Friday, 5 September 2008

การเมือง เรื่องเครียดที่สุด

« กระแสซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) | Main | “เผยกลเม็ด คัดหุ้นเด็ด กับ SAA Consensus” »

การเมืองของไทยที่ตึงเครียดมาหลายเดือน ได้ก้าวมาสู่จุดค่อนข้างวิกฤตตั้งแต่ 26 ส.ค. 51 ที่กลุ่มพันธมิตรฯ เป่านกหวีดระดมพลครั้งใหญ่เข้ายึดทำเนียบรัฐบาลจนถึงวันนี้และเข้ายึดสถานี NBT ชั่วคราว และถอนกำลังออกไปแล้ว รวมถึงปิดทางเข้า-ออก สนามบินหาดใหญ่และสนามบินภูเก็ตอยู่หลายวัน

จุดตึงเครียดที่สุดคือ  วันที่ม๊อบ 2 ฝั่งปะทะกันบาดเจ็บหลายสิบคน และมีผู้เสียชีวิตเป็นครั้งแรก 1 คน ดัชนีหุ้นไทยไหลหลุดจากแนวรับ 660 จุดเป็นครั้งแรก   ทั้งๆ ที่แนวรับนี้เคยโต้กลับจนดัชนีขึ้นไป 687-710 จุด มา 3 ครั้งในช่วง ก.ค.-ส.ค.51  ผู้ลงทุนต่างชาติขายรุนแรงขึ้นในวันที่มีผู้เสียชีวิต ในระดับ 3,395 และ 3,216 ล้านบาท ติดต่อกัน 2 วัน ส่วนเมื่อวานนี้ ขาย 2,688 ล้านบาท

ผมจะไม่แสดงความเห็นผ่านคอลัมน์นี้ว่า ฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิด หรือทั้งผิดปนถูกในประเด็นไหนบ้าง เนื่องจากการเมืองเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีผู้เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยมากทั้ง 2 ฝ่าย แต่จะเขียนถึงในฐานะเป็นนักวิเคราะห์คนหนึ่งที่ทำหน้าที่ให้ความเห็นเชิงการวิเคราะห์ตลาดหุ้น เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจครับ

ผมอยากสรุปความคิดเห็นเป็นประเด็นๆ เพื่อให้ง่ายต่อการจับประเด็น ดังนี้ครับ

•  ขณะนี้ที่ดัชนีหุ้น 654 จุด หุ้นที่มีผู้วิเคราะห์ไว้เกือบทั้งหมด  ราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานโดยเฉลี่ย 20-30%

•  อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นอาจสูงกว่าหรือต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมได้นานหลายเดือน ขึ้นอยู่กับกระแสความมั่นใจของนักลงทุน ซึ่งก็ขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ

•  ขณะนี้ ปัจจัยการเมืองทวีความตึงเครียด ทำให้เป็นปัจจัยหลัก 80-90% ของตลาดหุ้นในช่วงนับจาก 26 ส.ค. เป็นต้นมา ขณะนี้ก็ยังไม่เห็นจุดจบ อาจต้องใช้เวลายืดเยื้ออีก

•  บุคคลสำคัญในสถานการณ์นี้ มีท่าทีที่เห็นและคาดการณ์ได้ชัดเจน คือ นายกฯ ไม่อยากลาออก ไม่อยากยุบสภา, ผู้นำพันธมิตรฯ  ต้องการให้นายกลาออก และพรรคพลังประชาชนต้องไม่เป็นรัฐบาล และจะเดินหน้าชุมนุมต่อเนื่อง, ทหารโดยเฉพาะ ผบ.ทบ. ไม่ต้องการให้ทหารเข้าไปใช้ความรุนแรงและคงไม่ต้องการให้ใครมาหวังให้เข้าทำรัฐประหาร, สส.ฝ่ายรัฐบาล ไม่อยากเลือกตั้งใหม่ถ้าไม่จำเป็น

