Friday, 31 August 2007
“Beta” กับการลงทุน
« ตลาดหุ้นน้ำขึ้นน้ำลง ตามกระแส Fund Flows | Main | ไม่เป็นเพียงผู้ถือหุ้น แต่คุณคือเจ้าของ (Shareholders: the Power of Ownership) »
.... “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” สุภาษิตนี้คงใช้ได้ดีกับภาวะเศรษฐกิจบ้านเราที่กำลังผันผวน ขึ้นๆลงๆ อยู่ในขณะนี้ หลายคนคงอยากรู้ว่าจะมีตัวชี้วัดอะไรที่สามารถบ่งชี้หรือช่วยในการตัดสินใจการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงของปัจจัยภายนอกได้บ้าง หนึ่งในตัวชี้วัดที่น่าสนใจคือ “Beta”
ก่อนอื่นมารู้จักความหมายของ ค่าเบต้า กันก่อน โดยปกติแล้ว นักลงทุนจะใช้ ค่าเบต้า เป็นตัววัดการแกว่งตัวของผลตอบแทนของหลักทรัพย์เมื่อเทียบกับการแกว่งตัวของตลาด หรืออีกนัยหนึ่ง ค่าเบต้า คือค่าชี้วัดความเสี่ยงที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย การเมือง ซึ่งจะแตกต่างกันไปในหุ้นแต่ละตัว และถือว่าเป็นความเสี่ยงในระบบ ไม่สามารถหลีกเลี่ยง แต่สามารถกระจายความเสี่ยงได้
โดยปกติ ค่าของ Beta จะวัดกันที่ 1 คือ หุ้นที่มีค่าเบต้า มากกว่า 1 ถือว่า เป็นหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง หมายความว่า การแกว่งตัวของผลตอบแทนจะขึ้นหรือลงสูงกว่าดัชนีตลาด ในทางตรงกันข้าม หุ้นที่มีค่าเบต้า น้อยกว่า 1 ถือว่าเป็นหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำ หมายความว่า การแกว่งตัวของผลตอบแทนจะขึ้นหรือลงต่ำกว่าดัชนีตลาด
พูดง่ายๆก็คือ ในสภาพที่เศรษฐกิจมีความผันผวน ไม่แน่นอน เราควรเลือกลงทุนในกลุ่มหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำ เพื่อลดความเสี่ยงหรือความผันผวน และเลือกลงทุนในกลุ่มหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง ในภาวะเศรษฐกิจที่คิดว่าดีหรือกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพื่อผลตอบแทนที่ดีและรวดเร็วกว่า
การวิเคราะห์ค่าเบต้า นั้น ก็ต้องมาดูกันว่าหุ้นตัวไหนในกลุ่มใด จะมีลักษณะค่าเบต้าเป็นอย่างไร แล้วจึงเลือกลงทุนกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นแต่ละกลุ่มแต่ละตัวเช่น หุ้นในกลุ่มสถาบันการเงิน โดยปกติจะเป็นหุ้นกลุ่มที่มีค่าเบต้าสูง ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคจะเป็นหุ้นกลุ่มที่มีค่าเบต้าต่ำ เป็นต้น
แต่อย่าลืมว่า ค่าเบต้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งนักลงทุนควรตรวจสอบอยู่เสมอ เพื่อปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนใน Port ของตัวเองให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้น ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเบต้านั้น คือ ผลการดำเนินงานของแต่ละบริษัท และการตอบสนองของนักลงทุนส่วนใหญ่ต่อหุ้นนั้นๆ
สรุปแล้ว การใช้ “Beta” มาเป็นตัวชี้วัดในการลงทุนต้องอาศัยการติดตามข้อมูลที่ค่อนข้าง update ตลอดเวลา และถ้าจะให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ควรวิเคราะห์พิจารณาสภาพเศรษฐกิจและตลาดให้ถูกต้อง เพื่ออ่านทิศทางตลาดเสียก่อน มิเช่นนั้นตัวชี้วัดอาจกลายเป็นแค่ตัวเลขที่ไร้ค่าก็ได้
[Trackback URL for this entry]

คุณเกรียงชัยครับ
ผมคิดว่าน่าจะใช้คำว่า ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน
มากกว่า เพราะทุกสิ่งในโลกย่อมเปลี่ยนแปลงแน่ ๆ ดังนี้ ความไม่แน่นอนคือสิ่งที่เกิดแน่ ๆ น่าจะถูกกว่า
เพราะถ้าใช้ว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอนจะเหมือนกับสิ่งที่เราคิดไว้อาจจะไม่เป็นตามที่เราคิด ซึ่งจริง ๆ อาจจะเป็นตามที่เราคิดก็ได้