Friday, 17 October 2008
วิกฤตโลกบานปลายนักวิเคราะห์ชี้ดัชนีหุ้นปลายปี 51 อยู่ที่ 611 จุด
« ดูวิกฤตหุ้นในอดีต ประเมินวิกฤตหุ้นปัจจุบัน | Main | ตลาดหลักทรัพย์ฯ สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ นิด้า และสถาบันวิจัยนครหลวงไทย ร่วมกันจัดงาน เสวนาสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เรื่อง "Thailand Outlook, in Global Recession" ในวันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2551 เวลา 13.30-16.00 น.(ลงทะเบียนเวลา 13.30-14.00 น) ณ โถงนิทรรศการ ชั้น 1 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย »
วิกฤตเศรษฐกิจโลกและสถาบันการเงินโลกที่มีผลกระทบบานปลายขึ้นอย่างมากใน 2-3 เดือนที่ผ่านมา รวมถึงความตึงเครียดทางการเมืองไทยและปัจจัยลบอื่นๆ ได้ส่งผลให้นักวิเคราะห์สมาชิกของสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 52 เหลือ 4.0% โดยยังคงประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ที่ร้อยละ 5 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ณ ปลายปี 51 เหลือ 611 จุด เฉพาะรายที่ปรับแล้ว) โดยมีสำนักวิจัยเกือบครึ่งยังปรับลดไม่เสร็จ และคาดว่าจุดต่ำสุดของดัชนีปีนี้จะอยู่ที่ 413 จุด ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะมีกำไรสุทธิต่อหุ้นเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 18.8 ส่วนปีหน้าเหลือ 2.3% ทั้งนี้ นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมฯ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุด เรื่องแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้ พร้อมเสนอแนะเร่งสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน รวมถึงดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยลดภาษีบริษัทจดทะเบียนและสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อให้บริษัทซื้อหุ้นคืน
สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ได้สำรวจความเห็นนักวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2551 ในประเด็นเกี่ยวกับปัจจัยที่นักวิเคราะห์ใช้เป็นสมมติฐานหลักในการทำบทวิเคราะห์ ทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ แนวโน้มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน คาดการณ์อัตราการขยายตัวของกำไรต่อหุ้นของบริษัทในกลุ่มธุรกิจสำคัญ คาดการณ์ดัชนีราคาผู้บริโภค หุ้นที่แนะนำให้ลงทุน รวมถึงคำแนะนำให้นักลงทุน และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อภาวะเศรษฐกิจไทยและตลาดทุนไทย โดยมีสำนักวิจัยจากบริษัทหลักทรัพย์แสดงความเห็นรวม 21 แห่ง โดยทุกรายได้ให้ความเห็นต่อประเด็นต่างๆ อย่างชัดเจน แต่ในเชิงตัวเลขประมาณการบางอย่าง เช่น ดัชนีหุ้นปลายปี คาดการณ์ GDP ฯลฯ นั้น มีสำนักวิจัยที่ยังปรับประมาณการไม่เสร็จจึงยังไม่ได้ให้ตัวเลขกลับมาประมาณ 43%
สมมติฐานหลักที่นักวิเคราะห์ใช้ประกอบการทำบทวิเคราะห์ 5 อันดับแรก
• ปัจจัยบวก
1) แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในขาลง มีผู้ตอบร้อยละ 67
2) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบด้วยการเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ มาตรการส่งเสริมตลาดหุ้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน มีผู้ตอบร้อยละ 62
3) ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลง มีผู้ตอบร้อยละ 41
4) มีผู้ตอบร้อยละ 29 เท่ากัน สองปัจจัย คือ อัตราเงินเฟ้อที่ลดลง และความร่วมมือของนานาประเทศในการออกมาตรการแก้ปัญหาของระบบการเงินและสถาบันการเงิน
5) ราคาหุ้นไทยที่มีค่า PE ต่ำมาก ในขณะที่อัตราผลตอบแทนของเงินปันผลสูง มีผู้ตอบร้อยละ 19
• ปัจจัยลบ
1) ปัจจัยทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอนและมีความขัดแย้ง ส่อแววยืดเยื้อ มีผู้ตอบร้อยละ 90
2) ปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เกิดจากวิกฤตสินเชื่อและปัญหาสถาบันการเงิน มีผู้ตอบร้อยละ 86
3) ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว มีอัตราการบริโภคลดลง อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเติบโตในอัตราที่ลดลง มีผู้ตอบร้อยละ 38
4) ปัจจัยอื่น ๆ มีผู้ตอบใกล้เคียงกัน ได้แก่ กระแสเงินไหลออกจากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ การชะลอการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น
ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อภาวะเศรษฐกิจ สังคม และตลาดทุนไทย
· ควรสร้างเสถียรภาพทางการเมืองโดยเร็ว และลดความขัดแย้ง ลดการใช้ความรุนแรงต่อกัน
· สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน นักธุรกิจและผู้บริโภค โดยใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, เร่งโครงการลงทุนภาครัฐ เป็นต้น รวมถึงเร่งการใช้จ่ายและเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
· มีมาตรการส่งเสริมตลาดทุน เช่น ลดภาษีบริษัทจดทะเบียน ลดดอกเบี้ย สนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียน ให้การศึกษากับนักลงทุน เป็นต้น
คำแนะนำแก่นักลงทุน
· ทยอยซื้อสะสมหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี บริหารงานดี ฐานะการเงินแข็งแรง รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจได้ ไม่ต้องเร่งรีบซื้อ เลือกหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูง และหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากภายนอกประเทศต่ำ
· สำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่ในพอร์ต ให้ทบทวนพอร์ตและเลือกถือหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีไว้รอการฟื้นตัว เนื่องจากราคาหุ้นปรับลงต่ำมากแล้ว และยังไม่ควรซื้อเพิ่มในหุ้นปัจจัยพื้นฐานไม่ดีเพื่อหวังถัวเฉลี่ยต้นทุน ส่วนหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี ให้ซื้อเพิ่มเมื่อเห็นภาพของปัจจัยต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น
ตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ สำหรับปี 2551 และ 2552
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ ให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ตามรายละเอียดดังข้างล่างนี้
• ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET Index ปี 2551
- ณ สิ้นปี 2551 ปรับลดลงจากการสำรวจเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยตัวเลข สิ้นปี 2551 อยู่ที่เฉลี่ย 611 จุด จากเดิมคาดไว้ 828 จุด โดยตัวเลขสูงสุดที่มีผู้ตอบคือ 740 จุด และมีผู้ตอบตัวเลขสิ้นปีไว้ต่ำสุดที่ 530 จุด
- จุดต่ำสุด ของ SET Index ในปีนี้ นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่เฉลี่ย 413 จุด
• ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET Index ปี 2552-
ณ สิ้นปี 2552 ตัวเลขมีการปรับลดลงเช่นกัน โดยครั้งนี้คาดการณ์ไว้ที่ 671 จุด จากการสำรวจครั้งที่แล้วที่ 896 จุด โดยมีผู้ตอบตัวเลขสูงสุดที่ 800 จุด และตอบตัวเลขต่ำสุดที่ 391 จุด
• อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ GDP Growth
- ทั้งปี 2551 ตัวเลขคาดการณ์ครั้งนี้ยังเท่ากับการสำรวจครั้งที่แล้ว โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5.0%
- ทั้งปี 2552 ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยที่ 4.0% จากประเมินครั้งที่แล้วที่ 4.9%
• ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หรือ EPS Growth
- ทั้งปี 2551 คาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 18.8% ลดลงจากคาดการณ์ที่ผ่านมาที่ 21.3%
- ทั้งปี 2552 ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยที่ 2.3% ลดลงจากครั้งที่แล้วที่ 6.6%
• อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์สรอ.
- ณ สิ้นปี 2551 คาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 34.2 บาทต่อดอลลาร์สรอ.
- ณ สิ้นปี 2552 ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยที่ 34.1 บาทต่อดอลลาร์สรอ.
