Wednesday, 13 June 2007
ลงทุนสวนกระแส
« สร้างนิสัยการลงทุน | Main | การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน »... Contrarian Investors ถ้าจะแปลง่ายๆ ก็คือ นักลงทุนที่มักจะมองต่างมุม หรือไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่ง เป็นพวกที่มักจะมีคำถามกับสมมติฐาน ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แล้วก็เลยตัดสินใจลงทุนในทางตรงข้ามกับเสียงข้างมาก
... นักลงทุนสวนกระแสแนวนี้ ที่ได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ พวก Value Investor นั่นเอง เพราะนักลงทุนคุณภาพพวกนี้ มักจะไม่ค่อยสนใจหุ้นที่รับความนิยมสูงในขณะนั้น แต่จะเฟ้นหาหุ้นที่คนไม่ค่อยนิยมในช่วงนั้น ยิ่งถ้าเป็นพวก “เพชรในตม” หรือ “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ยิ่งชอบ
เวลาที่เราตัดสินใจลงทุน ว่าช่วงไหนควรจะ ซื้อหรือขาย หรือเวลาเราอ่านรายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ของโบรกเกอร์ เรามักจะนิยมดูที่เสียงส่วนใหญ่ หรือที่เรียกว่า Market Consensus ว่าคนส่วนใหญ่แนะนำให้ทำอย่างไร หรือเสียงส่วนใหญ่คาดการณ์กำไรของบริษัท หรือดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไปทางไหน แล้วเราก็ปฏิบัติตามนั้น เพราะเชื่อว่าเป็นความคิดที่ได้รับการกรองและประเมินมาจากหลายๆสำนักด้วยกัน หรือถ้าเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมา ก็ยังมีพรรคพวกร่วมชะตาเดียวกัน
แต่ในความเป็นจริง ยังมีนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งที่มักจะมีความคิดเห็นไม่เหมือนคนอื่น ก็เลยเลือกตัดสินใจลงทุนที่แตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ โดยเสี่ยงที่จะไม่เกาะกระแส อย่างเช่นในช่วงปี ค.ศ.1999-2000 เป็นช่วงที่บรรดาบริษัทที่อยู่แถวๆซิลิคอนแวลเล่ย์ หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี่ คอมพิวเตอร์ ดอทคอม ทั้งหลายเป็นที่นิยมมากในสหรัฐฯ จนกระทั่งลามไปทั่วโลก แม้กระทั่งประเทศไทยด้วย ซึ่งตอนนั้น ใครๆที่เข้าไปซื้อก็กำไรกันถ้วนหน้า อย่างมหาศาลเสียด้วย เพราะซื้อขายกันที่อนาคต การประเมินมูลค่าหุ้นแบบดั้งเดิม อย่างพวก พีอีเรโช (P/E Ratio) แทบจะใช้ไม่ได้เลยทีเดียว
ในช่วงนั้นเองยังคงมีนักลงทุน หรือกองทุนหลายแห่ง ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนน้อย ที่ยอมโดนตำหนิว่า ไม่ยอมคิดใหม่ทำใหม่เปลี่ยนแนวการลงทุน แต่พวกนี้ เค๊าบอกว่า ขอเลือกลงทุนสวนกระแส คือ Contrarian Investing ดีกว่า คือ เลือกซื้อหุ้นตามปัจจัยพื้นฐานแบบเดิม แล้วก็หวังผลตอบแทนในระยะยาวแทน แล้วในที่สุด ก็ปรากฎว่า นักลงทุนคนไหนที่หวังเกาะกระแส ไปแห่ตามซื้อในช่วงหลังๆ ก็กลายเป็นว่า ขาดทุนหรือติดหุ้นกันเป็นแถว เพราะพอช่วงฮิตฮอตผ่านไป ทุกอย่างก็กลับมาอยู่กันที่ความเป็นจริง ว่า มีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่อยู่รอด และเป็นบริษัทคุณภาพจริงๆ บรรดา Contrarian Investors กลุ่มเดิมก็เลยกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง
