Wednesday, 23 May 2007
ความหมายที่แท้จริงของข้อแนะนำการลงทุน
« ลงทุนช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น | Main | สร้างนิสัยการลงทุน »ถ้าอ่านผ่านๆ ก็ดูเหมือนบอกกันตรงๆ เข้าใจง่ายๆ เวลาบอกว่าซื้อ ก็ย่อมแน่นอนครับ ว่า ไม่ได้ชวนให้ขาย แต่ก็เป็นที่น่าสงสัยว่า แล้วพอซื้อไปแล้ว จะให้ขายเมื่อไหร่ หวังสั้นหรือยาว นอกจากนี้แล้ว คำถามก็คือ การลงทุนในหุ้นบางตัวดูมีความเสี่ยงมากกว่าหุ้นบางตัว แล้วจะเลือกลงทุนตามคำแนะนำได้อย่างไร
ข้อแนะนำที่ใช้ในรายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ ถึงแม้ว่าจะเป็นคำเดียวกัน แต่ในรายละเอียดแล้ว มีความหมายและความนัยที่แตกต่างกัน ก่อนจะเชื่อตามโบรกเกอร์แห่งไหน ก็อย่าลืมดูก่อนนะครับ ว่า คำแนะนำนั้น จริงๆแล้วแปลว่าอะไร แล้วยิ่งถ้าอ่านเข้าไปในรายละเอียดของรายงานวิเคราะห์ก็จะดูลึกเข้าไปอีกว่า ที่นักวิเคราะห์แนะนำอย่างนั้น มีเหตุผลอะไร
เวลาเราจะลงทุนซื้อหุ้นตัวไหน หรือตัดสินใจขายตัวไหน เรามักจะอาศัยคำแนะนำจากโบรกเกอร์ ซึ่งมาจากทีมวิจัย หรือวิเคราะห์หลักทรัพย์ มาประกอบการตัดสินใจ แต่จริงๆแล้ว คุณๆทราบความหมายที่แท้จริงของคำแนะนำหรือเปล่า ว่าเวลาที่โบรกเกอร์หรือนักวิเคราะห์บอกให้ซื้อ ถือ หรือขายนั้น แปลว่าอะไร แล้วแถมยังมีว่า ให้เพิ่มน้ำหนัก ลดน้ำหนักอีก ทำให้ชวนสับสนเข้าไปเสียอีก ซึ่งในหลายๆครั้ง คำแนะนำก็เป็นภาษาอังกฤษเสียด้วย ถ้าอ่านผ่านๆ ก็ดูเหมือนบอกกันตรงๆ เข้าใจง่ายๆ เวลาบอกว่าซื้อ ก็ย่อมแน่นอนครับ ว่า ไม่ได้ชวนให้ขาย แต่ก็เป็นที่น่าสงสัยว่า แล้วพอซื้อไปแล้ว จะให้ขายเมื่อไหร่ หวังสั้นหรือยาว นอกจากนี้แล้ว คำถามก็คือ การลงทุนในหุ้นบางตัวดูมีความเสี่ยงมากกว่าหุ้นบางตัว แล้วจะเลือกลงทุนตามคำแนะนำได้อย่างไร
คำเฉลยอยู่ตรงนี้ครับ เวลาอ่านรายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์นั้น ขอให้พลิกไปดูหน้าท้ายๆ หรือไม่ก็ที่ปกด้านใน โบรกเกอร์เค๊ามักจะมีคำอธิบายไว้ให้เรียบร้อยแล้วว่า ที่บอกแนะนำไว้แต่ละอย่าง หมายความว่าอย่างไร ซึ่งตรงนี้ ผมก็ขอยกตัวอย่างที่รวบรวมมาจาก โบรกเกอร์ชั้นนำระดับโลก มาดูกันสัก 2-3 แห่งครับ
รายแรกเป็นโบรกเกอร์สัญชาติอังกฤษเดิม แล้วมาเปลี่ยนเป็นเนเธอร์แลนด์ และออสเตรเลียในภายหลัง ที่นี่ เค๊าแนะนำเวลาให้ซื้อว่า Outperform คือเชื่อว่า ถ้าซื้อหุ้นตัวนี้แล้ว หวังว่าจะได้กำไรมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับ Benchmark คือตัวเทียบซึ่งเปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้รับจากการฝากเงินในตลาดสหรัฐฯ (US Cash Return) ซึ่งก็ต้องยอมรับหละครับว่า นักลงทุนสถาบันรายใหญ่มักจะเป็นสหรัฐฯ หรือไม่ก็มองผลตอบแทนทียบกับการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงในสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ ถ้าแนะนำแค่กลางๆ ก็เรียกว่า Neutral คือ ถือไว้ก็ได้ แต่อย่าหวังมาก แค่อยู่ในช่วงได้กำไรไม่เกิน 10% เมื่อเทียบกับ Benchmark ส่วนที่เรียกว่า Underperform ซึ่งเป็นศัพท์สุภาพ แทนการแนะนำขาย แต่แปลแล้วเหมือนๆกัน คือ คาดว่าจะได้ผลตอบแทนน้อยกว่า 10% ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะถือไปทำไม
