Thursday, 17 May 2007

ข้อได้เปรียบของนักลงทุนรายย่อย

Main | ลงทุนช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น »

นักลงทุนรายย่อย ก็มีข้อได้เปรียบที่สำคัญอยู่เหมือนกัน เพราะถึงแม้ว่า จะไม่มี “ทรัพยากร” ไม่ว่าจะเป็นทีมงานผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์ เหมือนอย่างนักลงทุนสถาบัน แต่ก็มีโอกาสที่จะได้กำไรจากการลงทุนในแบบที่นักลงทุนสถาบันไม่สามารถหาได้

นักลงทุนรายย่อยไม่โดนกดดันในเรื่องนโยบายการลงทุน อยากลงอะไรที่เสี่ยงน้อยๆ ก็ได้ รอผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินจริงๆ ไม่ได้ดูแค่ว่าทำดีกว่าดัชนีก็พอ เพราะเราคงไม่แฮปปี้ เพียงแค่เราขาดทุนน้อยกว่าคนอื่น เพราะที่เราอยากได้คือ กำไรต่างหาก คือ เรามองกันที่ผลตอบแทนจริง (Absolute Returns) ไม่ใช่ผลตอบแทนเปรียบเทียบ (Relative Returns)

นักลงทุนรายย่อยที่ผมเขียนถึงนี่ ไม่ได้หมายถึงพวกเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ แต่จริงๆ อยากจะเรียกว่า นักลงทุนรายบุคคล น่าจะเป็นคำที่เหมาะสมกว่า เพราะจริงๆแล้ว หมายถึง นักลงทุนที่ไม่ใช่นักลงทุนสถาบันนั่นเอง ซึ่งเข้ามาลงทุนโดยไม่ต้องมีกฏเกณฑ์ ระเบียบอะไรเข้ามาควบคุมพฤติกรรมการลงทุนมากมาย ตรงนี้แหละครับ ที่ทำให้เกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบ ระหว่างนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน ในแง่หนึ่งนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนประเภทต่างๆ (ในประเทศนักลงทุนสถาบันที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ก็คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ) หรือพอร์ตของบริษัท เช่น บริษัทประกันชีวิต ธนาคาร เป็นต้น ก็มีข้อได้เปรียบอยู่ไม่น้อย เพราะมีอำนาจต่อรองมากกว่า คงจำได้ว่า ในสมัยที่เรามีการเปิดเสรีค่าคอมฯในการซื้อขายหุ้น นักลงทุนสถาบันหรือบรรดากองทุนสามารถที่จะเจรจาต่อรองกับโบรกเกอร์ ไม่ใช่เพียงแค่บริการเท่านั้น แต่รวมไปถึงราคาค่าบริการ คือ ค่าคอมฯด้วย ที่จะได้ถูกกว่ารายย่อยทั่วๆไป

สำหรับในสมัยนี้ สิ่งที่นักลงทุนสถาบันสามารถเรียกร้องได้จากโบรกเกอร์ เป็นกรณีพิเศษ ก็เห็นจะเป็นเรื่องการบริการ ในเรื่องแรก คือ งานวิจัยวิเคราะห์ ทั้งภาพเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและบริษัท ที่สถาบันสามารถให้โบรกเกอร์นำเสนอข้อมูลได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญ ได้จากหลายแหล่งด้วย เพราะการที่เป็นสถาบันหรือกองทุน ทำให้มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะเปิดบัญชีกับหลายโบรกเกอร์ และฟังความเห็นและข้อมูลวิจัย ได้จากหลายๆแหล่ง นอกจากนี้ นักลงทุนสถาบันยังมีโอกาสที่จะเข้าถึงตัวบริษัทได้โดยตรงอีกด้วย เพราะพอเป็นนักลงทุนสถาบัน ก็มีโอกาสที่จะได้ขอเข้าพบบริษัทที่ตัวเองถือหุ้นได้มากขึ้น (Company Visit) โดยผ่านการช่วยนัดหมายหรือจัดการของโบรกเกอร์