•  ดูจากอาการข้างต้น คาดว่า การปักหลักในแนวทางของแต่ละฝ่ายคงยืดเยื้อยาวนาน จนกว่าใครจะถึงจุดอับจริงๆ

•  ประเด็นการทำประชามติ  ที่ชงผ่าน ครม.วานนี้ และทำให้หุ้น Rebound กลับจาก 645 จุด ช่วงเที่ยง มาปิดที่ 654 จุด ได้นั้น คาดว่าเป็นการเดินหมากตาใหม่ที่ฝั่งรัฐบาลและพรรคร่วมอยากหาทางออกที่ไม่กระทบจุดยืนตัวเอง แต่ฝั่งพันธมิตรฯ นั้นจะยอมรับหรือไม่ เพราะประชามติก็คล้ายกับการเลือกตั้งที่พันธมิตรฯ อาจคาดว่าไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม

ดูๆ  ประเด็นการเมืองแล้ว ต้องบอกว่า เครียดที่สุด และยืดเยื้อนานมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งหากคิดวนอยู่กับเรื่องนี้ ก็คงไม่ไหว  แต่ตลาดหุ้นไทยในกว่า 33 ปี มีสัจธรรมอยู่อย่างหนึ่ง คือ ลงลึกเป็นก็ขึ้นแรงเป็น, และถ้าขึ้นแรงเป็นก็ลงลึกเป็น  เหตุวิกฤตต่างๆ นั้น ตลาดหุ้นไทยก็ผ่านมามากและมีจุดสิ้นสุดเสมอ วันนี้ผมจะลองชวนคุณผู้อ่านลองมาคิดด้านบวกว่า  ถ้าลงลึกเสร็จและจะขึ้นแรงเป็นนั้น มีปัจจัยอะไรที่อาจทำให้ขึ้นได้บ้าง ผมจะลองตั้งข้อสมมติดูนะครับ  ส่วนคุณๆ ผู้อ่านถ้าจะช่วยนึกก็เขียนความเห็นต่อได้ที่เว็บบล็อกของผมที่ http://api.settrade.com/blog/sombat/ ข้อสมมติเพื่อคลายเครียดแต่อาจเป็นจริง  ก็ได้แก่

•  หากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ไหลลงฮวบฮาบจาก 145 เหรียญต่อบาร์เรล เหลือ 109 เหรียญ ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย เป็นไปได้ไหมที่ราคาน้ำมันจะจืดอีกนานจนเงินเฟ้อไทยที่ไหลลงจาก 9.2% เหลือ 6.4% งวด ส.ค.   อาจจะลดเหลือ 6.0 หรือ 5.0% ในเดือน ก.ย.-ต.ค.51

•  ถ้าตลาดคอมโมดิตี้ส์เข้าสู่ช่วงปรับตัวลง เงินลงทุนในโลกช่วงนี้อาจหมุนไปตลาดพันธบัตรก่อน   แต่พอราคาพันธบัตรขึ้นจนพอ (อัตรา Bound Yield ก็จะต่ำลงจนไม่จูงใจ)  ฉากต่อไปก็สลับกลับมาที่หุ้น  ถ้าหุ้นทั้งโลกขึ้น หุ้นไทยก็พอจะได้อานิสงส์  ถ้าวันนั้นการเมืองไม่มีเหตุรุนแรงกว่านี้

