Monday, 15 June 2009
Halo Effect
« กระทิงดุ123 | Main | นักธุรกิจร้อยล้าน 123 »เวลาที่บริษัทกำลังรุ่ง ผลกำไรเติบโตติดต่อกันมาหลายปี เรามักจะคิดว่าบริษัทนั้นมีคุณสมบัติดีเยี่ยมในด้านต่าง ๆ อาจจะเริ่มตั้งแต่ความสามารถพิเศษของบริษัทที่คู่แข่งไม่สามารถทำหรือเลียนแบบได้ ผู้บริหารที่มีความสามารถเหนือกว่าธรรมดา ความได้เปรียบของบริษัทต่อคู่แข่งที่ยั่งยืน และกลยุทธ์ที่เหนือกว่าอีกหลาย ๆ อย่าง ทั้งหมดนั้น ที่จริงเราอาจจะไม่ได้คิดเอง แต่มาจากคำบอกเล่าที่ผู้บริหารของบริษัทที่ชี้แจงต่อนักลงทุนในโอกาสต่าง ๆ เราเชื่อ เพราะถ้าไม่ดีจริง “ยอดขายและกำไรจะโตอย่างนั้นได้อย่างไร?”
คุณไว Vi ) นักลงทุนหนุ่มไฟแรง ลงทุนมา 5 ปี ผลตอบแทนที่ทำได้โดยเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 60-70% ทบต้น ทำให้พอร์ตหุ้นโตขึ้นกว่า 10 เท่า เขาบอกว่าวิธีที่จะทำกำไรจากตลาดหุ้นอย่างรวดเร็วได้นั้น คุณไม่สามารถที่จะลงทุนแบบซื้อแล้วเก็บไว้นาน ๆ เพราะนั่นจะทำให้ผลตอบแทนต่อปีมักจะทำได้อย่างมากก็แค่ปีละ 15-20% การที่จะทำกำไรได้แบบก้าวกระโดดนั้น เราจะต้องซื้อหุ้นของบริษัทที่กำลัง “โต” หรือผลการดำเนินงานกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นถ้าเป็นกิจการที่เป็นวัฏจักร ซื้อแล้วเมื่อผลการดำเนินงานประกาศออกมา หรือเริ่มมีคนสนใจเข้าเล่นทำให้ราคาหุ้นดีดตัวขึ้นมา เราก็จะต้องขายไป แล้วก็ไปหาหุ้นตัวใหม่ที่มีคุณสมบัติแบบนั้นอีก นอกจากเรื่องของตัวหุ้น คุณไวยังเปิดเผยกลยุทธ์ในการลงทุนต่าง ๆ อีกมากมายที่น่าประทับใจ นักลงทุนต่างเชื่อว่า สิ่งที่คุณไวพูดนั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้อง คุณไวเป็น “เซียน” คนหนึ่ง ก็ถ้าไม่ใช่แล้ว “เขาจะทำกำไรจากหุ้นขนาดนั้นได้อย่างไร?”
ความจริงก็คือ บริษัทที่มีผลกำไรเติบโตติดต่อกันมาหลายปีนั้น ไม่ได้มีความสามารถพิเศษต่างจากคู่แข่ง ผู้บริหารก็ไม่ได้มีความสามารถเหนือกว่าธรรมดาแม้ว่าความสามารถในการอธิบายความสามารถของบริษัทจะสูงกว่าปกติ สิ่งที่ทำให้บริษัทมีกำไรดีผิดปกตินั้นอาจจะมาจากหลาย ๆ เรื่องที่ไม่มีใครรู้ แต่เรื่องหนึ่งที่อาจจะเป็นสาเหตุก็คือ บริษัทได้เข้าไปจับตลาดสินค้ากลุ่มหนึ่งที่ไม่มีใครสนใจเมื่อ 4-5 ปีก่อน ช่วงแรก ๆ ก็มีผลการดำเนินงานไม่ดีนัก แต่หลังจากนั้น ราคาวัตถุดิบก็ปรับตัวขึ้นติดต่อกันมา 3-4 ปี ทำให้ราคาสินค้าของบริษัทปรับตัวขึ้นไปด้วย โชคดีที่บริษัทต้องสต็อกวัตถุดิบนั้นไว้ค่อนข้างมากในการผลิตทำให้บริษัทมีกำไรจากสต็อกต่อเนื่องมาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา และนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทสวยหรูมาตลอดในช่วงที่ผ่านมาเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ตาม เวลาจะอธิบายความสำเร็จนั้น ไม่มีใครบอกว่าเป็นเพราะเขา “โชคดี” ทุกอย่างต้องเกิดจาก “ฝีมือ” ล้วน ๆ เหนือสิ่งอื่นใด เวลาที่ทุกอย่างกำลังดี พูดอย่างไรก็ถูก พูดอย่างไรคนก็เชื่อ
