Friday, 17 October 2008

วิกฤตโลกบานปลายนักวิเคราะห์ชี้ดัชนีหุ้นปลายปี 51 อยู่ที่ 611 จุด

« ดูวิกฤตหุ้นในอดีต ประเมินวิกฤตหุ้นปัจจุบัน | Main | ตลาดหลักทรัพย์ฯ สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ นิด้า และสถาบันวิจัยนครหลวงไทย ร่วมกันจัดงาน เสวนาสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เรื่อง "Thailand Outlook, in Global Recession" ในวันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2551 เวลา 13.30-16.00 น.(ลงทะเบียนเวลา 13.30-14.00 น) ณ โถงนิทรรศการ ชั้น 1 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย »
วิกฤตเศรษฐกิจโลกและสถาบันการเงินโลกที่มีผลกระทบบานปลายขึ้นอย่างมากใน 2-3 เดือนที่ผ่านมา รวมถึงความตึงเครียดทางการเมืองไทยและปัจจัยลบอื่นๆ ได้ส่งผลให้นักวิเคราะห์สมาชิกของสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 52 เหลือ 4.0% โดยยังคงประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ที่ร้อยละ 5  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ณ ปลายปี 51 เหลือ 611 จุด เฉพาะรายที่ปรับแล้ว) โดยมีสำนักวิจัยเกือบครึ่งยังปรับลดไม่เสร็จ และคาดว่าจุดต่ำสุดของดัชนีปีนี้จะอยู่ที่ 413 จุด ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะมีกำไรสุทธิต่อหุ้นเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 18.8 ส่วนปีหน้าเหลือ 2.3%   ทั้งนี้  นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมฯ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุด เรื่องแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้  พร้อมเสนอแนะเร่งสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน รวมถึงดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยลดภาษีบริษัทจดทะเบียนและสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อให้บริษัทซื้อหุ้นคืน               

สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ได้สำรวจความเห็นนักวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2551 ในประเด็นเกี่ยวกับปัจจัยที่นักวิเคราะห์ใช้เป็นสมมติฐานหลักในการทำบทวิเคราะห์ ทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ แนวโน้มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน   คาดการณ์อัตราการขยายตัวของกำไรต่อหุ้นของบริษัทในกลุ่มธุรกิจสำคัญ   คาดการณ์ดัชนีราคาผู้บริโภค   หุ้นที่แนะนำให้ลงทุน รวมถึงคำแนะนำให้นักลงทุน และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อภาวะเศรษฐกิจไทยและตลาดทุนไทย  โดยมีสำนักวิจัยจากบริษัทหลักทรัพย์แสดงความเห็นรวม 21 แห่ง โดยทุกรายได้ให้ความเห็นต่อประเด็นต่างๆ อย่างชัดเจน แต่ในเชิงตัวเลขประมาณการบางอย่าง เช่น ดัชนีหุ้นปลายปี  คาดการณ์ GDP ฯลฯ นั้น  มีสำนักวิจัยที่ยังปรับประมาณการไม่เสร็จจึงยังไม่ได้ให้ตัวเลขกลับมาประมาณ 43%

สมมติฐานหลักที่นักวิเคราะห์ใช้ประกอบการทำบทวิเคราะห์ 5 อันดับแรก
  ปัจจัยบวก
1)       แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในขาลง  มีผู้ตอบร้อยละ 67
2)     มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบด้วยการเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ  มาตรการส่งเสริมตลาดหุ้น  การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน  มีผู้ตอบร้อยละ 62
3)       ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลง  มีผู้ตอบร้อยละ 41
4)     มีผู้ตอบร้อยละ 29 เท่ากัน สองปัจจัย คือ อัตราเงินเฟ้อที่ลดลง และความร่วมมือของนานาประเทศในการออกมาตรการแก้ปัญหาของระบบการเงินและสถาบันการเงิน
5)       ราคาหุ้นไทยที่มีค่า PE ต่ำมาก ในขณะที่อัตราผลตอบแทนของเงินปันผลสูง  มีผู้ตอบร้อยละ 19

  ปัจจัยลบ
1)       ปัจจัยทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอนและมีความขัดแย้ง ส่อแววยืดเยื้อ  มีผู้ตอบร้อยละ 90
2)       ปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เกิดจากวิกฤตสินเชื่อและปัญหาสถาบันการเงิน  มีผู้ตอบร้อยละ 86
3)     ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว มีอัตราการบริโภคลดลง อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเติบโตในอัตราที่ลดลง  มีผู้ตอบร้อยละ 38
4)     ปัจจัยอื่น ๆ มีผู้ตอบใกล้เคียงกัน ได้แก่ กระแสเงินไหลออกจากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ  การชะลอการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ  ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

