<?xml version="1.0"?>
<!-- name="generator" content="blojsom v3.2" -->
<rss version="2.0" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/">
    <channel>
        <title>ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากร</title>
        <link>http://api.settrade.com/blog/nivate</link>
        <description>มุมมองของ Value Investor</description>
        <language>en</language>
        <image>
            <url>http://api.settrade.com/favicon.ico</url>
            <title>ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากร</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/nivate</link>
        </image>
        <docs>http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss</docs>
		<generator>blojsom v3.2</generator>
		<managingEditor>webmaster@settrade.com</managingEditor>
		<webMaster>webmaster@settrade.com</webMaster>
		<pubDate>Mon, 17 Nov 2008 08:54:21 +0700</pubDate>

                        <item>
            <title>เก็บก้นบุหรี่</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/11/17/381</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;สำหรับ Value Investor ที่ชอบหุ้นถูกเป็นพิเศษโดยไม่ค่อยสนใจเรื่องคุณภาพของกิจการมากนักหรือที่เรียกกันว่าเป็นนักลงทุนในหุ้น&amp;nbsp; &amp;ldquo;ก้นบุหรี่&amp;rdquo;&amp;nbsp; เวลานี้ดูเหมือนว่าจะเป็นโอกาสทองที่เราสามารถเลือกเก็บหุ้นก้นบุหรี่ได้มากมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; พูดง่าย&amp;nbsp; ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เวลานี้&amp;nbsp; &amp;ldquo;ก้นบุหรี่&amp;rdquo;&amp;nbsp; ถูกทิ้งเกลื่อนตลาด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;หุ้น&amp;nbsp; &amp;ldquo;ก้นบุหรี่&amp;rdquo;&amp;nbsp; นั้น&amp;nbsp; คือหุ้นที่ วอเร็น บัฟเฟตต์&amp;nbsp; เปรียบเทียบว่าเหมือนกับก้นซิการ์ที่คนทิ้งแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; มันเหลือให้สูบได้อีกเพียงอึกสองอึกเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เนื่องจากเราสามารถเก็บได้ฟรี&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; มันจึงคุ้มค่าไม่มีอะไรจะเสีย&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่เปรียบเสมือนหุ้นของกิจการที่ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไร&amp;nbsp; บางทีอาจจะเป็นกิจการที่&amp;nbsp; &amp;ldquo;เน่า&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยซ้ำไป&amp;nbsp; แต่เนื่องจากราคาหุ้นถูกมาก&amp;nbsp; ดังนั้น ถ้าเราซื้อเก็บไว้&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันหนึ่งราคาก็มักจะปรับขึ้นมาให้เราได้ขายทำกำไรได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนี่ก็คือกลยุทธ์แบบ&amp;nbsp; เบน&amp;nbsp; เกรแฮม&amp;nbsp; หรือ&amp;nbsp; Value Investor&amp;nbsp; แบบดั้งเดิมซึ่งบัฟเฟตต์บอกว่ามันไม่ดีพอ&amp;nbsp;&amp;nbsp; สู้ลงทุนในหุ้นดีเยี่ยมแต่ราคายุติธรรมจะดีกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงที่ตลาดหุ้นตกต่ำมาก ๆ&amp;nbsp; การลงทุนในหุ้นก้นบุหรี่ก็อาจจะให้ผลตอบแทนสูงได้และบัฟเฟตต์เอง&amp;nbsp; ในช่วงต้นของชีวิตการลงทุนของเขาก็เคยใช้กลยุทธ์นี้ลงทุนและประสบความสำเร็จได้มากเช่นกัน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;วิธีหาหุ้นก้นบุหรี่ที่ง่ายที่สุดแบบหนึ่งก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; การดูข้อมูล&amp;nbsp; P/B&amp;nbsp; หรือราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีของหุ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชีมาก&amp;nbsp; นั่นคือ&amp;nbsp; เราจ่ายเงินซื้อหุ้นน้อยแต่เราได้ทรัพย์สินสุทธิของบริษัทมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในภาวะปกติ&amp;nbsp; ค่า P/B&amp;nbsp; มักจะสูงกว่า&amp;nbsp; 1 เท่า&amp;nbsp; โดยเฉลี่ยน่าจะประมาณ&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; เท่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในช่วงที่ตลาดหุ้นตกต่ำอย่างเช่นในปัจจุบัน&amp;nbsp; ค่า&amp;nbsp; P/B&amp;nbsp; เหลือประมาณเท่ากับ&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; เท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้าจะหาหุ้นก้นบุหรี่จริง ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราอยากได้ค่า&amp;nbsp; P/B&amp;nbsp; ต่ำกว่า&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; เท่ามาก ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีหาค่า&amp;nbsp; P/B&amp;nbsp; นั้นไม่ยาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราอาจเริ่มต้นโดยการดูจากหนังสือพิมพ์ธุรกิจบางฉบับได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยทั่วไป&amp;nbsp; ค่า&amp;nbsp; P/B ยิ่งต่ำก็ยิ่งแสดงว่าหุ้นตัวนั้นยิ่งถูกเมื่อเทียบกับทรัพย์สินสุทธิที่บริษัทมีอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่า P/B&amp;nbsp; เท่ากับ&amp;nbsp; 0.5&amp;nbsp; แปลว่าเราซื้อทรัพย์สินสุทธิของบริษัทได้ในราคาเพียงครึ่งเดียว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่า&amp;nbsp; P/B&amp;nbsp; เท่ากับ&amp;nbsp; 0.3&amp;nbsp; แปลว่าเราสามารถซื้อทรัพย์สินสุทธิของบริษัทได้ในราคาเพียง&amp;nbsp; 30% &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;แนวคิดของการซื้อหุ้นที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับทรัพย์สินของบริษัทอยู่ที่ว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราคาหุ้นในที่สุดก็จะปรับตัวขึ้นไปอย่างน้อยก็น่าจะใกล้ ๆ&amp;nbsp; กับทรัพย์สินที่บริษัทมีอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะถ้าหุ้นไม่ปรับตัวขึ้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันหนึ่งก็จะมีคนเข้ามาเทคโอเวอร์บริษัทแล้วเอาทรัพย์สินของบริษัทออกขาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; จ่ายหนี้เจ้าหนี้ที่มี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แล้วเอาเงินมาคืนผู้ถือหุ้น&amp;nbsp; ซึ่งเงินที่แบ่งคืนนี้ก็จะมากกว่าราคาหุ้นที่ผู้ถือหุ้นจ่ายซื้อหุ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวอย่างเช่น&amp;nbsp; ถ้าราคาหุ้นเท่ากับ&amp;nbsp; 0.5&amp;nbsp; หรือครึ่งหนึ่งของมูลค่าทางบัญชี&amp;nbsp; ผู้ถือหุ้นก็จะได้เงินคืนเป็น&amp;nbsp; 2 เท่าของเงินที่เขาลงไป&amp;nbsp; ถ้า&amp;nbsp; P/B&amp;nbsp; เท่ากับ 0.2&amp;nbsp; คนที่ซื้อหุ้นไว้ก็จะได้เงินคืนเท่ากับ&amp;nbsp; 5&amp;nbsp; เท่าของเงินที่เขาลงทุนไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่คือการคิดทางทฤษฎี &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;แต่ก่อนที่เราจะสรุปว่าคุ้มค่าหรือไม่นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือ&amp;nbsp; ทรัพย์สินของบริษัทที่ปรากฏในบัญชีนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีมูลค่าจริงหรือมูลค่าตลาดเท่ากับมูลค่าทางบัญชีหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะมูลค่าทางบัญชีนั้นเป็นมูลค่าในอดีตในวันที่บริษัทซื้อทรัพย์สินนั้นมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราคาปัจจุบันอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่าราคาตามที่ปรากฏในบัญชีก็ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; เราจึงต้องดูทรัพย์สินของบริษัทว่าเป็นอะไร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ที่ดินของบริษัทที่เป็นที่ตั้งของโรงงานหรือสำนักงานของบริษัทที่บริษัทซื้อมานานนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; มักจะมีมูลค่าหรือราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าทางบัญชี&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบริษัทมีที่ดินแปลงใหญ่ในเมืองและซื้อมานานแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; แบบนี้ต้องถือว่าราคาน่าจะเท่ากับหรือสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ในกรณีของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่สร้างบ้านหรือคอนโดขาย&amp;nbsp; เราคงต้องศึกษารายละเอียดมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะที่ดินที่ซื้อมาอาจจะไม่ได้ซื้อมานาน&amp;nbsp; ราคาตลาดอาจจะต่ำกว่าราคาที่ปรากฏในบัญชีได้โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงว่าบริษัทเหล่านั้นต้องเอาดอกเบี้ยค่าซื้อที่ดินมาทบเป็นต้นทุนของที่ดินในบัญชีด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; การดู&amp;nbsp; P/B&amp;nbsp; ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นเกณฑ์ในการเลือกหุ้นก้นบุหรี่จึงไม่ปลอดภัยนัก&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;โรงงาน&amp;nbsp; อุปกรณ์&amp;nbsp; เครื่องจักร ซึ่งมักเป็นทรัพย์สินใหญ่ที่สุดของบริษัทที่ผลิตสินค้าขายนั้น&amp;nbsp; มักไม่มีราคาตลาดชัดเจน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เครื่องจักรของกิจการที่เป็นอุตสาหกรรม&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตะวันตกดิน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางอย่างอาจจะไม่มีค่าหรือไม่มีราคาถ้าต้องเลิกกิจการแล้วเอาเครื่องจักรไปขาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวอย่างเช่น&amp;nbsp; เครื่องจักรสิ่งทอของเบิร์กไชร์แฮทธาเวย์ที่บัฟเฟตต์ขายไปในตอนเลิกกิจการนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราคาขายก็คือเท่ากับเศษเหล็ก&amp;nbsp; เมื่อรวมค่ารื้อถอนก็คือศูนย์หรือติดลบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; กิจการการผลิตทั้งหลายโดยทั่วไปผมคิดว่าเอาค่า&amp;nbsp; P/B&amp;nbsp; มาใช้เป็นเกณฑ์เลือกหุ้นก้นบุหรี่ไม่ได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ลูกหนี้&amp;nbsp; ถ้าเป็นลูกหนี้การค้า&amp;nbsp; และเราดูแล้วว่าเป็นบริษัทหรือหน่วยงานรัฐที่มีเครดิตดีเยี่ยม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราอาจจะถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีราคาเท่ากับมูลค่าทางบัญชีได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ลูกหนี้การค้าทั่วไป&amp;nbsp; และลูกหนี้เงินกู้เช่นลูกหนี้ของสถาบันการเงินทั้งหลายอาจะมีมูลค่าจริงต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีได้โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจตกต่ำ&amp;nbsp; เพราะลูกหนี้อาจจะเบี้ยวหนี้กัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; สำหรับสถาบันการเงินแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; การใช้&amp;nbsp; P/B&amp;nbsp; เป็นตัววัดในการหาหุ้นก้นบุหรี่ก็อันตรายมาก&amp;nbsp; เพราะลูกหนี้ที่เป็นทรัพย์สินหลักนั้นมีปริมาณคิดเป็นเม็ดเงินสูงมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางทีเป็น&amp;nbsp; 10&amp;nbsp; เท่าของมูลค่าหุ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ามูลค่าลดลงเพียง&amp;nbsp; 10%&amp;nbsp; มูลค่าหุ้นก็หมดแล้ว&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;สต็อกสินค้านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยทั่วไปก็ไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีมูลค่าเท่ากับมูลค่าทางบัญชีโดยเฉพาะถ้าเป็นสต็อกสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งราคาผันผวนมากในช่วงที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; ธุรกิจเช่นที่ขายเหล็ก&amp;nbsp; น้ำมัน&amp;nbsp; ถ่านหิน&amp;nbsp; ปิโตรเคมี&amp;nbsp; ธัญพืช ซึ่งต้องมีสต็อกสินค้ามาก&amp;nbsp; เราจะใช้ P/B&amp;nbsp; มาวัดว่าหุ้นถูกมากอาจจะไม่ได้โดยเฉพาะในยามที่ราคาโภคภัณฑ์เป็นขาลง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;อาคารที่อยู่ในย่านธุรกิจ&amp;nbsp; เครื่องจักร&amp;nbsp; อุปกรณ์มาตรฐานเช่น&amp;nbsp; รถ&amp;nbsp; เรือ&amp;nbsp; เครื่องบิน ที่สามารถขายได้ในท้องตลาด&amp;nbsp; โรงแรมในย่านท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหล่านี้สามารถบอกได้ว่าจะมีราคาใกล้เคียงกับมูลค่าทางบัญชีและอาจจะพอนำมาใช้ในการหาหุ้นก้นบุหรี่ได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;สุดท้ายก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; การดูตัวเลข P/B&amp;nbsp; และดูว่าทรัพย์สินมีค่าเท่ากับมูลค่าทางบัญชีเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอ&amp;nbsp; เพราะข้อเท็จจริงก็คือ&amp;nbsp; คงไม่มีคนเทคโอเวอร์กิจการเพื่อตัดขายทรัพย์สิน&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; สิ่งที่ควรดูเพิ่มก็คือ&amp;nbsp; กิจการจะไม่ขาดทุนมากมายที่จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; และในอนาคต&amp;nbsp;&amp;nbsp; กิจการน่าจะกลับมาทำกำไรตามปกติที่เคยทำได้ต่อเนื่องมายาวนาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าเจอหุ้นก้นบุหรี่ดังกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; การลงทุนก็น่าจะให้ผลตอบแทนที่ไม่เลวและเราอาจจะพอหวังได้ว่าราคาจะเพิ่มขึ้นจนค่า&amp;nbsp; P/B&amp;nbsp; กลับขึ้นมาใกล้ ๆ&amp;nbsp; กับ&amp;nbsp; 1 เท่าหรือใกล้กับค่า&amp;nbsp; P/B&amp;nbsp; ที่เคยเป็นต่อเนื่องมายาวนานก่อนที่จะเกิด&amp;nbsp; &amp;ldquo;มหกรรมของถูก&amp;rdquo; ในช่วงนี้&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/11/17/381</guid>
			<pubDate>Mon, 17 Nov 2008 08:54:21 +0700</pubDate>
            <category>/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/nivate/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/2008/11/17/381</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/11/17/381?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>ลอร์ดเคน</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/11/10/378</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ถ้าจะยกย่องบุคคลที่เป็นผู้นำในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องใหม่ไม่มีคนคิดมาก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเรื่องที่สำคัญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อมวลชนในวงกว้างว่าเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บิดา&amp;rdquo;&amp;nbsp; แล้วละก็&amp;nbsp;&amp;nbsp; John Maynard Keynes หรือ ลอร์ด&amp;nbsp; เคน&amp;nbsp; ก็ถือว่าเป็น&amp;nbsp; &amp;ldquo;บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์หลังยุคภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่&amp;nbsp; &amp;ldquo;สุดโต่ง&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;ldquo;รุนแรง&amp;rdquo;&amp;nbsp; และเป็นคนที่&amp;nbsp; &amp;ldquo;สวนกระแส&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความคิดของเขานั้นเป็นประเภทที่ว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ถ้าคนตกงานกันมากไม่มีงานทำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีแก้ก็ไม่เห็นยาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลก็จ้างคนมาขุดหลุม&amp;nbsp; เสร็จแล้วก็จ้างคนมากลบหลุมที่ขุดไว้&amp;nbsp; คนก็มีงานทำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเงินใช้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เศรษฐกิจก็เดิน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั่นก็พูดแบบเวอร์ ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่จริง ๆ&amp;nbsp; แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีการก็คือ&amp;nbsp; ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำนั้น&amp;nbsp; รัฐบาลควรที่จะสร้างงานขึ้นมาเช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; สร้างถนนหนทาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขื่อน&amp;nbsp; และสาธารณูปโภคต่าง ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้เกิดการจ้างงานชดเชยกับการปิดงานของเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีนี้จะทำให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนั่นทำให้รัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลอเมริกันในยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่หลังปี 1929&amp;nbsp; สร้างงานต่าง ๆ&amp;nbsp; ขึ้น&amp;nbsp; ที่โดดเด่นก็คือ&amp;nbsp; เขื่อนฮูเวอร์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และหนังสือที่เป็นต้นตำรับสำคัญที่ทำให้เคนโด่งดังและเป็นหนังสือคลาสสิกก็คือ&amp;nbsp; General Theory Of Employment, Interest, and Money&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;แน่นอน&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนจะต้องรู้จัก ลอร์ด เคน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่รู้ก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับปรมาจารย์แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคนยังเป็นนักลงทุนตัวยงที่ผ่านช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 1929&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคยเจ๊งและกลับมาร่ำรวยจากการลงทุนซึ่งจนถึงวันที่เขาเสียชีวิตในปี 1945&amp;nbsp; เขามีเงินถ้านับเปรียบเทียบกับปัจจุบันก็มีถึงประมาณหนึ่งพันล้านบาทไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลตอบแทนการลงทุนของเขาในช่วง 25 ปี สูงถึง&amp;nbsp; 13%&amp;nbsp; ต่อปีโดยเฉลี่ยแบบทบต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งถ้าคิดถึงว่านี่เป็นการลงทุนที่ผ่านช่วงภาวะวิกฤติแล้วก็ต้องถือว่าเป็นสถิติที่สุดยอดคนหนึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเนื่องจากว่าเคนเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนคนแรก ๆ&amp;nbsp; ที่มีหลักการและวิธีการที่แตกต่างกับนักลงทุนในช่วงก่อนหน้าเขา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขาจึงได้รับการยอมรับว่าเป็น&amp;nbsp; &amp;ldquo;ซือแป๋&amp;rdquo;&amp;nbsp; คนหนึ่งของวงการนักลงทุนแม้ว่าชื่อในฐานะของการเป็นนักลงทุนของเขาอาจจะถูกกลบโดยชื่อในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับต้น ๆ ของโลก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรามาดูกันว่าเคนมีหลักการลงทุนอย่างไร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ข้อแรก&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเป็นหัวใจสำคัญที่สุดก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีความคิดสวนกระแสกับคนทั่วไป&amp;nbsp; ภายใต้พื้นฐานสำคัญก็คือ&amp;nbsp; ถ้าทุกคนเห็นด้วยกับสิ่งที่ดีหรือข้อดีของมัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; การลงทุนนั้นก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแพง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นมันก็ไม่น่าสนใจ&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ข้อสอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลือกการลงทุน&amp;nbsp;&amp;nbsp; น้อยตัวหรือน้อยอย่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยคำนึงถึงความถูกของมันเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงของมันในปัจจุบันและศักยภาพของมันในช่วงหลายปีข้างหน้า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้จะต้องเปรียบเทียบกับการลงทุนในหุ้นหรือหลักทรัพย์ตัวอื่นในช่วงเวลาเดียวกันด้วย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ข้อสาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้ถือหุ้นหรือการลงทุนจำนวนน้อยตัวที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่เหล่านั้นยาวนานผ่านภาวะที่ทั้งดีและร้าย&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางทีอาจจะหลายปี&amp;nbsp; จนกระทั่งมันบรรลุถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้หรือจนกระทั่งมันปรากฏชัดเจนว่าเราซื้อหุ้นหรือหลักทรัพย์นั้นผิดตัว&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ข้อสี่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้ถือพอร์ตโฟลิโอการลงทุนที่สมดุล&amp;nbsp; นั่นคือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีความเสี่ยงที่หลากหลาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; และถ้าเป็นไปได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเสี่ยงเหล่านั้นมีการหักล้างกันเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ถือหุ้นบริษัททอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะมันมักจะปรับตัวตรงกันข้ามกับหุ้นทั่วไปเมื่อมีการผันผวนของราคาหุ้นหนัก ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การถือหุ้นที่มีความเสี่ยงหลากหลายแบบนี้จะทำให้ความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตไม่สูงแม้ว่าความเสี่ยงของแต่ละตัวจะสูงมากเพราะลงทุนค่อนข้างหนักในแต่ละตัว&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;หลักการลงทุนของเคนนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายคนอาจจะรู้สึกว่าคล้าย ๆ&amp;nbsp; กับของวอเร็น บัฟเฟตต์&amp;nbsp; ในแง่ที่เป็นนักลงทุนแบบเน้นหุ้นน้อยตัวหรือแบบ&amp;nbsp; Focus&amp;nbsp; และถือหุ้นยาวนาน ไม่ค่อยขาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ต้องไม่ลืมว่าเคนนั้นมาก่อนบัฟเฟตต์&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; ถ้าจะว่าไป&amp;nbsp; ต้นตำรับของการลงทุนแบบโฟคัสนั้นมาจากเคน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนบัฟเฟตต์มาต่อยอดอีกทีหนึ่ง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;การเป็น&amp;nbsp; &amp;ldquo;ชาวสวน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ของเคนนั้นดูเหมือนจะได้สำแดงอย่างเต็มที่ในช่วงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงปี 1929 ถึง 1936&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั่นก็คือ&amp;nbsp; ในขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยอม&amp;nbsp; &amp;ldquo;โยนผ้า&amp;rdquo;&amp;nbsp; ถอนตัวจากตลาดหุ้นกันเป็นแถว&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคนกลับลงเงินถึง 65%&amp;nbsp; เข้าไปในตลาดหุ้นที่เขาดูว่ามีราคาถูกมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขายังใช้เงินกู้จำนวนมากซื้อหุ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 1936&amp;nbsp; เขามีความมั่งคั่งคิดเป็นเงินประมาณ&amp;nbsp; 500,000 ปอนด์&amp;nbsp; แต่หนี้เขามีถึง 300,000&amp;nbsp; ปอนด์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในเวลาต่อมาเขาก็ค่อย ๆ&amp;nbsp; ลดหนี้ลงจนเหลือประมาณแค่&amp;nbsp; 