•  สมมติต่างชาติขายจนเพลีย ถึงวันหนึ่งซึ่งไม่เกินไตรมาส 4 ก็หมดแรงขาย พอดีฝั่งสถาบันไทย เช่น กบข.  พอร์ตธนาคาร ประกันชีวิต และกองทุน LTF กับ RMF เป็นฤดูซื้อปลายไตรมาส 4 โดยที่ต่างชาตินั้นผมเคยเขียนวิเคราะห์ต้นทุนของเขาไว้ในคอลัมน์นี้ เมื่อ 25 ก.ค.51 (ดูได้ในเว็บบล็อกของผม) สรุปว่าต้นทุนต่างชาติที่ซื้อมาตั้งแต่ ส.ค.47 ถึง ก.ค.50 และคำนวณจากสมมติฐานค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นกว่าตอนซื้อ  เฉลี่ยต้นทุนต่างชาติได้แถวๆ 650 ถึง 620 จุด ถ้าต่ำกว่าต้นทุนก็น่าจะเพลียหรือถ้าขายไปเยอะก็อาจจะเพลีย  อย่างไรก็ตามที่เขาเคยซื้อสะสมไว้นับจาก ส.ค.47 รวมประมาณ 4 แสนล้านบาท และขายไปแล้วนับจาก ส.ค.50 ถึงปัจจุบันประมาณเกือบ 2 แสนล้านบาท คือไปแล้วครึ่งหนึ่งที่เหลือจะออกมาอีกเท่าไรคุณๆ ผู้อ่านก็ลองสมมติดู แต่ผมคิดว่าไม่น่าขายจนเกือบหมด ยกเว้นประเทศไทยเกิดกลียุคจนเขาไม่คิดกลับมาอีกเป็น 10 ปี

•  สมมติ บจ.ต่างๆ ที่มีฐานะการเงินดี และเห็นว่าหุ้นตัวเองต่ำกว่ามูลค่าหุ้นเยอะ P/E เหลือแค่ 5 เท่า 7 เท่า หรือ 10 เท่า แถมราคาต่ำกว่า Book Value (มูลค่าต่อหุ้นทางบัญชี) เลยประกาศซื้อหุ้นคืนกันอุตลุด มากกว่า 10 รายที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ไว้  สมมติ 30-50 บริษัท ซึ่งก็อาจเป็นได้ ถ้าราคาหุ้นต่ำเตี้ยเกินเหตุยิ่งกว่านี้ อาจเป็นจุดผกผันดันหุ้นฟื้นก็ได้

•  ถ้ากองทุนร่วมลงทุนที่ ตลท.ผลักดันและร่วมลงขัน เริ่มเข้ามาเก็บหุ้นในราคาต่ำๆ จนทำให้นักลงทุนกลุ่มอื่นๆ เกิดความกล้าเข้ามาเก็บบ้าง อันนี้ก็อาจเป็นวันเป่านกหวีดลุยเหมือนกัน  แต่เป็นการลุยหุ้นนะครับ ไม่ใช่ลุยทำเนียบรัฐบาล

•  ถ้าการเมืองคลายวิกฤต เช่น เมื่อสภาผ่านการพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 52 แล้ว สถานการณ์ด้านพรรคพลังประชาชนดูย่ำแย่ไม่มีวันชนะ พรรคร่วมรัฐบาลเกิดเปลี่ยนใจประกาศโดดออกจากรัฐบาลขึ้นมาตามๆ กัน นายกฯ เลยกัดฟันยุบสภา กรณีนี้ ความตึงเครียดอาจลดฮวบลงไป ทำให้หุ้นตีกลับเลยก็เป็นได้

•  หรือหากรัฐบาลเดินหน้าทำประชามติได้สำเร็จ  แถมคะแนนออกมาชัดเจนท่วมท้นให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องยอมถอย แต่ผมว่าไม่น่าจะท่วมท้น สงสัยจะทิ้งกันไม่เกิน 60:40 หรือ 55:45 ทำให้ไม่ยอมรับกัน เพราะอาจสงสัยจะซื้อเสียงบางส่วน แต่ไม่เป็นไร ถ้าข้อนี้ไม่ผ่าน ก็ยังมีข้อต้นๆ