 

 
ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อภาวะเศรษฐกิจ สังคม และตลาดทุนไทย
·        ควรสร้างเสถียรภาพทางการเมืองโดยเร็ว และลดความขัดแย้ง ลดการใช้ความรุนแรงต่อกัน
·        สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน นักธุรกิจและผู้บริโภค โดยใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, เร่งโครงการลงทุนภาครัฐ  เป็นต้น รวมถึงเร่งการใช้จ่ายและเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
·        มีมาตรการส่งเสริมตลาดทุน เช่น ลดภาษีบริษัทจดทะเบียน ลดดอกเบี้ย สนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียน ให้การศึกษากับนักลงทุน เป็นต้น 
 คำแนะนำแก่นักลงทุน
·     ทยอยซื้อสะสมหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี บริหารงานดี ฐานะการเงินแข็งแรง รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจได้ ไม่ต้องเร่งรีบซื้อ  เลือกหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูง  และหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากภายนอกประเทศต่ำ
·     สำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่ในพอร์ต ให้ทบทวนพอร์ตและเลือกถือหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีไว้รอการฟื้นตัว เนื่องจากราคาหุ้นปรับลงต่ำมากแล้ว  และยังไม่ควรซื้อเพิ่มในหุ้นปัจจัยพื้นฐานไม่ดีเพื่อหวังถัวเฉลี่ยต้นทุน ส่วนหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี ให้ซื้อเพิ่มเมื่อเห็นภาพของปัจจัยต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น
 ตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ สำหรับปี 2551 และ 2552
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ ให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ตามรายละเอียดดังข้างล่างนี้
  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET Index  ปี 2551  
-  ณ สิ้นปี 2551
  ปรับลดลงจากการสำรวจเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยตัวเลข สิ้นปี 2551 อยู่ที่เฉลี่ย 611 จุด จากเดิมคาดไว้ 828 จุด  โดยตัวเลขสูงสุดที่มีผู้ตอบคือ 740 จุด และมีผู้ตอบตัวเลขสิ้นปีไว้ต่ำสุดที่ 530 จุด   
 
- จุดต่ำสุด ของ
SET Index ในปีนี้ นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่เฉลี่ย 413 จุด
  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET Index  ปี 2552-
ณ สิ้นปี 2552 
ตัวเลขมีการปรับลดลงเช่นกัน โดยครั้งนี้คาดการณ์ไว้ที่ 671 จุด จากการสำรวจครั้งที่แล้วที่ 896 จุด โดยมีผู้ตอบตัวเลขสูงสุดที่ 800 จุด และตอบตัวเลขต่ำสุดที่ 391 จุด 
   อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ GDP Growth
-    ทั้งปี 2551  ตัวเลขคาดการณ์ครั้งนี้ยังเท่ากับการสำรวจครั้งที่แล้ว โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5.0%  
-  ทั้งปี 2552  ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยที่ 4.0% จากประเมินครั้งที่แล้วที่ 4.9% 
  ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หรือ EPS Growth
 -    ทั้งปี 2551  คาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 18.8%  ลดลงจากคาดการณ์ที่ผ่านมาที่ 21.3%
-  ทั้งปี 2552  ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยที่ 2.3% ลดลงจากครั้งที่แล้วที่ 6.6% 
  อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์สรอ.     
-  ณ สิ้นปี 2551
  คาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 34.2 บาทต่อดอลลาร์สรอ.

 

