<?xml version="1.0"?>
<!-- name="generator" content="blojsom v3.2" -->
<rss version="2.0" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/">
    <channel>
        <title>1001ii</title>
        <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii</link>
        <description>.</description>
        <language>en</language>
        <image>
            <url>http://api.settrade.com/favicon.ico</url>
            <title>1001ii</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii</link>
        </image>
        <docs>http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss</docs>
		<generator>blojsom v3.2</generator>
		<managingEditor>webmaster@settrade.com</managingEditor>
		<webMaster>webmaster@settrade.com</webMaster>
		<pubDate>Thu, 21 Aug 2008 22:13:51 +0700</pubDate>

                        <item>
            <title>0071: ยุคทอง</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/08/21/313</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ธุรกิจจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่บริษัทสามารถรักษาอัตราการเติบโตของกำไรให้สูงเป็นระยะเวลานานๆ ได้ ผมเรียกว่า ยุคทอง ของธุรกิจนั้นครับ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ตัวอย่างเช่น ยุคทองของธุรกิจผู้ให้บริการมือถือในบ้านเราคือช่วงที่ราคาเครื่อง Drop ลงกระทันหันจาก 30,000-40,000 บาท เหลือเพียง 7000-15000 บาท ประกอบกับมีการนำกลยุทธ์ pre-paid&amp;nbsp;มาใช้&amp;nbsp;ทำให้กลุ่มรากหญ้าสามารถเข้าถึงโทรศัพท์มือถือได้เป็นแรก ตอนนั้น (ถ้าจำไม่ผิด) จำนวน subscriber ของ ADVANC จากที่เริ่มอืดๆ เพราะตลาดชนชั้นกลางเริ่มอิ่มตัวก็ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วจาก&amp;nbsp;2 ล้านราย กลายเป็น&amp;nbsp;12 ล้านราย ภายในเวลาไม่กี่ปี แต่พอหลังจากกลุ่มรากหญ้าเริ่มอิ่ม จำนวน subscriber ก็เริ่มกลับไปเพิ่มขึ้นแบบอืดๆ อีกครั้งเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สมัยผมเรียนอยู่ชั้นม.ต้น เป็นยุคทองของร้าน S&amp;amp;P สมัยนั้นร้าน S&amp;amp;P มีภาพลักษณ์ที่ดูดีในสายตาของผู้บริโภคส่วนใหญ่ S&amp;amp;P ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ขยายไปที่ไหนก็ขายดีหมด ช่วงนั้นกำไรเติบโตได้ดีมาก แต่หลังจากที่ขยายสาขาจนแทบไม่มีห้างไหนที่ไม่มี S&amp;amp;P แล้ว การเติบโตก็เริ่มช้าลง เดี๋ยวนี้มีร้านอาหารแปลกๆ ใหม่ๆ ผุดขึ้นมาจนเต็มห้างไปหมดทำให้จุดเด่นของ S&amp;amp;P หายไป ทุกวันนี้แม้ S&amp;amp;P จะยังอยู่ได้เพราะมีแฟนพันธ์แท้กลุ่มหนึ่งที่ยังอุดหนุน S&amp;amp;P อย่างเหนียวแน่น แต่การจะเพิ่มกำไรด้วยการเข้าถึงลูกค้ารุ่นใหม่ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยากทีเดียว&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เป้าหมายการลงทุนแบบหุ้นเติบโตของผมก็อยู่ตรงคำว่ายุคทองนี่แหละ การลงทุนนั้นไม่ใช่หมายความว่าจะถือยาวแล้วจะดี แต่เราอยากถือหุ้นในช่วงที่ธุรกิจนั้นเป็นยุคทองและถือไว้ตลอดตราบเท่าที่ยังเป็นยุคทองอยู่ เมื่อเห็นว่าหมดยุคทองของมันแล้วก็ขายทิ้งไปเลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องถือไว้ตลอดไปโดยไม่รู้เหตุผลว่าถือไปเพื่ออะไรหรือเป็นความเชื่อฝังใจว่าจะต้องถือให้ยาว&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในช่วงที่บริษัทอยู่ในยุคทองนั้นกำไรของบริษัทไม่ได้จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นทุกๆ ไตรมาส ราคาหุ้นก็เช่นกันสามารถขึ้นแล้วลงลงแล้วขึ้นไปตามการคาดการณ์อนาคตของผู้คนในตลาด&amp;nbsp;ถ้าเราเชื่อว่าบริษัทยังไม่พ้นจากยุคทอง แม้ราคาจะผันผวนมากก็อย่าเพิ่งไปขายมัน&amp;nbsp;ความผันผวนของราคาเป็นเรื่องปกติของหุ้นไม่ใช่สัญญาณอันตรายแต่อย่างใด การขายหนีเพื่อดักว่ามันกำลังจะลง แล้วหวังจะไปช้อนกลับขึ้นมาใหม่ในราคาที่ถูกกว่าเดิม อาจทำให้เราพลาดโอกาสที่จะถือหุ้นนั้นไปเลยก็ได้ถ้าหากราคาหุ้นมันวิ่งสวนทางกับที่เราคิดไว้โดยสิ้นเชิง&amp;nbsp;take&amp;nbsp;profit อาจได้กำไรมา 30%&amp;nbsp;แต่พลาดโอกาสที่จะได้กลับมาถือหุ้นตัวนั้นต่อไปแล้วไปขายเอาตอนที่หมดยุคทองในอีก 3 ปีข้างหน้าในราคาที่สูงกว่านี้อีก200% ก็เป็นได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การเล่นหุ้นแบบคอยดักข่าวดีหนีข่าวร้ายหรือเก็ง EPS เป็นรายไตรมาสก็ไม่ใช่วิถีทางของ Growth Investing ยุคทองไม่ได้เกิดขึ้นแค่ช่วงเวลาที่ข่าวดีหนึ่งข่าวเกิดขึ้นแล้วจบลงเมื่อข่าวต่อไปที่เข้ามากระทบตัวหุ้นเป็นข่าวร้าย แต่ยุคทองเกิดจากการที่ปัจจัยแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกของบริษัทเอื้อต่อการทำธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างมากจึงทำให้บริษัทสามารถสร้างการเติบโตของกำไรในอัตราที่สูงได้โดยไม่ต้องยากลำบากมากนัก ปัจจัยแวดล้อมที่เกิดขึ้นมาแล้วมักดำรงคงอยู่ได้เป็นระยะเวลาหนึ่งก็ที่มันจะสลายตัวไป ซึ่งบอกล่วงหน้าแน่นอนไม่ได้ว่านานแค่ไหนอาจเป็นหนึ่งปี สามปี หรือสิบปีก็ได้&amp;nbsp;แต่จะไม่ใช่แค่สองอาทิตย์หรือหนึ่งเดือนอย่างแน่นอน&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อายุของบริษัทไม่ใช่สิ่งที่บอกว่ายุคทองของบริษัทผ่านไปแล้วหรือยัง ปตท.อายุตั้ง 30 ปีแล้วแต่ยุคทองของมันก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้นี่เอง และแต่ละบริษัทก็ไม่จำเป็นต้องมียุคทองเพียงแค่ครั้งเดียวตลอดอายุขัยของมันด้วย ยุคทองสามารถเกิดแล้วเกิดอีกได้ ที่จริงแล้วบริษัทที่ดีควรเป็นบริษัทที่มียุคทองสลับกับช่วงที่กำไรไม่โตไปเรื่อยๆ&amp;nbsp;บริษัทที่ไม่ดีมักมียุคทองแค่เพียงครั้งเดียวและเมื่อจบยุคทองแล้วบริษัทก็ทรุดหนักลงทันทีถึงขั้นปิดกิจการไปเลย หรือมิฉะนั้นบริษัทที่ไม่ดีอีกประเภทหนึ่งก็คือบริษัทที่กี่ปีกี่ชาติก็ไม่เคยมียุคทองกับเขาได้สักทีแม้จะไม่ถึงกับเจ๊งก็ตาม&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/08/21/313</guid>
			<pubDate>Thu, 21 Aug 2008 22:13:51 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/08/21/313</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/08/21/313?