Monday, 21 July 2008

ของขึ้น2

« ของขึ้น | Main | หุ้นแม่-ลูก »

ในช่วงที่สินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าสำเร็จรูปทั้งหลายมีการปรับราคาขึ้นไปมากอย่างในปัจจุบันนั้น    บริษัทที่มีสต็อกสินค้าเหล่านั้นมากเช่นผู้ขายสินค้าโภคภัณฑ์มักจะมีกำไรจากสต็อกสินค้าหรือ  Inventory Gain  และมักทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นและราคาหุ้นเพิ่มขึ้น    ในทางตรงกันข้าม   ผู้ที่ต้องใช้สินค้าโภคภัณฑ์เป็นวัตถุดิบในการผลิตกลับประสบปัญหาในการทำกำไรเพราะต้นทุนในการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น   ในขณะที่สินค้าสำเร็จรูปที่ขายอาจจะไม่สามารถปรับราคาได้ทัน   มาดูกันว่าผู้ผลิตประเภทไหนที่มักจะ  “เจ็บตัว”  จากการที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตนใช้เป็นวัตถุดิบปรับตัวขึ้นมาก

กลุ่มแรกที่เห็นชัดเจนมากในภาวะที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นมหาศาลก็คือ  ผู้ที่ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบคิดเป็นสัดส่วนต้นทุนสูง   ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ  สายการบินและสายการเดินเรือที่ต้องจ่ายค่าน้ำมันเองในการรับขนสินค้า   ประเด็นก็คือ  สายการบินหรือบริษัทเดินเรือเหล่านั้นมัก “ขายตั๋ว”  ล่วงหน้าในราคาที่อิงกับค่าน้ำมันราคาเดิม   พอถึงเวลาบินจริงบริษัทต้องเติมน้ำมันในราคาใหม่ที่แพงขึ้น   ผลก็คือ  บริษัทมีกำไรน้อยลงหรือถ้าเลวร้ายมากก็อาจจะขาดทุนได้เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนหลักของกิจการ

ในกรณีที่คล้ายคลึงกันก็คือ   ราคาค่าพลังงานซึ่งก็อาจจะรวมถึงราคาน้ำมันด้วยมีราคาเพิ่มขึ้นมาก   ผู้ผลิตทางอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมากในการผลิตเช่นธุรกิจปูนซีเมนต์ก็อาจจะประสบปัญหาด้านต้นทุนเช่นกัน    เพราะในขณะที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นมากแต่ราคาขายสินค้าอาจจะไม่สามารถปรับขึ้นได้มากเพราะปริมาณการใช้ปูนอาจจะไม่เพิ่มขึ้นเลยและมีการแข่งขันในอุตสาหกรรมสูงทำให้ไม่สามารถปรับราคาปูนได้มากเท่ากับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้   ผลก็คือ  ธุรกิจมีกำไรลดลงและส่งผลให้ราคาหุ้นในกลุ่มมักจะปรับตัวลดลง

จากพลังงานเช่นน้ำมันหรือถ่านหิน   ลองมาดูด้านของโลหะเช่นเหล็กบ้าง   เมื่อเหล็กขึ้นราคา   คนที่ใช้เหล็กเป็นวัตถุดิบมากแต่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าของตนเองได้ก็มักจะเจ็บตัว   ที่เห็นชัดที่สุดกลุ่มหนึ่งก็คือ  ผู้รับเหมาก่อสร้างที่มักจะต้องใช้เหล็กเป็นโครงสร้างมาก   งานรับเหมานั้นจะต้องกำหนดราคาที่รับงานก่อนล่วงหน้าเป็นปี ๆ  ซึ่งผู้รับเหมาก็จะอิงจากต้นทุนราคาเหล็กเดิม    เมื่อถึงเวลาก่อสร้าง   ต้นทุนเหล็กเพิ่มขึ้นมาก   โครงการที่คิดว่าจะทำกำไรก็อาจจะกลายเป็นขาดทุน   ดังนั้น  ราคาหุ้นในกลุ่มรับเหมาในยามที่เหล็กขึ้นราคาไปมากนั้นมักจะไม่สดใส    ถึงแม้ว่าในบางโครงการที่เป็นงานหลวงบริษัทจะมีสิทธิปรับราคาโครงการตามราคาเหล็กที่เพิ่มขึ้นได้   แต่โดยทั่วไป   เวลาวัสดุก่อสร้างเช่นเหล็กและปูนขึ้นราคาไปเร็วและมาก   ผู้รับเหมาก็จะเหนื่อยเป็นพิเศษ   และผู้รับเหมารายย่อยที่มีสายป่านทางการเงินสั้นก็มักจะต้องล้มละลายกันไปเป็นจำนวนมาก