เช่นเดียวกัน คุณไวสามารถทำกำไรได้สูงมากอย่างน่ามหัศจรรย์ แต่นั่นไม่ได้มาจากกลยุทธ์ที่ใช้แต่มาจากหลายสิ่งหลายอย่างรวมทั้งการที่ตลาดหุ้นวิ่งขึ้นเป็นกระทิงในช่วงที่ผ่านมา กลยุทธ์ของคุณไวที่ใช้นั้น อาจจะเหมาะสมกับสถานการณ์หลาย ๆ อย่างที่ไม่มีใครรู้แม้แต่ตัวคุณไว แต่คุณไวนั้นเชื่อว่าเป็นเรื่องของ “ฝีมือ” ล้วน ๆ และคุณไวเชื่อว่าการทำกำไรทบต้นปีละ 40-50% ด้วยวิธีและกลยุทธที่ใช้อยู่นั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก ว่าที่จริงเขาทำได้มากกว่านั้นและทำได้โดยเฉลี่ยติดต่อกันมา 5 ปีแล้ว และนี่เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสำหรับการลงทุนสำหรับคนหนุ่มสาวที่ยังมีพอร์ตไม่ใหญ่นัก อาจจะเป็นว่า ทำพอร์ตให้โตเป็นสักร้อยล้านบาทก่อนที่จะเริ่มปรับเปลี่ยนแนวการลงทุนให้ปลอดภัยมากขึ้น เขารู้ว่าวิธีที่เขาใช้อาจจะเป็นวิธีที่เสี่ยงเนื่องจากบางช่วงเขาก็เคย “ขาดทุนหนัก” อยู่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ด้วยกลยุทธที่เหนือกว่า เขาก็ผ่านมันมาได้ เหนือสิ่งอื่นใด เวลาที่คุณทำกำไรได้มากมาย ลบสถิติแม้แต่ของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ปีเตอร์ ลินช์ หรือ จอร์จ โซรอส คุณพูดอย่างไรก็ถูก พูดอย่างไรคนก็เชื่อ เพราะคุณกำลังมี “รัศมีที่เปล่งประกาย” หรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Halo Effect”
เฮโล เอฟเฟค นั้น ทำให้เราเรียนรู้ในสิ่งที่อาจจะไม่จริง เพราะตรรกะถูกทำให้บิดเบี้ยวจากผลที่เริดหรู แน่นอน ความสำเร็จนั้น โดยเฉพาะความสำเร็จในระยะยาว มักจะไม่ได้มาด้วยโชค แต่เหตุผลหรือกลยุทธที่ทำให้เกิดความสำเร็จนั้นอาจจะไม่ใช่อย่างที่เรารู้หรือถูกทำให้เชื่อ เหตุแห่งความสำเร็จมักจะถูกแสดงออกมาเพื่อให้ดูดีกับคนที่รับผิดชอบหรือบริษัท ดังนั้น การเรียนรู้ของเราจึงอาจจะผิด และถ้าเราทำอย่างที่เขาพูด เราก็อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่เขาได้ เรื่องของเวลาและสถานการณ์ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้เราไม่ได้ผลอย่างที่เขาเคยทำได้แม้ว่าวิธีที่เขาพูดจะถูกต้อง และถ้าเป็นเรื่องหลังนี้ เขาซึ่งเป็นเซียน ก็อาจจะ “ตกม้าตาย” ในอนาคตแม้ว่าจะใช้กลยุทธเดิมที่เคยประสบความสำเร็จงดงามมาแล้วในอดีต
Halo Effect นั้น ไม่ได้มองเฉพาะด้านที่บริษัทหรือบุคคลกำลังรุ่งเรือง ในกรณีที่กิจการหรือบุคคลกำลังย่ำแย่ “รัศมีที่มัวหมอง” ก็ส่งผลให้เราหาเหตุผลที่ผิดมาอธิบายความย่ำแย่หรือความเลวร้ายที่เกิดขึ้นเช่นกัน เช่น บอกว่าผู้บริหารนั้นไม่มีฝีมือ กลยุทธที่ใช้นั้นผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง วิธีการลงทุนที่ใช่นั้นผิด ไม่เหมาะกับสถานการณ์ และอื่น ๆ อีกมาก ทั้งที่ข้อเท็จจริงอาจจะเป็นว่า เขาทำถูก วิธีหรือกลยุทธ์ก็ใช้ได้ แต่อาจจะมีปัจจัยบางอย่างที่มีอิทธิพลรุนแรงทำให้ผลการดำเนินงานตกต่ำลง แต่ใครจะเชื่อ? “ถ้าคุณดีจริง กลยุทธถูกต้องจริง ผลการดำเนินงานจะเน่าขนาดนี้ได้อย่างไร?”