-  ณ สิ้นปี 2552  ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยที่ 34.1 บาทต่อดอลลาร์สรอ.
  อัตราดอกเบี้ย RP 1 วัน -    ณ สิ้นปี 2551  นักวิเคราะห์ประเมินอัตราดอกเบี้ย RP 1 วันเฉลี่ยอยู่ที่ 3.54%
-  ณ สิ้นปี 2552  โดยเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.00%  
  ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ Consumer Price Index  CPI)
-    เฉลี่ยทั้งปี 2551  คาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6.2%  มีตัวเลขของผู้ที่คาดการณ์สูงสุดที่ 6.8% และตัวเลขของผู้ที่คาดการณ์ต่ำสุดที่ 5.5%
-  เฉลี่ยทั้งปี 2552  โดยเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.1% ตัวเลขคาดการณ์สูงสุดที่ 4.3% และมีผู้คาดการณ์ต่ำสุดที่ 1.4% 
ารางที่
1  -  ตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ ปี 2551
  ค่าเฉลี่ยตัวเลขของผู้คาดการณ์สูงสุดตัวเลขของผู้คาดการณ์ต่ำสุดจำนวนสำนักวิจัยที่ตอบ
  สำรวจ ณ 5 สค.51 สำรวจ ณ 17 ตค.51 สำรวจ ณ 5 สค.51 สำรวจ ณ 17 ตค.51 สำรวจ ณ 5 สค.51สำรวจ ณ 17 ตค.51 สำรวจ ณ 5 สค.51 สำรวจ ณ 17 ตค.51
SET Index        
 - ณ สิ้นปี 518286119507407005302011
 - จุดต่ำสุดของปี 516284136604505883741910
GDP Growth ปี 515.05.05.65.24.54.52112
EPS Growth ปี 5121.318.842.036.94.54.5189
FOREX Bht:US$ สิ้นปี 5133.634.235.536.031.833.02112
ดอกเบี้ย RP 1 วัน สิ้นปี 513.823.544.253.753.503.002112
CPI เฉลี่ยทั้งปี7.36.28.56.86.05.52111
 ตารางที่ 2  -  ตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ ปี 2552
  ค่าเฉลี่ยตัวเลขของผู้คาดการณ์สูงสุดตัวเลขของผู้คาดการณ์ต่ำสุดจำนวนสำนักวิจัยที่ตอบ
  สำรวจ ณ 5 สค.51 สำรวจ ณ 17 ตค.51 สำรวจ ณ 5 สค.51 สำรวจ ณ 17 ตค.51 สำรวจ ณ 5 สค.51 สำรวจ ณ 17 ตค.51 สำรวจ ณ 5 สค.51 สำรวจ ณ 17 ตค.51
SET Index ณ สิ้นปี 528966711,0008008203911110
GDP Growth ปี 524.94.05.54.54.03.8

 

16

 

11
EPS Growth ปี 526.62.315.08.02.0-8.2148
FOREX Bht:US$ สิ้นปี 5233.834.135.037.031.531.01611
ดอกเบี้ย RP 1 วัน สิ้นปี 524.113.004.753.503.502.501511
CPI เฉลี่ยทั้งปี 524.93.16.94.33.01.41610

 

  อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น EPS Growth) ของกลุ่มธุรกิจสำคัญ   
- ปี
2551  จากผลการสำรวจ พบว่า นักวิเคราะห์ยังคงคาดการณ์ว่า กลุ่มธนาคารมีอัตราการเติบโตสูงสุด โดยมีค่าเฉลี่ย EPS Growth ของปี 2551 ที่ร้อยละ 402.9   กลุ่มอาหารขึ้นมาเป็นอันดับสอง โดยเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 33.8   อสังหาริมทรัพย์ เป็นอันดับสาม เติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 21.4  
- ปี 2552  นักวิเคราะห์คาดว่าในปี 2552 กลุ่มธุรกิจต่าง ๆ จะมีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นน้อยกว่าปี 2551  โดยกลุ่มธนาคารยังได้รับการคาดการณ์ไว้สูงสุด มีค่าเฉลี่ยที่ร้อยละ 9.8  อันดับสองเป็นกลุ่มอาหาร กำไรต่อหุ้นมีอัตราเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 6.9  กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นอันดับสาม ที่ร้อยละ 5.7 
ตารางที่ 3 - EPS Growth (%) ปี 2551 แยกตามกลุ่มธุรกิจ
กลุ่มธุรกิจปี 2551  ค่าเฉลี่ย)ปี 2552 (ค่าเฉลี่ย)

 

สำรวจครั้งนี้ (17 ตค.51)สำรวจครั้งก่อน (5 สค.51)สำรวจครั้งนี้ (17 ตค.51)
ธนาคาร402.9557.99.8
อาหาร33.813.96.9
อสังหาริมทรัพย์21.425.75.7
เดินเรือ 19.819.9-29.3
ปิโตรเคมี4.51.3-7.7
พลังงาน 4.48.80.9
วัสดุก่อสร้าง-2.36.7-1.5
 หุ้นแนะนำหุ้นเด่นที่นักวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนตรงกันหลายสำนักวิจัย ได้แก่ ADVANC, BBL, CPALL, KBANK, PTT, PTTEP เป็นต้น เรียงตามลำดับตัวอักษร)  
Posted by sombat at 5:38 PM in ฟิตเนสการลงทุน

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: พิม at Wed, 22 Oct 10:13 AM

ขอบคุณมากค่ะ แล้วจะตามมาอ่านเรื่อยๆค่ะ

Your comment: