Friday, 25 July 2008
เฉลี่ยต้นทุนต่างชาติ 650 หรือ 620
« น่าซื้อหุ้นหรือยัง | Main | กระแสซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) »นับจากต้นเดือน ก.ค. มาถึงปลายสัปดาห์ที่สามของเดือน ดัชนีหุ้นไทยก็มีอันต้องไหลรูดลงอย่างรวดเร็วจากแถวๆ 770 จุด ลงไปลึกสุด 660 จุด (18 ก.ค.) จากนั้นก็ตะกายกลับขึ้นมาได้บางส่วน มาอยู่แถวๆ 690 จุดวานนี้
ประเด็นสำคัญที่ทำให้ 3 สัปดาห์แรกของเดือน ก.ค. หุ้นไทยต้องร่วงกระจุยกระจาย จนลึกไปกว่าระดับ 730 จุด ที่เคยเป็นจุดค้ำยันราคาหุ้นไทยให้ดีดกลับขึ้นไปถึง 2 ครั้ง ในช่วง ส.ค.ปี 50 และเมื่อ ม.ค.51 นั้น ขอมาสรุปกันอีกทีในที่นี้คือ
• 1 ก.ค.ตัวเลขเงินเฟ้อไทยของเดือน มิ.ย.ประกาศออกมาพุ่งสูงถึง 8.9% (รอยเตอร์ระบุว่านักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 8.5%) ขณะที่ตอนเดือน พ.ค.51 ตัวเลขที่ว่าสูงๆ นั้นก็เพียง 7.6% เท่านั้น ขณะที่ Core CPI ก็ขึ้นเป็น 3.6% (รอยเตอร์ระบุว่านักวิเคราะห์คาดไว้เพียง 3.1%) จากที่เดือน พ.ค.นั้น Core CPI อยู่ที่ 2.8%
ผลจากเงินเฟ้อพุ่งแรงและเร็วขนาดที่ว่า ทำให้หุ้นไทยที่ปิดตลาดในวันที่ 1 ก.ค. พอเปิด 2 ก.ค. ก็เริ่มไหลลงทันที
• ผลจากตัวเลขเงินเฟ้อสูงมาก นอกเหนือจากจะสร้างความวิตกเรื่องเศรษฐกิจจะชะลอเพราะ กำลังซื้อของประชาชนจะหดหาย ยังทำให้กระแสคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของไทยถูกปรับคาดการณ์ขึ้นทันที และก็เป็นจริงในวันที่ 16 ก.ค.51 คณะกรรมการนโยบายการเงินของ ธปท. ก็ได้ตัดสินใจประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย RP 1 วัน อีก 0.25% เป็น 3.50% และเป็นการวกกลับขึ้นไปของดอกเบี้ย RP 1 วัน กระแสคาดการณ์ว่าจะมีครั้งต่อไปก็เกิดขึ้นทันทีเช่นกัน
• การเมืองช่วง ก.ค. เกิดจุดเสี่ยงหลายๆ จังหวะ เช่น หลังจาก ศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง ให้ใบแดงคุณยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค พปช. ทำให้ไม่แน่ใจว่าขั้นตอนที่ตามมาจะถึงขึ้นยุบพรรคหรือไม่ นอกจากนั้นยังมีคดีอื่นๆ เช่น 28 ก.ค. คดีหวยบนดินจะกระทบไปถึง ท่านรองนายกและ รมว.คลัง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือไม่ นอกจากนั้น ยังมีจุดเสี่ยงเรื่อง เขาพระวิหารที่ต้องติดตาม