ปัจจัยสมมติทั้งหลายแหล่ที่ว่า อาจไม่จำเป็นต้องเกิดจริงพร้อมๆ กันทั้งหมด  แต่ถ้าบังเอิญเกิดขึ้นสัก 2-3 อย่าง โดยเฉพาะกรณีการเมืองพลิกวิกฤตได้นั้น บางทีข้อเดียวก็พอให้หุ้นขึ้นแล้ว  และอย่าคิดว่า หุ้นที่ลงจนแทบไม่มีแนวรับจะกลับขึ้นไปไม่ได้ ดูอย่างวานนี้สิครับ แค่บอกจะทำประชามติหุ้นวิ่งขึ้นตั้งแต่ 12.00 น. จาก 645 จุด ขึ้นมาประมาณ 10 จุดที่ 654.85 จุดเลยครับ

คิดเห็นอย่างไรเชิญที่เว็บบล็อกของผมนะครับ

Posted by sombat at 9:09 AM in ฟิตเนสการลงทุน

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: สมหวัง พูลสมบัติ at Fri, 5 Sep 10:35 AM

เห็นด้วย ครับ เมื่อหุ้นลงจนราคาต่ำกว่าความเป็นจริงแล้วก็ต้องมีคนกล้าเสี่ยง
-ย้อนไปปี 18 มีการเปลี่ยนแปลงในอินโดจีน จนหลายคนกลัวเมืองไทยจะเป็นคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้เศรษฐีเก่าขุนนางเก่าจำนวนหนึ่งเร่งขายที่ดิน แล้วหอบเงินหนีไปอยู่อเมริกา ช่วงนั้น พวกลูกหลานคนจีนใหม่ก็เริ่มจะพอมีเงินเหลือบ้างก็กล้าซื้อไว้ แล้วเป็นไงละ พวกที่ขายที่ไปอยู่อเมริกา กับพวกที่กล้าซื้อที่ดินไว้ตอนนี้ไครน่าจะรวยกว่ากัน
-SCCกล้าลงทุน ในยุคการเมืองหลัง 14 ตค. ที่อึมครึมมาตลอด และไร้เสถียรภาพเหมือนตอนนี้ ตั้งแต่ 14 ตค.16 จนถึง พล.อเปรมมาเป็นนายกนั่นแหละ บ้านเราการเมืองค่อยนิ่งขึ้น คนที่กล้าลงทุนตอนน้น ก็มาร่ำรวยมหาศาลต่อมาในยุค น้าชาติ ตอนน้นผมยังเด็กรุ่นๆยังไม่ค่อยรู้เรื่องการลงทุนนัก แต่จำได้แน่ๆว่า ตอนปี 2528 หลังจากผมสึกจากพระมาไม่นาน หุ้นปูนซีเมนต์ไทย ราคา ประมาณ 350 (พาร์ 100) แล้วจ่อมาในปี 2532 เคยขึ้นไปถึง 7500 บาท (พาร์100)เช่นกัน
-เมืองไทย มีภูมิต่อต้านวิกฤตกาลได้สูงอย่างไม่น่าเชื่อ จะว่าไป คนไทยเราต้องเชื่อมั่น ถ้าเอาแต่โจมตี บ้านเราเองทุกๆวัน แล้วจะดีได้อย่างไร
สรุปว่า ถ้ามองพื้นฐานระยะยาว ไม่น่ากลัว
ส่วนประเด็นการเมืองนั้น มีข้อตระหนกเรื่องจะเหิมเกรีมไม่กลัวกฎหมายนั้น น่าจะลองคิดดังนี้
- คนไทยเราลือเก่ง แต่ก็ลืมง่าย เปลี่ยนใจเร็ว ถ้ายังคงมีพฤติกรรมเช่นนี้ รับรองกระแสตกแน่ ดูอย่าง คมช.สิ ตอนปฏิวัติใหม่ๆ มีคนชื่นชอบมากมาย แค่ปีเดียว คนไทยยังเปลี่ยนความคิดได้เลย
- สมมติว่าถ้ามีผู้นำการเมืองหรือขบวนการใดๆ ไม่ได้มีประวัติดีเด่มาจากไหน เกาะกระแสจากการด่าว่าคนอื่นว่าโกงกิน สมมติว่าตนเองก็ไม่ได้ดีเลิฤศ ซื่อสัตย์อะไรนักหนา ไม่นานเกินรอ ไม่เกิน 1 ปี กระแสตกแน่ ถึงวันนั้น คงได้เห็นอะไรดีๆกันแน่ๆ
-น้ำไม่ได้ไหลท่วมได้ตลอดปีชาติดอก สักวันน้ำมันต้องลด แล้วตอก็ผุดขึ้นมาเองละ
-ถึงวันนั้นก็จะมีการออกมาสาวไส้ให้เห็นกันแน่ๆ
ดังนั้น ผมเองเห็นว่า ต้องลงทุนระยะยาวแล้วมองปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัง ก็จะสร้องความมั่งคั่งได้อย่างมั่นคงครับ

