Friday, 26 December 2008
มาตรการที่รัฐบาลใหม่น่าทำ
« เทศกาลปรับสมมติฐานขนานใหญ่ | Main | มาตรการที่รัฐบาลใหม่น่าทำ (ต่อ) »ฟิตเนสการลงทุน
สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์
มาตรการที่รัฐบาลใหม่น่าทำ
พุธที่ผ่านมา ผมได้แถลงข่าวผลสำรวจความเห็นของสมาชิกนักวิเคราะห์ทุกสำนัก ซึ่งรอบนี้กลุ่มที่ไม่ได้พักร้อนและตอบแบบสำรวจความเห็นกลับมามี 18 สำนัก ท่านผู้อ่านคงได้เห็นข่าวไปบ้างแล้ว
จากผลการวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจปี 52 ที่ว่าจะโตน้อยแค่ 0.7% ผลดำเนินงานของบริษัทในตลาดหุ้นกำไรลดลง 4.9% โดยกำไรลดลงเกือบทุกหมวด (ยกเว้นหมวดโรงแรมที่ดีขึ้นในปี 52 แต่ก็เป็นเพราะกำไรทรุดโทรมมาตั้งแต่ปี 51 ที่ลดลงถึง 7.8% จากผลของภาวะเศรษฐกิจผสมกับปิดสนามบิน) และดัชนีปีหน้าจะปิดที่ 547 จุด
โดยระหว่างปี 52 จะมีจุดต่ำสุดแถวๆ ไตรมาส 1 หรือ 2 ที่แถวๆ 364 จุด ทั้งนี้นักวิเคราะห์เป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย เสถียรภาพรัฐบาล และห่วงปัญหาการตกงานของชาติ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมไทยปี 52 หนักหนาไม่ใช่เล่น
รัฐบาลเองก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี เห็นได้จากการเตรียมการร่างนโยบาย และการเดินสายประชุมรับฟังความเห็นขององค์กรภาคเอกชนต่างๆ รวมถึงองค์กรในตลาดทุนด้วย
ช่วงนี้เป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังเตรียมคัดเลือกนโยบายเข้ามาเยียวยาการถดถอยทางเศรษฐกิจและรองรับปัญหาการว่างงาน ผมคิดว่าคนไทยทุกคนถ้ามีโอกาสช่วยคิดมาตรการดีๆ ที่มีประโยชน์กับส่วนรวมก็ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันพูดต่อๆ กันไป
ส่วนตัวของผม จากการติดตามข่าวสารเศรษฐกิจในและนอกประเทศอย่างละเอียดทุกวันมาอย่างต่อเนื่อง ผมมีสมมติฐานหลักว่า ปัญหาที่ต้องดูเป็นพิเศษ มีดังต่อไปนี้
• ผู้ที่จะตกงานและมีหนี้ผ่อนบ้าน นอกจากกระทบต่อการบริโภคแล้วจะกระทบไปถึงตัวเลข NPL ของธนาคาร ถ้าเพิ่มขึ้นเมื่อใด ความเชื่อมั่นต่อธนาคารก็ลดวูบ
• ผู้ที่จะตกงานหรือรายได้ทรุดลง แถมมีครอบครัวที่ต้องดูแลหลายคน เช่น พ่อแม่และลูกหลาน กลุ่มนี้ควรประคองเยียวยาเป็นพิเศษ ไม่งั้นอาจมีกรณีหมดกำลังที่จะทำหน้าที่ลูกกตัญญู หรือหน้าที่พ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูกๆ
• ภาคธุรกิจที่ถูกผลกระทบหนักหนากว่ากลุ่มอื่นๆ เช่น ภาคท่องเที่ยว ภาคอิเล็กทรอนิคส์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกมากๆ ภาคที่เกี่ยวกับรถยนต์ชิ้นส่วนยานยนต์ ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ตามมาติดๆ พวกนี้ควรอยู่ในจอเรดาร์ที่รัฐบาลจำเป็นต้องประคองปีกเป็นพิเศษจากสมมติฐานหลักๆ ที่ว่า ผมอยากช่วยรัฐบาลคิดมาตรการที่เหมาะสม ซึ่งบางส่วนผมก็ได้มีโอกาสเรียนเสนอท่านนายกรัฐมนตรีคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่าน รมว.กระทรวงการคลัง คุณกรณ์ จาติกวณิช ไปแล้วในที่ประชุมตลาดทรัพย์ฯ ในวันที่ท่านมาเยือนตลาดหลักทรัพย์ฯ
มาตรการที่ผมคิดว่าน่าทำ ก็ได้แก่
1. การป้องกันผู้ตกงานหรือรายได้ทรุด ที่มีเงินกู้ซื้อบ้านกับธนาคารจะถูกซ้ำเติมจากการเป็นลูกหนี้ผิดนัดชำระค่างวดกับธนาคาร ซึ่งเดิมเขาอาจถูกคิด ดบ. แค่ MLR ซึ่งไม่สูงนัก แต่กรณีผิดนัดตามสัญญากู้ ดบ. อาจถูกปรับพรวดขึ้นเป็นประมาณ 20% หรือบวกลบจากนี้เล็กน้อย (ตามสัญญา)
การตกงานหรือรายได้ทรุดจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่แรงสุดใน 80 ปี ไม่ใช่เหตุแห่งความเลินเล่อ จึงน่าเห็นใจ และบางทีลูกหนี้เงินกู้ซื้อบ้านเหล่านี้ อาจขาดกระแสเงินสดไปนิดเดียว เช่น ค่างวด 15,000 บาท อาจจะเป็นส่วนของดอกเบี้ย 10,000 บาท เงินต้น 5,000 บาท บางทีอาจพร้อมชำระแค่ 11,000 บาท ซึ่งเกินดอกเบี้ย แต่ไม่พอส่วนที่เป็นเงินต้น
ผมเสนอให้รัฐบาล ประสานงานสมาคมธนาคาร และหรือแบงค์ชาติ ควรมีมาตรการเห็นชอบกันปรับลดค่าผ่อนลงเป็นการชั่วคราว สำหรับผู้ที่มีหลักฐานตกงานหรือรายได้ทรุด
2. มาตรการเพิ่มค่าลดหย่อนภาษี เพื่อคืนเงินเข้าสู่กระเป๋าของประชาชนที่มีภาระหนักหนากว่ากลุ่มอื่น เช่น
- เพิ่มค่าลดหย่อนเลี้ยงดูบิดามารดา เพื่อเยียวยาให้กลุ่มนี้มีกำลังทำหน้าที่ลูกกตัญญูต่อไป
- เพิ่มค่าลดหย่อนเลี้ยงดูบุตร
- เพิ่มค่าลดหย่อนดอกเบี้ยผ่อนบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องซื้อหลังใหม่ ซึ่งตามที่ท่าน รมว.คลัง เตรียมให้ค่าลดหย่อนเต็มที่สำหรับ ผู้ซื้อบ้านใหม่นั้น ผมเองก็เห็นว่าเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีครับ ไม่ได้คัดค้านแต่ขอขยายมาสู่ผู้มีหนี้เดิม ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีภาระอันหนักหนาน่าช่วยเหลือ
3. การประคองปัญหาตกงานเพิ่ม โดยสร้างงานใหม่ ใช้องค์กรภาครัฐรับลูกจ้างชั่วคราวบริการอันจำเป็น เช่น โรงพยาบาลรัฐบาลทั่วประเทศถ้าเปิดบริการแบบเต็มที่ในวันหยุดและภาคค่ำ (ปัจจุบันเปิดบริการนิดเดียว) มีงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่หมอและพยาบาล เช่น พนักงานธุรการ คิดเงิน ทำความสะอาด เก็บแฟ้ม จ่ายแฟ้มคนไข้ ฯลฯ กรณีนี้ยังได้ประโยชน์ทางอ้อมอีกเยอะ คือ ช่วยให้คนไข้ที่จนลง ได้ลดภาระค่าใช้จ่ายโดยมาใช้บริการภาครัฐ นอกจากนั้นยาบางอย่างของ รพ.รัฐ ผมได้ยินได้ฟังว่า เป็นยาที่ผลิตในประเทศถูกกว่ายานำเข้าเยอะ อาจมีส่วนช่วยลดการขาดดุลการค้าอีก
