<?xml version="1.0"?>
<!-- name="generator" content="blojsom v3.2" -->
<rss version="2.0" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/">
    <channel>
        <title>เกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ</title>
        <link>http://api.settrade.com/blog/kriengchai</link>
        <description>เกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ</description>
        <language>en</language>
        <image>
            <url>http://api.settrade.com/favicon.ico</url>
            <title>เกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/kriengchai</link>
        </image>
        <docs>http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss</docs>
		<generator>blojsom v3.2</generator>
		<managingEditor>webmaster@settrade.com</managingEditor>
		<webMaster>webmaster@settrade.com</webMaster>
		<pubDate>Thu, 18 Oct 2007 11:55:23 +0700</pubDate>

                        <item>
            <title>เพิ่มมูลค่าเงินลงทุนไปกับกองทุนอสังหาฯ</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/10/18/172</link>
            <description>&lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...&lt;strong&gt;&lt;span&gt;คงหมดยุคไปแล้วสำหรับคำกล่าวที่ว่า ให้เก็บหอมรอมริบแล้วเอาเงินไปฝากแบงค์รอกินดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เพราะในปัจจุบันมีเครื่องมือทางการเงินออกมาให้เลือกมากมายซะจนลายตา แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบความเสี่ยง และไม่มีเวลาในการติดตามข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ การลงทุนผ่านกองทุนรวมก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะโดยหลักการของกองทุนรวมนั้นจะมีมืออาชีพมาคอยบริหารจัดการให้ ซึ่งจะทำให้คุณได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าและยังเป็นการกระจายความเสี่ยงอีกด้วย แต่ถ้าบอกแค่นี้ก็คงยังมีปัญหาอีกใช่มั้ยคะว่าแล้วเราจะเลือกลงทุนในกองไหนดี เพราะตอนนี้มีกองทุนออกมาเยอะซะจนเลือกไม่ถูก เอาเป็นว่าวันนี้เราจะมาแนะนำกองทุนตัวหนึ่งที่ดูเหมือนว่ากำลังจะเดินทางไปได้สวยบนถนนสายการลงทุนแห่งนี้ เจ้ากองทุนที่ว่านี้ก็คือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแม้ว่าจะมีกองทุนตัวนี้ออกมานานแล้ว แต่คนก็ยังรู้จักกันอย่างไม่แพร่หลาย&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;วันนี้เราจึงขอนำเสนอให้ทุกท่านได้ทำความรู้จักกับเจ้าเครื่องมือทางการเงินตัวนี้ให้มากขึ้น เผื่อมันจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp; &lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;กองทุนรวมอสังหาฯ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;(property fund) &lt;span&gt;เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อระดมเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่นการซื้อ หรือซื้อสิทธิการเช่าในอาคารสำนักงาน อพาร์ตเมนต์ โรงงาน โรงแรม ศูนย์การค้า รวมไปถึงสนามบิน &lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;และดอกผลที่จะงอกเงยจากกองทุนนี้ก็คือ ค่าเช่า หรือกำไรที่ได้จากการขายตัวอสังหาฯนี้ออกไป โดยสิ่งที่ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับก็จะเป็นผลตอบแทนที่คงที่สม่ำเสมอ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ซึ่งที่ผ่านมา ผลตอบแทนที่ได้จากกองทุนประเภทนี้อยู่ที่ประมาณ 5-6 &lt;/span&gt;% &lt;span&gt;ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเจ้ากองทุนตัวนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมีจุดเด่นตรงที่ทำให้คนที่อยากลงทุนในอสังหาแต่มีเงินน้อย ซื้อที่ดินเปล่าหรือคอนโดปล่อยเช่าเองไม่ได้ สามารถเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์โดยที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และไม่ต้องเสียเวลาไปดูแลบริหารจัดการด้วย เพราะผู้ที่ถูกเลือกมาดูแลทรัพย์สินจะเป็นผู้ที่มีความชำนาญในเรื่องนี้อยู่แล้ว และหากต้องการใช้เงินก็สามารถขายหน่วยลงทุนได้ เพราะกองทุนนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนี้ผลตอบแทนที่ได้ยังไม่ถูกหักภาษีอีกด้วย &lt;/span&gt;(&lt;span&gt;เป็นผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์&lt;/span&gt;)&lt;span&gt; และที่สำคัญกองทุนนี้จะไม่ค่อยอิงกับสถานการณ์บ้านเมืองซักเท่าไร เพราะจะอิงกับสภาพแวดล้อมและทำเลที่อสังหาฯนั้น ๆ ตั้งอยู่ซะมากกว่า&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ยิ่งถ้ามีสัญญาเช่าระยะยาวด้วยแล้วหล่ะก็ ค่อนข้างที่จะมั่นใจได้เลยว่าจะได้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอแน่นอน เล่ามาถึงตรงนี้แล้วหลายคนอาจจะสงสัยว่าเจ้ากองทุนตัวนี้ไม่มีความเสี่ยงอะไรเลยเหรอ ก็อย่างกับที่เขาว่ากันไว้แหละคะว่าการลงทุนมีความเสี่ยง กองทุนนี้ก็เช่นกัน โดยความเสี่ยงแรกก็อยู่ที่ตัวอสังหาฯ เองนั่นแหละว่ามีสภาพเป็นอย่างไร ต้องการการซ่อมแซมอีกเยอะมั้ย ทำเลที่ตั้งนั้นจะสามารถสร้างรายได้ได้ดีเพียงใด เช่นอยู่ในแหล่งชุมชนไหม สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร เสี่ยงภัยกับธรรมชาติหรือเปล่า&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ความเสี่ยงที่สองคือความเสี่ยงที่ผู้เช่าจะลดลง ซึ่งก็จะทำให้เงินปันผลที่ได้ลดลงตามไปด้วย ดังนั้นระยะเวลาของสัญญาเช่าจึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรพิจารณา และนอกจากนี้การที่มีผู้เช่าหลายรายโดยที่ไม่พึ่งรายใหญ่เป็นหลักก็จะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ ความเสี่ยงต่อมาก็คือ ความเสี่ยงในด้านสภาพคล่อง เพราะแม้ว่ากองทุนนี้จะถูกจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ส่วนใหญ่คนที่ถือหน่วยลงทุนนี้จะเน้นถือในระยะยาว ดังนั้นหากคิดที่จะขายอาจขายได้ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์นั้นๆ ซึ่งในปัจจุบันก็พบว่าราคาเสนอซื้อของหน่วยลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่จะต่ำกว่าราคาที่เปิดจองในครั้งแรก ดังนั้นกองทุนประเภทนี้จึงไม่เหมาะสำหรับพวกชอบเก็งกำไรในระยะสั้น แต่เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่มี &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;เงินเย็น&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span&gt;และต้องการผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวซะมากกว่า&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;WANIDA&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/10/18/172</guid>
			<pubDate>Thu, 18 Oct 2007 11:55:23 +0700</pubDate>
            <category>/uncategorized/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/kriengchai/uncategorized/2007/10/18/172</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/10/18/172?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>ลงทุนก่อนใครกับหุ้น Turnaround</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/10/05/165</link>
            <description>&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span&gt;&lt;strong&gt;คำถาม &amp;ldquo;&lt;span&gt;พื้นๆ&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span&gt; ที่ขาดไม่ได้ของนักลงทุนมือใหม่เมื่อพบ &lt;/span&gt;Guru&lt;span&gt; หุ้นคงจะหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;หุ้นตัวไหนดีที่เหมาะจะลงทุน&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span&gt;ซึ่ง &lt;/span&gt;Guru&lt;span&gt; หุ้นแต่ละท่านก็คงจะมีคำตอบที่หลากหลายกันไปตามแต่กลยุทธ์การลงทุนของแต่ละคน &lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;วันนี้จึงอยากนำวิธีการลงทุนที่น่าสนใจอีกหนึ่งวิธีมาให้ทุกท่านได้พินิจพิเคราะห์กัน...นั่นก็คือการลงทุนในหุ้น &lt;/span&gt;Turnaround&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;หุ้นก็เหมือนสรรพสิ่งอื่นๆในโลกนี้ที่ไม่จีรังยั่งยืนมีขึ้นมีลงตามแต่ละช่วงเวลา โดยปัจจัยหลักๆที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นก็คือ สภาวะตลาดหุ้นโดยรวม สภาวะอุตสาหกรรมของหุ้นตัวนั้น ผลประกอบการของบริษัทนั้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่มี &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;Cycle&lt;span&gt; ในตัวของมันเอง เช่นเดียวกับการลงทุนในหุ้น &lt;/span&gt;Turnaround&lt;span&gt; ซึ่งคือการลงทุนแต่เนิ่นๆในหุ้นที่คาดว่าจะกลับมาทำกำไรได้อย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด จากการหาจุดวกกลับของราคา หุ้นตัวนั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากขาลงไปเป็นขาขึ้น ซึ่งต้องคำนึงว่า &lt;/span&gt;Cycle&lt;span&gt; ของอุตสาหกรรมของหุ้นตัวนั้นต้องมีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาขึ้น ประกอบกับความสามารถในการเติบโตของบริษัทนั้นๆ ที่จะส่งผลผลักดันให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;ส่วนใหญ่นักลงทุนในลักษณะนี้จะเล็งเห็นถึงความสามารถในการทำกำไรที่ซ่อนอยู่ โดยส่วนใหญ่หุ้น &lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;Turnaround&lt;span&gt; จะเป็นหุ้นที่มีราคาหุ้นที่ต่ำกว่าราคาหุ้นที่แท้จริง &lt;/span&gt;(Intrinsic value)&lt;span&gt; มากๆ ประกอบกับเป็นหุ้นลักษณะที่บริษัทมีหนี้สินหรือภาระผูกพันสูง ซึ่งทำให้หุ้นกลุ่มนี้ไม่เป็นที่น่าสนใจของคนหมู่มาก แต่พอบริษัทได้มีการลดหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ได้ ก็จะกลายเป็นหุ้นที่น่าสนใจไปเลยทีเดียว&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;นักลงทุนบางคนก็อาจจะลงทุนในหุ้น &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;Turnaround&lt;span&gt; ในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมได้ตกต่ำมาหลายปีแล้ว และมองว่าสภาวะดังกล่าวน่าที่จะมีโอกาสฟื้นตัวสูง โดยมักจะเลือกหุ้นในอุตสาหกรรมนั้นๆ ที่มีผลประกอบการขาดทุน ค่า &lt;/span&gt;P/BV&lt;span&gt; ต่ำ มีเงินสดมาก และมีทรัพย์สินมาก ซึ่งคาดการณ์ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นจะสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลสอดคล้องกับการสนับสนุนของอุตสาหกรรมที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;อย่างไรก็ตามใช่ว่านักลงทุนทุกคนจะเห็นด้วยกับการลงทุนในลักษณะนี้ ตัวอย่างเช่น &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;Warren Buffet&lt;span&gt; ซึ่งเป็น &lt;/span&gt;Guru&lt;span&gt; หุ้นระดับโลกได้เคยพูดไว้ว่า&lt;/span&gt; &amp;ldquo;Turnaround mostly never true.&amp;rdquo;&lt;span&gt; ซึ่งอันนี้คงจะต้องขอทิ้งท้ายไว้ให้เป็นการตัดสินใจตามวิจารณญาณของนักลงทุนหุ้นแต่ละบุคคล... &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/10/05/165</guid>
			<pubDate>Fri, 5 Oct 2007 19:41:25 +0700</pubDate>
            <category>/uncategorized/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/kriengchai/uncategorized/2007/10/05/165</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/10/05/165?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>ไม่เป็นเพียงผู้ถือหุ้น แต่คุณคือเจ้าของ (Shareholders: the Power of Ownership)</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/09/24/158</link>