12%&amp;nbsp; ในปี 1939&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อสรุปก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขาใช้เงินกู้มากในช่วงที่เขาเห็นว่าเป็น &amp;ldquo;โอกาส&amp;rdquo;&amp;nbsp; ในขณะที่คนอื่นเห็นว่าเป็นวิกฤติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในช่วงที่โอกาสลดลงเขาก็ไม่ได้ใช้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;แม้ว่าเคนจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับปรมาจารย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เขาเองไม่เคยใช้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ความสามารถในการคาดการณ์&amp;rdquo;&amp;nbsp; ตัวเลขทางเศรษฐกิจมาใช้ในการลงทุน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขาเห็นว่าตลาดหุ้นนั้นคาดการณ์ไม่ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนั่นเป็นสิ่งที่เขานำมาใช้ประโยชน์&amp;nbsp; เขาบอกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; การผันผวนของตลาดหุ้นทำให้เกิดหุ้นราคาถูกมากมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเวลาเดียวกัน&amp;nbsp; ความผันผวนก็ทำให้คนไม่กล้าเข้ามาฉวยโอกาสจากมัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; ถ้าเรามีความหนักแน่น&amp;nbsp; ใจเย็นพอ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราก็จะสามารถฉกฉวยประโยชน์จากมันได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ประวัติศาสตร์บอกเราว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จสูงในการลงทุน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคนเป็นข้อยกเว้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ประเภทสุดโต่งและคิดไม่เหมือนนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขารู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ดีมากจนอาจจะรู้ว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; การลงทุนนั้นเป็นเรื่องระดับเล็กถึงเล็กมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีที่จะเอาชนะในการลงทุนได้จึงอยู่ที่ความสามารถในการเลือกหุ้นมากกว่าความสามารถในการมองภาพรวม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่แน่นอน&amp;nbsp; ความรู้ในเรื่องของเศรษฐศาสตร์เป็นพื้นฐานที่จำเป็นในการเรียนรู้พฤติกรรมทางเศรษฐกิจของคน&amp;nbsp; เพียงแต่เศรษฐศาสตร์ระดับสูงนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่มีความจำเป็นสำหรับการลงทุนนัก&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/11/10/378</guid>
			<pubDate>Mon, 10 Nov 2008 08:57:13 +0700</pubDate>
            <category>/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/nivate/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/2008/11/10/378</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/11/10/378?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>40 VS 51</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/11/03/373</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ภาวการณ์ของตลาดหุ้นและเศรษฐกิจในวันนี้ดูเหมือนกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในปี 2540&amp;nbsp; ต่างกันแต่เพียงว่า&amp;nbsp; คราวที่แล้วเป็นการเกิดขึ้นในประเทศไทยและลามไปทั่วเอเชีย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่คราวนี้เกิดขึ้นที่อเมริกาและกำลังลามไปทั่วโลก&amp;nbsp; ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดูเหมือนว่าจะพอ ๆ&amp;nbsp; กัน&amp;nbsp; คือในปี 2540 ดัชนีตลาดหุ้นตกลงไปประมาณ 55% ในขณะที่ปี 2551 ถึงขณะนี้&amp;nbsp; หุ้นตกลงไปประมาณ&amp;nbsp; 50%&amp;nbsp; ต้น ๆ&amp;nbsp; เหมือนกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ามองว่าดัชนีตลาดหุ้นเป็นดัชนีชี้นำที่แม่นยำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็อาจจะอนุมานได้ว่า&amp;nbsp; ปีหน้าของเศรษฐกิจไทยก็คงจะเป็นปี&amp;nbsp; &amp;ldquo;เผาจริง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างที่เกิดขึ้นในปี 2541 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวลงไปประมาณ 10%&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้าทายกันต่อไปอีกก็จะต้องบอกว่าดัชนีหุ้นไทยในปีหน้านั้นน่าจะทรงตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะดัชนีหุ้นไทยในปี 2541&amp;nbsp; นั้นติดลบเพียง 5%&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากปีหน้าไปแล้ว&amp;nbsp; ดัชนีหุ้นน่าจะมีการปรับตัวขึ้นไปอย่างแรงไม่ต่ำกว่า 30-40%&amp;nbsp; เมื่อตลาดคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว&amp;nbsp; เพราะนี่คือเหตุการณ์ในปี 2542&amp;nbsp; ที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึง 35%&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;คำถามที่จะต้องตอบก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิกฤติครั้งนี้จะเหมือนกับครั้งที่แล้วไหม?&amp;nbsp; วิกฤติครั้งนี้กับครั้งที่แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครั้งไหนรุนแรงกว่ากัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าตอบคำถามนี้ได้&amp;nbsp; เราก็น่าจะพอรู้ว่าดัชนีหุ้นที่ตกลงมาครั้งนี้จะเป็นวิกฤติหรือโอกาสในการลงทุน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ในความทรงจำของผม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุการณ์ในช่วงก่อนปี 2540 นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยมีภาวะทางเศรษฐกิจแบบ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ฟองสบู่&amp;rdquo;&amp;nbsp; นั่นคือ&amp;nbsp; มีการเติบโตของเศรษฐกิจแบบไม่ยั่งยืน&amp;nbsp; สาเหตุใหญ่ก็คือ&amp;nbsp; มีการปล่อยสินเชื่อจำนวนมากมหาศาลให้กับโครงการต่าง ๆ&amp;nbsp; โดยเฉพาะโครงการอสังหาริมทรัพย์และโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จำนวนมากที่ไม่มีความคุ้มค่าทางการลงทุน&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งนี้เป็นไปได้เพราะมีการนำเงินดอลลาร์จากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมากผ่านสถาบันการเงิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เงินเหล่านี้เข้ามาหาส่วนต่างดอกเบี้ยโดยที่ไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและการล้มละลายของผู้กู้เพราะรัฐบาลกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตายตัว&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนความเสี่ยงที่สถาบันการเงินจะล้มนั้นดูเหมือนจะไม่มีใครคำนึงถึง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลก็คือ&amp;nbsp; สถาบันการเงินและธุรกิจมีหนี้มหาศาล&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ตรงกันข้าม&amp;nbsp; เหตุการณ์ในช่วง 2-3&amp;nbsp; ปีที่ผ่านมานั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; เศรษฐกิจไทยไม่มีภาวะฟองสบู่&amp;nbsp; ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะบทเรียนที่เคยได้รับจากปี 2540&amp;nbsp; อีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะภาวะทางการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; การลงทุนขนาดใหญ่จึงไม่ค่อยเกิดขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเวลาเดียวกัน&amp;nbsp; บริษัทต่าง ๆ&amp;nbsp; ก็มีกำไรดีเป็นประวัติการณ์ทำให้ส่วนของทุนเพิ่มขึ้นมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลก็คือ&amp;nbsp; หนี้ของบริษัทต่าง