Friday, 27 July 2007
ตกรถหรือติดยอดดอย
« การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน | Main | ตลาดหุ้นน้ำขึ้นน้ำลง ตามกระแส Fund Flows »...ในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” แบบนี้ สำหรับคนที่ยังไม่ค่อยมีหุ้นอยู่ในพอร์ต หรือยังไม่ได้ซื้อกองทุนหุ้นทั้งหลาย มักจะเกิดคำถามยอดฮิต “ซื้อ”หุ้นดีหรือไม่ เพราะบางคนถึงแม้จะมีหุ้นอยู่บ้างแล้ว แต่พอเห็นดัชนีตลาดฯพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ก็อาจจะรู้สึกว่ายังมีหุ้นน้อยเกินไป ควรจะต้อง “ซื้อเพิ่ม” เพื่อจะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีก ทั้งหมดนี้ หลายคนเรียกว่า อาการกลัวตกรถ เพราะถ้าหุ้นยังขึ้นไปอีก ก็จะพลาดโอกาสทำกำไร แถมตลาดหุ้นที่ว่า เดี๋ยวก็ตกลงมาให้ซื้อ ก็ไม่เห็นปรับตัวซักที ถ้าไม่รีบซื้อ เดี๋ยวจะพลาดรถด่วนขบวนสุดท้าย
ในทางตรงข้าม นักลงทุนหลายๆคน ก็เคยมีประสบการณ์ที่เข้าไปลงทุนซื้อหุ้น ช่วงที่ทุกอย่างดูสวยหรู โบรกเกอร์หลายๆแห่งปรับเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์ขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผลสุดท้าย ก็กลายเป็นว่าเข้าไปซื้อหุ้นในช่วงที่ราคาสูงสุด แทนที่จะได้นอนฝันหวานหวังกำไรจากการลงทุน กลับต้องคอยเครียดว่าเมื่อไหร่ราคาหุ้นจะกลับมาเท่าทุนเสียที สรุปว่าเป็นการลงทุนที่หลายคนเรียกว่า “ติดยอดดอย” ต้นทุนหุ้นในพอร์ตอยู่ที่ peak
ตรงนี้ เป็นเรื่องของการคาดการณ์ภาวะตลาดในช่วงสั้น ว่าตลาดกำลังจะไปทางไหน และเราพร้อมที่จะเสี่ยงลงทุนมากขนาดไหน เพราะการซื้อหุ้นขาขึ้น ย่อมมีโอกาสทำกำไรสูงกว่าเมื่อเทียบกับตลาดในช่วงตลาดขาลง (โดยเฉพาะสำหรับตลาดหุ้นไทย ที่การ short-selling และการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ยังไม่คึกคัก) แต่ก็แน่นอน ว่าเรื่อง timing หรือจังหวะ ในการตัดสินใจเข้าไปซื้อหุ้น และการตัดสินใจการขายทำกำไร เป็นตัวกำหนดกำไรขาดทุน (หรือแม้กระทั้ง “ขาดทุนกำไร” คือขายแล้ว หุ้นยังวิ่งต่อ..) ส่วนหนึ่ง เรื่องพวกนี้ ต้องอาศัยวินัยในการลงทุนเหมือนกัน เพื่อมาคอยถ่วงดุลย์กับการตัดสินใจตามอารมณ์ หรือ sentiment ของตลาด
นอกจากนี้ ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่ศึกษาข้อมูลของบริษัทก่อนเข้าไปลงทุน มีการทำการบ้าน วิเคราะห์แบบ Fundamental Analysis ประกอบกับการดูภาวะตลาด ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการไปติดยอดดอย ได้ในระดับหนึ่ง หรือแทนที่จะติดถึง ยอดดอยอินทนนท์ ก็อาจจะรออยู่แค่ ดอยสุเทพ ที่ไม่สูงเท่าไหร่ แล้วถ้าอดทนถือหุ้นนานเพียงพอ ก็ยังมีโอกาสทำกำไรในการลงทุนระยะยาวได้อยู่ดี
[Trackback URL for this entry]
วิเคราะห์ Fundmental ควรเริ่มจากอะไรครับ เห็นตลาดบ้านเราวิเคราะห์ตามหน้าหนังสือพิมพ์ และข่าวลือกันทั้งนั้น
I'm afraid to be the one who faces with situation that stock prices in my portfolio are much higher than market after paying my money out. Sometimes, it can be acceptable if the situation doesn't come from the individual business results, but come from unforeseen impact for the whole stock market.
I believe a required charater of good investor is "conservative thinking on any received information" before making a decision. Gain a bit less is definitely better than loss from investment at wrong timing.
With a learning from experience shared by GuRu in SET webboard, I tell myself that I will never let me down from loss situation from my stock investment. ^ ^
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ช่วงนี้หุ้นขึ้นมาก หลายตัวทำ new high จนน่ากลัว หล่นลงมาบ้างเป็นบางวันก็ยังไม่กล้าซื้อ เพราะเคยไปติดดอยอินทนนท์อย่างที่คุณเกรียงชัยว่ามาหลายปี ช่วงหลัง เลยเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นซื้อหุ้นที่ตกยังไงก็มีพื้นฐานรองรับ และมี cycle ขึ้นทุกครั้งที่มีข่าวดีหรือเศรษฐกิจดี ปรากฏว่าได้กำไรหลายสิบเปอร์เซ็นต์พอจะมาตู๊ๆกับที่เคยขาดทุนย่อยยับไปได้บ้าง ตอนนี้เลยไต่ลงมาอยู่เชิงดอยแล้ว
คุณผ่านมา ... เวลาดูหุ้นพื้นฐาน ส่วนใหญ่มักจะใช้ top down approach กัน โดยเริ่มจากปัจจัย macro ก่อน ซึ่งก็คือพวกภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย ปัจจัยทางประชากรศาสตร์/สังคมอะไรทำนองนั้น จากนั้นค่อยมาหากลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจจากปัจจัย macro ที่เอื้อกัน เช่น หากเป็นยุค baby boom กลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าบริการสำหรับเด็กน่าจะดี แล้วค่อยไปเลือกหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นอีกทีว่ามีหุ้นอะไรน่าสนใจบ้าง ซึ่งก็ต้องนำมาวิเคราะห์หุ้นบริษัทนั้น ๆ ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น วิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินต่าง ๆ ผลประกอบการ ดูทีมผู้บริหาร ดูศักยภาพการเติบโตในอนาคต ฯลฯ เพื่อดูว่ามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทนั้นต่ำกว่าหรือสูงกว่าราคาตลาด ถ้าต่ำกว่าและมีแนวโน้มว่าจะไปได้ต่อ ก็น่าซื้อเก็บไว้ เป็นต้น
นี่แค่หลักการสั้น ๆ เบื้องต้น จริงๆแล้วมีรายละเอียดเยอะมาก ถ้าจะให้ดี ไปหาหนังสืออ่านดีกว่านะ มีประโยชน์ต่อการลงทุนของเรามาก

อยากทราบว่า
rrc กับ atc ควบรวมกิจกรากันเมื่อไหร่