            <description>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;ก่อนจะเริ่มต้นหัวข้อในวันนี้ ผมขอประชาสัมพันธ์ก่อนเล็กน้อยนะครับ จากนี้ไปเพื่อไม่ให้ท่านผู้ติดตามอ่าน &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;Blog &lt;span&gt;ของผมเบื่อซะก่อน หรือรู้สึกว่า นานๆ ถึงจะมีบทความโผล่มาที ผมเลยขออนุญาตให้มีคนมาร่วมแจมใน &lt;/span&gt;Blog &lt;span&gt;นี้ด้วย คือ น้องใหม่ไฟแรงกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังสนใจในเรื่องการลงทุน มาลองเสนอข้อคิดเห็นเรื่องการลงทุนกันบ้าง รวมถึงตอบคำถามให้กับท่านผู้อ่านหลายๆท่าน โดยผมก็จะมาร่วมเสนอความคิดเห็นเหมือนเดิมครับ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&amp;nbsp; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ 25-26 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา มีการจัดงาน&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt; Shareholders&amp;rsquo; day &lt;span&gt;หรืองานวันผู้ถือหุ้นไทย จัดโดยบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้แนวคิดที่ต้องการแสดงให้เห็นว่าผู้ถือหุ้นเป็นคนสำคัญ มีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของกิจการและเห็นความสำคัญของการรักษาสิทธิในฐานะผู้ถือหุ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้มีโอกาสพบปะ ซักถามบริษัทจดทะเบียนได้แบบตรงไปตรงมา รวมทั้งยังมีการมอบรางวัลให้กับผู้ถือหุ้นที่ปฏิบัติตนในการรักษาสิทธิตามหลักบรรษัทภิบาลที่ดีอย่างสม่ำเสมอ&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&amp;nbsp; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ดูเหมือนว่า ผู้ที่มาร่วมงานหลายๆท่านยังไม่เข้าใจบทบาท สิทธิและหน้าที่ในความเป็นเจ้าของอย่างที่เจ้าของงานตั้งใจจะให้เป็นน่ะสิ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;ดังนั้นวันนี้ก็เลยอยากจะมาทำความเข้าใจกันเสียหน่อยว่า &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&amp;lsquo;&lt;span&gt;ผู้ถือหุ้น&lt;/span&gt;&amp;rsquo; &lt;span&gt;หรือ &lt;/span&gt;&amp;lsquo;&lt;span&gt;เจ้าของ&lt;/span&gt;&amp;rsquo; &lt;span&gt;ของกิจการนั้นเป็นใคร และสิทธิ หน้าที่ที่พึงรักษาไว้มีอะไรบ้างค่ะ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ul style=&quot;margin-top: 0cm&quot;&gt;&lt;li class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;lsquo;&lt;span&gt;ผู้ถือหุ้น&lt;/span&gt;&amp;rsquo; &lt;span&gt;หรือ &lt;/span&gt;&amp;lsquo;&lt;span&gt;เจ้าของ&lt;/span&gt;&amp;rsquo; &lt;span&gt;ของกิจการนั้นเป็นใคร&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&amp;nbsp; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของกิจการ คือผู้ที่เข้าซื้อส่วนแบ่งหุ้นของบริษัท ดังนั้นหากนักลงทุนได้ทำการซื้อหุ้นของบริษัทใดไป ก็หมายความว่าท่านได้ก้าวเข้าไปเป็นเจ้าของของบริษัทนั้นแล้วล่ะค่ะ แต่ถ้าวันใดเกิดเหตุการณ์ที่แย่ที่สุด คือบริษัทล้มละลาย ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของกิจการจะสามารถอ้างสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหลายของบริษัทได้ก็ต่อเมื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;ฟังดูแล้วอาจรู้สึกว่าเสี่ยงจัง เพราะลงทุนไปแล้วแต่ถ้าเจ๊งกลับได้รับเงินคืนเป็นคนสุดท้าย แต่อย่าลืมว่าเมื่อ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;High risk &lt;span&gt;แล้วเราก็จะต้องหา &lt;/span&gt;High Return &lt;span&gt;กลับมาชดเชยด้วย ดังนั้นหากบริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดี มีกำไรแล้วล่ะก็ ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของกิจการก็จะเป็นคนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดทั้งจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นและ/หรือการปันผลจากบริษัทด้วยค่ะ (ในขณะที่เจ้าหนี้แทบจะไม่ได้อะไรจากส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้น ส่วนผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองค่ะ) ดังนั้นก่อนที่นักลงทุนจะตัดสินใจลงทุนไปเป็นเจ้าของในหุ้นตัวใดแล้วก็ต้องพิจารณาความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ตนเองยอมรับได้ด้วยนะคะ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ul style=&quot;margin-top: 0cm&quot;&gt;&lt;li class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;คำถามต่อมาคือ เมื่อเราเป็นเจ้าของแล้ว เราจะได้สิทธิอะไรบ้าง&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;สิทธิหลักๆที่ผู้ถือหุ้นในฐานะเจ้าของกิจการจะได้รับก็ได้แก่&lt;/span&gt;&lt;/font&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;div class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 72.0pt&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;สิทธิในการลงคะแนน &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;Vote &lt;span&gt;ในประเด็นสำคัญ &lt;/span&gt;&amp;ndash;&lt;span&gt; เช่นการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง การเปลี่ยนแปลงนโยบายของบริษัท หรือการประชุมสามัญประจำปี ซึ่งถ้าเกิดว่าผู้ถือหุ้นไม่สามารถไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงด้วยตัวเอง ก็อย่าลืมมอบฉันทะให้ผู้อื่นดำเนินการแทนเพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของตัวท่านเองนะคะ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 72.0pt&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;สิทธิเหนือทรัพย์สินของบริษัท &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&amp;ndash;&lt;span&gt; ถ้าบริษัทขาดทุนกระทั่งล้มละลาย ผู้ถือหุ้นก็สามารถอ้างสิทธิเหนือทรัพย์สินของบริษัทในส่วนที่เหลือหลังจากชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 72.0pt&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;สิทธิในการเปลี่ยนมือ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&amp;ndash;&lt;span&gt; หมายถึงผู้ถือหุ้นสามารถขาย/โอนสิทธิในความเป็นเจ้าของไปให้บุคคลอื่นได้ เนื่องจากหุ้นสามัญถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูง ดังนั้นการที่จะเปลี่ยนหุ้นเป็นเงิน (ขาย) ก็ย่อมจะใช้เวลาได้รวดเร็วกว่าการเปลี่ยนทรัพย์สินชนิดอื่นๆ (เช่น ที่ดิน) ให้เป็นเงินสดด้วย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 72.0pt&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;สิทธิในการได้รับส่วนแบ่งผลกำไรจากบริษัท &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&amp;ndash; &lt;span&gt;เมื่อบริษัทมีกำไร ผู้ถือหุ้นก็จะได้รับส่วนแบ่งตามสัดส่วนของเงินลงทุนจากการปันผลทั้งเงินปันผลและ/หรือหุ้นปันผลของบริษัท&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 72.0pt&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;สิทธิในการสอบทานรายงานการเงินของบริษัท &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&amp;ndash;&lt;span&gt; ผู้ถือหุ้นสามารถตรวจสอบรายการทางการเงินของบริษัทได้ผ่านทางรายงานประจำไตรมาส/ปี ของบริษัทที่ตนเองเป็นเจ้าของได้ ในกรณีนี้อาจเป็นเรื่องที่ไม่น่าตื่นเต้นสำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัทมหาชน เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นบริษัทจำกัด ก็คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นอย่างมากเลยล่ะค่ะ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 72.0pt&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;สิทธิในการฟ้องร้องของผู้ถือหุ้น&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt; - &lt;span&gt;หากผู้ถือหุ้นพบว่าตนเองหรือบริษัทของตนถูกทำให้เสียหายโดยการกระทำของพนักงานบริษัทหรือผู้มีอำนาจสั่งการในบริษัท ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์ที่จะฟ้องร้องต่อศาลได้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 72.0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;6 ข้อนี้ก็เป็นเพียงสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของบริษัทพึงตระหนักไว้นะคะ เพราะว่าเมื่อเราซื้อหุ้นของกิจการใดมา ก็หมายถึงเราจะมีสิทธิเหล่านี้ผูกพักติดตัวเราอยู่ด้วย เพื่อที่เรา (ผู้ถือหุ้น) จะได้ปกป้องสิทธิอันพึงมี พึงได้ของเราเอง เท่านี้ก็เรียบร้อยโรงเรียนการลงทุนแล้วล่ะค่ะ&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;hellip;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 72.0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 72.0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;Rainy Day&amp;hellip;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/09/24/158</guid>
			<pubDate>Mon, 24 Sep 2007 11:36:31 +0700</pubDate>
            <category>/uncategorized/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/kriengchai/uncategorized/2007/09/24/158</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/09/24/158?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>“Beta” กับการลงทุน</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/08/31/145</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;strong&gt;....&amp;nbsp;&lt;span&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span&gt; สุภาษิตนี้คงใช้ได้ดีกับภาวะเศรษฐกิจบ้านเราที่กำลังผันผวน ขึ้นๆลงๆ อยู่ในขณะนี้ หลายคนคงอยากรู้ว่าจะมีตัวชี้วัดอะไรที่สามารถบ่งชี้หรือช่วยในการตัดสินใจการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงของปัจจัยภายนอกได้บ้าง หนึ่งในตัวชี้วัดที่น่าสนใจคือ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;Beta&amp;rdquo;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ก่อนอื่นมารู้จักความหมายของ ค่าเบต้า กันก่อน โดยปกติแล้ว นักลงทุนจะใช้ ค่าเบต้า เป็นตัววัดการแกว่งตัวของผลตอบแทนของหลักทรัพย์เมื่อเทียบกับการแกว่งตัวของตลาด หรืออีกนัยหนึ่ง ค่าเบต้า คือค่าชี้วัดความเสี่ยงที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย การเมือง ซึ่งจะแตกต่างกันไปในหุ้นแต่ละตัว และถือว่าเป็นความเสี่ยงในระบบ ไม่สามารถหลีกเลี่ยง แต่สามารถกระจายความเสี่ยงได้&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;โดยปกติ ค่าของ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;Beta &lt;span&gt;จะวัดกันที่ 1 คือ หุ้นที่มีค่าเบต้า มากกว่า 1 ถือว่า เป็นหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง หมายความว่า การแกว่งตัวของผลตอบแทนจะขึ้นหรือลงสูงกว่าดัชนีตลาด ในทางตรงกันข้าม หุ้นที่มีค่าเบต้า น้อยกว่า 1 ถือว่าเป็นหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำ หมายความว่า การแกว่งตัวของผลตอบแทนจะขึ้นหรือลงต่ำกว่าดัชนีตลาด&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;พูดง่ายๆก็คือ ในสภาพที่เศรษฐกิจมีความผันผวน ไม่แน่นอน เราควรเลือกลงทุนในกลุ่มหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำ เพื่อลดความเสี่ยงหรือความผันผวน และเลือกลงทุนในกลุ่มหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง ในภาวะเศรษฐกิจที่คิดว่าดีหรือกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพื่อผลตอบแทนที่ดีและรวดเร็วกว่า&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;การวิเคราะห์ค่าเบต้า นั้น ก็ต้องมาดูกันว่าหุ้นตัวไหนในกลุ่มใด จะมีลักษณะค่าเบต้าเป็นอย่างไร แล้วจึงเลือกลงทุนกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นแต่ละกลุ่มแต่ละตัวเช่น หุ้นในกลุ่มสถาบันการเงิน โดยปกติจะเป็นหุ้นกลุ่มที่มีค่าเบต้าสูง ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคจะเป็นหุ้นกลุ่มที่มีค่าเบต้าต่ำ เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;แต่อย่าลืมว่า ค่าเบต้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งนักลงทุนควรตรวจสอบอยู่เสมอ เพื่อปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนใน &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;Port &lt;span&gt;ของตัวเองให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้น ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเบต้านั้น คือ ผลการดำเนินงานของแต่ละบริษัท และการตอบสนองของนักลงทุนส่วนใหญ่ต่อหุ้นนั้นๆ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;สรุปแล้ว การใช้&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt; &amp;ldquo;Beta&amp;rdquo; &lt;span&gt;มาเป็นตัวชี้วัดในการลงทุนต้องอาศัยการติดตามข้อมูลที่ค่อนข้าง &lt;/span&gt;update &lt;span&gt;ตลอดเวลา และถ้าจะให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ควรวิเคราะห์พิจารณาสภาพเศรษฐกิจและตลาดให้ถูกต้อง เพื่ออ่านทิศทางตลาดเสียก่อน มิเช่นนั้นตัวชี้วัดอาจกลายเป็นแค่ตัวเลขที่ไร้ค่าก็ได้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/08/31/145</guid>
			<pubDate>Fri, 31 Aug 2007 09:46:20 +0700</pubDate>
            <category>/uncategorized/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/kriengchai/uncategorized/2007/08/31/145</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/08/31/145?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>ตลาดหุ้นน้ำขึ้นน้ำลง ตามกระแส Fund Flows</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/08/14/132</link>