• 14 ก.ค.หุ้นไทยไหลลงตามหุ้นโลก จากข่าวครึกโครมความหวั่นวิตกฐานะของสถาบันการเงิน แฟนนี เมและเฟรดดี แมค ขาใหญ่ในตลาดสินเชื่อบ้านของสหรัฐ ที่เป็นผู้ซื้อสัญญาจำนองจากผู้ปล่อยกู้รายอื่น มารวมห่อเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไปขายต่อให้ผู้สนใจลงทุน โดยมีการให้การค้ำประกันสินเชื่อเหล่านั้นไว้ด้วย ตามข้อมูลบอกว่า 2 รายนี้จะเน้นทำธุรกิจเฉพาะสินเชื่อชั้นดี เรื่องล่าสุดนี้ จึงทำให้นักลงทุนทั้งโลก หวาดผวาผลกระทบจากวิกฤตซับไพร์มที่เริ่มลามไปถึงระดับลูกค้าชั้นดีแล้ว
ทั้งหมดนี้ก็เป็นปมใหญ่ๆ ที่รุนแรงขึ้นจนทำให้หุ้นไทยลึกกว่าที่คาด
ผมดูจากคำถามที่ได้รับเวลาไปบรรยายที่ไหน รวมทั้งดูจากเว็บบล็อกของผมที่มีผู้มาเขียนพูดคุยไว้ (อยากเชิญชวนคุณผู้อ่านเข้ามาคุยกันในเว็บบล็อก โดยเข้ามาทาง www.settrade.com แล้วคลิกคำว่า “เว็บบล็อก” จะเจอเว็บบล็อกของผมอยู่ในนั้นครับ) ขอตอบสิ่งที่ใครๆ อยากถามดังนี้ครับ
• เป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ที่ 927 จุด ที่สมาคมฯ สำรวจความเห็นมาจากนักวิเคราะห์นั้น จะปรับลดหรือไม่ ตำตอบตามหลักเกณฑ์ คือ ขึ้นอยู่กับสมาชิกนักวิเคราะห์จะตอบแบบสอบถามมาอย่างไร โดยผมตั้งใจว่าจะร่างแบบสอบถามในเร็วๆ นี้ และส่งไปให้สำนักวิจัยในต้นเดือน ส.ค. (อยากให้เห็นคดีหวยบนดิน แล้วต่อด้วยเงินเฟ้องวด ก.ค.ด้วย)
แต่ผมก็อาจจะประเมินทิศทางไว้ก่อน จากปัจจัยที่เล่าไปข้างต้นทั้งหมด สงสัยว่า นักวิเคราะห์จะต้องปรับลดเป้าหมายดัชนีหุ้นสิ้นปีลงมาค่อนข้างมากครับ พูดกว้างๆ คือต่ำกว่า 900 จุด ลงมาแน่ แต่คงสูงกว่า 800 จุด
• ต่างชาติจะขายอีกไหม ผมคาดว่า คงต้องทำใจล่วงหน้าว่า เขาอาจจะยัง Net ขายอยู่บ้าง จะมากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัยเงินเฟ้อ, คาดการณ์ดอกเบี้ย, วิกฤตซับไพร์ม, การเมืองไทย นอกจากนั้นก็อยู่ที่ระดับราคาหุ้น ถ้าต่ำมาก แรงขายก็อาจจะเบาลง
จากการคำนวณระดับราคาหุ้นที่ต่างชาติซื้อสะสมมาจาก ส.ค.47 ถึง ก.ค.50 เฉลี่ยได้ที่ประมาณ 700 จุด แต่ถ้าหากคำนึงถึงกำไรจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมามากประมาณ 13.5%เทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ แต่อ่อนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยูโรและสิงคโปร์ เป็นต้น ต้นทุนเฉลี่ยของต่างชาติ อาจจะลึกถึง 650 จุด หรือต่ำกว่านั้นก็คงไม่ต่ำกว่า 620 จุด (ขึ้นกับสมมติฐานว่า เงินที่มาลงทุนนั้นมาจากไหนบ้าง)