ๆ&amp;nbsp; มีน้อยลงไปมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวเลขคร่าว ๆ&amp;nbsp; ก็คือ&amp;nbsp; ในปี 2551&amp;nbsp; บริษัทที่จะจดทะเบียนในตลาดมีหนี้ต่อทุนประมาณ 1 เท่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่ในปี 2540 มีหนี้ต่อทุนไม่น้อยกว่า 2 เท่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเมื่อเกิดการลดค่าเงินในปี 2540 หนี้สินได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1 เท่าตัวจากผลของการปรับค่าเงิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประกอบกับการที่บริษัทขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ทุนลดลงและทำให้หนี้สินต่อทุนมากขึ้นเป็น 4-5 เท่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งนำไปสู่ภาวะล้มละลาย&amp;nbsp; หรือเกือบล้มละลายของธุรกิจเกือบทั้งประเทศ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;หลังจากเหตุการณ์ในปี 2540 นั้น&amp;nbsp; ธุรกิจจำนวนมากต้องปิดตัวและลดกำลังการผลิตลงเพราะกิจการล้มละลายหรือไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเนื่องจากสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจึงติดลบถึง 10%&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในปี 2551&amp;nbsp; นี้ผมเองก็ยังไม่เห็นว่าจะมีบริษัทขนาดใหญ่รายไหนที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินไม่ต้องพูดว่าจะล้มละลาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่บริษัทมีหนี้น้อย&amp;nbsp; และสถาบันการเงินก็ค่อนข้างเข้มแข็ง&amp;nbsp; ผมเชื่อว่าถึงแม้ในปีหน้ายอดขายของบริษัทต่าง ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจจะเติบโตน้อยมากหรือไม่เติบโตเลย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาที่บริษัทใหญ่ ๆ จะล้มละลายก็น่าจะมีโอกาสน้อยมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อสรุปของผมก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปีหน้า&amp;nbsp; เศรษฐกิจบ้านเราไม่น่าจะติดลบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างมากก็ชะลอตัวลงและการว่างงานจำนวนมากก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ข้อดีของเศรษฐกิจหลังปี 2540 ก็คือ&amp;nbsp; เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาทั้งหลายยังดีอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประกอบกับการที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้มากและกลายเป็นเครื่องจักรที่พาให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2551 นี้&amp;nbsp; ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจทั้งโลกกำลังถดถอยลง&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; การส่งออกซึ่งรวมถึงการท่องเที่ยวจะต้องชะลอตัวลงอย่างมากและนี่คือสิ่งที่จะทำให้ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงชะลอตัวลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่การลดลงของการส่งออกและการท่องเที่ยวจะมากขนาดที่ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบนั้นผมก็คิดว่ายังไม่ถึงขนาดนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อสรุปของผมก็คือ&amp;nbsp; ปี 2552&amp;nbsp; นั้น&amp;nbsp; น่าจะดีกว่าปี 2541 มาก&amp;nbsp; ที่สำคัญก็คือ&amp;nbsp; ไม่น่าจะมีการล้มละลายของบริษัทและการตกงานอย่างกว้างขวางอย่างที่เคยเกิดขึ้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ปี 2540 และหลังจากนั้นอีก 2-3 ปี&amp;nbsp; ทรัพย์สินเกือบทุกประเภทในเมืองไทย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ที่ดิน&amp;nbsp; บ้าน&amp;nbsp; คอนโด&amp;nbsp; อพาร์ทเม้นท์&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งหลักทรัพย์ที่เป็นกระดาษทั้งหลายต่างก็มีมูลค่าลดลงมหาศาล&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนต้องขายของ&amp;nbsp; &amp;ldquo;หนีตาย&amp;rdquo;&amp;nbsp; แต่ในปี 2551&amp;nbsp; ผมก็ยังไม่เห็นว่าสินทรัพย์ที่คนไทยถืออยู่ฝ่ายเดียวเป็นหลัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นอสังหาริมทรัพย์&amp;nbsp; มีราคาลดลงเป็นเรื่องเป็นราว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตรงกันข้าม&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลักทรัพย์ต่าง ๆ&amp;nbsp; เช่นหุ้นที่มีต่างชาติถือครองเป็นจำนวนมากกลับมีราคาลดลงถึงครึ่งหนึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่น่าจะแสดงว่าต่างชาติเป็นผู้ที่ขายหุ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หนีตาย&amp;rdquo;&amp;nbsp; อาจจะด้วยเหตุผลว่าเขามีปัญหาหนักในบ้านเขาและจำเป็นต้องนำเงินกลับ&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; เขาขายทุกราคาโดยไม่สนใจพื้นฐานของกิจการหรือภาวการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อสรุปของผมก็คือ&amp;nbsp; ดัชนีหุ้นที่ลดลงขณะนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจจะไม่ได้เป็นดัชนีชี้นำที่แม่นยำว่าเศรษฐกิจของเมืองไทยในปีหน้าจะแย่มากเหมือนกับปี 2541 ที่เป็นปี&amp;nbsp; &amp;ldquo;เผาจริง&amp;rdquo;อย่างที่กลัวกัน&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;และทั้งหมดนั้นก็นำมาสู่ข้อสรุปความเห็นของผม&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั่นก็คือ&amp;nbsp; ถ้าวิกฤติปี 2551&amp;nbsp; รุนแรงเท่าปี 2540&amp;nbsp; ดัชนีหุ้นในขณะนี้ก็น่าจะลงมาเกือบต่ำสุดแล้วและปีหน้าก็อาจจะนิ่ง ๆ&amp;nbsp; แต่ปี2553 ก็น่าจะให้ผลตอบแทนงดงาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้าข้อเท็จจริงก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิกฤติครั้งนี้เราอยู่ในสถานะที่ดีกว่าปี 2540 มากอย่างที่ผมเชื่อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งความจริงนี้จะค่อย ๆ&amp;nbsp; ปรากฏในปีหน้าที่มีการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนเป็นระยะ ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดัชนีหุ้นไทยก็น่าจะปรับตัวดีขึ้นมากและอาจจะเริ่มตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; ในความรู้สึกของผมก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; การลงทุนในตลาดหุ้นเวลานี้&amp;nbsp; โอกาสได้มีมากกว่าเสีย&amp;nbsp; และอาจจะถือว่าเป็นโอกาสทองยิ่งกว่าครั้งปี 2540&amp;nbsp; โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีเงิน&amp;nbsp; &amp;ldquo;เย็น ๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp; อยู่ในมือ&lt;/font&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/11/03/373</guid>
			<pubDate>Mon, 3 Nov 2008 08:48:34 +0700</pubDate>