Contrarian Investors ถ้าจะแปลง่ายๆ ก็คือ นักลงทุนที่มักจะมองต่างมุม หรือไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่ง เป็นพวกที่มักจะมีคำถามกับสมมติฐาน ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แล้วก็เลยตัดสินใจลงทุนในทางตรงข้ามกับเสียงข้างมาก ซึ่งบางครั้งก็ต้องบอกว่า ดีเหมือนกันที่คิดไม่เหมือนคนอื่น ถึงทำในสิ่งตรงกันข้ามกับความคาดหวังของตลาด หรือของผู้ลงทุนส่วนใหญ่ ที่เรียกว่า Contrarian (มาจากรากศัพท์คำเดียวกับ Contrary) นั่นเอง เช่น เวลาที่ทุกคนกำลังกังวลกับข่าวร้ายต่างๆ ที่มีอยู่ท่วมตลาด ก็เลยไม่มีใครกล้าเข้าซื้อหุ้น เพราะกลัวหุ้นตก มีแต่จะคิดขาย หรือไม่ก็รอซื้อที่ราคาที่ต่ำลง แต่สำหรับ contrarian แล้ว ก็อาจจะถือคติ Buy on Bad News คือซื้อตอนที่มีข่าวร้ายเยอะๆนี่แหละ เพราะเชื่อว่าได้ของราคาถูก แล้วพอทุกคนเลิกตื่นเต้นตื่นตูม ราคาหุ้นก็คงกลับมาเหมือนเดิม ก็จะได้ขายทำกำไร
หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นกันบ่อย ก็คือ นักลงทุนหลายๆคนมักจะนึกถึงการซื้อหุ้นที่ราคาต่ำๆ แล้วก็ไปขายที่ราคาสูงๆ ซึ่งอ่านแล้วก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ แต่บรรดานักลงทุนสวนกระแสนี่ อาจจะคิดว่า ซื้อถูกขายแพง ใครๆก็ทำกันทั้งนั้น เขาอาจจะคิดว่า ไม่ต้องซื้อหุ้นราคาถูกหรือราคาต่ำก็ได้ แต่เลือกซื้อหุ้นที่ราคาสูงแต่เชื่อว่าจะขายได้ที่ราคาสูงขึ้นไปอีก เพราะเชื่อว่า ของดีไม่มีวันที่ราคาจะปรับตัวลงมาถูกๆ
มีหลักฐานงานวิจัยยืนยันอยู่เหมือนกันว่า ไม่ควรเข้าซื้อหุ้นที่กำลังตกลง (เพราะจะตกลงไปอีก) และน่าซื้อหุ้นที่กำลังขึ้น (เพราะก็จะยังขึ้นอีก) มากกว่า เช่น โปรเฟสเซอร์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค ได้แต่งตำราสรุปผลวิจัยว่า ถ้าเปรียบเทียบเวลาเป็นรายเดือนแล้ว จะพบว่า หุ้นที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้น มีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อ (และในทางกลับกันสำหรับหุ้นที่ลง) หมายความว่า หุ้นแจ๋ว ก็ยังแจ๋วต่อเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ถ้ามาเทียบเวลาเป็นรายปีแล้ว การลงทุนแบบสวนกระแสก็ยิ่งโดดเด่น เพราะมีงานวิจัยอีกชิ้นบอกว่า การลงทุนตรงข้ามกับคนอื่นมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ในช่วงเวลาการลงทุนห้าปี มากกว่าช่วงเวลาการลงทุนหนึ่งปี นอกจากนี้ ยังมักจะได้ผลตอบแทนที่เด่นชัดมากกว่าในบริษัทที่มีขนาดเล็ก