• อัตราดอกเบี้ย RP 1 วัน - ณ สิ้นปี 2551 นักวิเคราะห์ประเมินอัตราดอกเบี้ย RP 1 วันเฉลี่ยอยู่ที่ 3.54%
- ณ สิ้นปี 2552 โดยเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.00%
• ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ Consumer Price Index CPI)
- เฉลี่ยทั้งปี 2551 คาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6.2% มีตัวเลขของผู้ที่คาดการณ์สูงสุดที่ 6.8% และตัวเลขของผู้ที่คาดการณ์ต่ำสุดที่ 5.5%
- เฉลี่ยทั้งปี 2552 โดยเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.1% ตัวเลขคาดการณ์สูงสุดที่ 4.3% และมีผู้คาดการณ์ต่ำสุดที่ 1.4% ต
ารางที่ 1 - ตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ ปี 2551
ตารางที่ 2 - ตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ ปี 2552
• อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น EPS Growth) ของกลุ่มธุรกิจสำคัญ
- ปี 2551 จากผลการสำรวจ พบว่า นักวิเคราะห์ยังคงคาดการณ์ว่า กลุ่มธนาคารมีอัตราการเติบโตสูงสุด โดยมีค่าเฉลี่ย EPS Growth ของปี 2551 ที่ร้อยละ 402.9 กลุ่มอาหารขึ้นมาเป็นอันดับสอง โดยเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 33.8 อสังหาริมทรัพย์ เป็นอันดับสาม เติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 21.4
- ปี 2552 นักวิเคราะห์คาดว่าในปี 2552 กลุ่มธุรกิจต่าง ๆ จะมีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นน้อยกว่าปี 2551 โดยกลุ่มธนาคารยังได้รับการคาดการณ์ไว้สูงสุด มีค่าเฉลี่ยที่ร้อยละ 9.8 อันดับสองเป็นกลุ่มอาหาร กำไรต่อหุ้นมีอัตราเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 6.9 กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นอันดับสาม ที่ร้อยละ 5.7
ตารางที่ 3 - EPS Growth (%) ปี 2551 แยกตามกลุ่มธุรกิจ
หุ้นแนะนำหุ้นเด่นที่นักวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนตรงกันหลายสำนักวิจัย ได้แก่ ADVANC, BBL, CPALL, KBANK, PTT, PTTEP เป็นต้น เรียงตามลำดับตัวอักษร)
สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ได้สำรวจความเห็นนักวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2551 ในประเด็นเกี่ยวกับปัจจัยที่นักวิเคราะห์ใช้เป็นสมมติฐานหลักในการทำบทวิเคราะห์ ทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ แนวโน้มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน คาดการณ์อัตราการขยายตัวของกำไรต่อหุ้นของบริษัทในกลุ่มธุรกิจสำคัญ คาดการณ์ดัชนีราคาผู้บริโภค หุ้นที่แนะนำให้ลงทุน รวมถึงคำแนะนำให้นักลงทุน และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อภาวะเศรษฐกิจไทยและตลาดทุนไทย โดยมีสำนักวิจัยจากบริษัทหลักทรัพย์แสดงความเห็นรวม 21 แห่ง โดยทุกรายได้ให้ความเห็นต่อประเด็นต่างๆ อย่างชัดเจน แต่ในเชิงตัวเลขประมาณการบางอย่าง เช่น ดัชนีหุ้นปลายปี คาดการณ์ GDP ฯลฯ นั้น มีสำนักวิจัยที่ยังปรับประมาณการไม่เสร็จจึงยังไม่ได้ให้ตัวเลขกลับมาประมาณ 43%
สมมติฐานหลักที่นักวิเคราะห์ใช้ประกอบการทำบทวิเคราะห์ 5 อันดับแรก
• ปัจจัยบวก
1) แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในขาลง มีผู้ตอบร้อยละ 67
2) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบด้วยการเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ มาตรการส่งเสริมตลาดหุ้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน มีผู้ตอบร้อยละ 62
3) ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลง มีผู้ตอบร้อยละ 41
4) มีผู้ตอบร้อยละ 29 เท่ากัน สองปัจจัย คือ อัตราเงินเฟ้อที่ลดลง และความร่วมมือของนานาประเทศในการออกมาตรการแก้ปัญหาของระบบการเงินและสถาบันการเงิน
5) ราคาหุ้นไทยที่มีค่า PE ต่ำมาก ในขณะที่อัตราผลตอบแทนของเงินปันผลสูง มีผู้ตอบร้อยละ 19
• ปัจจัยลบ
1) ปัจจัยทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอนและมีความขัดแย้ง ส่อแววยืดเยื้อ มีผู้ตอบร้อยละ 90
2) ปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เกิดจากวิกฤตสินเชื่อและปัญหาสถาบันการเงิน มีผู้ตอบร้อยละ 86
3) ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว มีอัตราการบริโภคลดลง อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเติบโตในอัตราที่ลดลง มีผู้ตอบร้อยละ 38
4) ปัจจัยอื่น ๆ มีผู้ตอบใกล้เคียงกัน ได้แก่ กระแสเงินไหลออกจากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ การชะลอการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น
|
ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อภาวะเศรษฐกิจ สังคม และตลาดทุนไทย
· ควรสร้างเสถียรภาพทางการเมืองโดยเร็ว และลดความขัดแย้ง ลดการใช้ความรุนแรงต่อกัน
· สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน นักธุรกิจและผู้บริโภค โดยใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, เร่งโครงการลงทุนภาครัฐ เป็นต้น รวมถึงเร่งการใช้จ่ายและเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
· มีมาตรการส่งเสริมตลาดทุน เช่น ลดภาษีบริษัทจดทะเบียน ลดดอกเบี้ย สนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียน ให้การศึกษากับนักลงทุน เป็นต้น
คำแนะนำแก่นักลงทุน
· ทยอยซื้อสะสมหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี บริหารงานดี ฐานะการเงินแข็งแรง รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจได้ ไม่ต้องเร่งรีบซื้อ เลือกหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูง และหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากภายนอกประเทศต่ำ
· สำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่ในพอร์ต ให้ทบทวนพอร์ตและเลือกถือหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีไว้รอการฟื้นตัว เนื่องจากราคาหุ้นปรับลงต่ำมากแล้ว และยังไม่ควรซื้อเพิ่มในหุ้นปัจจัยพื้นฐานไม่ดีเพื่อหวังถัวเฉลี่ยต้นทุน ส่วนหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี ให้ซื้อเพิ่มเมื่อเห็นภาพของปัจจัยต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น
ตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ สำหรับปี 2551 และ 2552
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ ให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ตามรายละเอียดดังข้างล่างนี้
• ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET Index ปี 2551
- ณ สิ้นปี 2551 ปรับลดลงจากการสำรวจเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยตัวเลข สิ้นปี 2551 อยู่ที่เฉลี่ย 611 จุด จากเดิมคาดไว้ 828 จุด โดยตัวเลขสูงสุดที่มีผู้ตอบคือ 740 จุด และมีผู้ตอบตัวเลขสิ้นปีไว้ต่ำสุดที่ 530 จุด
- จุดต่ำสุด ของ SET Index ในปีนี้ นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่เฉลี่ย 413 จุด
• ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET Index ปี 2552-
ณ สิ้นปี 2552 ตัวเลขมีการปรับลดลงเช่นกัน โดยครั้งนี้คาดการณ์ไว้ที่ 671 จุด จากการสำรวจครั้งที่แล้วที่ 896 จุด โดยมีผู้ตอบตัวเลขสูงสุดที่ 800 จุด และตอบตัวเลขต่ำสุดที่ 391 จุด
• อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ GDP Growth
- ทั้งปี 2551 ตัวเลขคาดการณ์ครั้งนี้ยังเท่ากับการสำรวจครั้งที่แล้ว โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5.0%
- ทั้งปี 2552 ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยที่ 4.0% จากประเมินครั้งที่แล้วที่ 4.9%
• ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หรือ EPS Growth
- ทั้งปี 2551 คาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 18.8% ลดลงจากคาดการณ์ที่ผ่านมาที่ 21.3%
- ทั้งปี 2552 ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยที่ 2.3% ลดลงจากครั้งที่แล้วที่ 6.6%
• อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์สรอ.
- ณ สิ้นปี 2551 คาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 34.2 บาทต่อดอลลาร์สรอ.
|