            <category>/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/nivate/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/2008/11/03/373</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/11/03/373?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>Moment Of Truth</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/10/27/360</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ตลาดหุ้นในช่วงนี้ถ้าใช้ภาษาอังกฤษมาบรรยายถึงความรู้สึกของนักลงทุนหลายคนก็คงต้องใช้คำว่า Moment Of Truth&amp;nbsp; มันเป็นวิกฤติกาล&amp;nbsp; เป็นเวลาที่จะต้องนั่งคิดคำนึงว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; อนาคตอันสดใสที่เคยวาดหวังไว้อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายคนอาจจะต้องตัดหุ้นออกจากสาระบบของเครื่องมือที่จะนำพาไปสู่ความมั่งคั่งทางการเงิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุ้นอาจจะไม่ใช่หนทางสู่อิสรภาพทางการเงินอย่างรวดเร็วตามที่ฝันไว้อีกต่อไป&amp;nbsp; ลองมาดูความจริงที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์หุ้นรอบนี้ที่ดัชนีตกลงมาจาก 858 จุดในตอนต้นปีเหลือเพียงประมาณ 433 จุดในช่วงนี้ดูว่านักลงทุนที่อยู่ในตลาด&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะ&amp;nbsp; Value Investor หรือนักลงทุนระยะยาวที่เข้าตลาดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาดู&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ข้อเท็จจริงข้อแรกก็คือ&amp;nbsp; ในช่วง 5 ปีนับจากปี 2547 เป็นต้นมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีนักลงทุนหน้าใหม่ซึ่งรวมถึง&amp;nbsp; Value Investor เข้ามาลงทุนในตลาดเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุผลก็คือ&amp;nbsp; ในปี 2546 นั้น&amp;nbsp; ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นถึง&amp;nbsp; 117%&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งเป็นปีที่ตลาดหุ้นบูมมากที่สุดปีหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข่าวของความร่ำรวยของเศรษฐีหุ้นกระจายไปทั่ว&amp;nbsp; มูลค่าของหุ้นในตลาดเพิ่มขึ้นนับเป็นล้าน ๆ&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; คนคิดว่าการแสวงหาความร่ำรวยในตลาดนั้นทำได้ง่าย ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งนี้ประกอบกับการสนับสนุนและส่งเสริมจากรัฐบาลผ่านมาตรการทางภาษีหลากหลายและการเผยแพร่ความรู้ของหน่วยงานเกี่ยวกับตลาดทุนทำให้ตลาดหุ้นนั้นคึกคักยิ่งกว่ายุคใด ๆ&amp;nbsp; และตลาดหุ้นไม่ใช่สถานที่เฉพาะของนักเก็งกำไรและคนที่ไม่มีความรู้อีกต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; Value Investor&amp;nbsp; กลายเป็นความคิดและกลุ่มบุคคลที่เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;โดยเฉลี่ยแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากปี 2546 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ประมาณ 740 จุดก่อนที่จะตกลงมาอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่เดือนนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั่นแปลว่าโดยเฉลี่ยแล้วนักลงทุนที่อยู่ในตลาดหุ้นตลอดเวลาจะขาดทุนประมาณ 41%&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และถ้าจะกลับไปเท่าทุนได้นั้น&amp;nbsp; ดัชนีจะต้องเพิ่มขึ้นประมาณ 71%&amp;nbsp; ซึ่งถ้าหากว่าตลาดหุ้นนับจากวันนี้สามารถปรับตัวขึ้นได้ปีละประมาณ 10% ซึ่งเป็นผลตอบแทนปกติในระยะยาวของตลาดแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะต้องใช้เวลาถึงประมาณ&amp;nbsp; 5.6 ปี ดัชนีถึงจะกลับมาอยู่ที่เดิมที่นักลงทุนเข้ามาลงทุนในวันแรก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้านักลงทุนเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงต้นปี 2547&amp;nbsp; ก็หมายความว่า&amp;nbsp; เขาลงทุนในตลาดมาแล้ว&amp;nbsp; 5&amp;nbsp; ปี โดยที่ยังขาดทุนอยู่ 41%&amp;nbsp; และกว่าเขาจะได้ทุนคืน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขาอาจจะต้องรอไปอีกกว่า 5 ปี&amp;nbsp; สรุปแล้ว&amp;nbsp; เขาอาจจะเจอกับ&amp;nbsp; 10 ปีแห่งความว่างเปล่าของการลงทุน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;นักลงทุนบางคนนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับจากวันลงทุนครั้งแรกเมื่อ 4-5 ปีก่อนจนถึงก่อนวิกฤติตลาดหุ้นรอบนี้อาจจะประสบความสำเร็จสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายคนอาจจะเป็น&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดารา&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลตอบแทนสูงลิ่วและเม็ดเงินลงทุนสูงขึ้นมากจนอาจจะใกล้ความเป็น &amp;ldquo;อิสรภาพทางการเงิน&amp;rdquo;&amp;nbsp; แต่แล้วเม็ดเงินก็กลับทรุดฮวบลงอย่างน่าตกใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอร์ตหุ้นหรือผลตอบแทนที่ติดลบลงมาเกือบครึ่งหนึ่งหรือ 50% นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าเอามาเฉลี่ยกับผลตอบแทนเป็นหลายสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปีเป็นเวลา 4-5 ปีนั้นอาจจะคิดว่าไม่น่าจะมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ข้อเท็จจริงก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางที&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนที่ได้ผลตอบแทนมากนั้น&amp;nbsp; เป็นช่วงที่เขาใช้เม็ดเงินลงทุนน้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในช่วงที่หุ้นตก 50%&amp;nbsp; นั้นอาจจะเป็นช่วงที่เขามีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมเข้ามามาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; ผลรวมก็คือ&amp;nbsp; เขาอาจจะเหลือกำไรน้อยมากหรืออาจจะขาดทุนเลยก็ได้ทั้ง ๆ&amp;nbsp; ที่คำนวณผลตอบแทนระยะยาวแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวเลขก็ยังเป็นบวกค่อนข้างมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถานการณ์แบบนี้&amp;nbsp; ผมอยากจะเปรียบเทียบกับเรื่องของสงครามที่มักจะมีคำพูดที่ว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ชนะศึกจำนวนมาก&amp;nbsp; แต่แพ้สงคราม&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุผลก็คือ&amp;nbsp; ศึกที่ชนะนั้นเป็นศึกเล็ก ๆ&amp;nbsp; แต่ศึกที่แพ้กลับเป็นศึกใหญ่ที่กำหนดผลลัพธ์ของสงคราม&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;วิกฤติตลาดหุ้นนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; น่าจะเหมือนกับสึนามิ&amp;nbsp; นั่นคือ&amp;nbsp; มันสามารถเปลี่ยนแปลงแผนภูมิความมั่งคั่งของบริษัทต่าง ๆ&amp;nbsp; เช่นเดียวกับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นของมัน&amp;nbsp; หุ้นหลายตัวหรือหลายกลุ่มอาจจะมีมูลค่าลดลงมากและมันอาจจะไม่กลับขึ้นมาอีกเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตรงกันข้าม&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุ้นหลายตัวหรือหลายกลุ่มอาจจะมีมูลค่าลดลงเช่นกันในยามที่เกิดวิกฤติแต่อาจจะลดลงไม่มาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อภาวะวิกฤติหมดไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; มันอาจจะฟื้นตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูลค่าหุ้นกลับมาที่เดิมและเติบโตขึ้นไปอีก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลก็คือ&amp;nbsp; เราได้บริษัทที่ยิ่งใหญ่ตัวใหม่หรือกลุ่มใหม่ปรากฏขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ายังไม่เห็นภาพก็ลองนึกถึงบริษัทที่ยิ่งใหญ่มีมูลค่าตลาดสูงลิ่วและเป็นที่สนใจของนักลงทุนในช่วงก่อนวิกฤติตลาดหุ้นปี 2540 ก็จะพบว่า&amp;nbsp; มันแตกต่างจากภาพในวันนี้แค่ไหน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลองคิดถึงหุ้นไฟแน้นซ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุ้นที่ดินยักษ์ใหญ่&amp;nbsp; ที่เป็นพระเอกในสมัยนั้นดู!