Monday, 8 June 2009

กระทิงดุ123

« หุ้นบ้านจัดสรร | Main | Halo Effect »
 

                การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นในรอบนี้อาจจะพูดได้ว่ามาโดยคาดไม่ถึง  ถ้าจะพูดเป็นภาษานักเลงหุ้นก็ต้องบอกว่ามันเหมือนกับกระทิงที่  หลงป่า   ออกมาในย่านชุมชนและทำให้ผู้คน  แตกตื่น  กันไปทั่ว   แต่เป็นการแตกตื่นที่เหมือนกับมหกรรมการวิ่งปะปนไปกับกระทิงในประเทศสเปน   มันเป็นความสุข  ความสนุก  และความน่าหวาดเสียว  ที่เราไม่ได้สัมผัสมานาน   ถ้านับจากช่วงที่ตลาดหุ้นตกต่ำอย่างหนักในเดือนตุลาคมปีที่แล้วที่ดัชนีอยู่ที่ประมาณ  400 จุด  ถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2552 นี้  ที่ดัชนีเท่ากับ 605 จุด  ดัชนีตลาดหุ้นของเราก็เพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ  50%  ภายในเวลาไม่ถึงปี  และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นทั้ง ๆ  ที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจต่าง ๆ  ก็ยังอยู่ในอาการ  โคม่า    ผมคงไม่พูดว่าดัชนีตลาดหุ้นต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร  เพราะมันเป็นเรื่องที่ทำนายได้ยากมาก   เหนือสิ่งอื่นใด  ตอนที่ตลาดหุ้นปรับขึ้นเราก็มองไม่ออก  ดังนั้นเราจะบอกได้อย่างไรว่าต่อจากนี้ไปตลาดจะขึ้นต่อไปหรือจะลงแล้ว ?

 

                สิ่งที่ผมจะพูดในวันนี้ก็คือเรื่องของความรู้สึกของผมและบรรยากาศของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเร็ว ๆ  นี้เปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติตลาดหุ้นในปี 2540  

 

                วิกฤติตลาดหุ้นรอบที่แล้วนั้น  คนที่เจ็บตัวมากที่สุดก็คือคนรวยโดยเฉพาะคนที่อยู่ในแวดวงการเงินและตลาดหุ้น  และในช่วงนั้น  คนที่ลงทุนในตลาดหุ้นก็อยู่ในแวดวงคนกลุ่มดังกล่าวเท่านั้น   ดังนั้น  เมื่อเกิดวิกฤติตลาดหุ้น  การซื้อขายหุ้นก็หดหายไปมากมายเพราะคนที่จะเล่นหุ้นต่างก็ไม่มีเงินสดเหลือ  ว่าที่จริงเฉพาะหนี้ที่มีอยู่ก็ทำให้คนมีเงินแทบเอาตัวไม่รอด  ในช่วงนั้น  ผมเองลงทุนโดยที่แทบไม่ได้พูดคุยกับนักลงทุนอื่นเลย  ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้นก็มีน้อยมาก  เวบไซ้ต์เกี่ยวกับหุ้นนั้นเรียกได้ว่ายังไม่มี   โลกของการลงทุนของผมนั้นเหมือนอยู่ตัวคนเดียวจริง ๆ  การจัดสัมมนาเกี่ยวกับการลงทุนแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะหาคนมาฟังเพียงพอ

 

                วิกฤติในรอบนี้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง  คนรวยส่วนใหญ่ก็ยังรวยเหมือนเดิม  ที่สำคัญ  เขาไม่ใคร่จะมีหนี้สินมากนัก   หลาย    คนและหลาย  ๆ บริษัทมีเงินสดในมือมากมาย  พวกเขาพร้อมลงทุนถ้าเห็นโอกาสในการทำกำไร   ยิ่งกว่านั้น  ในวิกฤติรอบนี้  เรามีคนกินเงินเดือนที่เป็นคนชั้นกลางจำนวนมากที่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นก่อนหน้านี้  คนเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากนักเพราะพวกเขาเป็นมืออาชีพ  เป็นผู้บริหารที่บริษัทยังต้องรักษาไว้แม้ว่ายอดขายจะลดลงไปบ้าง   ดังนั้น  คนเหล่านี้จึงไม่หนีออกจากตลาดหุ้น  ตรงกันข้าม  พวกเขากลับมองหาโอกาสในการลงทุนในยามวิกฤติ  ข้อพิสูจน์ที่เห็นได้ก็คือ  ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ไม่ได้ลดลงมากหรือยาวนานนัก   แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ   กิจกรรมเกี่ยวกับการสัมมนาและความรู้เกี่ยวกับตลาดหุ้นนั้น   มีคนเข้าร่วมมากมาย  ความสนใจเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นสูงยิ่งกว่าในช่วงใด ๆ 