            <description>&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;.... &lt;span&gt;ถ้าอยู่ดีๆ มีคนถามลอยๆ ขึ้นมาว่า ตลาดหุ้นไทย ขึ้นเพราะใคร&lt;/span&gt;? &lt;span&gt;คงมีการถกเถียงกันสนุกปากทีเดียว แต่ที่แน่ๆ และขาดไม่ได้ ก็คือ ตลาดหุ้นไทยส่วนหนึ่งขึ้นเพราะเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;กระแสเงินลงทุน หรือ &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #33cccc; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#336600&quot;&gt;Fund Flows&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt; &lt;span&gt;มีผลมากกับตลาดหุ้นที่มีขนาดเล็ก อย่างตลาดหุ้นบ้านเรา ที่ถือว่าเป็นตลาดขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาค เช่น จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ซึ่งแรงซื้อจาก&lt;/span&gt; Hedge Fund &lt;/font&gt;&lt;span&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;สามารถดันตลาดหุ้นให้สูงขึ้นภายในระยะเวลาสั้นๆได้ ถ้าจะเปรียบเทียบ ดัชนี ก็คล้ายๆกับ &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;color: #33cccc&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#336600&quot;&gt;เป็ดในบ่อ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt; สมมติว่า เป็ดคือดัชนี น้ำคือ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt; fund flows &lt;span&gt;ส่วนบ่อคือตลาดหุ้นบ้านเรา เวลาเติมน้ำอย่างรวดเร็วลงไปในบ่อเล็กๆเป็ดก็จะลอยขึ้นมาที่ขอบบ่อ แต่พอปล่อยน้ำทิ้ง น้ำในบ่อลดลงอย่างรวดเร็ว เป็ดก็จะลอยต่ำลงตามน้ำด้วยเช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&amp;nbsp;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Verdana&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Verdana&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;อีกตัวอย่างหนึ่งที่ชัดมาก ก็คือ ตลาดเกิดใหม่ทั้งหลาย เช่น ตลาดหุ้นเวียดนาม ที่ตอนนี้ มีค่า&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt; P/E &lt;span&gt;ถึง &lt;/span&gt;40 &lt;span&gt;เท่า&lt;/span&gt; (&lt;span&gt;สิ้นสุด ณ ครึ่งปีแรกของปี &lt;/span&gt;2007) &lt;span&gt;เพราะมีหุ้นแค่ &lt;/span&gt;112 &lt;span&gt;บริษัท แต่มีคนสนใจมาก&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&amp;nbsp;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Verdana&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Verdana&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;span&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;อย่าลืมนะครับว่า นอกจากนักลงทุนต่างชาติจะได้กำไรจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นแล้ว กำไรอีกทางหนึ่งที่นักลงทุนต่างชาติจะได้รับก็คือ &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;color: #33cccc&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#336600&quot;&gt;กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt; เมื่อค่าเงินบาทแข็งขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่านาย ก นักลงทุนต่างชาตินำเงิน&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt; USD 1 million &lt;span&gt;เข้ามาลงทุนในหุ้น&lt;/span&gt; A &lt;span&gt;ราคา &lt;/span&gt;1 &lt;span&gt;บาท ขณะนั้นอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่&lt;/span&gt; 40 Baht/USD &lt;span&gt;เท่ากับว่านาย ก จะมีหุ้นมูลค่าเท่ากับ&lt;/span&gt; 40 MB &lt;span&gt;และเมื่อมีเงินจากต่างชาติไหลเข้ามาซื้อหุ้นมากขึ้น ความต้องการ&lt;/span&gt; ( Demand ) &lt;span&gt;เงินบาทและหุ้น&lt;/span&gt; A &lt;span&gt;มากขึ้นก็จะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปที่ &lt;/span&gt;35 Baht/USD &lt;span&gt;สมมติว่าราคาหุ้น&lt;/span&gt; A &lt;span&gt;ขึ้นไปอยู่ที่ &lt;/span&gt;10 &lt;span&gt;บาท เท่ากับว่านาย ก จะมีหุ้นมูลค่าเท่ากับ &lt;/span&gt;400 MB &lt;span&gt;ดังนั้นถ้านาย ก ขายหุ้น&lt;/span&gt; A &lt;span&gt;และแลกเงินกลับเป็น&lt;/span&gt; USD &lt;span&gt;นาย ก จะมีเงินเท่ากับ&lt;/span&gt; USD 11.43 million &lt;span&gt;แบ่งเป็น กำไรจากราคาหุ้น&lt;/span&gt; USD 10 million &lt;span&gt;และกำไรจากค่าเงินบาท&lt;/span&gt; USD 0.43 million &lt;span&gt;เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&amp;nbsp;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Verdana&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Verdana&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;และที่สำคัญ อย่าลืมว่า ตลาดหุ้นเป็นช่องทางเดียวที่นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท โดย&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;color: #33cccc&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#336600&quot;&gt;ไม่ต้องติดกฎเกณฑ์ของแบงก์ชาติ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&amp;nbsp;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Verdana&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Verdana&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;p style=&quot;text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;span&gt;สรุปแล้วใครจะซื้อ ใครจะขาย อาจจะต้องพิจารณากันดีๆ เพราะตลาดหุ้นกับค่าเงินที่แข็งขึ้นของบ้านเราไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าเศรษฐกิจจะต้องดีขึ้นเสมอไป คงต้องมองกันในระยะยาวและหลายปัจจัยประกอบกัน รวมทั้งเงินลงทุนจากต่างชาติที่เป็นปัจจัยสำคัญ สามารถบ่งชี้ตลาดหุ้นของบ้านเราได้อย่างชัดเจน...&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/08/14/132</guid>
			<pubDate>Tue, 14 Aug 2007 16:46:36 +0700</pubDate>
            <category>/uncategorized/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/kriengchai/uncategorized/2007/08/14/132</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/08/14/132?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>ตกรถหรือติดยอดดอย</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/07/27/123</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;...ในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังอยู่ในช่วง &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;ขาขึ้น&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span&gt; แบบนี้ สำหรับคนที่ยังไม่ค่อยมีหุ้นอยู่ในพอร์ต หรือยังไม่ได้ซื้อกองทุนหุ้นทั้งหลาย มักจะเกิดคำถามยอดฮิต &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;ซื้อ&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span&gt;หุ้นดีหรือไม่ เพราะบางคนถึงแม้จะมีหุ้นอยู่บ้างแล้ว แต่พอเห็นดัชนีตลาดฯพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ก็อาจจะรู้สึกว่ายังมีหุ้นน้อยเกินไป ควรจะต้อง &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;ซื้อเพิ่ม&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span&gt;เพื่อจะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีก ทั้งหมดนี้ หลายคนเรียกว่า อาการกลัวตกรถ เพราะถ้าหุ้นยังขึ้นไปอีก ก็จะพลาดโอกาสทำกำไร แถมตลาดหุ้นที่ว่า เดี๋ยวก็ตกลงมาให้ซื้อ ก็ไม่เห็นปรับตัวซักที ถ้าไม่รีบซื้อ เดี๋ยวจะพลาดรถด่วนขบวนสุดท้าย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;ในทางตรงข้าม นักลงทุนหลายๆคน ก็เคยมีประสบการณ์ที่เข้าไปลงทุนซื้อหุ้น ช่วงที่ทุกอย่างดูสวยหรู โบรกเกอร์หลายๆแห่งปรับเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์ขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผลสุดท้าย ก็กลายเป็นว่าเข้าไปซื้อหุ้นในช่วงที่ราคาสูงสุด แทนที่จะได้นอนฝันหวานหวังกำไรจากการลงทุน กลับต้องคอยเครียดว่าเมื่อไหร่ราคาหุ้นจะกลับมาเท่าทุนเสียที สรุปว่าเป็นการลงทุนที่หลายคนเรียกว่า &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;color: #33cccc; font-family: Tahoma&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;ติดยอดดอย&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt; &lt;span&gt;ต้นทุนหุ้นในพอร์ตอยู่ที่ &lt;/span&gt;peak&lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;ตรงนี้ เป็นเรื่องของการคาดการณ์ภาวะตลาดในช่วงสั้น ว่าตลาดกำลังจะไปทางไหน และเราพร้อมที่จะเสี่ยงลงทุนมากขนาดไหน เพราะการซื้อหุ้นขาขึ้น ย่อมมีโอกาสทำกำไรสูงกว่าเมื่อเทียบกับตลาดในช่วงตลาดขาลง (โดยเฉพาะสำหรับตลาดหุ้นไทย ที่การ&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt; short-selling&lt;span&gt; และการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ยังไม่คึกคัก) แต่ก็แน่นอน ว่าเรื่อง&lt;/span&gt; timing &lt;span&gt;หรือจังหวะ ในการตัดสินใจเข้าไปซื้อหุ้น และการตัดสินใจการขายทำกำไร เป็นตัวกำหนดกำไรขาดทุน (หรือแม้กระทั้ง &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;ขาดทุนกำไร&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span&gt;คือขายแล้ว หุ้นยังวิ่งต่อ..&lt;/span&gt;)&lt;span&gt; ส่วนหนึ่ง เรื่องพวกนี้ ต้องอาศัยวินัยในการลงทุนเหมือนกัน เพื่อมาคอยถ่วงดุลย์กับการตัดสินใจตามอารมณ์ หรือ&lt;/span&gt; sentiment &lt;span&gt;ของตลาด&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;นอกจากนี้ ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่ศึกษาข้อมูลของบริษัทก่อนเข้าไปลงทุน มีการทำการบ้าน วิเคราะห์แบบ&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt; Fundamental Analysis &lt;span&gt;ประกอบกับการดูภาวะตลาด ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการไปติดยอดดอย ได้ในระดับหนึ่ง หรือแทนที่จะติดถึง ยอดดอยอินทนนท์ ก็อาจจะรออยู่แค่ ดอยสุเทพ ที่ไม่สูงเท่าไหร่ แล้วถ้าอดทนถือหุ้นนานเพียงพอ ก็ยังมีโอกาสทำกำไรในการลงทุนระยะยาวได้อยู่ดี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/07/27/123</guid>
			<pubDate>Fri, 27 Jul 2007 17:03:03 +0700</pubDate>
            <category>/uncategorized/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/kriengchai/uncategorized/2007/07/27/123</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/07/27/123?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/07/27/122</link>