&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;วิกฤตินั้นมักจะช่วยบอกให้เรารู้ว่ากลยุทธ์หรือแนวทางการลงทุนที่เราใช้อยู่นั้น&amp;nbsp; มันมีข้อดีข้อด้อยตรงไหน&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่เราใช้อยู่นั้น&amp;nbsp; มันถูกต้องจริงหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลสำเร็จของเราเป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นเรื่องของฝีมือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; จุดอ่อนของ&amp;nbsp; Value Investor ในเมืองไทยนั้น&amp;nbsp; นอกจากเรื่องต่าง&amp;nbsp; ๆ&amp;nbsp; เช่นการที่มีบริษัทจดทะเบียนจำนวนน้อยที่มีคุณภาพดีแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็คือ&amp;nbsp; Value Investor ส่วนใหญ่ไม่เคยประสบกับภาวะตลาดหุ้นตกรุนแรงหรือภาวะวิกฤติอย่างที่เป็นอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; พวกเขาจึงมักจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของการลงทุนหรือกำหนด&amp;nbsp; Margin Of Safety น้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp; พวกเขาเพียงแต่&amp;nbsp; &amp;ldquo;คิด&amp;rdquo; ว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขาได้เผื่อ&amp;nbsp; Margin Of Safety&amp;nbsp; สูงแล้ว&amp;nbsp; หลายคนชอบลงทุนในกิจการที่ไม่มีความแน่นอนแต่มี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;โมเมนตัม&amp;rdquo; ของกำไรหรือผลการดำเนินงานของบริษัทที่จะทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปได้มาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำว่าช้า ๆ&amp;nbsp; แต่ชัวร์นั้นพวกเขาอาจจะคิดว่าเหมาะกับ&amp;nbsp; Value Investor กลุ่มอื่นและคนที่สูงอายุมากกว่า&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; เมื่อเกิดวิกฤติขึ้น&amp;nbsp; หุ้นจึงมักจะไม่สามารถต้านทานการตกลงมาได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ทั้งหมดนั้นก็คือ&amp;nbsp; Moment Of Truth ที่ผมพอจะนึกได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักลงทุนทุกคน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นคนที่&amp;nbsp; &amp;ldquo;เจ็บหนัก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือคนที่ยัง&amp;nbsp; &amp;ldquo;พอประคองตัวเอง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ได้&amp;nbsp; จะต้องคิดคำนึงถึงบทเรียนสำคัญในครั้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ&amp;nbsp; ในวิกฤตินั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังมีโอกาสเสมอ&amp;nbsp; การท้อถอยเลิกลงทุนคือการพ่ายแพ้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในตอนนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลาย ๆ คนที่&amp;nbsp; &amp;ldquo;ฝันสลาย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะต้องทำใจให้ได้ว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั่นคือความฝันจริง ๆ&amp;nbsp; เป็นเรื่องที่เราจินตนาการไปเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ณ. ขณะนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; มันคือความจริงที่เราจะต้องเดินหน้าต่อไป&amp;nbsp; ด้วยความคาดหวังที่สมจริง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเองเตือนอยู่เสมอว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; การลงทุนในตลาดหุ้น&amp;nbsp; ในระยะยาวแล้วอย่าคาดหวังที่จะได้ผลตอบแทนเกินปีละ 10-15 %&amp;nbsp; ไม่ว่าเราจะคิดว่าเราแน่แค่ไหน&amp;nbsp; ขอให้โชคดีกับการเดินทางต่อไปครับ&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/10/27/360</guid>
			<pubDate>Mon, 27 Oct 2008 09:30:59 +0700</pubDate>
            <category>/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/nivate/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/2008/10/27/360</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/10/27/360?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>บริษัทซื้อหุ้นคืน</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/10/20/359</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ในยามที่หุ้นมีราคาร่วงลงเกือบทุกวันและราคาหุ้นในขณะนี้ตกต่ำลงเกือบ 50%&amp;nbsp; จากต้นปีหรือในช่วงเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักลงทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนรายย่อยหรือที่เป็นบุคคลธรรมดาต่างก็เข้ามาซื้อหุ้นเพราะคิดว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้ซื้อหุ้นถูกและคาดหวังที่จะเห็นหุ้นปรับตัวกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็วและแรง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พวกเขาคิดอย่างนั้นเพราะไม่เห็นว่าบริษัทที่เขาซื้อนั้นจะมีปัญหาอะไรแต่ราคาลดลงมามากเกินปกติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คงไม่ต้องพูดว่าพวกเขาต่างก็ผิดหวังเป็นส่วนใหญ่เพราะหุ้นที่เขาซื้อมาในราคาถูกแสนถูกกลับปรับตัวลดลงไปอีก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายคนตัดสินใจขายทิ้งตัดขาดทุน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายคนยังเก็บไว้และปลอบใจตัวเองว่าไม่ช้าก็เร็วหุ้นคงกลับขึ้นมาได้เมื่อภาวะตลาดหุ้นดีขึ้นหรืองบการเงินที่ดูดี ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถูกประกาศออกมาและคนแห่กลับมาซื้อหุ้นตัวที่ตนเองซื้อไว้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ในชั้นนี้คงเป็นเรื่องที่พูดได้ยากว่าพวกเขาคิดถูกหรือคิดผิดที่เข้ามาซื้อหุ้นในยามที่ตลาดเกิดวิกฤติ&amp;nbsp; เหตุก็เพราะว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุ้นตัวที่เขาซื้อนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขาอาจจะไม่รู้จริงว่าสถานะจะเป็นอย่างไรในอนาคตไม่กี่เดือนหรือปีข้างหน้า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่าลืมว่าราคาหุ้นนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาพใหญ่ที่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจการเงินเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่รวมถึงภาพเล็กซึ่งก็คือผลการดำเนินงานของบริษัทด้วย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;นักลงทุนนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อประสบกับภาวะวิกฤติตลาดหุ้นและเข้ามาซื้อหุ้นแม้ในราคาที่ต่ำมากก็มักจะต้องรับความเสี่ยงที่สูงกว่าปกติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่สำหรับบริษัทแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาวะวิกฤติตลาดหุ้นที่ทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงมากนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมถ้าบริษัทมีเงินสดอยู่ในมือหรือมีความสามารถที่จะระดมเงินสดได้มากพอ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุผลก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; บริษัทหรือผู้บริหารนั้นย่อมที่จะรู้จักสถานะของบริษัทดีพอที่จะมั่นใจได้ว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุ้นของบริษัทนั้นถูกเกินความเป็นจริงไปมากและการซื้อหุ้นของบริษัทนั้นจะเป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้นในอนาคตอย่างไม่มีข้อสงสัย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;การที่บริษัทซื้อหุ้นคืนนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; มองในภาพใหญ่ก็คือ&amp;nbsp; หุ้นที่เหลืออยู่จะมีจำนวนน้อยลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นเวลา&amp;nbsp; &amp;ldquo;แบ่ง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ส่วนของผู้ถือหุ้นแต่ละหุ้นก็จะมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยทฤษฎีแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราคาหุ้นก็จะสูงขึ้น&amp;nbsp; ผู้ถือหุ้นอยู่ก็จะได้ประโยชน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มองอีกด้านหนึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; การซื้อหุ้นคืนนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจจะเหมือนกับว่าผู้ถือหุ้นบริษัทเห็นว่าหุ้นของบริษัทมีราคาถูกมากอยากจะซื้อหุ้นเพิ่มแต่ไม่มีเงินแล้วหรือคิดว่าไม่อยากจะเสี่ยงเพิ่มอีก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ว่าตัวบริษัทเองนั้นมีเงินอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ถือหุ้นในฐานะที่เป็นเจ้าของบริษัทจึงคิดว่าเราน่าจะใช้เงินบริษัทเข้าไปซื้อหุ้นแทน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และถ้าผู้บริหารบริษัทเองก็เห็นสอดคล้องว่าหุ้นของบริษัทนั้นมีราคาถูกเกินไปจริง