นอกจากนี้ ยังมีระบุไว้ชัดเจนว่า คำแนะนำนี้ ใช้สำหรับระยะเวลาการลงทุนประมาณ 12 เดือน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคำอธิบายเพิ่มเติม อีกว่า ที่บอกไว้เมื่อกี้นี้ เป็นเรื่องของผลตอบแทน แต่ก็มีความเสี่ยงตามมาด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เราก็ไปดูกันที่ความผันผวนของราคาหุ้นนั้นๆ (Volatility) โดยได้ให้คำจำกัดความว่า ระดับความเสี่ยงสูงมาก (Very High to Highest Risk) หมายถึง หุ้นที่ต้องเตรียมตัวว่า ราคาอาจจะวิ่งขึ้นลงได้ 60-100% คือ ขึ้นลงได้เท่าตัว ภายในระยะเวลาหนึ่งปี ซึ่งนักลงทุนจะต้องเผื่อใจไว้ว่า หุ้นตัวนี้จะต้องเป็นหุ้นเก็งกำไรเสียมาก ส่วนระดับความเสี่ยงสูง (High Risk) หมายถึง หุ้นที่ราคาหวือหวาพอสมควร อาจเปลี่ยนแปลงได้ 40-60% หรือมากกว่า ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นหุ้นที่เก็งกำไรระดับหนึ่งเหมือนกัน และที่ลดหลั่นกันลงมา ก็เป็นระดับความเสี่ยงปานกลาง (Medium Risk = 30-40%) ระดับความเสี่ยงต่ำถึงกลาง (Low-medium = 25-30%) และระดับต่ำ (Low = 15-25%) เพราะฉะนั้น เวลาที่โบรกเกอร์แห่งนี้ ออกรายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ ในคำแนะนำ ก็จะบอกไว้เลยว่า เป็นการแนะนำว่าหุ้นตัวนี้ Outperform, Neutral หรือว่า Underperform พร้อมกับกำกับระดับความเสี่ยงไว้ให้ด้วย
โบรกเกอร์อีกแห่งหนึ่ง ที่เป็นลูกของธนาคารยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ก็มีแนวคล้ายๆ กัน แต่ไม่เหมือนซะทีเดียว เพราะซอยออกมาเป็นหลายระดับมากกว่า คือ บอกว่า คำแนะนำ ซื้อ (BUY) หมายความว่า เชื่อว่าหุ้นตัวนี้ จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดที่หุ้นตัวนั้นอยู่ (ในกรณีของไทย ก็คือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั่นเอง) มากกว่า 10% ถ้าคาดว่าผลตอบแทนต่ำกว่า คือ 0-10% ก็กลายเป็นแนะนำ Outperform ถ้าต่ำกว่าตลาด 0-10% ก็แนะนำว่า Underperform และถ้าเห็นว่าจะต่ำกว่า 10% ก็คือคำแนะนำให้ ขาย (SELL) ซึ่งทั้งหมดนี้ ดูกันที่ระยะเวลา 12 เดือน โดยมีวงเล็บด้วยว่า ผลตอบแทนนี้ รวมถึงเงินปันผลที่ได้รับด้วย
คราวนี้ มาดูทางด้านโบรกเกอร์ยักษ์ใหญ่อเมริกันบ้าง รายนี้บอกว่า หุ้นดี คือ Outperform ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนเกินกว่าตัวเทียบ คือ อุตสาหกรรมเดียวกันของบริษัทนั้น อย่างต่ำ 10-15% ในระยะเวลา 12 เดือน ส่วน Neutral หมายถึง ค่อนข้างใกล้เคียงกับระดับอุตสาหกรรม คือแตกต่างไม่เกิน 10% และ Underperform หมายถึงต่ำกว่าอุตสาหกรรม 10-15% แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในกรณีของตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วเท่านั้น ถึงจะเปรียบเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่เรียกว่า Industry Universe เพราะว่าอุตสาหกรรมในประเทศเหล่านั้นมีขนาดใหญ่ และบริษัทส่วนใหญ่ก็อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่สำหรับตลาดเล็กๆ อย่างเอเชียแปซิฟิก หรือลาตินอเมริกา และรวมถึงตลาดเกิดใหม่อื่นๆ (Emerging Markets) นั้น จะใช้เปรียบเทียบกับดัชนีของตลาดประเทศนั้นๆ นอกจากนี้ เนื่องจากว่า โบรกเกอร์แห่งนี้ อิงคำแนะนำเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม เลยยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมด้วยว่า คำแนะนำให้เพิ่มน้ำหนัก (Overweight) หมายความว่า ธุรกิจอุตสาหกรรมนั้น จะรุ่งกว่าทั่วๆไป ในขณะที่ Neutral คือเท่าๆกัน และ Underweight คือ ลดน้ำหนักการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนั้น หรือประเทศนั้น เพราะผลตอบแทนคาดว่าจะต่ำกว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยรวม ซึ่งส่วนใหญ่ก็เทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก เช่น ดัชนีของเอ็มเอสซีไอ (MSCI Index) เป็นต้น