            <description>&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span&gt;&lt;strong&gt;... ประเด็นที่น่าสนใจว่าทำไมบริษัทถึงต้องเปิดเผยข้อมูล ซึ่งตรงนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เขียนไว้ชัดเจนว่า ต้องการให้ผู้ลงทุนทราบข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน และเพื่อให้ผู้ถือหุ้น (เจ้าของเงิน) ทราบฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp; &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;... นักข่าวหรือนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ หรือแม้กระทั่งนักลงทุน (โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน พวกผู้จัดการกองทุน) มักจะอยากทราบถึงแผนการณ์ในอนาคต เพื่อไปประกอบการทำประมาณตัวเลขต่างๆ เพื่อตัดสินใจลงทุน หรือ เพื่อประกอบการทำรายงานวิเคราะห์ และแนะนำการลงทุนต่อไป&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;/font&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้รับของขวัญจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากทีมที่ดูแลบริษัทจดทะเบียน เป็นสมุดจดไดอารี่ปี &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;2550 &lt;span&gt;ซึ่งตอนแรกก็เข้าใจว่า คงเป็นสมุดบันทึกธรรมดาที่เน้นดีไซน์ให้มีสีสันเก๋ไก๋ แต่ต้องขอบอกว่า ไม่ได้มีดีเพียงเท่านั้น เพราะ ตลาดหลักทรัพย์ฯของเราในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ และปรับปรุงให้เป็นองค์กรที่พร้อมให้บริการขึ้นมาก ทำให้แม้กระทั่ง สมุดจดบันทึกก็เป็นของแจกที่ได้รับกล่าวขวัญว่ามีประโยชน์อย่างมาก ในการเป็นคู่มือแบบย่อไปในตัวให้กับผู้ใช้ โดยเฉพาะผู้ทำงานในบริษัทจดทะเบียน และต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องการรายงานข้อมูลต่างๆให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ โดยปกสมุดไดอารี่เล่มนี้ ได้เขียนสโลแกนไว้อย่างเท่ห์ เป็นภาษาอังกฤษว่า &lt;/span&gt;Fostering a Culture of Disclosure&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;ในสมุดนี้ ก็อย่างที่บอกแหละครับว่า เป็นสมุดจด แล้วก็มีปฏิทินวันที่ เหมือนไดอารี่เล่มอื่นๆ แต่ที่ผมประทับใจมาก คือ ในหน้าคั่นต่างๆนั้น กลับสอดแทรกไปด้วยข้อมูลและข้อพึงปฏิบัติในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูล ที่บริษัทจดทะเบียนจำเป็นจะต้องเตรียมการ และคำนึงถึง เพื่อให้มั่นใจว่า เป็นไปตามกฎระเบียบ ซึ่งเน้นให้ความเท่าเทียมแก่ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนทุกกลุ่ม&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;มีประเด็นที่น่าสนใจว่าทำไมบริษัทถึงต้องเปิดเผยข้อมูล ซึ่งตรงนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เขียนไว้ชัดเจนว่า ต้องการให้ผู้ลงทุนทราบข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน และเพื่อให้ผู้ถือหุ้น (เจ้าของเงิน) ทราบฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท นี่เป็นส่วนของประโยชน์สำหรับนักลงทุนอย่างเราๆท่านๆนะครับ แต่ในอีกด้านหนึ่ง จากมุมมองของบริษัทจดทะเบียนเอง ก็มีประโยชน์เช่นเดียวกัน คือ เป็นการเพิ่มความเชื่อมั่น และเพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าใจบริษัทได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ได้ผลที่ตามมา ก็คือ ราคาหุ้นของบริษัทสามารถสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;สำหรับในส่วนที่ว่า อะไรบ้างที่ควรต้องเปิดเผย ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็อธิบายง่ายๆ เป็นข้อมูลสี่กลุ่ม คือ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;1)&lt;span&gt; พวกข้อมูลที่ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;ต้องเปิด&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span&gt; &lt;/span&gt;2) &lt;span&gt;ข้อมูลที่ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;ควรเปิด&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span&gt; &lt;/span&gt;3)&lt;span&gt; ข้อมูลที่ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;เลือกเปิด&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span&gt; และ &lt;/span&gt;4)&lt;span&gt; ข้อมูลที่ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;ไม่เปิด&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;กลุ่มแรก คือ ข้อมูลที่จำเป็นต้องเปิดเผย คือ ข้อมูล (หรือที่ทางการเรียกว่า สารสนเทศ)&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ที่ต้องเปิดเผยตามกฎหมาย หรือ กฎระเบียบ ซึ่งข้อมูลที่บริษัทได้เปิดเผยแล้ว บริษัทก็มีหน้าที่ที่จะต้องเปิดเผยให้ครบถ้วนเท่าเทียม ทั้งภาคภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และเผยแพร่ในหลายๆช่องทาง ที่แน่ๆ ก็คือ ผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ หรืออาจจะมีการลงประกาศข่าว หรือเผยแพร่ในเว็บไซต์ เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;กลุ่มที่สอง สารสนเทศที่ควรเปิดเผย&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ส่วนใหญ่ เป็นเรื่องของการชี้แจ้งข้อมูล ในกรณีที่มีข่าวที่คลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง หรือข่าวที่มีผลกระทบต่อบริษัท เช่น ข่าวลือว่าบริษัทจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งทำให้ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงหวือหวา หรืออย่างเช่น บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่ไม่ถูกต้อง หรือมีการประกาศข่าวจากบุคคลที่สาม ซึ่งไม่ใช่มาจากบริษัทโดยตรง ทั้งหมดนี้ ถ้ามีผลกระทบกับการดำเนินงานของบริษัท หรือ ราคาหุ้น บริษัทก็ควรจะออกมาเปิดเผยข้อมูลอธิบายให้นักลงทุนทราบความจริง&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;กลุ่มที่สาม สารสนเทศที่เลือกเปิดเผย หมายถึง ข้อมูลที่บริษัทไม่มีความจำเป็นต้องบอกเลยก็ได้ แต่ถ้าอยากแจ้งให้ทราบโดยทั่วไป ก็อาจเลือกเปิดเผยได้ เช่น เรื่องของประมาณการงบการเงิน หรือ การคาดการณ์ต่างๆ ซึ่งถ้าบริษัทตัดสินใจที่จะเปิดเผยข้อมูลพวกนี้ ก็ต้องรับผิดชอบ (ว่าไม่ได้พูดกลับไปกลับมา เพื่อเป็นการสร้างราคา หรือมีแผนการณ์เบื้องหลัง) และต้องไม่เป็นข้อมูลที่กระทบต่อราคาหุ้นในทันที ซึ่งในความเป็นจริงนั้น นักข่าวหรือนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ หรือแม้กระทั่งนักลงทุน (โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน พวกผู้จัดการกองทุน) มักจะอยากทราบถึงแผนการณ์ในอนาคต เพื่อไปประกอบการทำประมาณตัวเลขต่างๆ เพื่อตัดสินใจลงทุน หรือ เพื่อประกอบการทำรายงานวิเคราะห์ และแนะนำการลงทุนต่อไป&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;สำหรับในรายละเอียด เรื่องการทำประมาณการงบการเงินนั้น ถ้าบริษัทตัดสินใจจะทำอย่างจริงจัง ก็ต้องเปิดเผยผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีการจัดทำประมาณการทั้งปี มีข้อมูลขั้นต่ำ ในเรื่องรายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร สมมติฐาน เป็นต้น และต้องจัดทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ว่า ปีนี้คาดว่าดี ก็เลยทำ แต่พอปีหน้าไม่แน่ใจ ก็เลยไม่ทำ และมีการนำเสนอก่อนหรือภายในวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี นอกจากนี้ ถ้าเกิดตัวเลขจริงเกิดแตกต่างกันมาก กับที่เคยได้ประมาณการไว้ ก็ต้องมีการชี้แจงผลกระทบให้ทราบด้วย&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;กลุ่มที่สี่ สารสนเทศที่ไม่ต้องเปิดเผย คือ ข้อมูลของบริษัทที่ไม่ต้องเปิดเผย และไม่ควรเปิดเผยให้กับภายนอก หรือ สาธารณชน หรือ ผู้ลงทุนทราบ ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ เรื่องความเห็นเกี่ยวกับราคาหุ้นของบริษัทเอง เพราะผู้บริหารของบริษัทไม่ควรจะออกมาบอกว่า ราคาหุ้นบริษัทตัวเองถูกไป แพงไป อย่างไร เพราะถือว่าเป็นการชี้นำราคาหุ้นได้เหมือนกัน อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ในกรณีของข้อมูลสารสนเทศที่ยังไม่ชัดเจน หรือยังไม่แน่นอน ก็ไม่ควรจะเปิดเผย และบริษัทต้องเก็บรักษาข้อมูลที่ว่านี้ ไว้เป็นความลับ และหากบังเอิญเกิดรั่วไหลออกมาก่อนกำหนด ก็ต้องทำการชี้แจงทันที ตัวอย่างเช่น ถ้ามีการควบรวมกิจการ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ยังไม่สรุปผลแน่ชัด แค่อยู่ในช่วงการศึกษา บริษัทก็อาจมีการพูดคุยกันในการประชุมกรรมการบริษัทฯ ซึ่งก็จะมีการบันทึกไว้ในรายงานการประชุม แต่ก็ไม่ต้องเปิดเผยให้ทราบ จนกว่าเหตุการณ์จะแน่ชัด เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;นอกจากนี้ บริษัทก็ไม่ควรที่จะเปิดสารสนเทศที่ดีด้านเดียว หรือพูดในเชิงโอ้อวด หรือเปิดเผยต่อเนื่องโดยไม่สัมพันธ์กับพัฒนาการของบริษัท หรือเปิดเผยในเชิงสร้างราคา หรือเปิดเผยสิ่งที่ไม่แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่แน่นอน (คือให้ชัวร์ก่อน ค่อยเปิดเผยนั่นเอง) ทั้งหมดนี้ ก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหารและทีมงานลงทุนสัมพันธ์ (&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;Investor Relations) &lt;span&gt;ของบริษัทที่จะต้องเข้ามาดูแล&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;สุดท้าย ขอปิดท้าย เผื่อว่า คุณๆยังไม่จุใจเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเปิดเผยข้อมูล ก็สามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://www.setportal.set.or.th/&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#003399&quot;&gt;www.setportal.set.or.th&lt;/font&gt;&lt;/a&gt; &lt;span&gt;ซึ่งจะมีทั้งจดหมายข่าวสาร กระดานห้องสนทนา เพื่อแลกเปลี่ยนคามเห็นหรือซักถามข้อสงสัย และมีแม้กระทั่งมุมถาม&lt;/span&gt;-&lt;span&gt;ตอบ ซึ่งเป็นแหล่งรวมคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/07/27/122</guid>
			<pubDate>Fri, 27 Jul 2007 16:54:50 +0700</pubDate>
            <category>/uncategorized/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/kriengchai/uncategorized/2007/07/27/122</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/07/27/122?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>ลงทุนสวนกระแส</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/06/13/75</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color=&quot;#3366cc&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0099ff&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;... &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;Contrarian Investors &lt;span&gt;ถ้าจะแปลง่ายๆ ก็คือ นักลงทุนที่มักจะมองต่างมุม หรือไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่ง เป็นพวกที่มักจะมีคำถามกับสมมติฐาน ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แล้วก็เลยตัดสินใจลงทุนในทางตรงข้ามกับเสียงข้างมาก&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot; color=&quot;#0099ff&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color=&quot;#3366cc&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0099ff&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;... นักลงทุนสวนกระแสแนวนี้ ที่ได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ พวก &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: blue; font-family: Tahoma&quot;&gt;Value Investor &lt;span&gt;นั่นเอง เพราะนักลงทุนคุณภาพพวกนี้ มักจะไม่ค่อยสนใจหุ้นที่รับความนิยมสูงในขณะนั้น แต่จะเฟ้นหาหุ้นที่คนไม่ค่อยนิยมในช่วงนั้น ยิ่งถ้าเป็นพวก &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;เพชรในตม&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span&gt; หรือ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;ผ้าขี้ริ้วห่อทอง&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span&gt; ยิ่งชอบ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#3366cc&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#003300&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;เวลาที่เราตัดสินใจลงทุน ว่าช่วงไหนควรจะ ซื้อหรือขาย หรือเวลาเราอ่านรายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ของโบรกเกอร์ เรามักจะนิยมดูที่เสียงส่วนใหญ่ หรือที่เรียกว่า &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;Market Consensus &lt;span&gt;ว่าคนส่วนใหญ่แนะนำให้ทำอย่างไร หรือเสียงส่วนใหญ่คาดการณ์กำไรของบริษัท หรือดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไปทางไหน แล้วเราก็ปฏิบัติตามนั้น เพราะเชื่อว่าเป็นความคิดที่ได้รับการกรองและประเมินมาจากหลายๆสำนักด้วยกัน หรือถ้าเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมา ก็ยังมีพรรคพวกร่วมชะตาเดียวกัน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;แต่ในความเป็นจริง ยังมีนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งที่มักจะมีความคิดเห็นไม่เหมือนคนอื่น ก็เลยเลือกตัดสินใจลงทุนที่แตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ โดยเสี่ยงที่จะไม่เกาะกระแส อย่างเช่นในช่วงปี ค.ศ.