นอกจากนี้ ในอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ นักลงทุนสถาบัน สามารถที่จะให้โบรกเกอร์บริการเป็นพิเศษในเรื่องของการซื้อขายหุ้น เพราะถ้าเป็นพวกผู้จัดการกองทุน ก็มักจะมีกองทุนที่อยู่ภายใต้การบริหารอยู่หลายกอง เวลาซื้อหรือขายหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ก็เอายอดมารวมกัน แล้วก็สั่งทีเดียวคราวละมากๆ พอสิ้นวัน แล้วค่อยมากระจายแบ่งกันอีกที ซึ่งตรงนี้เอง ทำให้นักลงทุนสถาบันสามารถมีวิธีการส่งคำสั่งที่พิเศษไปกว่าปกติได้ เช่น แทนที่จะสั่งให้ซื้อหุ้นในราคาเท่าไหร่เป็นจำนวนเฉพาะ ก็ฝากให้โบรกเกอร์ช่วยซื้อให้ในราคาที่เหมาะสม ด้วยความระมัดระวัง ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Careful Discretion (CD) ซึ่งก็แปลว่า โบรกเกอร์จะมีดีลเลอร์ ( Dealer) หรือ เซลส์เทรดเดอร์ (Sales Trader) เป็นคนเคาะหุ้นซื้อขายให้ โดยเทียบเคียงกับปริมาณการซื้อขายของหุ้นตัวนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าไปไล่ซื้อจนเสียราคา ในขณะเดียวกัน ราคาหุ้นก็อยู่ในระดับเดียวกับราคาตลาดที่ซื้อขายในช่วงที่ผ่านมา โดยในบางครั้ง กองทุนอาจให้คำสั่งโบรกเกอร์คอยซื้อขายหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเป็นเวลาหลายๆวัน เพื่อที่จะได้ไม่เสียราคาอีกด้วย หรือ กองทุนก็อาจจะให้โบรกเกอร์ช่วยหาหุ้นในจำนวนมากโดยผ่านการเทรดบิ๊กล๊อต เพื่อจะได้ไม่ต้องไปยุ่งกับการเสนอซื้อเสนอขาย ตั้งบิด (Bid) วางออฟเฟอร์ (Offer) ในกระดานให้เสียเวลา หรือในอีกตัวอย่างหนึ่ง กองทุนก็อาจจะให้โบรกเกอร์คอยช่วยเป็นหูเป็นตาในการคอยดูราคาหุ้นที่จะซื้อหรือขาย โดยให้คำสั่งเป็นการซื้อที่มีราคาขั้นสูง หรือขายที่มีราคาขั้นต่ำ เช่น ถ้าราคาเกินเท่านั้นเท่านี้ ก็ให้ขายหุ้นออกไป โดยควบคุมปริมาณด้วย ไม่ให้เกินครึ่งหนึ่งของที่คนอื่นเค๊าซื้อๆขายๆกันอยู่ ซึ่งเรียกว่า Limit or better นั่นเอง

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณๆ คงเริ่มนึกว่า จริงๆ การลงทุนผ่านกองทุน ก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกัน อย่างที่ขึ้นเป็นหัวเรื่องไว้ว่า นักลงทุนรายย่อย ก็มีข้อได้เปรียบที่สำคัญอยู่เหมือนกัน เพราะถึงแม้ว่า จะไม่มี “ทรัพยากร” ไม่ว่าจะเป็นทีมงานผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์ เหมือนอย่างนักลงทุนสถาบัน แต่ก็มีโอกาสที่จะได้กำไรจากการลงทุนในแบบที่นักลงทุนสถาบันไม่สามารถหาได้ เพราะว่า นักลงทุนรายย่อยสามารถที่จะเข้าไปลงทุนในหุ้นอะไรก็ได้ โดยไม่มีข้อจำกัดมากเหมือนกับสถาบันหรือกองทุน ไม่ต้องกังวล