Value Investor ที่ดีจะต้องพยายามมองผ่าน “รัศมีทรงกลด” ที่มักสร้างภาพลวงตาเราให้หลงได้ วิธีง่าย ๆ ก็คือ ทุกครั้งที่ดูหรือฟังเรื่องราวต่าง ๆ ของบริษัทให้นึกดูว่ามันมีเฮโลอยู่หรือเปล่า นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะนักลงทุนหลายคนชอบหาหุ้นโดยเริ่มจากการดูผลการดำเนินงานที่ปรากฎออกมาย้อนหลังหลายปี วิธีนี้เท่ากับว่าเราเริ่มจากการดูรัศมีทรงกลดแล้วไปหาเหตุผลที่ “ทำให้มันเป็นกิจการหรือหุ้นที่ดี” แบบนี้ก็มีโอกาสสูงที่เราจะ “ถูกแสง” เข้าไปแล้ว เราจะหาจุดอ่อนหรือข้อเสียของบริษัทได้ยาก ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ผมมักจะเริ่มหาหุ้นจากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทก่อน แล้วดูต่อไปที่กลยุทธ ผู้บริหารและคุณสมบัติด้านคุณภาพอื่น ๆ ก่อน สุดท้ายจึงไปดูที่ข้อมูลตัวเลขผลการดำเนินงานที่ควรจะต้องสอดรับกับความเห็นของผมที่มีอยู่ในใจ ด้วยวิธีนี้ “แสงเฮ้ากวง” จะทำอะไรเราได้ยากขึ้น ความเข้าใจของเราต่อตัวกิจการจะถูกต้องมากขึ้น และทำให้เราสามารถลงทุนได้อย่างปลอดภัยและได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม
ผมอ่านข้อเขียนของอาจารย์เพื่อเตือนสติทุกสัปดาห็ ทั้งขาขึ้นและขาลงครับ
เรื่องนี้พอจะเปรียบกับกองทุนรวม ที่ลงทุนเชิงรุก กับเชิงรับ
กองทุนเชิงรับจะซื้อหุ้นเต็มพอร์ตตลอดเวลา แต่เชิงรุก จะมีการเทขาย หรือเทซื้อก็ได้ ซึ่งก็เปรียบทำนองเดียวกับ เฮโลนั่นเอง
กองทุนเชิงรับ จะมีน้อยแห่ง แต่ที่ บลจ.ทหารไทย กองทุนหุ้นจะเป็นเชิงรับทุกๆกอง แล้วผลตอบแทนระยะยาว ลองเปรียบดูกับกองทุนเชิงรุกหนักๆเช่นที่ บลจ.A เป็นต้น ผลตอบแทนระยะยาวก็ไม่ได้ต่างกันมากมายนัก
ตัวผมเอง เลิก เฮโลไปตั้งแต่ปี 2535 แล้ว
ขอบคุณค่ะ ความคิดนี้เป็นปรัชญา และวิทยาศาสตร์ ที่สอนให้ใช้เวลามากขึ้นในการศึกษาข้อมูลการลงทุน เป็นประโยชน์มากค่ะ
ผมต้องขอแสดงความนับถือ ดร. นิเวศน์ ด้วยความจริงใจ
บทความนี้เป็นการอ้างเหตุผล (argument) อีกวิธีหนึ่งที่ใช้โต้แย้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับแนวการลงทุนแบบเน้นคุณค่า
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเพิ่งได้ยินคำพูดจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการซื้อหุ้นแล้วเก็บไว้นาน ๆ ซึ่งฟังดูมีน้ำหนัก
เขาว่า "ถ้าไม่ขายหุ้นตอนที่ได้กำไรแล้วจะซื้อทำไม ที่เราลงทุนนั้นเราต้องการหุ้นหรือต้องการกำไร?"