&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;1999-2000&lt;span&gt; เป็นช่วงที่บรรดาบริษัทที่อยู่แถวๆซิลิคอนแวลเล่ย์ หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี่ คอมพิวเตอร์ ดอทคอม ทั้งหลายเป็นที่นิยมมากในสหรัฐฯ จนกระทั่งลามไปทั่วโลก แม้กระทั่งประเทศไทยด้วย ซึ่งตอนนั้น ใครๆที่เข้าไปซื้อก็กำไรกันถ้วนหน้า อย่างมหาศาลเสียด้วย เพราะซื้อขายกันที่อนาคต การประเมินมูลค่าหุ้นแบบดั้งเดิม อย่างพวก พีอีเรโช (&lt;/span&gt;P/E Ratio) &lt;span&gt;แทบจะใช้ไม่ได้เลยทีเดียว&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;ในช่วงนั้นเองยังคงมีนักลงทุน หรือกองทุนหลายแห่ง ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนน้อย ที่ยอมโดนตำหนิว่า ไม่ยอมคิดใหม่ทำใหม่เปลี่ยนแนวการลงทุน แต่พวกนี้ เค๊าบอกว่า ขอเลือกลงทุนสวนกระแส คือ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0099ff&quot;&gt;Contrarian Investing &lt;/font&gt;&lt;span&gt;&lt;font color=&quot;#0099ff&quot;&gt;ดีกว่า คือ เลือกซื้อหุ้นตามปัจจัยพื้นฐานแบบเดิม แล้วก็หวังผลตอบแทนในระยะยาวแทน&lt;/font&gt; แล้วในที่สุด ก็ปรากฎว่า นักลงทุนคนไหนที่หวังเกาะกระแส ไปแห่ตามซื้อในช่วงหลังๆ ก็กลายเป็นว่า ขาดทุนหรือติดหุ้นกันเป็นแถว เพราะพอช่วงฮิตฮอตผ่านไป ทุกอย่างก็กลับมาอยู่กันที่ความเป็นจริง ว่า มีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่อยู่รอด และเป็นบริษัทคุณภาพจริงๆ บรรดา &lt;/span&gt;Contrarian Investors &lt;span&gt;กลุ่มเดิมก็เลยกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0099ff&quot;&gt;Contrarian Investors &lt;/font&gt;&lt;span&gt;&lt;font color=&quot;#0099ff&quot;&gt;ถ้าจะแปลง่ายๆ ก็คือ นักลงทุนที่มักจะมองต่างมุม หรือไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเห็นของคนส่วนใหญ่&lt;/font&gt; หรือแม้กระทั่ง เป็นพวกที่มักจะมีคำถามกับสมมติฐาน ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แล้วก็เลยตัดสินใจลงทุนในทางตรงข้ามกับเสียงข้างมาก ซึ่งบางครั้งก็ต้องบอกว่า ดีเหมือนกันที่คิดไม่เหมือนคนอื่น ถึงทำในสิ่งตรงกันข้ามกับความคาดหวังของตลาด หรือของผู้ลงทุนส่วนใหญ่ ที่เรียกว่า &lt;/span&gt;Contrarian (&lt;span&gt;มาจากรากศัพท์คำเดียวกับ &lt;/span&gt;Contrary) &lt;span&gt;นั่นเอง เช่น เวลาที่ทุกคนกำลังกังวลกับข่าวร้ายต่างๆ ที่มีอยู่ท่วมตลาด ก็เลยไม่มีใครกล้าเข้าซื้อหุ้น เพราะกลัวหุ้นตก มีแต่จะคิดขาย หรือไม่ก็รอซื้อที่ราคาที่ต่ำลง แต่สำหรับ &lt;/span&gt;contrarian&lt;span&gt; แล้ว ก็อาจจะถือคติ &lt;/span&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;Buy on Bad News&lt;span&gt; คือซื้อตอนที่มีข่าวร้ายเยอะๆนี่แหละ เพราะเชื่อว่าได้ของราคาถูก แล้วพอทุกคนเลิกตื่นเต้นตื่นตูม ราคาหุ้นก็คงกลับมาเหมือนเดิม ก็จะได้ขายทำกำไร&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นกันบ่อย ก็คือ นักลงทุนหลายๆคนมักจะนึกถึงการซื้อหุ้นที่ราคาต่ำๆ แล้วก็ไปขายที่ราคาสูงๆ ซึ่งอ่านแล้วก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ &lt;font color=&quot;#0099ff&quot;&gt;แต่บรรดานักลงทุนสวนกระแสนี่ อาจจะคิดว่า ซื้อถูกขายแพง ใครๆก็ทำกันทั้งนั้น เขาอาจจะคิดว่า ไม่ต้องซื้อหุ้นราคาถูกหรือราคาต่ำก็ได้ แต่เลือกซื้อหุ้นที่ราคาสูงแต่เชื่อว่าจะขายได้ที่ราคาสูงขึ้นไปอีก เพราะเชื่อว่า&lt;/font&gt; &lt;font color=&quot;#0099ff&quot;&gt;ของดีไม่มีวันที่ราคาจะปรับตัวลงมาถูกๆ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;มีหลักฐานงานวิจัยยืนยันอยู่เหมือนกันว่า ไม่ควรเข้าซื้อหุ้นที่กำลังตกลง (เพราะจะตกลงไปอีก) และน่าซื้อหุ้นที่กำลังขึ้น (เพราะก็จะยังขึ้นอีก) มากกว่า เช่น โปรเฟสเซอร์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค ได้แต่งตำราสรุปผลวิจัยว่า ถ้าเปรียบเทียบเวลาเป็นรายเดือนแล้ว จะพบว่า หุ้นที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้น มีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อ (และในทางกลับกันสำหรับหุ้นที่ลง) หมายความว่า หุ้นแจ๋ว ก็ยังแจ๋วต่อเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ถ้ามาเทียบเวลาเป็นรายปีแล้ว การลงทุนแบบสวนกระแสก็ยิ่งโดดเด่น เพราะมีงานวิจัยอีกชิ้นบอกว่า การลงทุนตรงข้ามกับคนอื่นมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ในช่วงเวลาการลงทุนห้าปี มากกว่าช่วงเวลาการลงทุนหนึ่งปี นอกจากนี้ ยังมักจะได้ผลตอบแทนที่เด่นชัดมากกว่าในบริษัทที่มีขนาดเล็ก&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;หรือในหลายๆโอกาส นักลงทุนสวนกระแสพวกนี้จะ&lt;font color=&quot;#0099ff&quot;&gt;หันไปลงทุนในบริษัทที่ไม่เป็นที่นิยมของนักลงทุน ด้วยเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าซื้อที่สุด&lt;/font&gt; หลังจากวิเคราะห์เจาะลึกบริษัทนั้นแล้วว่ายังมีอนาคตสดใส นักลงทุนสวนกระแสแนวนี้ ที่ได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ พวก &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;Value Investor &lt;span&gt;นั่นเอง เพราะนักลงทุนคุณภาพพวกนี้ มักจะไม่ค่อยสนใจหุ้นที่รับความนิยมสูงในขณะนั้น แต่จะเฟ้นหาหุ้นที่คนไม่ค่อยนิยมในช่วงนั้น ยิ่งถ้าเป็นพวก &lt;/span&gt;&lt;font color=&quot;#0099ff&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;เพชรในตม&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span&gt; หรือ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span&gt;ผ้าขี้ริ้วห่อทอง&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;/font&gt;&lt;span&gt; ยิ่งชอบ เพราะอาจได้ซื้อในราคาถูก เนื่องจากยังไม่ค่อยมีใครเห็นคุณค่า&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;ในทางกลับกัน หลายคนอาจจะเห็นการคิดไม่เหมือนคนอื่นเป็นเรื่องที่เสี่ยงอยู่มากทีเดียว เหมือนเป็นพวกนอกคอก คิดอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน ซึ่งมีโอกาสผิดพลาดได้มาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว &lt;font color=&quot;#0099ff&quot;&gt;การเป็นนักลงทุนสวนกระแส ก็มีข้อดีเหมือนกัน&lt;/font&gt; ไม่ได้เพียงแต่มีความเสี่ยงมากไปกว่าคนอื่น ถึงแม้ว่าจะคิดไม่เหมือนคนอื่น เพราะนักลงทุนที่ชอบลงทุนในหุ้นยอดนิยม ก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน โดยเฉพาะการซื้อหุ้นเหมือนๆชาวบ้าน มักจะทำให้ต้องซื้อหุ้นในราคาที่เกินตัว&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt; (overprice) &lt;span&gt;เพราะเวลาที่เข้าไปซื้อหุ้นตอนที่บริษัทนั้นดูดีที่สุด อาจจะเป็นเวลาที่หุ้นแพงที่สุด เพราะทุกคนชอบกันหมด ก็เลยยอมจ่ายพรีเมี่ยมนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;ดังนั้น การซื้อหุ้นที่คนอื่นเมิน ยิ่งถ้าเป็นช่วงเวลาที่คนอื่นยังกลัวๆกล้าๆ จะยิ่งทำให้โอกาสทำกำไรจากการลงทุนสวนกระแสได้มากขึ้น แล้วพอบรรยากาศแจ่มใส หุ้นเริ่มเตะตาบรรดานักลงทุนทั้งหลาย ก็จะเป็นเวลาที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ซึ่งในสายตาของนักลงทุนสวนกระแสแล้ว อาจจะรู้สึกว่าช้าเกินไป อย่างไรก็ตาม &lt;font color=&quot;#0099ff&quot;&gt;จะลงทุนสวนกระแสอย่างนี้ ต้องมั่นใจ และเข้าใจพื้นฐานของบริษัทอย่างถ่องแท้&lt;/font&gt; เพื่อจะได้มั่นใจว่า บริษัทนั้นมีปัจจัยพื้นฐานที่แน่นจริงๆ แล้วก็อย่าลืมว่า ไม่มีใครบอกได้อย่างแน่ชัดว่า ตลาดกำลังจะไปทางไหน หุ้นจะขึ้นหรือลง เนื่องจาก การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ไม่แน่นอน คือเป็นลักษณะ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;Random Walk &lt;span&gt;ไม่มีใครที่สามารถควบคุมตลาดได้ เพราะฉะนั้น จะเป็น &lt;/span&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;contrarian &lt;span&gt;ก็ยังต้องเลือกเหมือนกันว่า ช่วงไหนควรใช้กลยุทธ์การลงทุนไหน อย่างไร&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt; &lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/06/13/75</guid>
			<pubDate>Wed, 13 Jun 2007 21:10:16 +0700</pubDate>
            <category>/uncategorized/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/kriengchai/uncategorized/2007/06/13/75</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/06/13/75?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>สร้างนิสัยการลงทุน</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/05/23/33</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot; color=&quot;#0000ff&quot;&gt;นิสัยที่ควรพึงนึกถึงตลอดเวลา ก็คือ วินัยในการลงทุน หมายความว่า ซื้อหุ้นโดยมีแผนการไว้ในใจสำหรับเป้าหมายการลงทุน และคอยติดตามการลงทุนของเราว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร นิสัยที่ดีในการลงทุนก็เหมือนๆกับการจัดการชีวิต คือ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ จากการทำงานหนัก ศึกษาโดยละเอียด ดูให้รอบคอบ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot; color=&quot;#0000ff&quot;&gt;การยอมอดทนถือหุ้นเพื่อหวังกำไรก้อนโตในระยะยาว โดยปล่อยให้กำไรจากการลงทุนเพิ่มขึ้น (Let Profit Run) ก็ถือว่าเป็นนิสัยที่ต้องฝึกเหมือนกัน ไม่อย่างนั้น อาจจะดีใจได้ชั่วครู่แล้วก็มาเสียดายในภายหลังที่ไม่เก็บหุ้นนั้นไว้ในพอร์ตต่อไป&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;การลงทุนในตลาดหุ้น ต้องถือว่าการเลือกหุ้นที่ดี (Stock Selection) เป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งในการเพิ่มกำไรจากการลงทุน และทั้งๆที่มีทฤษฎีและบทพิสูจน์ทางสถิติมากมายที่แสดงให้เห็นว่า การลงทุนอย่างมีหลักเกณฑ์และมีหลักการมักจะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่สูงกว่า อย่างไรก็ตาม ก็มักจะมีสิ่งที่มาล่อตาล่อใจให้นักลงทุนอย่างเราๆท่านๆ ต้องเฉไฉ ขาดวินัยในการลงทุนอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตามกระแส หรือการแกว่งตัวของภาวะตลาด และราคาหุ้นในระยะสั้น ที่ทำให้เสียนิสัยในการลงทุนอยู่หลายครั้ง ดังนั้น จึงน่าสนใจที่จะมาคุยกันว่า ทำอย่างไรจึงจะสร้างนิสัย (ที่ดี) ในการลงทุนได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ก่อนอื่น &lt;font color=&quot;#006600&quot;&gt;ก่อนที่จะไปลงทุนในหุ้นบริษัทไหน ก็ควรจะมีนิสัยในการเลือกหุ้นเสียก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของการวิเคราะห์หลักทรัพย์ตามปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) ที่เกี่ยวเนื่องกับการวิเคราะห์งบการเงิน วิเคราะห์ตัวเลขต่างๆ เพื่อดูว่าบริษัทมีผลดำเนินงานที่ดี ยอดขายเติบโต กำไรดี แต่ก็มักจะมีคำถามอีกว่า ที่ว่าดีน่ะ คือเท่าไหร่กันแน่ ตรงนี้ ก็มีบรรดาผู้รู้ (GURU) บอกไว้เหมือนกันว่า ถ้าบริษัทที่เติบโตดี น่าจะหมายถึงบริษัทที่มีกำไรต่อหุ้น อยู่ระหว่าง 10-25% ต่อปี ในช่วงระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปีที่ผ่านมา คือมองหาทั้งหุ้นที่มีประวัติดี และไม่หวือหวาจนเกินไป &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ในเรื่องนี้ มีข้อสังเกตุไว้หน่อยนะครับ ข้อแรก แทนที่เราจะดูกันที่กำไรสุทธิ เราพิจารณากันที่กำไรต่อหุ้น เพราะบริษัทอาจมีการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น เช่น การเพิ่มทุน ฯลฯ ก็ต้องให้มั่นใจว่า ผู้ถือหุ้นไม่ได้โดนปันส่วนให้ได้รับน้อยลง หรือที่เรียกว่า Dilution Effect ในกรณีที่มีการเพิ่มทุนแล้วทำให้ได้ประโยชน์น้อยลง แต่ถ้าเป็นเรื่องการแตกหุ้นหรือแตกพาร์ ก็เป็นเรื่องที่ต่างกันไป เพราะถึงแม้ว่า กำไรต่อหุ้นจะลดน้อยลง แต่ผู้ถือหุ้นได้รับหุ้นมากขึ้นโดยอัตโนมัติ คิดเบ็ดเสร็จแล้ว ก็ได้รับผลประโยชน์เท่าเดิม ส่วนข้อที่สอง การที่ต้องดูเป็นระยะ 5 ปีนั้น ก็เพื่อให้มั่นใจว่า เรากำลังเลือกบริษัทที่มีแผนการขยายธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนในระยะยาวและสม่ำเสมอทั้งในระดับรายได้ และกำไร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;นอกจากนี้ การเลือกหุ้นดี ควรจะหมายถึงการเลือกลงทุนในหุ้นที่มีราคาไม่สูงจนเกินไป เรื่องนี้ ไม่ได้แปลว่า ห้ามซื้อหุ้นราคาเป็นร้อยๆบาทต่อหุ้น แล้วให้ซื้อเฉพาะหุ้นราคาไม่เกินสิบบาทนะครับ แต่แปลว่า ราคาหุ้นเมื่อเทียบกับกำไรแล้วไม่สูงจนเกินไป เช่น ถ้าเราดูที่ค่าพีอีเรโช (P/E : Price-to-earnings Ratio) โดยเฉลี่ยก็ควรจะอยู่ระหว่าง 8-20 เท่า ขึ้นอยู่กับลักษณะอุตสาหกรรม และการเปรียบเทียบกับหุ้นบริษัทอื่นในตลาด ส่วนในเรื่องหุ้นแพงหรือถูกนั้น &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;บางครั้งการกำหนดจังหวะเวลาที่เข้าไปซื้อหุ้นช่วงที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยม&lt;/font&gt; ก็เป็นนิสัยการลงทุนที่มีส่วนสำคัญเหมือนกัน ในหลายๆโอกาส อาจจะมีช่วงเวลาที่หุ้นบางบริษัทหรือบางกลุ่มธุรกิจออกอาการ &amp;ldquo;หุ้นตกอับ&amp;rdquo; คือไม่ค่อยมีคนสนใจ หรือภาวะตลาดอึมครึม หรือวงการนักวิเคราะห์ไม่ได้มองเห็นมูลค่าที่แท้จริง เช่น อาจลืมดูมูลค่าจริงของสินทรัพย์และที่ดินที่บริษัทถืออยู่ หรือในกรณีของบริษัทที่มีบริษัทลูกหรือการลงทุนในโครงการต่างๆ แล้วเกิดมีความเสี่ยง ก็อาจจะคิดมูลค่าโดยเผื่อขาดทุนไว้มากจนเกินไป ก็อาจจะเป็นโอกาสที่เข้าไปซื้อของถูกก่อนใครก็ได้ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;เมื่อเลือกหุ้นได้แล้ว นิสัยที่ควรพึงนึกถึงตลอดเวลา ก็คือ วินัยในการลงทุน หมายความว่า &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ซื้อหุ้นโดยมีแผนการไว้ในใจสำหรับเป้าหมายการลงทุน&lt;/font&gt; และคอยติดตามการลงทุนของเราว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร นิสัยที่ดีในการลงทุนก็เหมือนๆกับการจัดการชีวิต