ข้อแรก ก็คือ เรื่องของสภาพคล่องและขนาดของบริษัท เราสามารถเข้าไปลงทุนในหุ้นที่เราคิดว่าดี โดยปราศกฎเกณฑ์หรือปัญหาที่ว่าซื้อหุ้นที่ดี แต่ไม่มีสภาพคล่องมาได้ในจำนวนน้อยเกินไป ลองนึกดูสิครับว่า สมมติว่าเราไปวิเคราะห์เจอบริษัทขนาดเล็ก ที่มีฐานะดี แต่น่าเสียดายที่ไม่ค่อยมีสภาพคล่อง ราคาก็เลยค่อนต่ำ ถ้าเป็นนักลงทุนสถาบันก็คงปล่อยผ่านไป เพราะได้ไม่คุ้มเสีย ที่จะมาซื้อหุ้นตัวนี้เข้าพอร์ต ที่จะต้องค่อยๆเก็บ แล้วมามีปัญหาภายหลัง ตอนขายออกก็ทำได้ยาก เพราะไซส์ใหญ่ ตรงนี้เป็นข้อได้เปรียบของนักลงทุนรายย่อยทีเดียว เพราะส่วนใหญ่ที่เราเห็น หุ้นขนาดใหญ่ ปริมาณซื้อขายสูง ก็มักจะไม่ค่อยถูก (ถูกในที่นี้ หมายถึงเมื่อคำนวณถึงมูลค่าและปัจจัยพื้นฐานนะครับ ไม่ใช่ราคาน้อย)

ข้อที่สอง นักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนนานเท่าไหร่ก็ได้ ไม่มีข้อจำกัด เรื่องเวลาถ้าหุ้นดีจริง ถึงแม้ในช่วงสั้นจะยังไม่ค่อยขึ้น แต่ก็รอคอยได้ ในทางกลับกัน ถึงแม้ว่า กองทุนหรือสถาบันจะสามารถมีนโยบายในการลงทุนระยะยาว และสามารถถือหุ้นได้นานๆ ยาวๆ เหมือนเราก็ตาม แต่การรายงานผลการดำเนินงานของกองทุนจะต้องทำสม่ำเสมอ ในการรายงานทางการเงินที่เป็นทางการจะต้องจัดทำทุกๆ 3 เดือน คือ รายไตรมาส เพราะฉะนั้น ก็หนีไม่พ้น ที่จะต้องถูกขีดกรอบ ที่จะต้องดูดีพอสมควรเป็นระยะๆ ซึ่งอาจจะทำให้ต้องนึกถึงผลตอบแทนในระยะสั้นผสมปนเปกันไป แทนที่จะนึกถึงกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยแบบนักลงทุนรายย่อย

ข้อที่สาม นักลงทุนรายย่อยไม่จำเป็นที่จะต้องเห่อตามกระแส เพื่อให้ทันโลกทันเหตุการณ์เพราะกลัวว่าจะตกรถ เวลาหุ้นขาขึ้น หรือต้องทำตัวให้แอ็คทีฟ ด้วยการซื้อขายหุ้นบ่อยๆ ซึ่งนับเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับนักลงทุนสถาบัน เพราะนักลงทุนสถาบันจำเป็นต้องลงทุนในลักษณะที่เคลื่อนไหว คล่องตัว และถูกเปรียบเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือตัววัดอื่นๆตลอดเวลา ซึ่งทำให้กองทุนจะต้องถือหุ้นบางตัวด้วยความจำเป็นเพราะมีขนาดใหญ่และถ่วงน้ำหนักมากในการคำนวณดัชนีฯ นอกจากนี้ ถ้าเกิดมีหุ้นกลุ่มไหนฮอตขึ้นมา ก็จำเป็นต้องซื้อหรือมีหุ้นพวกนั้นไว้ในพอร์ตตามกระแส คุณๆคงจำได้ ในประเทศสหรัฐฯ ช่วงแถวๆปี ค.ศ.2000 ที่เกิดการบูมในหุ้นตลาดแนสแดก โดยเฉพาะพวกหุ้นไฮเทคทั้งหลาย ทำให้ราคาหุ้นพวกนี้ขึ้นไปสูงมาก ทำให้ใครๆ ก็อดที่จะมีหุ้นพวกนี้ไว้ในพอร์ตไม่ได้ และถ้ากองทุนไหนไม่มีก็จะทำให้พอร์ตและ ผลตัวเลขอัตราผลตอบแทน (ที่เป็นตัวเลข แต่ยังไม่ได้ขายทำกำไรจริง) ดูไม่ดี แพ้กองทุนอื่นหรือแพ้ดัชนีอ้างอิง คือ “Underperform” นั่นเอง แล้วพอโรคเห่อหุ้นพวกนี้ซาลงไป พวกนักลงทุนสถาบันและลูกค้าของกองทุนก็เจ็บตัวไปตามๆกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กองทุนหลายๆกองก็คงไม่ค่อยอยากซื้อหุ้นพวกนี้ ตอนแพงมากๆหรอก แต่อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่มีไม่ได้นั่นเอง