ๆ&amp;nbsp; เมื่อเทียบกับพื้นฐานของบริษัท&amp;nbsp;&amp;nbsp; การซื้อหุ้นบริษัทคืนก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีและความเสี่ยงน่าจะมีจำกัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนี่ก็คือที่มาของการที่บริษัทจะซื้อหุ้นของตนเองคืนจากตลาดหุ้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ที่พูดมานั้นก็เป็นเรื่องของการคิดพิจารณาอย่างที่มองว่าบริษัทนั้นเป็นบริษัทที่ผู้ถือหุ้นทุกคนรวมถึงเจ้าของที่เป็นผู้บริหารมีผลประโยชน์สอดคล้องกันที่อยากจะเห็นบริษัทมีมูลค่าหรือความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นและทุกฝ่ายได้ประโยชน์เท่ากันตามสัดส่วนของการถือหุ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในความเป็นจริงก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะในบริษัทจำนวนมากนั้น&amp;nbsp; ผลประโยชน์ของผู้บริหาร&amp;nbsp; เจ้าของ&amp;nbsp; และผู้ถือหุ้นรายย่อยนั้นมักจะไม่ตรงกันมากนัก&amp;nbsp; เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้บริหารนั้นมักจะชอบเก็บเงินของบริษัทไว้เองมาก ๆ&amp;nbsp; เพราะเขาสามารถสั่งการเอาไปใช้ได้และการมีเงินสดมากนั้นเขาจะสามารถบริหารได้อย่างสบายใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ควบคุมบริษัทนั้นก็เช่นกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขามักจะสามารถสั่งการใช้จ่ายเงินของบริษัทได้มากกว่าส่วนที่เขาจะได้ประโยชน์จากเรื่องของราคาหุ้น&amp;nbsp; ดังนั้นเขามักจะลังเลถ้าต้องเอาเงินไปซื้อหุ้นของบริษัท&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;เรื่องของการซื้อหุ้นบริษัทคืนนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ว่าที่จริงเคยมีการทำกันคึกคักอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อตลาดหลักทรัพย์และ กลต. อนุญาตให้ทำได้เมื่อหลายปีก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในครั้งนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลาย ๆ&amp;nbsp; บริษัททำด้วยเหตุผลที่อยากจะให้ราคาหุ้นของตนเองเพิ่มขึ้นเพราะคิดว่าแรงซื้อจากบริษัทจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นโดยที่อาจจะไม่ได้สนใจหรือเห็นว่าราคาหุ้นของบริษัทนั้นมีราคาหุ้นถูกจริง ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่หลังจากทำแผนซื้อหุ้นคืนแล้วก็ปรากฏว่าราคาหุ้นส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับตัวขึ้นตามที่หวังแต่บริษัทกลับเสียเม็ดเงินที่ผู้บริหารมีอำนาจสั่งการได้ไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; ความนิยมจึงหมดไป&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;การซื้อหุ้นบริษัทคืนที่กำลังมีการพิจารณากันมากขึ้นในรอบนี้ผมคิดว่ามีความเหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่าในอดีตมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุก็เพราะว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในรอบนี้ราคาหุ้นส่วนใหญ่ตกลงมามากและมีราคาถูกมากเป็นประวัติการณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะเดียวกัน&amp;nbsp; เม็ดเงินสดที่บริษัทส่วนใหญ่มีอยู่นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีมากกว่าในอดีตมากเนื่องจากบริษัทจดทะเบียนมีกำไรที่ดีต่อเนื่องมาหลายปีและไม่ได้มีการลงทุนมากนักในช่วงที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; การพิจารณาซื้อหุ้นบริษัทคืนในยามที่นักลงทุนต่างชาติกำลังเทขายหุ้นเพราะต้องการเงินเร่งด่วนจึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับบริษัทที่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ดูเหมือนว่าทางการและตลาดหลักทรัพย์เองก็กำลังพยายามกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนพิจารณาซื้อหุ้นคืนแต่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วจะมีกี่บริษัทที่จะทำจริง ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจจะเป็นได้ว่า&amp;nbsp; บริษัทที่มีเงินสดล้นจริง ๆ&amp;nbsp; ก็มักจะมีราคาหุ้นที่ตกลงมาไม่มาก&amp;nbsp; ดังนั้นการซื้อหุ้นคืนก็ไม่เป็นประโยชน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนบริษัทที่ราคาหุ้นตกลงมามากก็อาจจะเป็นบริษัทที่ไม่ได้มีเงินสดเหลือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พวกเขาแค่มีหนี้ไม่มากเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อหุ้นคืน?&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครั้นจะไปขอกู้สถาบันการเงินเขาก็ไม่ยอมปล่อยกู้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะในระบบสถาบันการเงินไทยนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขามักจะไม่ยอมปล่อยกู้ให้กับกิจกรรมการซื้อขายหุ้นอยู่แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมจึงคิดว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าจะทำเรื่องนี้ให้เกิดผลจริง ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่วยงานด้านตลาดทุนและรัฐบาลควรที่จะต้องมีมาตรการเสริมเช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้กระบวนการซื้อหุ้นคืนทำได้เร็วขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; และที่สำคัญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องของการหาเงินมาซื้อหุ้นคืนที่จะเปิดช่องทางให้บริษัทจดทะเบียนสามารถหาเงินมาได้เพียงพอและรวดเร็วขึ้น &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ทั้งหมดนั้นก็คือความเห็นของผมเกี่ยวกับการซื้อหุ้นคืน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และผมคิดว่า&amp;nbsp; ในสภาวการณ์แบบนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ามีบริษัทใดประกาศซื้อหุ้นคืนได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเราดูแล้วว่ากิจการของบริษัทยังดูดีอยู่และน่าจะดีต่อไปในอนาคตแม้ว่าเศรษฐกิจดูเหมือนว่าจะยังไม่พ้นวิกฤติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั่นก็คือ&amp;nbsp; ข้อแรก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้บริหารดูแลประโยชน์และความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นทุกคน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อสอง&amp;nbsp; เขามั่นใจในอนาคตของบริษัท&amp;nbsp;&amp;nbsp; และข้อสุดท้าย&amp;nbsp; เขามีกำลังหรือมีเงินที่จะมาซื้อหุ้นได้ในยามวิกฤติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราก็อาจพิจารณาลงทุนในหุ้นเหล่านี้ได้อย่างสบายใจ&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/10/20/359</guid>
			<pubDate>Mon, 20 Oct 2008 13:33:10 +0700</pubDate>
            <category>/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/nivate/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/2008/10/20/359</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/10/20/359?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
            </channel>
</rss>