คือ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ จากการทำงานหนัก ศึกษาโดยละเอียด ดูให้รอบคอบ และสิ่งที่จะทำให้การลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าคนอื่น ก็คือ &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;การมีความรู้มากกว่าคนอื่นเพื่อให้สามารถตัดสินใจได้ดีกว่า&lt;/font&gt; ซึ่งในหลายๆกรณีหมายถึง ความสามารถในการตัดสินใจที่ไม่เหมือนคนอื่น เช่น ในกรณีที่เกิดข่าวร้ายในตลาดและทุกคนแห่กันขายหุ้น (Panic Selling) ถ้าคุณตัดสินใจได้ดีกว่า โดยเชื่อจากข้อมูลและการศึกษาว่าเป็นกรณีที่เกิดขึ้นเป็นชั่วคราว และอาการตื่นเต้นมากกว่า เหมือนเป็น Knee Jerk Effect คุณก็อาจจะไม่ขาย แต่ถือไว้แทน หรือขายออกไปก่อนแล้วเข้าไปช้อนซื้อในราคาที่ต่ำกว่าในขณะที่คนอื่นยังไม่กล้ากลับเข้ามาใหม่&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;นิสัยที่สำคัญในการลงทุนอีกประเภทหนึ่ง คือเรื่องของระยะเวลาและกรอบการลงทุน&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt; ถ้ากรอบการลงทุนของคุณเน้นที่ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว คุณอาจจะให้ความสำคัญกับผลตอบแทนด้านเงินปันผลไม่มากนัก&lt;/font&gt; เพราะมีหลายบริษัทที่ช่วงแรกเป็นช่วงของการเติบโต จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากในการขยายธุรกิจ ซึ่งจะทำให้จ่ายเงินปันผลได้ไม่มากนัก (คงไม่ถึงขั้นว่าไม่จ่ายเลย ถ้าบริษัทดำเนินธุรกิจได้ค่อนข้างมั่นคง) และคิดไว้อยู่เสมอว่า อย่านิสัยเสียโดยมีหุ้นในพอร์ตไว้เยอะเกินไป &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ขอเพียงเลือกลงทุนไม่กี่บริษัทที่เชื่อมั่นว่าให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า แล้วเน้นเงินลงทุนไปที่หุ้นเหล่านั้น&lt;/font&gt; เพราะการที่ถือหุ้นจำนวนมากบริษัทเกินไป กลับจะเป็นผลเสีย เพราะไม่สามารถติดตามข้อมูลบริษัทได้อย่างทั่วถึง จำนวนที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ประมาณ 10-12 บริษัทเท่านั้น เพราะถ้าเกินเลยไปถึงมากกว่า 20 บริษัท ก็อาจจะเข้าข่ายจัดการดูแลได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;นอกจากนี้ &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;นิสัยเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการถือหุ้น (Hold Strategy) โดยไม่รีบขาย&lt;/font&gt; โดยควรถือหุ้นที่เลือกลงทุนไว้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นฐานของบริษัท เช่น มีการเปลี่ยนประเภทธุรกิจหลัก หรือ บริษัทเติบโตจนเข้าใกล้จุดอิ่มตัวหรือไม่สามารถจะเติบโตไปพร้อมๆกับเศรษฐกิจที่ขยายตัวอีกต่อไป เป็นต้น แต่อย่ารีบขายหุ้นเพราะหวังเพียงกำไรเล็กๆน้อยๆในช่วงสั้น เพราะการยอมอดทนถือหุ้นเพื่อหวังกำไรก้อนโตในระยะยาว โดยปล่อยให้กำไรจากการลงทุนเพิ่มขึ้น (Let Profit Run) ก็ถือว่าเป็นนิสัยที่ต้องฝึกเหมือนกัน ไม่อย่างนั้น อาจจะดีใจได้ชั่วครู่แล้วก็มาเสียดายในภายหลังที่ไม่เก็บหุ้นนั้นไว้ในพอร์ตต่อไป&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;นิสัยการลงทุนประการสุดท้าย คือ เราควรนึกอยู่เสมอว่า ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ และจริงๆแล้วต้องถือว่าเป็นเรื่องของต้นทุนแบบหนึ่งในการลงทุนเหมือนกัน เพราะการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงและทุกคนไม่เก่งไปเสียทุกครั้งที่เลือกลงทุน แต่&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;การตัดสินใจขายตัดขาดทุนต่างหากเป็นนิสัยที่ต้องฝึกไว้&lt;/font&gt; เพราะการที่รับรู้ความผิดพลาดได้อย่างรวดเร็วและรีบตัดขายออกไปก่อนในช่วงที่ยังขาดทุนไม่มาก จะช่วยยุติความผิดพลาดที่ยืดเยื้อ เพราะหากถือหุ้นนั้นต่อไป ก็อาจจะเกิดการขาดทุนมากจนทำใจตัดขายขาดทุนออกไปไม่ไหว &lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/05/23/33</guid>
			<pubDate>Wed, 23 May 2007 11:22:47 +0700</pubDate>
            <category>/uncategorized/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/kriengchai/uncategorized/2007/05/23/33</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/05/23/33?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>ความหมายที่แท้จริงของข้อแนะนำการลงทุน</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/05/23/31</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot; color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ถ้าอ่านผ่านๆ ก็ดูเหมือนบอกกันตรงๆ เข้าใจง่ายๆ เวลาบอกว่าซื้อ ก็ย่อมแน่นอนครับ ว่า ไม่ได้ชวนให้ขาย แต่ก็เป็นที่น่าสงสัยว่า แล้วพอซื้อไปแล้ว จะให้ขายเมื่อไหร่ หวังสั้นหรือยาว นอกจากนี้แล้ว คำถามก็คือ การลงทุนในหุ้นบางตัวดูมีความเสี่ยงมากกว่าหุ้นบางตัว แล้วจะเลือกลงทุนตามคำแนะนำได้อย่างไร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot; color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ข้อแนะนำที่ใช้ในรายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ ถึงแม้ว่าจะเป็นคำเดียวกัน แต่ในรายละเอียดแล้ว มีความหมายและความนัยที่แตกต่างกัน ก่อนจะเชื่อตามโบรกเกอร์แห่งไหน ก็อย่าลืมดูก่อนนะครับ ว่า คำแนะนำนั้น จริงๆแล้วแปลว่าอะไร แล้วยิ่งถ้าอ่านเข้าไปในรายละเอียดของรายงานวิเคราะห์ก็จะดูลึกเข้าไปอีกว่า ที่นักวิเคราะห์แนะนำอย่างนั้น มีเหตุผลอะไร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;เวลาเราจะลงทุนซื้อหุ้นตัวไหน หรือตัดสินใจขายตัวไหน เรามักจะอาศัยคำแนะนำจากโบรกเกอร์ ซึ่งมาจากทีมวิจัย หรือวิเคราะห์หลักทรัพย์ มาประกอบการตัดสินใจ แต่จริงๆแล้ว คุณๆทราบความหมายที่แท้จริงของคำแนะนำหรือเปล่า ว่าเวลาที่โบรกเกอร์หรือนักวิเคราะห์บอกให้ซื้อ ถือ หรือขายนั้น แปลว่าอะไร แล้วแถมยังมีว่า ให้เพิ่มน้ำหนัก ลดน้ำหนักอีก ทำให้ชวนสับสนเข้าไปเสียอีก ซึ่งในหลายๆครั้ง คำแนะนำก็เป็นภาษาอังกฤษเสียด้วย ถ้าอ่านผ่านๆ ก็ดูเหมือนบอกกันตรงๆ เข้าใจง่ายๆ เวลาบอกว่าซื้อ ก็ย่อมแน่นอนครับ ว่า ไม่ได้ชวนให้ขาย แต่ก็เป็นที่น่าสงสัยว่า แล้วพอซื้อไปแล้ว จะให้ขายเมื่อไหร่ หวังสั้นหรือยาว นอกจากนี้แล้ว คำถามก็คือ การลงทุนในหุ้นบางตัวดูมีความเสี่ยงมากกว่าหุ้นบางตัว แล้วจะเลือกลงทุนตามคำแนะนำได้อย่างไร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;คำเฉลยอยู่ตรงนี้ครับ เวลาอ่านรายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์นั้น ขอให้พลิกไปดูหน้าท้ายๆ หรือไม่ก็ที่ปกด้านใน โบรกเกอร์เค๊ามักจะมีคำอธิบายไว้ให้เรียบร้อยแล้วว่า ที่บอกแนะนำไว้แต่ละอย่าง หมายความว่าอย่างไร ซึ่งตรงนี้ ผมก็ขอยกตัวอย่างที่รวบรวมมาจาก&amp;nbsp; โบรกเกอร์ชั้นนำระดับโลก มาดูกันสัก 2-3 แห่งครับ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#006600&quot;&gt;รายแรกเป็นโบรกเกอร์สัญชาติอังกฤษเดิม แล้วมาเปลี่ยนเป็นเนเธอร์แลนด์ และออสเตรเลียในภายหลัง ที่นี่ เค๊าแนะนำเวลาให้ซื้อว่า Outperform คือเชื่อว่า ถ้าซื้อหุ้นตัวนี้แล้ว หวังว่าจะได้กำไรมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับ&amp;nbsp; Benchmark คือตัวเทียบซึ่งเปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้รับจากการฝากเงินในตลาดสหรัฐฯ (US Cash Return)&lt;/font&gt; ซึ่งก็ต้องยอมรับหละครับว่า นักลงทุนสถาบันรายใหญ่มักจะเป็นสหรัฐฯ หรือไม่ก็มองผลตอบแทนทียบกับการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงในสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ ถ้าแนะนำแค่กลางๆ ก็เรียกว่า Neutral คือ ถือไว้ก็ได้ แต่อย่าหวังมาก แค่อยู่ในช่วงได้กำไรไม่เกิน 10% เมื่อเทียบกับ Benchmark&amp;nbsp; ส่วนที่เรียกว่า Underperform ซึ่งเป็นศัพท์สุภาพ แทนการแนะนำขาย แต่แปลแล้วเหมือนๆกัน คือ คาดว่าจะได้ผลตอบแทนน้อยกว่า 10% ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะถือไปทำไม &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;นอกจากนี้ ยังมีระบุไว้ชัดเจนว่า คำแนะนำนี้ ใช้สำหรับระยะเวลาการลงทุนประมาณ 12 เดือน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคำอธิบายเพิ่มเติม อีกว่า ที่บอกไว้เมื่อกี้นี้ เป็นเรื่องของผลตอบแทน แต่ก็มีความเสี่ยงตามมาด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เราก็ไปดูกันที่ความผันผวนของราคาหุ้นนั้นๆ (Volatility) โดยได้ให้คำจำกัดความว่า ระดับความเสี่ยงสูงมาก (Very High to Highest Risk) หมายถึง หุ้นที่ต้องเตรียมตัวว่า ราคาอาจจะวิ่งขึ้นลงได้ 60-100% คือ ขึ้นลงได้เท่าตัว ภายในระยะเวลาหนึ่งปี ซึ่งนักลงทุนจะต้องเผื่อใจไว้ว่า หุ้นตัวนี้จะต้องเป็นหุ้นเก็งกำไรเสียมาก ส่วนระดับความเสี่ยงสูง (High Risk) หมายถึง หุ้นที่ราคาหวือหวาพอสมควร อาจเปลี่ยนแปลงได้ 40-60% หรือมากกว่า ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นหุ้นที่เก็งกำไรระดับหนึ่งเหมือนกัน และที่ลดหลั่นกันลงมา ก็เป็นระดับความเสี่ยงปานกลาง (Medium Risk = 30-40%) ระดับความเสี่ยงต่ำถึงกลาง (Low-medium = 25-30%) และระดับต่ำ (Low = 15-25%) เพราะฉะนั้น เวลาที่โบรกเกอร์แห่งนี้ ออกรายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ ในคำแนะนำ ก็จะบอกไว้เลยว่า เป็นการแนะนำว่าหุ้นตัวนี้ Outperform, Neutral หรือว่า Underperform พร้อมกับกำกับระดับความเสี่ยงไว้ให้ด้วย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;โบรกเกอร์อีกแห่งหนึ่ง ที่เป็นลูกของธนาคารยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ก็มีแนวคล้ายๆ กัน แต่ไม่เหมือนซะทีเดียว เพราะซอยออกมาเป็นหลายระดับมากกว่า คือ บอกว่า คำแนะนำ ซื้อ (BUY) หมายความว่า เชื่อว่าหุ้นตัวนี้ จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดที่หุ้นตัวนั้นอยู่ (ในกรณีของไทย ก็คือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั่นเอง) มากกว่า 10% ถ้าคาดว่าผลตอบแทนต่ำกว่า คือ 0-10% ก็กลายเป็นแนะนำ Outperform ถ้าต่ำกว่าตลาด 0-10% ก็แนะนำว่า Underperform และถ้าเห็นว่าจะต่ำกว่า 10% ก็คือคำแนะนำให้ ขาย (SELL) ซึ่งทั้งหมดนี้ ดูกันที่ระยะเวลา 12 เดือน โดยมีวงเล็บด้วยว่า ผลตอบแทนนี้ รวมถึงเงินปันผลที่ได้รับด้วย &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#990000&quot;&gt;คราวนี้ มาดูทางด้านโบรกเกอร์ยักษ์ใหญ่อเมริกันบ้าง รายนี้บอกว่า หุ้นดี คือ Outperform&lt;/font&gt; ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนเกินกว่าตัวเทียบ คือ อุตสาหกรรมเดียวกันของบริษัทนั้น อย่างต่ำ 10-15% ในระยะเวลา 12 เดือน ส่วน Neutral หมายถึง ค่อนข้างใกล้เคียงกับระดับอุตสาหกรรม คือแตกต่างไม่เกิน 10% และ Underperform หมายถึงต่ำกว่าอุตสาหกรรม 10-15% แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในกรณีของตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วเท่านั้น ถึงจะเปรียบเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่เรียกว่า Industry Universe เพราะว่าอุตสาหกรรมในประเทศเหล่านั้นมีขนาดใหญ่ และบริษัทส่วนใหญ่ก็อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่สำหรับตลาดเล็กๆ อย่างเอเชียแปซิฟิก หรือลาตินอเมริกา และรวมถึงตลาดเกิดใหม่อื่นๆ (Emerging Markets) นั้น จะใช้เปรียบเทียบกับดัชนีของตลาดประเทศนั้นๆ นอกจากนี้ เนื่องจากว่า โบรกเกอร์แห่งนี้ อิงคำแนะนำเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม เลยยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมด้วยว่า คำแนะนำให้เพิ่มน้ำหนัก (Overweight) หมายความว่า ธุรกิจอุตสาหกรรมนั้น จะรุ่งกว่าทั่วๆไป ในขณะที่ Neutral คือเท่าๆกัน และ Underweight คือ ลดน้ำหนักการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนั้น หรือประเทศนั้น เพราะผลตอบแทนคาดว่าจะต่ำกว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยรวม ซึ่งส่วนใหญ่ก็เทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก เช่น ดัชนีของเอ็มเอสซีไอ (MSCI Index) เป็นต้น&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ตัวอย่างสุดท้าย เป็นโบรกเกอร์ไทยชั้นคุณภาพ ที่อิงระบบอเมริกัน แต่เจ้านี้ ต้องอ่านคำอธิบายดีๆเลยครับ เพราะมีสูตรแตกต่างไปจากคนอื่น คือ คำแนะนำประกอบด้วยโค๊ดสามตัว ตัวแรกเป็นเรื่องความเสี่ยง (Volatility Risk Ratings) ตัวที่สองเป็นเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุน (Investment Ratings) และตัวที่สามเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล (Income Ratings) โดยในเรื่องของความเสี่ยง ก็ดูจากความหวือหวาของราคาหุ้น ระดับ A ก็ต่ำหน่อย B ระดับปานกลาง และ C ระดับเสี่ยงสูง ส่วนในเรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุน ถ้าเป็นเลข 1 คือแนะนำซื้อ ซึ่งประมาณว่า 10% เป็นอย่างน้อย สำหรับหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ และ มากกว่า 20% ถ้าเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง ถ้าเป็นเลข 2 แปลว่าแนะนำให้ถือ หรือกลางๆ ถ้าเป็นเลข 3 แปลว่าขาย คือเชื่อว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลง ส่วนโค๊ดตัวสุดท้าย เรื่องเงินปันผล ถ้าเป็นเลข 7 แปลว่า คาดว่าเงินปันผลค่อนข้างแน่นอน น่าจะได้รับในอัตราเท่าเดิมหรือมากกว่า แต่ถ้าเป็นเลข 8 คือคาดว่าจะไม่มีเงินปันผล&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;เพราะฉะนั้น ถ้าไปอ่านรายงานวิจัยของสำนักนี้ แล้วเจอโค๊ด C-1-7 ก็หมายความว่า เป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง (ในกรณีของประเทศไทย เข้าใจว่าเข้าข่าย ความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก) แต่น่าจะดี ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้น และมีเงินปันผลอุ่นใจเสมอ หรือแปลง่ายๆ คือ ซื้อนั่นเอง แต่ระวังหน่อย &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#990000&quot;&gt;จะเห็นได้ว่า ข้อแนะนำที่ใช้ในรายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ ถึงแม้ว่าจะเป็นคำเดียวกัน แต่ในรายละเอียดแล้ว มีความหมายและความนัยที่แตกต่างกัน ก่อนจะเชื่อตามโบรกเกอร์แห่งไหน ก็อย่าลืมดูก่อนนะครับ ว่า คำแนะนำนั้น จริงๆแล้วแปลว่าอะไร&lt;/font&gt; แล้วยิ่งถ้าอ่านเข้าไปในรายละเอียดของรายงานวิเคราะห์ก็จะดูลึกเข้าไปอีกว่า ที่นักวิเคราะห์แนะนำอย่างนั้น มีเหตุผลอะไร เพราะอย่าลืมวัตถุประสงค์ของการลงทุน ก็คือ เพื่อหวังกำไร ให้ได้ผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุน ดังนั้น ในบางครั้ง นักวิเคราะห์ก็แนะนำซื้อ เพราะว่าหุ้นราคาถูกมากๆ ทำให้มีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นมาให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตลาดโดยรวม หรือลงทุนในหุ้นตัวอื่นๆ และเวลานักวิเคราะห์แนะนำให้ขาย ก็ไม่ได้แปลว่า บริษัทนั้นไม่ดีเสมอไป แต่อาจจะแปลได้ว่า ยังคงเป็นบริษัทที่ดี และราคาหุ้นอาจจะแพงมากเกินไป เลยเชื่อว่า ในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ราคาหุ้นคงวิ่งไปไม่ไกลอีกเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการลงทุนอื่นๆ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;strong&gt;หมายเหตุ :&lt;/strong&gt; ตัวอย่างอ้างอิงจาก รายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ของ Macquarie, CLSA Asia-Pacific, CSFB, และ Phatra&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/05/23/31</guid>
			<pubDate>Wed, 23 May 2007 11:02:47 +0700</pubDate>
            <category>/uncategorized/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/kriengchai/uncategorized/2007/05/23/31</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/05/23/31?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>ลงทุนช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/05/23/30</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot; color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ยิ่งระยะเวลาของตราสารหนี้ยิ่งสั้นก็มีความเสี่ยงน้อยลง เนื่องจากเราสามารถเปลี่ยนไปลงทุนใหม่ตามอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นได้เร็วๆ หรือถ้าจะมองอีกมุมหนึ่ง ก็เหมือนกับว่าเราลอยตัวไปอัตราดอกเบี้ยแทนที่จะไปติดกับอัตราดอกเบี้ยเดิมเป็นเวลานานๆ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนสภาพมาเป็นช่วงขาขึ้น และดูเหมือนว่าจะขี้นไปเรื่อยๆ อีกระยะหนึ่งอย่างนี้ ก็ย่อมจะมีทั้งผลประโยชน์ (สำหรับคนที่มีเงินเหลือ) และเป็นแรงกดดัน (สำหรับคนที่มีต้องกู้ยืม) ซึ่งต่างจากช่วงที่ผ่านมาที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาลงนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจ และเพิ่งมาเริ่มเงยหัวขึ้นเร็วๆนี้ โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ เพราะนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ยังเชื่อว่า อัตราดอกเบี้ยของไทยยังคงจะต้องขึ้นต่อไปอีก เพราะสภาวะทางเศรษฐกิจของไทยที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ซี่งมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งต้องควบคุมภาวะเงินเฟ้อด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ ภาวะดอกเบี้ยของเราก็ยังผูกพันกับการขึ้นดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกา และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งในปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยของเรายังคงไล่ตามไม่ทัน เลยทำให้หลายคนเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยยังต้องขึ้นอีก สำหรับนักลงทุนอย่างเราๆท่านๆ ก็ย่อมจะต้องระวังและหาประโยชน์สูงสุดจากช่วงนี้ โดยศึกษาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในการลงทุนในประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน หุ้น กองทุน และตราสารหนี้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color=&quot;#006600&quot;&gt;ในประเภทแรก คือการลงทุนในหุ้น&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; เมื่ออัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวสูงขึ้น ถ้าบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่มีการกู้ยืม ก็จะมีต้นทุนทางการเงิน คือ ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ก็จะมีผลให้กำไรลดน้อยลง ดังนั้น ในช่วงนี้ เราถึงได้เห็นบริษัทที่มีแผนการใช้เงินเพื่อการลงทุนหันมาระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้กันเต็มไปหมด เพราะทุกคนก็รู้ว่าอัตราดอกเบี้ยกำลังปรับตัวขึ้น ในเมื่อมีแผนใช้เงินที่แน่นอนก็ต้องรีบหาเงินที่มีต้นทุนที่ยังพอรับได้ ณ ขณะนี้ไว้ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยจะขึ้นสูงกว่านี้ ก็ถือว่าเป็นการล๊อคต้นทุนเงินในระยะยาวไว้ก่อน ในทางกลับกัน บริษัทที่มีสถานะเงินสดเหลือ ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน ก็จะได้รับประโยชน์ คือ รายได้ดอกเบี้ยรับ เพิ่มสูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นก็ลองไปดูถามโบรกเกอร์ว่าบริษัทไหนที่มีสถานะเป็น Net Cash Position ก็จะรับประโยชน์ในเรื่องนี้ ส่วนหุ้นกลุ่มสุดท้ายที่ต้องจับตาดูก็คือ กลุ่มสถาบันการเงิน เพราะหุ้นกลุ่มนี้ ถ้าสามารถบริหารต้นทุนทางการเงินได้ดี ล็อคต้นทุนเงินที่จะปล่อยกู้ไว้ได้ที่ระดับต่ำ (อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ให้แก่ผู้ฝากเงิน) แล้วไปปล่อยกู้ตามอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น&amp;nbsp; ก็จะสามารถได้กำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Interest rate spread) ที่กว้างขึ้นได้&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ลงทุนเอง พออัตราดอกเบี้ยขึ้น พวกนักเก็งกำไรที่กู้ยืมมาเล่นในบัญชีมาร์จิ้น ก็ย่อมจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น หรือ นักลงทุนก็มีทางเลือกที่จะไปลงทุนประเภทอื่นที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า แต่ก็ได้ผลตอบแทนดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าไม่คุ้มก็จะไม่ค่อยอยากเข้าไปลงทุน หรือตัดสินใจขายหุ้นออกไปเสีย แทนที่จะแบกต้นทุนดอกเบี้ย ตามทฤษฏี หุ้นก็เลยมักจะตก เมื่อดอกเบี้ยขยันขึ้นเหลือเกิน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color=&quot;#006600&quot;&gt;ประเภทที่สอง สำหรับคุณๆ ที่ลงทุนในบรรดากองทุนต่างๆ&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; ก็ย่อมจะได้รับผลกระทบในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นเหมือนกัน ถ้าเป็นกองทุนหุ้น ก็จะต้องดูเหมือนๆกับผลที่จะเกิดกับการลงทุนในหุ้นโดยตรง แต่ถ้าเป็นกองทุนที่มีการลงทุนในตราสารหนี้ หรือเงินฝากด้วย ไม่ว่าจะเป็นกองทุนแบบผสม หรือ กองทุนตราสารหนี้ หรือจำพวก Money Market ก็จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะกลายเป็นว่า ตราสารหนี้ที่กองทุนถืออยู่อาจจะด้อยค่าลง ถ้าบริหารจัดการไม่ดี (เพราะดอกเบี้ยใหม่ในตลาดสูงกว่า ที่ระดับความเสี่ยงเท่าๆกัน) ซึ่งอาจมีผลให้ราคาตลาดที่ซื้อขายกันของตราสารหนี้ลดลง ตรงนี้ กองทุนซึ่งต้องคำนวณมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net Asset Value &amp;ndash; NAV) ทุกวัน ก็ต้องมีการ Mark to market คือคิดมูลค่าของกองทุนตามราคาตลาด ซึ่งถ้าดอกเบี้ยขึ้นเยอะๆ แต่ในพอร์ตมีแต่ทรัพย์สินที่มีดอกเบี้ยเก่าที่ต่ำกว่า กองทุนก็จะต้อง Mark down คือต้องปรับลดลง เหมือนกับขาดทุนนั่นเอง &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ก็เข้าใจปัญหานี้ดี และเชื่อว่ามีผู้ลงทุนไม่น้อยที่ไม่ได้สนใจเรื่องราคาตลาด แต่อยากลงทุนเพราะอยากได้ผู้จัดการกองทุนช่วยเลือกลงทุนให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่น่าพอใจ แล้วก็ถือไปจนครบอายุในลักษณะคล้ายๆกับการฝากเงินประจำ เพราะฉะนั้น ช่วงนี้ เราจึงได้เห็นกองทุนจำนวนพอสมควรที่ออกมาเป็นลักษณะกองทุนปิด คือไม่สนใจราคาตลาดที่เปลี่ยนแปลง เน้นแต่เพียงอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับเท่านั้น ส่วนที่ว่ากองทุนนั้นจะไปลงทุนประเภทไหน ก็มีให้เลือกไม่ว่าจะเป็นเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลให้เซฟสุดๆ หรือผสมกับหุ้นกู้ของบริษัท ฯลฯ นอกจากนี้ กองทุนเหล่านี้ก็จะเน้นการลงทุนในช่วงระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น คือ ประมาณหกเดือนถึงหนึ่งปี ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยนั่นเอง เพราะยิ่งระยะเวลาของตราสารหนี้ยิ่งสั้นก็มีความเสี่ยงน้อยลง เนื่องจากเราสามารถเปลี่ยนไปลงทุนใหม่ตามอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นได้เร็วๆ หรือถ้าจะมองอีกมุมหนึ่ง ก็เหมือนกับว่าเราลอยตัวไปอัตราดอกเบี้ยแทนที่จะไปติดกับอัตราดอกเบี้ยเดิมเป็นเวลานานๆ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color=&quot;#006600&quot;&gt;ในด้านการลงทุนประเภทที่สาม คือ การลงทุนในตราสารหนี้&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; จำพวกหุ้นกู้ พันธบัตร ตั๋วเงิน ฯลฯ เรื่องที่นักลงทุนมักจะให้ความสำคัญก็คือ ความเสี่ยงที่คนที่กู้เงินเราไปแล้วไม่มีปัญญาจ่ายดอกเบี้ย หรือเงินต้น คืนให้กับผู้ให้กู้ ซึ่งก็คือผู้ลงทุนนั่นเอง โดยเฉพาะในช่วงที่ดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น ถ้าขึ้นไปมากๆ ท่านที่มีหุ้นกู้ของบริษัทที่มีเครดิตไม่ค่อยดี (ซึ่งเวลาออกหุ้นกู้ หรือขอเงินคนอื่นมาใช้ ก็จะต้องเสนอเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าคนอื่น) ก็อาจจะหนาวๆร้อนๆ ว่าจะมีบริษัทจะมีเงินมาจ่ายภาระดอกเบี้ยหรือไม่ หรือเมื่อครบกำหนดจะมีเงินมาใช้หรือเปล่า &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ถ้าเราไปดูเรื่องของผลตอบแทนในการลงทุนในตราสารหนี้ ก็จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่าบริษัทยังอยู่ในสถานะที่มั่นคง แต่พออัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น ก็จะทำให้หุ้นกู้ที่เราถืออยู่มีคุณค่าน้อยลง เช่น ตอนที่เข้าไปซื้อหุ้นกู้เมื่อต้นปี ได้รับอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี แต่ตอนนี้ ถ้าไปซื้อหุ้นกู้ที่ออกใหม่ อาจจะได้รับอัตราดอกเบี้ย 4.5% ต่อปี ซึ่งถ้าเกิดคุณเอาหุ้นกู้ที่มีอยู่ไปขายก่อนครบกำหนด คนซื้อก็ย่อมต้องการอัตราดอกเบี้ย 4.5% ซึ่งก็แปลว่าคุณต้องขายลดราคา หรือราคาหุ้นกู้จะปรับตัวลดลงนั่นเอง ตรงนี้ มีข้อยกเว้นนิดนึงนะครับว่า ถ้าคุณแฮปปี้กับอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับในหุ้นกู้หรือพันธบัตรที่ลงทุนไปแล้วถือไว้จนครบกำหนด ก็ไม่มีอะไรเสียหาย ในเรื่องขาดทุนที่ว่า อย่างไรก็ตาม คุณอาจจะพลาดโอกาสในการไปลงทุนใหม่ๆที่ให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าได้ (เรียกว่า Reinvestment หรือ Interest on Interest) ก็เหมือนๆกับ การไปฝากเงินประจำช่วงยาวๆแหละครับ พอผ่านไปช่วงหนึ่งปรากฎว่า ดอกเบี้ยเงินฝากช่วงสั้นๆ เกิดเพิ่มขี้นมาจนไล่ทัน หรือแซงไป ก็จะรู้สึกเสียดายและเสียใจที่ไม่สามารถย้ายเงินไปฝากในที่ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า หรือไม่มีข้อบังคับให้ฝากเงินนานๆจนขาดความคล่องตัว เพราะฉะนั้น ได้ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างนี้ ก่อนลงทุนก็ควรจะมั่นใจว่าดอกเบี้ยที่ได้รับ ได้อัตราที่สูงมากๆจนของใหม่ไล่ไม่ทัน หรือที่ได้รับสบายใจแล้ว ไม่ว่าข่างนอกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็สบายใจพอเพียงกับที่ได้รับอยู่และไม่มีปัญหาว่าอาจจะต้องขายก่อนครับกำหนด&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/05/23/30</guid>