• อัตราดอกเบี้ย RP 1 วัน - ณ สิ้นปี 2551 นักวิเคราะห์ประเมินอัตราดอกเบี้ย RP 1 วันเฉลี่ยอยู่ที่ 3.54%
- ณ สิ้นปี 2552 โดยเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.00%
• ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ Consumer Price Index CPI)
- เฉลี่ยทั้งปี 2551 คาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6.2% มีตัวเลขของผู้ที่คาดการณ์สูงสุดที่ 6.8% และตัวเลขของผู้ที่คาดการณ์ต่ำสุดที่ 5.5%
- เฉลี่ยทั้งปี 2552 โดยเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.1% ตัวเลขคาดการณ์สูงสุดที่ 4.3% และมีผู้คาดการณ์ต่ำสุดที่ 1.4% ต
ารางที่ 1 - ตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ ปี 2551
| ค่าเฉลี่ย | ตัวเลขของผู้คาดการณ์สูงสุด | ตัวเลขของผู้คาดการณ์ต่ำสุด | จำนวนสำนักวิจัยที่ตอบ | ||||||
| สำรวจ ณ 5 สค.51 | สำรวจ ณ 17 ตค.51 | สำรวจ ณ 5 สค.51 | สำรวจ ณ 17 ตค.51 | สำรวจ ณ 5 สค.51 | สำรวจ ณ 17 ตค.51 | สำรวจ ณ 5 สค.51 | สำรวจ ณ 17 ตค.51 | ||
| SET Index | |||||||||
| - ณ สิ้นปี 51 | 828 | 611 | 950 | 740 | 700 | 530 | 20 | 11 | |
| - จุดต่ำสุดของปี 51 | 628 | 413 | 660 | 450 | 588 | 374 | 19 | 10 | |
| GDP Growth ปี 51 | 5.0 | 5.0 | 5.6 | 5.2 | 4.5 | 4.5 | 21 | 12 | |
| EPS Growth ปี 51 | 21.3 | 18.8 | 42.0 | 36.9 | 4.5 | 4.5 | 18 | 9 | |
| FOREX Bht:US$ สิ้นปี 51 | 33.6 | 34.2 | 35.5 | 36.0 | 31.8 | 33.0 | 21 | 12 | |
| ดอกเบี้ย RP 1 วัน สิ้นปี 51 | 3.82 | 3.54 | 4.25 | 3.75 | 3.50 | 3.00 | 21 | 12 | |
| CPI เฉลี่ยทั้งปี | 7.3 | 6.2 | 8.5 | 6.8 | 6.0 | 5.5 | 21 | 11 | |
| ค่าเฉลี่ย | ตัวเลขของผู้คาดการณ์สูงสุด | ตัวเลขของผู้คาดการณ์ต่ำสุด | จำนวนสำนักวิจัยที่ตอบ | ||||||||
| สำรวจ ณ 5 สค.51 | สำรวจ ณ 17 ตค.51 | สำรวจ ณ 5 สค.51 | สำรวจ ณ 17 ตค.51 | สำรวจ ณ 5 สค.51 | สำรวจ ณ 17 ตค.51 | สำรวจ ณ 5 สค.51 | สำรวจ ณ 17 ตค.51 | ||||
| SET Index ณ สิ้นปี 52 | 896 | 671 | 1,000 | 800 | 820 | 391 | 11 | 10 | |||
| GDP Growth ปี 52 | 4.9 | 4.0 | 5.5 | 4.5 | 4.0 | 3.8 |
|
| |||
| EPS Growth ปี 52 | 6.6 | 2.3 | 15.0 | 8.0 | 2.0 | -8.2 | 14 | 8 | |||
| FOREX Bht:US$ สิ้นปี 52 | 33.8 | 34.1 | 35.0 | 37.0 | 31.5 | 31.0 | 16 | 11 | |||
| ดอกเบี้ย RP 1 วัน สิ้นปี 52 | 4.11 | 3.00 | 4.75 | 3.50 | 3.50 | 2.50 | 15 | 11 | |||
| CPI เฉลี่ยทั้งปี 52 | 4.9 | 3.1 | 6.9 | 4.3 | 3.0 | 1.4 | 16 | 10 | |||
|
- ปี 2551 จากผลการสำรวจ พบว่า นักวิเคราะห์ยังคงคาดการณ์ว่า กลุ่มธนาคารมีอัตราการเติบโตสูงสุด โดยมีค่าเฉลี่ย EPS Growth ของปี 2551 ที่ร้อยละ 402.9 กลุ่มอาหารขึ้นมาเป็นอันดับสอง โดยเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 33.8 อสังหาริมทรัพย์ เป็นอันดับสาม เติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 21.4
- ปี 2552 นักวิเคราะห์คาดว่าในปี 2552 กลุ่มธุรกิจต่าง ๆ จะมีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นน้อยกว่าปี 2551 โดยกลุ่มธนาคารยังได้รับการคาดการณ์ไว้สูงสุด มีค่าเฉลี่ยที่ร้อยละ 9.8 อันดับสองเป็นกลุ่มอาหาร กำไรต่อหุ้นมีอัตราเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 6.9 กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นอันดับสาม ที่ร้อยละ 5.7
ตารางที่ 3 - EPS Growth (%) ปี 2551 แยกตามกลุ่มธุรกิจ
| กลุ่มธุรกิจ | ปี 2551 ค่าเฉลี่ย) | ปี 2552 (ค่าเฉลี่ย) |
| |
| สำรวจครั้งนี้ (17 ตค.51) | สำรวจครั้งก่อน (5 สค.51) | สำรวจครั้งนี้ (17 ตค.51) | ||
| ธนาคาร | 402.9 | 557.9 | 9.8 | |
| อาหาร | 33.8 | 13.9 | 6.9 | |
| อสังหาริมทรัพย์ | 21.4 | 25.7 | 5.7 | |
| เดินเรือ | 19.8 | 19.9 | -29.3 | |
| ปิโตรเคมี | 4.5 | 1.3 | -7.7 | |
| พลังงาน | 4.4 | 8.8 | 0.9 | |
| วัสดุก่อสร้าง | -2.3 | 6.7 | -1.5 | |
Posted by at 5:38 PM in ฟิตเนสการลงทุน
[Trackback URL for this entry]
ขอบคุณมากค่ะ แล้วจะตามมาอ่านเรื่อยๆค่ะ