 

                ผลจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว  ตลาดหุ้นที่ขึ้นเป็นกระทิงในรอบนี้จึงเป็นการซื้อขายที่เกิดจากคนในประเทศมากกว่านักลงทุนต่างประเทศมาก  ตัวเลขการซื้อขายหุ้นในช่วงเร็ว ๆ  นี้  บอกให้รู้ว่า  ฝรั่ง ซื้อขายอยู่ในหลักประมาณไม่เกิน 15%  เท่านั้นและพอ ๆ  กับนักลงทุนสถาบัน  ในขณะที่ในอดีตนักลงทุนต่างชาติจะซื้อขายกันคิดเป็นประมาณ 25-30%  ของตลาดโดยรวม 

 

                ทั้งหมดนั้นอาจจะเป็นเหตุที่ทำให้การฟื้นตัวของตลาดหุ้นเป็นไปอย่างรวดเร็วและมาพร้อมกับปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันที่สูงลิ่วเมื่อเปรียบเทียบกับการฟื้นตัวแบบชั่วคราวหรือที่เรียกกันว่า  Bear Rally ในช่วงวิกฤติปี 2541 ถึง 2542 ที่ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยกว่าเปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาเพียงปีเดียวจากดัชนีประมาณ 200 จุดเป็น 400- 500 จุดก่อนจะตกลงมาเป็นตลาดหมีใหม่อีกครั้งในปี 2543     ดังนั้น  ตลาดกระทิงรอบนี้   ในความเห็นของผม  ไม่น่าจะเป็น  Bear Rally  อย่างน้อยก็ในระดับดัชนีหุ้นระดับนี้

 

          นอกจากเรื่องของเม็ดเงินและสภาพคล่องที่มากมายแล้ว  ความเสี่ยงของการลงทุนในวิกฤติรอบนี้ก็ต่ำกว่ารอบที่แล้วมาก  ที่ผมพูดถึงความเสี่ยงนั้น  ผมหมายถึงตัวบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะบริษัทใหญ่ ๆ นั้น   ต่างก็มีฐานะทางการเงินมั่นคงมากเพราะบริษัทมีหนี้น้อยน่าจะเป็นประวัติการณ์   นอกจากฐานะทางการเงินแล้ว  ผลการดำเนินงานของบริษัทเองก็ค่อนข้างดี   บริษัทส่วนใหญ่ยังมีกำไรในระดับที่น่าพอใจ   ที่สำคัญก็คือ  บริษัทส่วนใหญ่สามารถจ่ายปันผลได้ค่อนข้างงดงามเมื่อเทียบกับราคาหุ้น  คือจ่ายได้ถึง 4-5% ต่อปีในขณะที่ดอกเบี้ยธนาคารนั้นลดลงเหลือเพียง 1-2% เท่านั้น   ดังนั้น  สำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็นระยะยาวทั้งหลาย  การซื้อหุ้นในช่วงนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายหนักมีน้อย   ในขณะที่ในช่วงปี 2540-41 การลงทุนในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ๆ  ทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก  เพราะมันอาจจะล้มละลายได้เมื่อดูจำนวนหนี้สินที่ล้นพ้นตัว  ไม่ต้องพูดถึงปันผลที่บริษัทต่างก็งดจ่ายกันเป็นแถว

 

                 มีข้อโต้แย้งว่ากระทิงรอบนี้อาจจะไม่ยั่งยืนเนื่องจากดัชนีระดับนี้ทำให้ค่า  PE ตลาดของเราสูงถึง 20 เท่าเข้าไปแล้ว  ซึ่งในอดีต  PE ระดับนี้เป็นค่าที่สูงมากกว่าปกติมาก   เรื่องนี้ผมคิดว่ามีคำอธิบายได้  นั่นคือ  กำไรของบริษัทจดทะเบียนในช่วงวิกฤตินั้นมักจะลดลงชั่วคราวซึ่งทำให้ค่า PE สูงขึ้นผิดปกติ   แต่ถ้าดูสถิติกำไรของบริษัทจดทะเบียนย้อนหลังก็จะพบว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในอดีตเช่นในช่วงปี  2547 ถึงปี 2550 ก็จะพบว่าบริษัทจดทะเบียนมีกำไรรวมแต่ละปีประมาณ 450,000-540,000  ถ้าเราคิดว่าในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวกำไรของบริษัทจดทะเบียนน่าจะกลับมาที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท  ก็แปลว่าค่า PE ของตลาดก็กลับมาอยู่ที่ไม่เกิน  10 เท่า   สิ่งนี้ประกอบกับค่า PB ซึ่งเป็นตัวเลขที่เหมาะสมกว่าในการวัดความถูกความแพงของหุ้นในภาวะผิดปกติ  อยู่ที่ประมาณ 1.3 เท่า ก็เป็นตัวเลขที่แสดงว่าดัชนีหุ้นในระดับนี้ยังไม่แพงเกินสถิติในอดีต  และนั่นนำมาสู่ข้อสรุปของผมว่า   กระทิงตัวนี้  น่าจะเป็นกระทิงตัวจริงและเป็นกระทิงที่ดุครับ 