Comment: ถามครับ at Fri, 5 Sep 11:07 AM

การเมืองนี้ ตอนนี้ ผมว่าต้องเลือก ผู้ว่าที่ดีๆ นะครับ เพราะการเมืองใหญ่เดี๋ยวก็จบ แต่ผู้ว่าก็ต้องมีต่อไป ผมคนนึงที่จะไม่เลือก อภิรักษ์ เพราะยังมีคดีติดตัวอยู่ ถ้าเลือกแล้วโดนตัดสินว่าผิด ต้องมาเลือกกันใหม่อีก เสียงบประมาณครับ

Comment: Panu at Fri, 5 Sep 12:43 PM

อ่านความเห็น ดูแล้วกลายเป็นการเมืองซะงั้น ก็ต้องใช้วิจารณญาณกับคมเห็นทั้ง 2 ท่านนะครับ แต่ผมมองเรื่องหุ้นว่าสุดท้ายบริษัทที่ดีจริง ธุรกิจที่ดียังไงก็ต้องพุ่งขึ้นสักวันครับ

Comment: mod at Fri, 5 Sep 12:44 PM

ผมว่าน้ำมันมีผลต่อตลาดหุ้นบ้านเรามากกว่าการเมืองนะครับ ผมมองว่าการเมืองรอบนี้ดูไม่ได้แย่เกินไป ยังไม่มีความรุนแรงมากนักเทียบกับสมัยก่อน ๆ ที่มีทหารเดินถือปืนรอบเมือง ผมมองว่าเป็นแค่รอยต่อระหว่างรัฐบานเก่ากับรัฐบาลใหม่เฉย ๆ

ถ้าผมเป้นต่างชาติ ผมก็ยังเชื่อมั่นในพื้นฐานของประเทศไทย แม้การเมืองจะวุ่น ๆ สักหน่อยแต่ถ้าพื้นฐานประเทศไทยยังเหมือนเดิมก็ยังคงน่าลงทุนใช่ไหมครับ

Comment: small at Fri, 5 Sep 4:39 PM

หุ้นไทยยังมีอะไรดีอีกเยอะ......เสียอย่างเดียวติดดอย
มากไปหน่อย เลยไม่ค่อยมีตังค์มาซื้อ...อิ อิ
ขอขอบคุณบทความดีๆ ค่ะ

Comment: กำตด at Sat, 6 Sep 12:15 AM

ได้ยินว่าหลุดแล้ว หนิ ..

Comment: Leon(Future Marry 2014) at Sun, 7 Sep 12:59 AM

แสดงว่าช่วงนี้ของดีเต็มตลาด แต่ต้องเลือกให้ถูก ซื้อให้เป็นใช่ไหมครับ

Comment: John at Wed, 10 Sep 4:27 AM

กำลังเลือกซื้อครับ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« September »
SunMonTueWedThuFriSat
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930