อาจมีองค์กรรัฐอื่นๆ ที่รองรับแรงงานได้ เช่น อาจจะรับลูกจ้างทำงานส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดต่างๆ งานเสริมสร้างทัศนียภาพสวยๆ ให้แต่ละจังหวัด
ในเรื่องทำนองนี้ ท่านนายกฯ ได้คิดไว้บ้างแล้ว เช่น งานธุรการในโรงเรียนของรัฐ ซึ่งผมก็ดีใจที่ท่านได้เตรียมการไว้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้ามีส่วนอื่นๆ อีกก็คงจะดีครับ
คุณๆ ผู้อ่านถ้ามีข้อเสนอมาตรการดีๆ ลองช่วยกันคิด ช่วยกันกระจายความเห็น เขียนในเว็บบล็อคของผมก็ได้ครับที่ http://api.settrade.com/blog/sombat/
[Trackback URL for this entry]
ในระยะสั้น
1 รัฐบาลใช้จ่ายเงินงบฯอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการต้องมีผลิตผลมากกว่าการจ้างงาน
2 ลดการตกงาน โดยนโยบาย ลดภาษีนิติบุคคล อาจจะดี
3 ความมั่งคั่งเกษตรกร ไม่ใช่ดูแลแค่ รายได้ ต้องดูต้นทุน เพื่อให้มีเงินหลังจากการทำการเกษตรเพียงพอกับรายจ่ายที่มี
4 ลดภาระการใช้จ่ายของประชาชน กระทรวงพานิช ดูแลต้นทุนสินค้า ลดราคาสินค้าจำเป็น เพิ่มการเก็บภาษีสินค้าไม่จำเป็นเพื่อไปเป็นรายได้ของรัฐ และลดการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศในกรณีเป็นสินค้านำเข้า
5 ช่วยเหลือผู้ตกงานโดยมีการจ้างให้มาทำงาน หรือ จ้างมาอบรมฝีมือแรงงานเพื่อเพิ่มทักษะในการประกอบวิชาชีพ
6 รัฐบาลส่งเสริมการหาตลาดให้แกภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม
ในระยะยาว มีเยอะมากเอาหลักๆที่คนอื่นไม่ค่อยคิดแล้วกันนะ
1 โครงการสร้างทางรถไฟรางคู่ เพื่อขนส่งสินค้าและคนระหว่างจังหวัด สำคัญกว่า การสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพ เพื่อในอนาคตจะกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคต่างๆได้ ไม่ใช่การเจริญแบบ เอกนคร
2 พัฒนาระบบการศึกษา โดยบูรณาการ ทักษะการใช้ชีวิตในพื้นที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร รวมทั้งพัฒนาทักษะฝีมีในการศึกษาสายสามัญ ยิ่งไปกว่านั้นต้องมีการพัฒนาการศึกษาในภาคอาชีวะ เพื่อให้คนสามารถทำงานได้เร็ว เสียเวลาเรียนน้อย
3 ภาคการเกษตรเน้นการเกษตรเพื่อดำรงชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง อย่างน้อยต้องเจียดพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ของที่ดินทำกินเพื่อนทำเกษตรแบบพอเพียงเพื่อดำรงชีวิตได้ เป็นการลดต้นทุนการดำเนินชีวิตในระยะยาวของเกษตรกร
4 การสร้างความเข็มแข็งในระดับชุมชนและภูมิภาค ให้สามารถสร้างรายได้ผ่านอุตสาหกรรมขนาดเล็ก และสร้างความอดุมให้กับทรัพยากรธรรมชาติโดยรวม
เบื้องต้นนะครับ
รัฐบาลควรจะงดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาจากเงินก้อนสุดท้ายในการเกษียณจากงาน หรือถ้าเก็บควรเก็บให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพราะหลังจากนี้เขาจะไม่มีรายได้อีกแล้ว และในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ เงินออมในการเกษียณผ่านกองทุน RMF LTF ติดลบหมด และการหาประโยชน์จากดอกเบี้ยก็ไม่สามารถที่จะยังชีพอยู่ได้เลย เป็นกลุ่มคนที่รัฐต้องให้ความสนใจ เพราะตลอดเวลาที่ทำงาน ก็เสียภาษีให้รัฐมากมายอยู่แล้ว
1.รัฐบาลน่าจะหาวิธีแก้ไขสำหรับบริษัทที่มีแนวโน้มจะปิดบริษัท หรือลดพนักงาน ให้เร็วกว่านี้ ไม่ใช่รอให้บริษัทปิด และคนตกงานเป็นล้าน ทำอย่างไรให้บริษัทอยู่ได้ เช่น หาตลาดใหม่ หาทางลดต้นทุนให้ โดยผูกพันกับพนักงาน ต้องจ้างพนักงานจำนวนเท่านี้ หรือห้ามลดพนักงานจึงจะช่วยเรื่องลดภาษีต้นทุน หรือต้นทุน ด้านอื่น หรือลดภาษีนิติบุคคล ไม่ใช่มารอให้บริษัทปิด จนคนตกงานแบบนี้
2. ปรับการลงทุน LTF RMF ไปลงทุนที่ venture capital โดยมีรัฐบาลประกันผลตอบแทนจำนวนหนึ่ง เพื่อดึงให้คนสนใจ ที่หันเหไปจากตลาดห้น
3. ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อย ขึ้นภาษีสินค้าฟุ่มเฟื่อย ลดภาษีต้นทุนทำธุรกิจ
4. เป็นโอกาสที่สร้างงานด้านเกษตรกรรมที่มีระบบมากขึ้น โดยให้คนตกงาน หันไปทำงานกับบริษัทผลิตสินค้าเกษตรที่มีรัฐบาลถือหุ้น โดยเปิดใหม่ในต่างจังหวัดหลายๆ แห่ง เพื่อให้คนตกงานไปทำงานต่างจังหวัดมากขึ้น ค่าครองชีพก็จะถูกลงสำหรับคนตกงานเหล่านั้น
5. เห็นด้วยอย่างมากเรื่องการสร้างทางรถไฟรางคู่ หรือปรับปรุงระบบทางรถไฟรางคู่ เพื่อขนส่งสินค้าและคนระหว่างจังหวัด สำคัญกว่า การสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพ เพื่อในอนาคตจะกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคต่างๆได้ ความคิดเยี่ยมมากครับ เพราะทำให้รัฐบาลได้รายได้เพิ่มจากค่าขนส่ง และค่าโดยสาร
ผมทำธุรกิจ sme เกี่ยวกับงานบริการ ปัญหาที่พบคือ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3 % เพราะต้องถูกหักภาษีทันทีที่รับเงิน แต่กำไรสุทธิทั้งปีจะเสียน้อยกว่าภาษีที่ถูกหักไว้ ต้องขอคืนภาษี ซึ่งขั้นตอนนี้นานมากทำให้ต้องรับภาระภาษีที่จ่ายไปก่อน นั่นคือทำให้เกิดต้นทุน และขาดเงินหมุนเวียนต้องกู้ยืมใช้หมุน ทำให้มีภาระดอกเบี้ยอีก จึงอยากให้รัฐ พิจารณาลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายลงเหลือ 1 % ขอฝากด้วยครับ
ขอบคุณทุกท่านครับ ที่ร่วมแสดงความเห็น ผมคิดว่าจะเลือกนำความเห็นดีๆของท่านไปลงในคอลัมน์หนังสือพิมพ์ ตามเนื้อที่คอลัมน์ที่มี ในศุกร์ที่ 9มค.นี้ครับ
ใครมีความเห็นดีๆเชิญอีกนะครับ


ในการแก้ปัญหา
1.ต้องลดราคาสินค้าลงเช่นรถยนต์ คอม เพื่อให้คนที่ยังพอมีเงินเกิดการจับจ่ายก็จะเกิดการหมุนเวียนของเศษฐกิจเกิดการผลิตเกิดการจ้างงานก็เกิดการหมุนเวียนของเงิน