คำพูดนั้นมีน้ำหนักมากขึ้นอีกในวันจันทร์ที่หุ้นตก ทำให้กำไรที่เคยได้มากอยู่กลับลดลงไปไม่น้อย และขณะที่ผมเขียนอยู่นี้ตลาดที่อเมริกาก็กำลังดำดิ่ง ทำให้คิดว่าพรุ่งนี้ตลาดไทยเปิดขึ้นมาก็คงปักหัวลงอีก คำพูดนั้นก็ดูจะน่าเชื่อมากขึ้นไปอีก
ในสถานการณ์อย่างนี้คงมีแต่ผู้ที่ลงทุนแบบเน้นคุณค่าเท่านั้นที่จะมีจิตใจมั่นคงอยู่ได้
ผมคิดว่าคงมีแต่ ดร. นิเวศน์นี่แหละที่คอยหาวิธีเตือนสติ ให้ความรู้ และกำลังใจแก่คนที่ต้องการลงทุนอย่างมีเหตุผล
ขอบคุณมากครับอาจารย์
ขอบคุณท่านอาจารย์มากครับ
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์และจะจำขั้นตอนนี้ไปใช้ครับ
1.เริ่มหาหุ้นจากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทก่อน
2.แล้วดูต่อไปที่กลยุทธ ผู้บริหารและคุณสมบัติด้านคุณภาพอื่น ๆ ก่อน
3. สุดท้ายจึงไปดูที่ข้อมูลตัวเลขผลการดำเนินงานที่ควรจะต้องสอดรับกับความเห็นของผมที่มีอยู่ในใจ
#####################################
นักลงทุนส่วนใหญ่ซื้อหุ้นเพื่อหวังว่า จะขายในราคาที่สูงขึ้น จะมีซักกี่คนที่อยากจะร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจที่แท้จริง...
ถ้าดูเมื่อวันที่ 15/6/09 การปรับตัวเป็นเรื่องปกติ ที่ตลาดน่าจะปรับตัวมาก่อนหน้าแล้ว เป็นโอกาสให้ทยอยซื้อหุ้นเพิ่ม ที่จะได้กำไรต่อไปในอนาคต กำไรที่สูงๆในพอร์ต ก็มาจากการทยอยซื้อในวันที่ตลาดปรับตัวแรงๆเสมอ
ขอบคุณท่านอาจารย์ มากครับ
มุมมองแหลมคมมากครับ สท้อนถึงแก่นแท้ของการลงทุน
แนว VI มากครับ ทำให้มั่นคงในการถือหุ้นและไม่หวันไหว
ครับถ้าเราเข้าใจแก่นแท้ของกิจการครับ
อ่านรอบแรกยังงงๆ แต่อ่านรอบนี้เริ่มเข้าใจละครับ
แสดงว่าวิธีที่ดูหุ้นอยู่ตอนนี้ผิดหมดต้องมาเริ่มดูใหม่
ในอดีตชอบหาหุ้นโดยการดูผลดำเนินงานย้อนหลังหลายๆปี
ขออนุญาติ นิดนะครับ ถูกผิดก็ชี้แนะด้วย
>ผมมักจะเริ่มหาหุ้นจากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทก่อน แล้วดูต่อไปที่กลยุทธ ผู้บริหารและคุณสมบัติด้านคุณภาพอื่น ๆ ก่อน
ดูแล้ว มันเป็นศิลป์ มากกว่า ศาสตร์
เอา 10 คนทำ ก็ได้ คำตอบ 10 แบบ
ทำซ้ำๆ ให้ได้ ผลลัพธ์เหมือนเดิม เหมือนวิทยาศาสตร์ไม่ได้
วิธีแบบนี้มันขึนกับ บุคคลมากกว่าวิธีการมากไป
อ่านแล้วได้ข้อคิดมากเลยค่ะ
อยากถามความคิดเห็นหน่อยค่ะ
ถ้าเป็นนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่มีความรู้มาก เป้าหมายคือ ต้องการนำเงินสดมาลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าฝากธนาคาร เน้นผลตอบแทนจากเงินปันผล และมูลค่าหุ้นที่อาจจะเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต ควรเริ่มลงทุนแบบไหน จัดพอร์ตอย่างไร ควรเลือกหุ้นแบบไหนเข้าพอร์ต
อ่านแล้วได้ข้อคิดมากเลยค่ะ
อยากถามความคิดเห็นหน่อยค่ะ