ตัวอย่างสุดท้าย เป็นโบรกเกอร์ไทยชั้นคุณภาพ ที่อิงระบบอเมริกัน แต่เจ้านี้ ต้องอ่านคำอธิบายดีๆเลยครับ เพราะมีสูตรแตกต่างไปจากคนอื่น คือ คำแนะนำประกอบด้วยโค๊ดสามตัว ตัวแรกเป็นเรื่องความเสี่ยง (Volatility Risk Ratings) ตัวที่สองเป็นเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุน (Investment Ratings) และตัวที่สามเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล (Income Ratings) โดยในเรื่องของความเสี่ยง ก็ดูจากความหวือหวาของราคาหุ้น ระดับ A ก็ต่ำหน่อย B ระดับปานกลาง และ C ระดับเสี่ยงสูง ส่วนในเรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุน ถ้าเป็นเลข 1 คือแนะนำซื้อ ซึ่งประมาณว่า 10% เป็นอย่างน้อย สำหรับหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ และ มากกว่า 20% ถ้าเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง ถ้าเป็นเลข 2 แปลว่าแนะนำให้ถือ หรือกลางๆ ถ้าเป็นเลข 3 แปลว่าขาย คือเชื่อว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลง ส่วนโค๊ดตัวสุดท้าย เรื่องเงินปันผล ถ้าเป็นเลข 7 แปลว่า คาดว่าเงินปันผลค่อนข้างแน่นอน น่าจะได้รับในอัตราเท่าเดิมหรือมากกว่า แต่ถ้าเป็นเลข 8 คือคาดว่าจะไม่มีเงินปันผล
เพราะฉะนั้น ถ้าไปอ่านรายงานวิจัยของสำนักนี้ แล้วเจอโค๊ด C-1-7 ก็หมายความว่า เป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง (ในกรณีของประเทศไทย เข้าใจว่าเข้าข่าย ความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก) แต่น่าจะดี ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้น และมีเงินปันผลอุ่นใจเสมอ หรือแปลง่ายๆ คือ ซื้อนั่นเอง แต่ระวังหน่อย
จะเห็นได้ว่า ข้อแนะนำที่ใช้ในรายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ ถึงแม้ว่าจะเป็นคำเดียวกัน แต่ในรายละเอียดแล้ว มีความหมายและความนัยที่แตกต่างกัน ก่อนจะเชื่อตามโบรกเกอร์แห่งไหน ก็อย่าลืมดูก่อนนะครับ ว่า คำแนะนำนั้น จริงๆแล้วแปลว่าอะไร แล้วยิ่งถ้าอ่านเข้าไปในรายละเอียดของรายงานวิเคราะห์ก็จะดูลึกเข้าไปอีกว่า ที่นักวิเคราะห์แนะนำอย่างนั้น มีเหตุผลอะไร เพราะอย่าลืมวัตถุประสงค์ของการลงทุน ก็คือ เพื่อหวังกำไร ให้ได้ผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุน ดังนั้น ในบางครั้ง นักวิเคราะห์ก็แนะนำซื้อ เพราะว่าหุ้นราคาถูกมากๆ ทำให้มีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นมาให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตลาดโดยรวม หรือลงทุนในหุ้นตัวอื่นๆ และเวลานักวิเคราะห์แนะนำให้ขาย ก็ไม่ได้แปลว่า บริษัทนั้นไม่ดีเสมอไป แต่อาจจะแปลได้ว่า ยังคงเป็นบริษัทที่ดี และราคาหุ้นอาจจะแพงมากเกินไป เลยเชื่อว่า ในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ราคาหุ้นคงวิ่งไปไม่ไกลอีกเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการลงทุนอื่นๆ
หมายเหตุ : ตัวอย่างอ้างอิงจาก รายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ของ Macquarie, CLSA Asia-Pacific, CSFB, และ Phatra
[Trackback URL for this entry]
