Friday, 9 January 2009
มาตรการที่รัฐบาลใหม่น่าทำ (ต่อ)
« มาตรการที่รัฐบาลใหม่น่าทำ | Main | GDP ใครถูกใครผิด...เชิญติดตาม »2 สัปดาห์ก่อน ผมได้นำเสนอมาตรการที่รัฐบาลใหม่น่าทำ และได้เชิญชวนคุณๆ ผู้อ่านให้ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บบล็อกของผม ซึ่งเข้าตรงได้ที่ http://api.settrade.com/blog/sombat/ (รายละเอียดที่ผมเขียนไว้ เชิญท่านที่สนใจเข้าอ่านในเว็บบล็อกครับ)
มีผู้ที่เข้าร่วมเสนอความคิดเห็นหลายท่าน ซึ่งอาจมาจากคุณๆ ผู้อ่านคอลัมน์นี้ของโพสต์ทูเดย์ หรือเป็นผู้ที่เข้าอ่านในเว็บบล็อกของผม ซึ่งอยู่ใน www.settrade.com ผมเห็นว่า สิ่งที่ท่านทั้งหลายร่วมแสดงความเห็นเข้ามานั้นดูน่าสนใจ ท่านเหล่านี้ก็ได้สละเวลาและใช้ความคิดกลั่นออกมาเป็นถ้อยคำที่เป็นประโยชน์ ผมจึงขอนำมาตัดต่อลงในคอลัมน์นี้ เพื่อกระจายความคิดของท่านเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ต่อไปครับ
ท่านแรกที่แสดงความเห็นไว้ในเว็บบล็อกใช้ชื่อว่า “Pardon” เสนอว่า “ต้องลดราคาสินค้าลง เช่น รถยนต์ คอมพิวเตอร์ เพื่อให้คนที่ยังพอมีเงินเกิดการจับจ่ายก็จะเกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจเกิดการผลิตเกิดการจ้างงานก็เกิดการหมุนเวียนของเงิน”
ท่านที่สองใช้ชื่อ “Sufficient Economist” เสนอว่า ในระยะสั้นรัฐบาลต้อง
“1. ใช้จ่ายงบฯ อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการต้องมีผลิตผลมากกว่าการจ้างงาน
2. ลดการตกงาน ลดภาษีนิติบุคคล
3. สร้างความมั่งคั่งเกษตรกร ไม่ใช่ดูแลแค่รายได้ ต้องดูต้นทุน เพื่อให้มีเงินหลังจากการทำการเกษตรเพียงพอกับรายจ่ายที่มี
4. ลดภาระการใช้จ่ายของประชาชน โดยกระทรวงพาณิชย์ ดูแลต้นทุนสินค้า ลดราคาสินค้าจำเป็น เพิ่มการเก็บภาษีสินค้าไม่จำเป็นเพื่อไปเป็นรายได้ของรัฐ และลดการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศในกรณีเป็นสินค้านำเข้า
5. ช่วยเหลือผู้ตกงานโดยมีการจ้างให้มาทำงาน หรือ จ้างมาอบรมฝีมือแรงงานเพื่อเพิ่มทักษะในการประกอบวิชาชีพ
6. รัฐบาลส่งเสริมการหาตลาดให้แก่ภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม
ส่วนมาตรการในระยะยาวนั้น คุณผู้ใช้ชื่อว่า “Sufficient Economist” บอกมีเยอะมากเอาหลักๆ ที่คนอื่นไม่ค่อยคิดเสนอให้
1. โครงการสร้างทางรถไฟรางคู่ เพื่อขนส่งสินค้าและคนระหว่างจังหวัด สำคัญกว่า การสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพ เพื่อในอนาคตจะกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคต่างๆได้ ไม่ใช่การเจริญแบบ เอกนคร
2. พัฒนาระบบการศึกษา โดยบูรณาการ ทักษะการใช้ชีวิตในพื้นที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร รวมทั้งพัฒนาทักษะฝีมือในการศึกษาสายสามัญ ยิ่งไปกว่านั้นต้องมีการพัฒนาการศึกษาในภาคอาชีวะ เพื่อให้คนสามารถทำงานได้เร็ว เสียเวลาเรียนน้อย
3. ภาคการเกษตรเน้นการเกษตรเพื่อดำรงชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง อย่างน้อยต้องเจียดพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ของที่ดินทำกินเพื่อนทำเกษตรแบบพอเพียงเพื่อดำรงชีวิตได้ เป็นการลดต้นทุนการดำเนินชีวิตในระยะยาวของเกษตรกร
