Friday, 16 May 2008
ดอกเบี้ยไทยคงไม่ลดแล้ว
« สลับหน้าล่ากำไร | Main | สมาคมนักวิเคราะห์ฯเตรียมจัดงานมอบรางวัลนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2550 »อัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร (R/P) ระยะ 1 วันของไทยที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของ ธปท. ใช้เป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อส่งสัญญาณต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศนั้น คงตัวอยู่ในระดับ 3.25% มาตั้งแต่ 18 ก.ค.50 และยืนหยัดโต้กระแสคลื่นต่างๆ มาถึง 10 เดือน ทั้งคลื่นความวิตกว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง กับคลื่นความวิตกเงินเฟ้อ ตลอดจนคลื่นวิตกเงินบาทแข็งค่ามากจนอาจสูญเสียสถานะการแข่งขันด้านส่งออก คลื่นวิพากษ์วิจารณ์ และอื่นๆ
จะเห็นได้ว่า กระแสคลื่นแต่ละด้านก็มีผลต่อความจำเป็นต้องขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกัน เช่น ถ้ากลัวเศรษฐกิจชะลอตัวลงก็ต้องลดดอกเบี้ย แต่ถ้ากลัวเงินเฟ้อคงต้องขึ้นดอกเบี้ย เป็นต้น
ช่วงแรกๆ ของการเริ่มคงอัตราดอกเบี้ย R/P 1 วัน ไว้ที่ 3.25% (ก่อนหน้านี้เป็นการปรับลดมาอย่างต่อเนื่องจาก 4.75% เมื่อ 17 ม.ค.50) กระแสวิตกเรื่องการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจมีสูง โดยมีอุปสรรคสำคัญจากภาวะการเมืองไทยยังไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ขณะที่วิกฤตซับไพร์มเริ่มโผล่ขึ้นเขย่าโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ (CPI) อยู่แถวๆ 1.7% ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (ขออ้างอิง NYMEX) อยู่แถวๆ 70-80 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนค่าเงินบาทก็อยู่ในทิศทางแข็งค่ากว่าดอลล่าร์มาเรื่อยๆ จนถึง 34 บาทกว่าๆ ณ ขณะนั้น (มาแข็งสุดในช่วงกลางๆ มี.ค.51ที่ 31.16)
และยิ่งเมื่อธนาคารกลางสหรัฐ เริ่มกระหน่ำลดดอกเบี้ย Fed Fund Rate อุตลุด กระแสคาดหวังลดอัตราดอกเบี้ยไทยจึงสูงมาก โดย Fed Fund Rate ลดจาก 5.25% เหลือ 4.25% ในปลายปี 50 และ 2.0% ณ ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาผ่านมาถึงเดือนมี.ค.51 เป็นต้นมา สถานการณ์ข้างเงินเฟ้อก็เริ่มโต้กลับ ซึ่งเป็นด้านที่ทำให้โอกาสลดอัตราดอกเบี้ยมีน้อยลง (ปกติหากไม่มีปัจจัยกังวลด้านการขยายตัวแล้ว จะเป็นปัจจัยผลักให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ย)
โดยตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือน ก.พ.51 ซึ่งประกาศในต้นเดือนมี.ค.51 ทะยานขึ้นแตะระดับ 5.4% และล่าสุดงวด เม.ย.51 อยู่ที่ 6.2% โดยที่ราคาน้ำมันดิบตลาดล่วงหน้า NYMEX ปัจจุบันอยู่แถว 125 เหรียญแล้ว ขณะที่สินค้าวัถุดิบทั้งหลายแหล่ก็สูงตามๆ กันมา และที่สำคัญหลายเดือนที่ผ่านมาของปีนี้ที่ราคาอาหารและพืชผลต่างๆ ในโลก รวมไปถึงข้าวและน้ำมันพืชราคาทะยานสูงขึ้นอย่างมากมาย จึงเป็นแรงตีโอบล้อมของทีมปัจจัยเงินเฟ้อมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน จึงถือเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ กนง. คงคิดหนักทีเดียว
หนักกว่านั้นคือ ช่วง เม.ย.จนถึงช่วงนี้ บรรดานักลงทุนนักวิเคราะห์ในโลกเริ่มคาดการณ์กันว่า Fed ก็ใกล้ยุติการลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว แม้ปัญหาซับไพร์มยังออกฤทธิ์ไม่สุด แต่ค่าเงินดอลล่าร์ที่อ่อนลึกถึง 100 เยน เทียบกับที่เคย 120 เยน เมื่อกลางปี 50 ก็ดูเหมือนจะได้จังหวะ Rebound กลับด้วยแนวคิดที่ว่าดอกเบี้ยสหรัฐใกล้ต่ำสุด (อัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่บรรดานักค้าเงิน นักเก็งกำไรใช้ประกอบคาดการณ์แนวโน้มค่าเงิน)
ล่าสุดนี้ดอลล่าร์เมื่อเทียบกับเยน ตีกลับมาถึง 104-105 เยน ขณะที่เมื่อเทียบกับบาท ปรับจาก 31.16 บาท มาที่ 32.43 บาทแล้ว (ใช้ Rate ที่ ธปท. ประกาศ) เท่ากับบาทอ่อนกลับ 4% จากจุดที่แข็งสุด
ที่ผ่านมานั้นช่วงที่บาทแข็งขึ้นเรื่อยๆ เป็นตัวช่วยบรรเทาราคาน้ำมันและราคาต้นทุนวัตถุดิบต่างๆ ที่อิงกับราคาตลาดโลก ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นตัวแถมเพิ่มให้ราคาน้ำมันและราคาวัตถุดิบต่างๆ แพงเร็วขึ้น
ด้วยปัจจัยขณะปัจจุบัน ผมขอทายว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ย R/P 1 วัน ไว้ที่ 3.25% อีก และอาจต้องคาราคาซังกันไปอีกถึงงวดประชุมเดือน ก.ค. และปลาย ส.ค. ส่วนงวดไกลกว่านั้นคือ ช่วง ต.ค.51 คงต้องติดตามสถานการณ์ทั้งหมดที่ผมเล่าไว้ข้างต้นว่าจะคืบหน้าหรือคืบหลังไปทางไหน
ที่แน่ๆ คือ 3-4 เดือนนี้ เราจะไม่มีข่าวดีเรื่องลดดอกเบี้ย แฟนๆ นักเล่นหุ้นคงต้องรอปัจจัยบวกจากเรื่องอื่นๆ เช่น การเมืองคลายวิตก หรือปัญหาซับไพร์มเริ่มอิ่มตัวคือกลัวจนหายกลัวแล้ว เป็นต้น
ซึ่งถ้ายังไม่มีข่าวดีจากปัจจัยทั้งหลายแหล่ ระดับ 850-860 จุดก็อาจเป็นด่านสกัดราคาหุ้นเหมือนรอบก่อนๆ
[Trackback URL for this entry]