 

Comment: แนม at Mon, 8 Jun 8:55 AM

ผมชอบความสม่ำเสมอ และบทวิเคราะห์ของอาจารย์ ที่มาโพสทุกสัปดาห์ครับ

ขอบคุณครับ

Comment: tibula at Mon, 8 Jun 9:35 AM

ขอบคุณอาจารย์มากครับ สำหรับบทความดีๆ ผมก็คิดว่ากำลังซื้อของ white collars น่าจะยังมีอยู่ แต่ blue collars นี่แย่ ซึ่งต่างจากปี 40 ที่คนตกงานส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัท ผู้บริหารต่างๆ เงินหายไปจากระบบเยอะ เมื่อเราดูราคาหุ้นตอนนี้ หลายๆตัวเรียกว่าอาจจะสมเหตุสมผลกับศักยภาพ ราคาคือสิ่งที่คุณจ่าย มูลค่าคือสิ่งที่คุณได้รับ ก็อยู่กับการเลิอกหุ้นของเราแล้วละครับ แต่ก็อย่าประมาทเป็นดีที่สุด

Comment: orange at Mon, 8 Jun 9:44 AM

ขอบคุณค่ะอาจารย์ เดี๋ยวจะไปถอดชุดหมีออกซักหน่อย

Comment: เบย at Mon, 8 Jun 10:37 AM

Thai กับ AOT ที่อยู่ในบทความหุ้นท่องเที่ยวของอาจารย์วิ่งยิ่งกว่ากระทิงดุอีกครับ หุๆๆ

Comment: xit at Mon, 8 Jun 11:25 AM

เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ ขอบคุณครับ

Comment: kewell at Mon, 8 Jun 11:44 AM

กระทิงดุมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ครับ...555

Comment: ไพฑูรย์ at Mon, 8 Jun 11:57 AM

ขอบคุณครับ อ่านแล้วผมก็ยังกลัวๆ ว่ากระทิงจะดุ ตอนนี้ต้องระวังมากเลยครับ

Comment: สมหวัง พูลสมบัติ at Mon, 8 Jun 12:18 PM

เพราะข้อเขียน ของอาจารย์ กบแนวความคิดเรื่องอนุกรมเวลา ทฤษฎีค่ากลาง และประสบการณในอดีต ทำให้ผมไม่ได้ขายหุ้นออกไปเลยแม้แต่หุ้นเดียว ในช่วงเวลา ก.ค.51- ธค.51 เพราะความเชื่อมั่นในระยะยาวแล้วว่า หุ้นจะต้องฟื้นแน่นอน
เดือน ม.ค.52 เป็นต้นมา ผมก็ทยอยซื้อหุ้นพื้นฐานดี กลุ่มพลังงาน สะสมเป็นระยะ ทำใจว่า รอเวลาสักอีก 2 ปี แล้วค่อยได้กำไรก็ทนรอได้
จากนั้นเดือน เม.ย.เป็นต้นมา ตลาดก็ฟื้นรวดเร็วเกินคาด

Comment: คนพลังงานเยอะ at Mon, 8 Jun 2:42 PM

หวังว่าจะเป็นกระทิงดุตัวจริง จนถึง 700-800 จุด ก่อนจะตกกราวรูดค่ะ เพราะเก็บหุ้นพลังงานทั้งหมดมาได้ปีนึงแล้ว ขายไม่ลง
ชอบอาจารย์นิเวศน์มาก ๆ รวมทั้งอาจารย์ไพบูลย์ อาจารย์ถาวร และอาจารย์เสน่ห์ด้วย เป็นแฟนประจำรายการ Money Talk Daily ต้องดูทุกวันเลย ขอให้จัดตลอดนะคะ
ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ

Comment: gunchiang at Mon, 8 Jun 8:29 PM

มีความเห็นต่างนิดนึงครับ ช่วงที่หุ้นขึ้นตอนนี้ ส่วนมาก ต่างชาติจะเข้ามาก กว่านะครับ เพราะในประเทศโดยเฉพาะนักลงทุนภายในประเทศ ขายสุทธิมาตลอด
ถ้าให้ผมวิเคราะห์ เมื่อใดที่นักลงทุนในประเทศของหมด และ เริ่มซื้อ กลับ ผมว่าเมื่อ นั้นอันตรายครับ เพราะเป็นโอกาสให้ต่างประเทศทุบและทำกำไร
สำหรับผม เริ่มทยอยขายตั้งแต่ 550 แล้วครับ ส่วนตัวที่ติดสูงตอนนี้ก็ใกล้จะ ได้ทุนคืนแล้ว กะว่าเท่าทุนเมื่อไหร่ก็ทยอยขายแล้ว รอเข้ารอบใหม่ดีกว่า เพราะเท่าที่ดูเศรษฐกิจก็งั้นๆไม่มีอะไรดีขึ้นมากมาย
ถ้าให้ย้อนกลับไปดูวิกฤต 2540 มันก็มารูปแบบเดียวกันละครับ

Comment: ชอบมากๆ at Mon, 8 Jun 8:41 PM

ชอบบทความนี้ค่ะ เพราะมันเป็นบทที่มีความกล้าที่ชี้อย่างตรงไปตรงมา โดยมีการวิเคราะห์เหตุผลในอดีตอ้างอิง นักวิเคราะห์น้อยคนจะวิเคราะห์แบบตรงๆ เพราะมีความกลัวจะถูกคนบ่นว่า เวลาหากเข้าไปซื้อหุ้นแล้วขาดทุน ซึ่งที่อ่านมา มักเป็นแบบนั้น บางทีความไม่แน่นอนของการขึ้นลงของราคา ก็เล่นเอาตัวเองกลัวอยู่บ่อยๆ แต่เวลากับความจริงที่ผ่านมาให้เห็นจนปัจจุบันตอบเราว่ามันใช่แบบที่อาจารย์นำเสนอมา ด้วยบทความแบบนี้ที่ทำให้เราไม่ได้ยังประคองตัวจนรอดวิกฤตมา จนได้รับชัยชนะ ที่สุดมันก็มาแล้ว 600 จุด ขอบคุณค่ะ ..... ตามอ่านบทความที่ให้ความรู้และข้อคิด มาอย่างสม่ำเสมอ

Comment: 12345 at Tue, 9 Jun 11:08 AM

ชอบที่อาจารย์ เป็นคนที่มีวินัย เขียนบทความให้อ่านทุกสัปดาห์ครับ

Comment: john at Tue, 9 Jun 11:21 AM

มีเงินเย็นๆชื้อตัวพื้นฐานดีๆ กินปันผลดีกว่าฝากแบงค์นะ

Comment: utsadathorn at Tue, 9 Jun 1:14 PM

เป็นเพราะเศรษฐกิจมันแย่ค้าขายก็กำไรน้อย เอาเงินฝากธนาคารก็แทบไม่มีดอกเบี้ย ปล่อยกู้ก็สูญคนหลายระดับชั้นที่พอมีเงินเก็บจึงหันมาสนใจและลองเสี่ยงในตลาดหุ้นเป็นเหมือนกระแสนิยมตามความจำเป็นตลาดจึงเป็นเหมือนฟองสบู่มีหมูเดินอยู่เพียบนักวิชาการเก่งๆมองกันไม่ออกหรืองัยหรือแค่ทำบทความเพื่อโปรโมทปลุกกระแสให้คนมาลงเพิ่มบอกความจริงเถอะครับอย่าเอาแค่ภาษาวิชาการมาหลอกชาวบ้านตาดำๆเลย

Comment: utsadathorn at Tue, 9 Jun 1:18 PM

เป็นเพราะเศรษฐกิจแย่ดอกเบี้ยเงินฝากน้อยค้าขายไม่ดีปล่อยกู้ก็ถูกโกงคนมีเงินก้อนบางกลุ่มจึงหันมาลงทุนในหุ้ันไม่ต้องใช้ภาษาวิชาการพูดให้อ้อมตลาดหุ้นตอนนี้เป็นเหมือนฟองสบู่ที่กำลังจะแตกมีผู้ได้กำไรเพียงบางกลุ่มมีหมูเดินอยู่เต็มตลาด