• มีวิธีการอย่างไรกับสถานการณ์แบบนี้ ก่อนอื่นผมแนะนำให้ประเมินภาวะเศรษฐกิจ (อาจโดยอ่านบทวิเคราะห์วิจัยของสำนักวิจัย นักเศรษฐศาสตร์) ว่ายังแข็งแรงพอหรือไม่ หรือจะล่มสลายไปตามๆ กันแบบสมัยปี 2540 ถ้าเชื่อว่าแค่ GDP โตน้อยลงอยู่แถวๆ 4% ผมว่าพอไหว จากนั้นดูราคาหุ้นเทียบกับมูลค่าที่นักวิเคราะห์คำนวณเท่าที่ผมติดตาม ราคาที่ดัชนี 690 จุด P/E ที่ใช้กำไรของปี 51 (คาดการณ์) จะอยู่แถวๆ 10 เท่า เมื่อมองย้อนไป 3 ปี พบว่า P/E ต่ำสุดที่ค้ำพยุงราคาหุ้นไทยอยู่ที่ 9 ถึง 10 เท่า และเฉลี่ยเงินปันผลของปี 51 ได้เกือบ 5% ซึ่งค่อนข้างน่าสนใจ
และเทียบดูราคาหุ้นที่เราถือเทียบกับมูลค่าที่สำนักวิจัยคำนวณ เท่าที่ผมดูจาก SAA Consensus ราคาต่ำกว่ามูลค่าประมาณ 20-30% เป็นส่วนใหญ่ กรณีนี้ผมเห็นว่า ถ้าติดอยู่คงต้องถือรอเวลาวงจรขึ้นรอบหน้าดีกว่าครับ ส่วนกรณีที่มีเงินลงทุนเหลือเยอะ เป็นโอกาสของการซื้อราคาถูกๆ ช่วงที่หุ้นเหวี่ยงลงอีกครับ และควรซื้อ LTF ด้วย
• เมื่อไรหุ้นจะขึ้นจริงๆ ซะที ผมเห็นด้วยกับสำนักวิจัยส่วนใหญ่ที่คาดกันว่า ไตรมาส4 น่าจะถึงเวลาที่หุ้นได้ไต่กลับและสิ้นปีดัชนีควรสูงกว่านี้เยอะ แต่ช่วงระยะนี้อาจจะยังมีความผันผวนอยู่มาก เหตุที่ไตรมาส 4 หุ้นควรดีกว่านี้ เนื่องจากการรอให้ผ่านช่วงเงินเฟ้อสูงสุดที่คาดว่าจะเป็นช่วง ส.ค.นี้ และรอให้โลกนี้ย่อยสลายข่าวผลกระทบวิกฤตซับไพร์มอีกสัก 1-2 งวดบัญชี และด้านการเมืองก็เช่นกันต้องใช้เวลาย่อยสลายความกังวล หลายคนบอกว่าอาจเกิดยุบสภาใน 2-3 เดือนข้างหน้า ถ้าเกิดจริง ผมคิดว่าอาจกลายเป็นข่าวดีกับตลาดหุ้น เนื่องจากเป็นการตัดเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ออก และพิสูจน์กันที่เลือกตั้ง แม้จะยังไม่มั่นคงเต็มที่แต่การที่ดูดีกว่าสถานการณ์ปัจจุบันมาก หุ้นก็ Rebound ได้
[Trackback URL for this entry]
การที่เงินเฟ้อจริงๆมากกว่าที่ประกาศอย่างเป็นทางการมาก จากการสังเกตของตัวผมเอง และอีกหลายปัจจัยที่รูดตลาดหุ้นลงมา ถ้ามีการยุบสภาจริงๆจะช่วยให้ตลาดดีขึ้นจริงๆหรือครับ
แวะมาอ่านอีกครับ มาขอบ่นด้วย เบื่อการเมือง เศรษฐกิจก็ลุ่มๆดอนๆ ยังดีมีการปรับคณะรมต พอมีอะไรดีๆขึ้นมาบ้าง เบื่อบ้านเรา ชอบแต่เอาพวกพรรคพวกง่ายๆมาครองอำนาจ ไม่สนใจการทำเพื่อชาติจริงๆ อยากให้คนไทยหาคนเก่งๆดีๆมาช่วยบริหาร ช่วยเป็นที่ปรึกษาให้ประเทศมันพัฒนาอย่างจริงจัง อาจารย์เป็นคนหนึ่งที่ผมชื่นชมครับ ผมจะคอยตามเชียร์คนเก่งๆดีๆอีกหลายๆคนรวมทั้งอาจารย์ด้วย อยากให้ประเทศไทยพัฒนาครับ

ต้นทุนต่ำขนาดนี้ มิน่า ต่างชาติขายทุกวันเลย แล้วยิ่งถ้าพรุ่งนี้ ข่าวเงินเฟ้อเกิดออกมาสักเกือบ10% จะยืนไหวหรือครับ วานอาจารย์สมบัติช่วยมาแถลงผลสำรวจนักวิเคราะห์เร็วๆหน่อยนะครับ อยากรู้ว่าสิ้นปี หุ้นจะกลับไปได้แค่ไหน