หรือในหลายๆโอกาส นักลงทุนสวนกระแสพวกนี้จะหันไปลงทุนในบริษัทที่ไม่เป็นที่นิยมของนักลงทุน ด้วยเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าซื้อที่สุด หลังจากวิเคราะห์เจาะลึกบริษัทนั้นแล้วว่ายังมีอนาคตสดใส นักลงทุนสวนกระแสแนวนี้ ที่ได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ พวก Value Investor นั่นเอง เพราะนักลงทุนคุณภาพพวกนี้ มักจะไม่ค่อยสนใจหุ้นที่รับความนิยมสูงในขณะนั้น แต่จะเฟ้นหาหุ้นที่คนไม่ค่อยนิยมในช่วงนั้น ยิ่งถ้าเป็นพวก “เพชรในตม” หรือ “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ยิ่งชอบ เพราะอาจได้ซื้อในราคาถูก เนื่องจากยังไม่ค่อยมีใครเห็นคุณค่า
ในทางกลับกัน หลายคนอาจจะเห็นการคิดไม่เหมือนคนอื่นเป็นเรื่องที่เสี่ยงอยู่มากทีเดียว เหมือนเป็นพวกนอกคอก คิดอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน ซึ่งมีโอกาสผิดพลาดได้มาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเป็นนักลงทุนสวนกระแส ก็มีข้อดีเหมือนกัน ไม่ได้เพียงแต่มีความเสี่ยงมากไปกว่าคนอื่น ถึงแม้ว่าจะคิดไม่เหมือนคนอื่น เพราะนักลงทุนที่ชอบลงทุนในหุ้นยอดนิยม ก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน โดยเฉพาะการซื้อหุ้นเหมือนๆชาวบ้าน มักจะทำให้ต้องซื้อหุ้นในราคาที่เกินตัว (overprice) เพราะเวลาที่เข้าไปซื้อหุ้นตอนที่บริษัทนั้นดูดีที่สุด อาจจะเป็นเวลาที่หุ้นแพงที่สุด เพราะทุกคนชอบกันหมด ก็เลยยอมจ่ายพรีเมี่ยมนั่นเอง
ดังนั้น การซื้อหุ้นที่คนอื่นเมิน ยิ่งถ้าเป็นช่วงเวลาที่คนอื่นยังกลัวๆกล้าๆ จะยิ่งทำให้โอกาสทำกำไรจากการลงทุนสวนกระแสได้มากขึ้น แล้วพอบรรยากาศแจ่มใส หุ้นเริ่มเตะตาบรรดานักลงทุนทั้งหลาย ก็จะเป็นเวลาที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ซึ่งในสายตาของนักลงทุนสวนกระแสแล้ว อาจจะรู้สึกว่าช้าเกินไป อย่างไรก็ตาม จะลงทุนสวนกระแสอย่างนี้ ต้องมั่นใจ และเข้าใจพื้นฐานของบริษัทอย่างถ่องแท้ เพื่อจะได้มั่นใจว่า บริษัทนั้นมีปัจจัยพื้นฐานที่แน่นจริงๆ แล้วก็อย่าลืมว่า ไม่มีใครบอกได้อย่างแน่ชัดว่า ตลาดกำลังจะไปทางไหน หุ้นจะขึ้นหรือลง เนื่องจาก การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ไม่แน่นอน คือเป็นลักษณะ Random Walk ไม่มีใครที่สามารถควบคุมตลาดได้ เพราะฉะนั้น จะเป็น contrarian ก็ยังต้องเลือกเหมือนกันว่า ช่วงไหนควรใช้กลยุทธ์การลงทุนไหน อย่างไร
[Trackback URL for this entry]
Well, that's the key to be a contrarian. Otherwise, had better join the crowd!!
It hard to say. What if you are the only person that think different la.
So, after you find and buy your undervalued stock, which not many people realize the actual price, it is very vital to promote this stock, right?
It's like "ผ้าขี้ริ้วห่อทอง" which that fabric is too thick...Is that what u mean?

" Buy or make profit on bad news when market is panic " is always valid when we confident on our investment which are value stock and encourage to increase our portfolio in order to take a certain profit after shock. ^ ^