรือ โดยมีอัตราเฉลี่ยติดลบที่ร้อยละ 51.4  

  อัตราการเติบโตของเงินปันผลต่อหุ้น DPS Growth) ของกลุ่มธุรกิจสำคัญ ในปี 2552
- ปี 2552  จากผลการสำรวจ พบว่า  กลุ่มธนาคาร เป็นกลุ่มเดียวที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะมีการจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยมีค่าเฉลี่ย DPS Growth ของปี 2552 ที่ร้อยละ 3.3   สำหรับกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ นักวิเคราะห์มองว่าอัตราเงินปันผลต่อหุ้นน่าจะหดตัวลง   โดยกลุ่มพลังงานมีค่าเฉลี่ย DPS Growth  ติดลบร้อยละ 9.9   กลุ่มอสังหาริมทรัพย์  ติดลบร้อยละ 9.3   กลุ่มอาหาร ติดลบร้อยละ 4.7   กลุ่มสื่อสาร ติดลบร้อยละ 5    และกลุ่มที่มีค่าเฉลี่ย DPS Growth หดตัวลงมากที่สุดคือ  กลุ่มเดินเรือ  โดยติดลบร้อยละ 49.4  รองมาคือ กลุ่มปิโตรเคมี ติดลบร้อยละ 37.4


 ตารางที่ 2 - EPS Growth (%) และ Dividend Per Share /images/emoticons/mozilla_laughing.gifPS) Growth (%) ปี 2552 แยกตามกลุ่มธุรกิจ

กลุ่มธุรกิจ

EPS Growth (%)  ค่าเฉลี่ย) DPS Growth (%)  ค่าเฉลี่ย)
สำรวจครั้งนี้ (16 มีค. 52 )สำรวจครั้งก่อน (19 ธค.51)สำรวจครั้งนี้ (16 มีค. 52 )
วัสดุก่อสร้าง24.7-3.4-15.7
พลังงาน 23.1-1.2-9.9
โรงแรม11.910.0-3.3
อาหาร5.1-0.7-4.7
ธนาคาร2.6-5.53.3
สื่อสาร-5.3-0.3-5
อสังหาริมทรัพย์-6.5-4.3-9.3
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์-10.8--4
ปิโตรเคมี-34.2-30.9-37.4
เดินเรือ -51.4-41.8-49.4

 

คำแนะนำแก่นักลงทุน
·             นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการพิจารณาลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะสั้น ส่วนการลงทุนระยะยาว ยังถือเป็นโอกาสดีในการเลือกซื้อของดี ราคาถูก  แต่ต้องใช้วิธีทยอยซื้อสะสมหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดมั่นคง จ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ ได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยพิจารณาจังหวะราคาในการเข้าซื้อหุ้นด้วย  
·             สำหรับผู้ที่ลงทุนอยู่แล้ว ให้พิจารณาคุณภาพของหุ้นในพอร์ต โดยเปลี่ยนเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี  และอาจป้องกันความเสี่ยงโดยการลงทุนในตราสารอนุพันธ์บางส่วน โดยนักลงทุนควรมีความรู้เกี่ยวกับตราสารอนุพันธ์ก่อนลงทุน 

หุ้นแนะนำ
หุ้นเด่นที่นักวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนตรงกันหลายสำนักวิจัย ได้แก่ ADVANC, BEC, CPALL, SCB เป็นต้น เรียงตามลำดับตัวอักษร)     

แหล่งข้อมูล...สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์
โทร. 02-229-2329, 02-229-2355-6 อีเมล์ jirawan@saa-thai.org

 

 

Posted by sombat at 9:44 AM in ฟิตเนสการลงทุน

 

Comment: werawut at Thu, 19 Mar 5:32 PM

ขอบคุณครบ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« March »
SunMonTueWedThuFriSat
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031