Comment: utsadathorn at Tue, 9 Jun 1:21 PM

ขอให้เศรษฐกิจบ้านเรากลับมาคึกคักเหมือนตลาดหุ้นนะคะ

Comment: ........ at Tue, 9 Jun 1:49 PM

ขอบคุณครับ

Comment: abc at Tue, 9 Jun 2:23 PM

ขอบคุณอาจารย์มากครับ ผมไม่ได้ขายหุ้นออกไปเลยช่วงหุ้นตกนั่งมองตาปริบๆ แต่ตัวไหนที่ตกลงไปมากก็ซื้อเฉลี่ยลงมา สุดท้ายปีที่แล้วผมไม่ได้ขาดทุนเลย ผลตอบแทน 2 หลัก ส่วนปีนี้ที่ช้อนเก็บไว้ก็เริ่มเห็นผลเป็นกอบเป็นกำ

Comment: saipin at Tue, 9 Jun 8:24 PM

สุดยอดค๊าบ (the fan)

Comment: DA at Wed, 10 Jun 9:49 AM

ขอบคุณ อาจารย์ ให้แง่คิดสะกิดใจ

เป็นนักลงทุน ระยะกลาง ยังไม่ถึง VI

หนังสือ เล่มแรก ที่ อ่านของ อาจารย์ คือ ตีแตก และ อื่นๆ ตามมา ตอนนี้ หันมาอ่านบทความแทนค่ะ

ขอบคุณจากใจค่ะ

Comment: หมูน้อย at Wed, 10 Jun 2:00 PM

ถ้าเราได้ดอกเบี้ย 3%/เดือน
ถ้าเราเอาดอกเบี้ยทบต้นเข้าไปทุกๆเดือน
ต้นเราจะงอกเงยเป็น 2 เท่าทุกๆ 2 ปี (ลองทำใน Xcel ดูนะ)

ถ้าเราลงทุน 500,000 (begin asset 500,000)
ถ้าเรา earning จาก asset ได้วันละ 0.15% (เดือนหนึ่ง trade ~20 วัน)
ถ้าเราทบ earning ใน asset ทุกเดือน
ณ สิ้นปีที่ 14 Asset เราจะงอกเป็น 62 ล้านครับ
ถ้า asset นี้คือหุ้นพื้นฐานดีที่มีปันผล 5%/Y
จะได้ dividend 32-10% tax = 29 ล้าน

ผมเคยทดลอง ซื้อ Banpu ที่ 468, 1000 หุ้น, 30 Oct'07.
trade ที่ราคาปิดมาจนทุกวันนี้
ปรากฏว่า ขายทิ้งไปแล้ว 15 ไม้ พร้อมซื้อคืนถ้าลง (ดักไว้กระจายทีเดียว 140-345)
เหลือแค่ 3 ไม้ ถ้าปิดบ/ช วันนี้ หลงจ้ง ก็เจ้า ไม่เจ็ง

Thai Eco cycle Low-Hi ~10 ปี
ตอนนี้เราอยู่ที่ปีแรก

ไม่เริ่ม build ปีนี้ จะเริ่มปีไหนจ้ะ พี่น้อง

(ผมเริ่ม build มาตั้ง 2 Dec'08 แฮ่ๆ)

Comment: tatee11 at Wed, 10 Jun 4:42 PM

ขอบคุณอาจารย์มากครับสำหรับบทความดีๆที่ให้ความรู้และนำมาประยุกต์ใช้ได้จริง...สาวก VI

Comment: aweb at Thu, 11 Jun 3:09 AM

ต่างชาติซื้อก็เพราะเรื่องค่าเงินด้วยครับ เขากำไรสองเท่า

Comment: yun at Thu, 11 Jun 9:42 PM

ขอบคุณ อาจารย์ครับ
พรุ่งนี้ 12 เข้าไปลุยกันได้เลยครับ ดีเจ กระโดดเอาแต่เช้าของที่เมกานั่น
น่าจะปิดบวกกัน ทำให้พี่ไทยน่าจะดีดตามไปด้วย เพราะการว่างงานลดลง
กับยอดขายปลีกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แค่นี้ก็เป็นกระแสได้แล้ว
ถ้าไม่ผิดก็ลุย ถ้าผิดปิดตลาดติดลบก็ระวังกันหน่อยครับ

Comment: hughes at Sat, 13 Jun 9:46 PM

หวังว่าจะเป็นอย่างที่ ดร ว่านะครับ
แต่เรื่องร้ายๆเกี่ยวกับการเดินทางนี่ไม่จบซักที
ไม่รู้เมื่อไหร่คนจะเลิกกลัวเรื่องหวัด2009 แล้วกลับมาเที่ยวเมืองไทยซักที
หวังว่าสิ้นปีนี้ทุกอย่างจะกลับเป็นปกติ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« June »
SunMonTueWedThuFriSat
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930