			<pubDate>Wed, 23 May 2007 10:51:26 +0700</pubDate>
            <category>/uncategorized/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/kriengchai/uncategorized/2007/05/23/30</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/05/23/30?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title> ข้อได้เปรียบของนักลงทุนรายย่อย</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/05/17/29</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot; color=&quot;#0000ff&quot;&gt;นักลงทุนรายย่อย ก็มีข้อได้เปรียบที่สำคัญอยู่เหมือนกัน เพราะถึงแม้ว่า จะไม่มี &amp;ldquo;ทรัพยากร&amp;rdquo; ไม่ว่าจะเป็นทีมงานผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์ เหมือนอย่างนักลงทุนสถาบัน แต่ก็มีโอกาสที่จะได้กำไรจากการลงทุนในแบบที่นักลงทุนสถาบันไม่สามารถหาได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot; color=&quot;#0000ff&quot;&gt;นักลงทุนรายย่อยไม่โดนกดดันในเรื่องนโยบายการลงทุน อยากลงอะไรที่เสี่ยงน้อยๆ ก็ได้ รอผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินจริงๆ ไม่ได้ดูแค่ว่าทำดีกว่าดัชนีก็พอ เพราะเราคงไม่แฮปปี้ เพียงแค่เราขาดทุนน้อยกว่าคนอื่น เพราะที่เราอยากได้คือ กำไรต่างหาก คือ เรามองกันที่ผลตอบแทนจริง (Absolute Returns) ไม่ใช่ผลตอบแทนเปรียบเทียบ (Relative Returns)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;นักลงทุนรายย่อยที่ผมเขียนถึงนี่ ไม่ได้หมายถึงพวกเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ แต่จริงๆ อยากจะเรียกว่า นักลงทุนรายบุคคล น่าจะเป็นคำที่เหมาะสมกว่า เพราะจริงๆแล้ว หมายถึง นักลงทุนที่ไม่ใช่นักลงทุนสถาบันนั่นเอง ซึ่งเข้ามาลงทุนโดยไม่ต้องมีกฏเกณฑ์ ระเบียบอะไรเข้ามาควบคุมพฤติกรรมการลงทุนมากมาย ตรงนี้แหละครับ ที่ทำให้เกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบ ระหว่างนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน ในแง่หนึ่งนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนประเภทต่างๆ (ในประเทศนักลงทุนสถาบันที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ก็คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ) หรือพอร์ตของบริษัท เช่น บริษัทประกันชีวิต ธนาคาร เป็นต้น ก็มีข้อได้เปรียบอยู่ไม่น้อย เพราะมีอำนาจต่อรองมากกว่า คงจำได้ว่า ในสมัยที่เรามีการเปิดเสรีค่าคอมฯในการซื้อขายหุ้น นักลงทุนสถาบันหรือบรรดากองทุนสามารถที่จะเจรจาต่อรองกับโบรกเกอร์ ไม่ใช่เพียงแค่บริการเท่านั้น แต่รวมไปถึงราคาค่าบริการ คือ ค่าคอมฯด้วย ที่จะได้ถูกกว่ารายย่อยทั่วๆไป &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;สำหรับในสมัยนี้ สิ่งที่นักลงทุนสถาบันสามารถเรียกร้องได้จากโบรกเกอร์ เป็นกรณีพิเศษ ก็เห็นจะเป็นเรื่องการบริการ ในเรื่องแรก คือ งานวิจัยวิเคราะห์ ทั้งภาพเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและบริษัท ที่สถาบันสามารถให้โบรกเกอร์นำเสนอข้อมูลได้อย่างเต็มที่&lt;/font&gt; และที่สำคัญ ได้จากหลายแหล่งด้วย เพราะการที่เป็นสถาบันหรือกองทุน ทำให้มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะเปิดบัญชีกับหลายโบรกเกอร์ และฟังความเห็นและข้อมูลวิจัย ได้จากหลายๆแหล่ง นอกจากนี้ นักลงทุนสถาบันยังมีโอกาสที่จะเข้าถึงตัวบริษัทได้โดยตรงอีกด้วย เพราะพอเป็นนักลงทุนสถาบัน ก็มีโอกาสที่จะได้ขอเข้าพบบริษัทที่ตัวเองถือหุ้นได้มากขึ้น (Company Visit) โดยผ่านการช่วยนัดหมายหรือจัดการของโบรกเกอร์ &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;นอกจากนี้ ในอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ นักลงทุนสถาบัน สามารถที่จะให้โบรกเกอร์บริการเป็นพิเศษในเรื่องของการซื้อขายหุ้น&lt;/font&gt; เพราะถ้าเป็นพวกผู้จัดการกองทุน ก็มักจะมีกองทุนที่อยู่ภายใต้การบริหารอยู่หลายกอง เวลาซื้อหรือขายหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ก็เอายอดมารวมกัน แล้วก็สั่งทีเดียวคราวละมากๆ พอสิ้นวัน แล้วค่อยมากระจายแบ่งกันอีกที ซึ่งตรงนี้เอง ทำให้นักลงทุนสถาบันสามารถมีวิธีการส่งคำสั่งที่พิเศษไปกว่าปกติได้ เช่น แทนที่จะสั่งให้ซื้อหุ้นในราคาเท่าไหร่เป็นจำนวนเฉพาะ ก็ฝากให้โบรกเกอร์ช่วยซื้อให้ในราคาที่เหมาะสม ด้วยความระมัดระวัง ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Careful Discretion (CD) ซึ่งก็แปลว่า โบรกเกอร์จะมีดีลเลอร์ ( Dealer) หรือ เซลส์เทรดเดอร์ (Sales Trader) เป็นคนเคาะหุ้นซื้อขายให้ โดยเทียบเคียงกับปริมาณการซื้อขายของหุ้นตัวนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าไปไล่ซื้อจนเสียราคา ในขณะเดียวกัน ราคาหุ้นก็อยู่ในระดับเดียวกับราคาตลาดที่ซื้อขายในช่วงที่ผ่านมา โดยในบางครั้ง กองทุนอาจให้คำสั่งโบรกเกอร์คอยซื้อขายหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเป็นเวลาหลายๆวัน เพื่อที่จะได้ไม่เสียราคาอีกด้วย หรือ กองทุนก็อาจจะให้โบรกเกอร์ช่วยหาหุ้นในจำนวนมากโดยผ่านการเทรดบิ๊กล๊อต เพื่อจะได้ไม่ต้องไปยุ่งกับการเสนอซื้อเสนอขาย ตั้งบิด (Bid) วางออฟเฟอร์ (Offer) ในกระดานให้เสียเวลา หรือในอีกตัวอย่างหนึ่ง กองทุนก็อาจจะให้โบรกเกอร์คอยช่วยเป็นหูเป็นตาในการคอยดูราคาหุ้นที่จะซื้อหรือขาย โดยให้คำสั่งเป็นการซื้อที่มีราคาขั้นสูง หรือขายที่มีราคาขั้นต่ำ เช่น ถ้าราคาเกินเท่านั้นเท่านี้ ก็ให้ขายหุ้นออกไป โดยควบคุมปริมาณด้วย ไม่ให้เกินครึ่งหนึ่งของที่คนอื่นเค๊าซื้อๆขายๆกันอยู่ ซึ่งเรียกว่า Limit or better นั่นเอง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;อ่านมาถึงตรงนี้ คุณๆ คงเริ่มนึกว่า จริงๆ การลงทุนผ่านกองทุน ก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกัน อย่างที่ขึ้นเป็นหัวเรื่องไว้ว่า นักลงทุนรายย่อย ก็มีข้อได้เปรียบที่สำคัญอยู่เหมือนกัน เพราะถึงแม้ว่า จะไม่มี &amp;ldquo;ทรัพยากร&amp;rdquo; ไม่ว่าจะเป็นทีมงานผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์ เหมือนอย่างนักลงทุนสถาบัน แต่ก็มีโอกาสที่จะได้กำไรจากการลงทุนในแบบที่นักลงทุนสถาบันไม่สามารถหาได้ เพราะว่า นักลงทุนรายย่อยสามารถที่จะเข้าไปลงทุนในหุ้นอะไรก็ได้ โดยไม่มีข้อจำกัดมากเหมือนกับสถาบันหรือกองทุน ไม่ต้องกังวล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color=&quot;#990000&quot;&gt;&lt;strong&gt;ข้อแรก ก็คือ เรื่องของสภาพคล่องและขนาดของบริษัท&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt; เราสามารถเข้าไปลงทุนในหุ้นที่เราคิดว่าดี โดยปราศกฎเกณฑ์หรือปัญหาที่ว่าซื้อหุ้นที่ดี แต่ไม่มีสภาพคล่องมาได้ในจำนวนน้อยเกินไป ลองนึกดูสิครับว่า สมมติว่าเราไปวิเคราะห์เจอบริษัทขนาดเล็ก ที่มีฐานะดี แต่น่าเสียดายที่ไม่ค่อยมีสภาพคล่อง ราคาก็เลยค่อนต่ำ ถ้าเป็นนักลงทุนสถาบันก็คงปล่อยผ่านไป เพราะได้ไม่คุ้มเสีย ที่จะมาซื้อหุ้นตัวนี้เข้าพอร์ต ที่จะต้องค่อยๆเก็บ แล้วมามีปัญหาภายหลัง ตอนขายออกก็ทำได้ยาก เพราะไซส์ใหญ่ ตรงนี้เป็นข้อได้เปรียบของนักลงทุนรายย่อยทีเดียว เพราะส่วนใหญ่ที่เราเห็น หุ้นขนาดใหญ่ ปริมาณซื้อขายสูง ก็มักจะไม่ค่อยถูก (ถูกในที่นี้ หมายถึงเมื่อคำนวณถึงมูลค่าและปัจจัยพื้นฐานนะครับ ไม่ใช่ราคาน้อย)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color=&quot;#990000&quot;&gt;ข้อที่สอง นักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนนานเท่าไหร่ก็ได้ ไม่มีข้อจำกัด&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; เรื่องเวลาถ้าหุ้นดีจริง ถึงแม้ในช่วงสั้นจะยังไม่ค่อยขึ้น แต่ก็รอคอยได้ ในทางกลับกัน ถึงแม้ว่า กองทุนหรือสถาบันจะสามารถมีนโยบายในการลงทุนระยะยาว และสามารถถือหุ้นได้นานๆ ยาวๆ เหมือนเราก็ตาม แต่การรายงานผลการดำเนินงานของกองทุนจะต้องทำสม่ำเสมอ ในการรายงานทางการเงินที่เป็นทางการจะต้องจัดทำทุกๆ 3 เดือน คือ รายไตรมาส เพราะฉะนั้น ก็หนีไม่พ้น ที่จะต้องถูกขีดกรอบ ที่จะต้องดูดีพอสมควรเป็นระยะๆ ซึ่งอาจจะทำให้ต้องนึกถึงผลตอบแทนในระยะสั้นผสมปนเปกันไป แทนที่จะนึกถึงกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยแบบนักลงทุนรายย่อย&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color=&quot;#990000&quot;&gt;ข้อที่สาม นักลงทุนรายย่อยไม่จำเป็นที่จะต้องเห่อตามกระแส&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; เพื่อให้ทันโลกทันเหตุการณ์เพราะกลัวว่าจะตกรถ เวลาหุ้นขาขึ้น หรือต้องทำตัวให้แอ็คทีฟ ด้วยการซื้อขายหุ้นบ่อยๆ ซึ่งนับเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับนักลงทุนสถาบัน เพราะนักลงทุนสถาบันจำเป็นต้องลงทุนในลักษณะที่เคลื่อนไหว คล่องตัว และถูกเปรียบเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือตัววัดอื่นๆตลอดเวลา ซึ่งทำให้กองทุนจะต้องถือหุ้นบางตัวด้วยความจำเป็นเพราะมีขนาดใหญ่และถ่วงน้ำหนักมากในการคำนวณดัชนีฯ นอกจากนี้ ถ้าเกิดมีหุ้นกลุ่มไหนฮอตขึ้นมา ก็จำเป็นต้องซื้อหรือมีหุ้นพวกนั้นไว้ในพอร์ตตามกระแส คุณๆคงจำได้ ในประเทศสหรัฐฯ ช่วงแถวๆปี ค.ศ.2000 ที่เกิดการบูมในหุ้นตลาดแนสแดก โดยเฉพาะพวกหุ้นไฮเทคทั้งหลาย ทำให้ราคาหุ้นพวกนี้ขึ้นไปสูงมาก ทำให้ใครๆ ก็อดที่จะมีหุ้นพวกนี้ไว้ในพอร์ตไม่ได้ และถ้ากองทุนไหนไม่มีก็จะทำให้พอร์ตและ ผลตัวเลขอัตราผลตอบแทน (ที่เป็นตัวเลข แต่ยังไม่ได้ขายทำกำไรจริง) ดูไม่ดี แพ้กองทุนอื่นหรือแพ้ดัชนีอ้างอิง คือ &amp;ldquo;Underperform&amp;rdquo; นั่นเอง แล้วพอโรคเห่อหุ้นพวกนี้ซาลงไป พวกนักลงทุนสถาบันและลูกค้าของกองทุนก็เจ็บตัวไปตามๆกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กองทุนหลายๆกองก็คงไม่ค่อยอยากซื้อหุ้นพวกนี้ ตอนแพงมากๆหรอก แต่อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่มีไม่ได้นั่นเอง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#990000&quot;&gt;&lt;strong&gt;ข้อที่สี่ นักลงทุนรายย่อยไม่โดนกดดันในเรื่องนโยบายการลงทุน&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt; อยากลงอะไรที่เสี่ยงน้อยๆ ก็ได้ แล้วรอผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินจริงๆ ไม่ได้ดูแค่ว่าทำดีกว่าดัชนีก็พอ เพราะเราคงไม่แฮปปี้ เพียงแค่เราขาดทุนน้อยกว่าคนอื่น เพราะที่เราอยากได้คือ กำไรต่างหาก คือ เรามองกันที่ผลตอบแทนจริง (Absolute Returns) ไม่ใช่ผลตอบแทนเปรียบเทียบ (Relative Returns) อย่างเช่น การลงทุนในคราสารหนี้ ถ้าเป็นกองทุน ก็ต้องมีการคิดมูลค่าตามราคาตลาดตลอดเวลา (Mark to Market) ซึ่งทำให้อาจจะขาดทุนหรือกำไรตามภาวะดอกเบี้ย ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ถ้าเราซื้อหุ้นกู้บริษัทหนึ่งไว้ แล้วไม่สนใจราคาตลาด ก็รับดอกเบี้ยระหว่างทาง และเงินต้นคืนเมื่อครบอายุ ไม่มีกำไรหรือขาดทุน จะมีก็แค่เสียดายหรือเสียใจ ถ้าเกิดอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดเพิ่มสูงขึ้น แต่ที่เราได้รับน้อยกว่า ก็เท่านั้นเอง ในส่วนของนักลงทุนสถาบันกลับจะต้องมีข้อจำกัดมากมาย เพราะเอาเงินของประชาชนมาลงทุน และยังต้องคอยห่วงใยคนหมู่มาก ทำให้ต้องมาคิดถึงผลกระทบต่างๆ เวลาซื้อเวลาขาย เพราะอาจมีผลให้ลูกค้ามาไถ่ถอนหน่วยลงทุน ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยเพียงแต่ไปมุ่งเน้นที่การเลือกหุ้นที่ถูกที่สุด เพื่อผลตอบแทนที่ดีที่สุด&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;tahoma,arial,helvetica,sans-serif&quot; size=&quot;3&quot;&gt;ทั้งหมดนี้ ถ้าจะสรุปสั้นๆ ก็คงต้องบอกว่า ข้อได้เปรียบของนักลงทุนรายย่อยที่สำคัญที่สุด ก็คือ การที่เราเป็นนายของตัวเอง อยากทำอะไรเมื่อไหร่ก็ได้ โดยมีเป้าหมายผลตอบแทนตามใจ ซึ่งถ้ามีเวลาเข้าไปศึกษาวิเคราะห์หุ้น และมีเวลาเข้าไปซื้อขายหุ้นในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ก็ต้องนับว่าไม่ได้ตกเป็นเบี้ยล่างของพวกนักลงทุนสถาบันที่มีเงินหน้าตักจำนวนมากแต่อย่างใด &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/05/17/29</guid>
			<pubDate>Thu, 17 May 2007 14:25:42 +0700</pubDate>
            <category>/uncategorized/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/kriengchai/uncategorized/2007/05/17/29</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/kriengchai/2007/05/17/29?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
            </channel>
</rss>