หันมาดูโภคภัณฑ์อ่อนหรือ  Soft Commodity  เช่นสินค้าทางการเกษตรทั้งหลายที่มีราคาปรับขึ้นตามราคาน้ำมันกันบ้าง     ยางพาราเป็นสินค้าที่มีราคาเพิ่มขึ้นมาก   ผู้ผลิตที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบเช่นผู้ผลิตยางรถยนต์และชิ้นส่วนยางในอุตสาหกรรมต่าง ๆ   มักจะประสบปัญหาในการทำกำไร    เหตุผลก็คือ   ราคาสินค้าสำเร็จรูปอาจจะไม่สามารถปรับตัวขึ้นไปได้ทัน   เพราะผู้ผลิตเหล่านั้นมักจะเป็นผู้ผลิตสินค้าขั้นกลางหรือชิ้นส่วนให้กับผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูปอีกต่อหนึ่งเช่นผลิตชิ้นส่วนให้กับผู้ผลิตรถยนต์    ในกระบวนการกำหนดราคาซื้อสินค้านั้น   ผู้ผลิตสุดท้ายซึ่งมักจะเป็นผู้ซื้อรายใหญ่มักจะมีอำนาจต่อรองสูง    ดังนั้น   ราคาสินค้าที่กำหนดจึงมักจะปรับได้ช้าในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวขึ้นไปก่อน   ผลก็คือ  ส่วนต่างกำไรของบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนน้อยลง   ราคาหุ้นโดยเฉพาะในช่วงที่ราคายางกำลังเป็นขาขึ้นอย่างแรงของบริษัทเหล่านั้นจึงมักจะไม่ไปไหน

ราคาของธัญญาหารเช่นข้าวโพดและถั่วเหลืองปรับตัวขึ้นไปมากซึ่งเป็นผลจากการที่มีการนำโภคภัณฑ์เหล่านั้นไปผลิตเอทธานอลในอเมริกา    โภคภัณฑ์เหล่านั้นเป็นวัตถุดิบที่ต้องใช้มากในการเลี้ยงสัตว์เช่นไก่และหมู    เวลาอาหารสัตว์มีราคาเพิ่มขึ้น  ผู้ผลิตไก่มักจะลำบากเพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้นมากในขณะที่ราคาไก่มักจะไม่ได้ปรับตัวขึ้นไปหรือปรับตัวน้อยเพราะความต้องการการบริโภคยังคงเท่าเดิม   ปัญหาซับซ้อนขึ้นไปอีก   เพราะว่าเมื่อไก่มีอายุครบเจ้าของจะต้องจับขายมิฉะนั้นผู้ผลิตจะต้องป้อนอาหารที่มีราคาแพงให้กับไก่ต่อ    แต่น้ำหนักตัวไก่ที่เพิ่มขึ้นจะน้อยกว่าปกติเพราะไก่โตเกือบเต็มที่แล้ว   แรงกดดันที่แต่ละเล้าจะต้องรีบขายไก่ยิ่งทำให้ราคาไก่ลดลงไปอีก   ผลก็คือ   ในช่วงที่ราคาอาหารสัตว์ปรับตัวขึ้นรุนแรง   บริษัทที่เลี้ยงสัตว์ก็จะมีกำไรน้อยลงเช่นเดียวกับราคาหุ้นที่มักจะซบเซาลง
 