ถ้าเป็นนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่มีความรู้มาก เป้าหมายคือ ต้องการนำเงินสดมาลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าฝากธนาคาร เน้นผลตอบแทนจากเงินปันผล และมูลค่าหุ้นที่อาจจะเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต ควรเริ่มลงทุนแบบไหน จัดพอร์ตอย่างไร ควรเลือกหุ้นแบบไหนเข้าพอร์ต
ขอบคุณอาจารย์มากๆ เลยค่ะ เพิ่งหัดเล่นไม่ถึงปี ติดตามบทความอาจารย์ ได้ความรู้เยอะเลยค่ะ ขอให้อาจารย์มีความสุข สุขภาพแข็งแรงนะคะ
ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ ได้ความรู้เยอะเลย
เพิ่งหัดเล่นไม่ถึงปี ก็พยายามนำวิธีการต่างๆ มาใช้
แต่วันก่อนหุ้นลง มีข่าวว่าเศรษฐกิจยังไม่แน่นอน น่าจะแย่ ก็ตกใจขายหุ้นเกือบหมดเลย พอวันต่อมาหุ้นก็ขึ้น เสียดายจัง แต่ก็เป็นประสบการณ์ ว่าอย่าตื่นตูม ถ้าเราเลือกหุ้นดีแล้ว และก็แค่ข่าว ยังไม่มีตัวเลขชัดเจน อย่าตกใจ หุ้นมีขึ้นมีลง และอีกอย่างต่อไปจะต้องตรวจสอบราคาหุ้นย้อนหลังก่อนซื้อทุกครั้ง จะได้ไม่ซื้อราคาสูงอีก
คำถามที่ว่า "การที่เราซื้อหุ้นเพราะเราอยากได้หุ้นหรือเราอยากได้กำไร?"...VS ร้อยทั้งร้อย คงตอบได้ทันทีว่า อยากได้กำไรแน่นอน(แม้บางครั้งเพียงแค่เล็กน้อย)...แต่ VI คงตอบว่า อยากได้ทั้งสองอย่าง แต่ถ้าให้เลือกเพียงอย่างเดียว พวกเขาก็อยากได้หุ้น(ที่เขาคัดเลือกมาแล้วอย่างดีว่ามีโอกาสเติบโตสูง)มากกว่า แต่ SuperVI (เช่น อ.นิเวศน์ ฯลฯ) คงตอบว่า อยากได้เงินปันผล(ที่คิดเป็นเปอร์เซนต์เทียบกับต้นทุนที่ซื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ) เพราะสะสมบุญ,บารมี(หุ้น)ที่ดีๆ+ต้นทุนตำๆไว้มากพอ(เต็มหน้าตัก)ด้วยความอดทน(ไม่ด่วนขายทิ้ง) แล้วนอนรอรับเงินปันผลปีละ 1-2 ครั้ง ก็ได้หลายสิบล้านแล้ว ไม่ต้องมาเวียนว่าย,ตาย-เกิด(ซื้อๆ-ขายๆ)ให้เสียเวลา,เพิ่มความเครียดโดยใช่เหตุ
อยากทราบว่าหลักการนี้ใช้ได้จริงหรือไม่ครับ
Value Investing
1. หาหุ้นที่ราคาถูก (ถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมัน)
- P/E <10, เกินนี้นานไป
- P/BV <1 (อย่างน้อยเขาเลิกกิจการก็ไม่ขาดทุนนิ)
2. หาหุ้นดีจากหุ้นราคาถูก
- หนี้น้อยๆ (D/E)
- มีสภาพคล่องดี
- สินค้าคงเหลือไม่มาก
- ทุนหมุนเวียนมากๆ
- ได้เงินสดจากการดำเนินงานเยอะๆ
- อัตรากำไรขั้นต้นเจ๋งๆ
- อัตรากำไรสุทธิสม่ำเสมอ
- เงินเหลือให้ผู้ถือหุ้นเยอะๆ
- ส่วนของทุนโตขึ้นเรื่อยๆ (จากกำไรนะ)
- ไม่มีปัญหาคดีความ, สหภาพแรงงาน
3. ดูความสามารถในเติบโตของบริษัท (ดูดีๆเพราะนี่จะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นในอนาคต)
- การตั้งราคา
- ต้นทุนผลิต
- Fix cost
- market share
- 5 Force
- 5years business plan
3. Check ข้อมูลนักวิเคราะห์ซะหน่อย
4. ซื้อ และถือยาว (ไม่รู้ต้องนานเท่าไหร่)
5. รอจนราคาขึ้นมาเท่ากับมูลค่าที่แท้จริง แล้วก็ขาย


นับถือ นับถือ
กราบขอบพระคุณแล้ว ขอบพระคุณอีกในความสม่ำเสมอของอ. ครับ