ข้อที่สี่ นักลงทุนรายย่อยไม่โดนกดดันในเรื่องนโยบายการลงทุน อยากลงอะไรที่เสี่ยงน้อยๆ ก็ได้ แล้วรอผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินจริงๆ ไม่ได้ดูแค่ว่าทำดีกว่าดัชนีก็พอ เพราะเราคงไม่แฮปปี้ เพียงแค่เราขาดทุนน้อยกว่าคนอื่น เพราะที่เราอยากได้คือ กำไรต่างหาก คือ เรามองกันที่ผลตอบแทนจริง (Absolute Returns) ไม่ใช่ผลตอบแทนเปรียบเทียบ (Relative Returns) อย่างเช่น การลงทุนในคราสารหนี้ ถ้าเป็นกองทุน ก็ต้องมีการคิดมูลค่าตามราคาตลาดตลอดเวลา (Mark to Market) ซึ่งทำให้อาจจะขาดทุนหรือกำไรตามภาวะดอกเบี้ย ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ถ้าเราซื้อหุ้นกู้บริษัทหนึ่งไว้ แล้วไม่สนใจราคาตลาด ก็รับดอกเบี้ยระหว่างทาง และเงินต้นคืนเมื่อครบอายุ ไม่มีกำไรหรือขาดทุน จะมีก็แค่เสียดายหรือเสียใจ ถ้าเกิดอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดเพิ่มสูงขึ้น แต่ที่เราได้รับน้อยกว่า ก็เท่านั้นเอง ในส่วนของนักลงทุนสถาบันกลับจะต้องมีข้อจำกัดมากมาย เพราะเอาเงินของประชาชนมาลงทุน และยังต้องคอยห่วงใยคนหมู่มาก ทำให้ต้องมาคิดถึงผลกระทบต่างๆ เวลาซื้อเวลาขาย เพราะอาจมีผลให้ลูกค้ามาไถ่ถอนหน่วยลงทุน ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยเพียงแต่ไปมุ่งเน้นที่การเลือกหุ้นที่ถูกที่สุด เพื่อผลตอบแทนที่ดีที่สุด

ทั้งหมดนี้ ถ้าจะสรุปสั้นๆ ก็คงต้องบอกว่า ข้อได้เปรียบของนักลงทุนรายย่อยที่สำคัญที่สุด ก็คือ การที่เราเป็นนายของตัวเอง อยากทำอะไรเมื่อไหร่ก็ได้ โดยมีเป้าหมายผลตอบแทนตามใจ ซึ่งถ้ามีเวลาเข้าไปศึกษาวิเคราะห์หุ้น และมีเวลาเข้าไปซื้อขายหุ้นในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ก็ต้องนับว่าไม่ได้ตกเป็นเบี้ยล่างของพวกนักลงทุนสถาบันที่มีเงินหน้าตักจำนวนมากแต่อย่างใด

 

Posted by kriengchai at 2:25 PM in Uncategorized

 

[Trackback URL for this entry]

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« May »
SunMonTueWedThuFriSat
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031