4. การสร้างความเข็มแข็งในระดับชุมชนและภูมิภาค ให้สามารถสร้างรายได้ผ่านอุตสาหกรรมขนาดเล็ก และสร้างความอุดมให้กับทรัพยากรธรรมชาติโดยรวม”
ท่านที่สามใช้ชื่อว่า “007” ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าชื่อจริงจะเป็นเจมส์บอนด์ หรือเปล่า เสนอมาว่า
“รัฐบาลควรจะงดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาจากเงินก้อนสุดท้ายในการเกษียณจากงาน หรือถ้าเก็บควรเก็บให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพราะหลังจากนี้เขาจะไม่มีรายได้อีกแล้ว และในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ เงินออมในการเกษียณผ่านกองทุน RMF LTF ติดลบหมด และการหาประโยชน์จากดอกเบี้ยก็ไม่สามารถที่จะยังชีพอยู่ได้เลย เป็นกลุ่มคนที่รัฐต้องให้ความสนใจ เพราะตลอดเวลาที่ทำงาน ก็เสียภาษีให้รัฐมากมายอยู่แล้ว”
ท่านที่สี่ชื่อว่า “สงสัย” เสนอว่า
“1. รัฐบาลน่าจะหาวิธีแก้ไขสำหรับบริษัทที่มีแนวโน้มจะปิดบริษัท หรือลดพนักงาน ให้เร็วก่อนที่บริษัทเหล่านั้นจะปิด และคนตกงานเป็นล้าน ทำให้บริษัทอยู่ได้ เช่น หาตลาดใหม่ หาทางลดต้นทุนให้ โดยผูกพันกับเงื่อนไข ต้องจ้างพนักงานจำนวนเท่านี้ หรือห้ามลดพนักงานจึงจะช่วยเรื่องลดภาษีต้นทุน หรือต้นทุน ด้านอื่น หรือลดภาษีนิติบุคคล
2. ส่งเสริมให้ลงทุนที่ venture capital โดยมีรัฐบาลประกันผลตอบแทนจำนวนหนึ่ง เพื่อดึงให้คนสนใจ ที่หันเหไปจากตลาดหุ้น
3. ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อย ขึ้นภาษีสินค้าฟุ่มเฟื่อย ลดภาษีต้นทุนทำธุรกิจ
4. เป็นโอกาสสร้างงานด้านเกษตรกรรมที่มีระบบมากขึ้น โดยให้คนตกงาน หันไปทำงานกับบริษัทผลิตสินค้าเกษตรที่มีรัฐบาลถือหุ้น โดยเปิดใหม่ในต่างจังหวัดหลายๆ แห่ง เพื่อให้คนตกงานไปทำงานต่างจังหวัดมากขึ้น ค่าครองชีพก็จะถูกลงสำหรับคนตกงานเหล่านั้น
5. เห็นด้วยอย่างมากเรื่องการสร้างทางรถไฟรางคู่ หรือปรับปรุงระบบทางรถไฟรางคู่ เพื่อขนส่งสินค้าและคนระหว่างจังหวัด สำคัญกว่า การสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพ เพื่อในอนาคตจะกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคต่างๆได้ ทำให้รัฐบาลได้รายได้เพิ่มจากค่าขนส่ง และค่าโดยสาร”
ท่านที่ห้า ชื่อว่า “Sermrat” “ตนเองทำธุรกิจ SME เกี่ยวกับงานบริการ ปัญหาที่พบคือ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3 % เพราะต้องถูกหักภาษีทันทีที่รับเงิน แต่กำไรสุทธิทั้งปีจะเสียน้อยกว่าภาษีที่ถูกหักไว้ ต้องขอคืนภาษี ซึ่งขั้นตอนนี้นานมากทำให้ต้องรับภาระภาษีที่จ่ายไปก่อน นั่นคือทำให้เกิดต้นทุน และขาดเงินหมุนเวียนต้องกู้ยืมใช้หมุน ทำให้มีภาระดอกเบี้ยอีก จึงอยากให้รัฐ พิจารณาลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายลงเหลือ 1 %”
ท้ายนี้ ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยๆ กันคิดและเสนอมาตรการให้ภาครัฐพิจารณาครับ