ผมคงไม่สามารถคุยได้หมด   นักลงทุนที่สนใจลงทุนในยามที่ของขึ้นมาก ๆ  จะต้องวิเคราะห์ผลกระทบต่าง ๆ  ที่จะเกิดกับบริษัทว่าจะเป็นบวกหรือลบ    ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ  ผลกระทบระยะยาวหรือระยะกลางกับระยะสั้น    ทั้งหมดที่ผมพูดก็คือ   มันมักจะเป็นผลระยะสั้น   ในกรณีที่ผลกระทบเป็นลบอย่างที่เล่ามาทั้งหมดนี้    แน่นอน   ใน  “รอบแรก”  เราต้องหลีกเลี่ยงไม่ลงทุน   อย่างไรก็ตาม   เราจะต้องติดตามดูต่อไป   เพราะเมื่อผลกระทบออกมาแล้วนั่นคือราคาหุ้นตกลงมาแล้ว   ถ้าราคาโภคภัณฑ์ที่เป็นวัตถุดิบกลับตัวมีราคาลดลงหรือราคานิ่งแล้วและสินค้าสำเร็จรูปมีราคาเพิ่มขึ้นหรือบริษัทสามารถปรับราคาสินค้าสำเร็จรูปแล้ว   กำไรของบริษัทก็จะกลับมาอยู่ที่เดิม    ดังนั้น  ถ้าเราเข้าไปซื้อหุ้นที่ตกลงมามาก    เราก็อาจจะสามารถทำกำไรได้มากเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนทิศ  และกำไรของบริษัทกำลังจะกลับมาดีขึ้น
 
ทั้งหมดนี้ก็จะเข้าสูตรของการลงทุนทุกอย่างที่ว่า   ในวิกฤติอาจจะมีโอกาสทองรออยู่

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: Mr.high at Mon, 21 Jul 10:29 AM

ขอบคุณมากครับอาจารย์นิเวศน์ ได้ไอเดียของ value investor มากๆเลยครับ

Comment: อรไท at Mon, 21 Jul 10:54 AM

ชอบประโยคสุดท้ายของท่านอาจารย์มากเลย....
ทำให้มีกำลังใจเพิ่มขึ้นมาเล็กๆ..และจะพยายาม
ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อที่จะได้แปลงวิกฤติ
เป็นโอกาสอย่างคนอื่นๆบ้างค่ะ...

Comment: นายจร้อนทมิฬ at Mon, 21 Jul 4:50 PM

ได้มุมมองใหม่ๆ เสมอ เมื่อได้ศึกษาจากผู้มีประสบการณ์โชกโชน

Comment: NA at Tue, 22 Jul 9:30 AM

ชอบประโยคสุดท้ายเช่นเดียวกันรู้สึกว่าเป็นการให้กำลังใจที่ดี

Comment: UMA at Tue, 22 Jul 10:46 PM

ตอนนี้กำลังพยายามแปลงอยู่ค่ะ อาจารย์ แต่ยังตีโจทก์ไม่ค่อยแตกเท่าไหร่ คือ ยังมองได้ไม่ครบด้าน แต่ก็ฝิกฝีมือไปเรื่อย ๆ ค่ะ คือลงทุนไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วย เพราะเมื่อก่อนอ่านหนังสืออย่างเดียวก่อนลงทุน ไม่ค่อยเห็นภาพค่ะ

Comment: naris at Thu, 24 Jul 7:38 PM

ต่ออีกสักสามสี่ภาคเหมือน bat man ก็ได้นะครับ อาจารย์ ได้ความรู้เยอะดี

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« July »
SunMonTueWedThuFriSat
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031