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0070: หุ้นสามัญประจำบ้าน</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/08/12/310</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;กูรูด้านการลงทุนในสหรัฐฯ มักชี้ให้คนทั่วไปเห็นว่าการออมไว้ในหุ้นนั้นในระยะยาวๆ ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ดูง่ายๆ เลยก็คือ ดัชนี S&amp;amp;P500 เมื่อปี 1968 เท่ากับ 100 จุด ปัจจุบันนี้ S&amp;amp;P500 อยู่ที่ประมาณ 1300 จุด เท่ากับว่าเพิ่มขึ้น 13 เท่า ยังไม่นับเงินปันผลที่ได้รับมาตลอดทาง ซึ่งถ้านำมาทบต้นด้วยตลอด 40 ปี จะเป็นผลตอบแทนที่มหาศาล&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่สำหรับบ้านเรา คำชี้ชวนให้ลงทุนในหุ้นอันนี้ใช้ไม่ได้ผลเท่าไร เพราะบ้านเรายังมีบาดแผลจากวิกฤตปี 40&amp;nbsp;ที่คาใจผู้คนอยู่&amp;nbsp;SET เคยขึ้นไปสูงสุดประมาณ 1700 จุดเมื่อปี 2537 แต่ปัจจุบันผ่านมาแล้วถึง&amp;nbsp;14&amp;nbsp;ปี SET ก็ยังไม่สามารถกลับไปที่เดิมได้ มันยังวนเวียนอยู่แถว&amp;nbsp;700 จุดเท่านั้น ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจุดสูงสุดเดิมด้วยซ้ำ สิ่งนี้เป็นบาดแผลที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของนักลงทุนไทยเสียจนหลายคนประกาศก้องว่า &amp;quot;หุ้นไทยถือยาวไม่ได้&amp;quot;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ก่อนจะเหมารวมๆ อย่างนั้น ผมอยากให้ดูตัวเลขอะไรสักนิดนึง ผมมีมูลค่าตลาดในปี 2538 ของบริษัทจำนวนหนึ่งซึ่งได้ชื่อว่าเป็น &amp;quot;หุ้นสามัญประจำบ้านของไทย&amp;quot; ให้ดู ที่จริงแล้วผมอยากเอาตัวเลขของปี 2537 มาให้มากกว่าเพราะเป็นปีที่หุ้นไทย peak สุด แต่ว่าผมหาตัวเลขไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในปี 2538 นั้นหุ้นไทยปิดตลาดที่ระดับ 1280 จุด ซึ่งถือได้ว่ายังฟองสบู่อยู่ไม่น้อยทีเดียว&amp;nbsp;ลองเปรียบเทียบมูลค่าตลาดของบริษัทเหล่านั้นในปี 2538 กับปี 2551 หรือปีปัจจุบันที่หุ้นไทยยังกลับมาได้แค่ 700 จุดเท่านั้นเอง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;(Market Cap: Mil.BHT)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;Year&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2538&amp;nbsp; --&amp;gt;&amp;nbsp; 2551&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;BBL 216,275&amp;nbsp; --&amp;gt;&amp;nbsp; 236,592&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;PTTEP 81,840&amp;nbsp; --&amp;gt;&amp;nbsp; 491,402&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;SCC 160,320&amp;nbsp; --&amp;gt;&amp;nbsp;205,200 &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ADVANC 104,364&amp;nbsp; --&amp;gt;&amp;nbsp;267,970&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;LH 58,500 --&amp;gt; 71,524&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;CPN 8,400&amp;nbsp; --&amp;gt;&amp;nbsp; 46,609&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;OHTL 1,872&amp;nbsp; --&amp;gt;&amp;nbsp; 8,192&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;จะเห็นได้ว่าแม้ตัวดัชนีจะยังกลับมาได้ไม่ถึงครึ่ง แต่มูลค่าตลาดของหุ้นเหล่านี้กลับมาสูงกว่าเดิมได้หมดแล้ว หลายตัวอยู่สูงกว่าตอน SET 1200 จุดหลายเท่าตัวแล้วด้วยซ้ำ โอเคว่า บางตัวอาจจะใหญ่ขึ้น เพราะเกิดจากการเพิ่มทุนระหว่างทาง แต่การเพิ่มทุนก็นับว่ามีไม่บ่อยนักสำหรับหุ้นที่เป็นหุ้นระดับหุ้นสามัญประจำบ้าน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แล้วทำไม SET ถึงให้ภาพที่ค่อนข้างจะบิดเบือนราวกับว่าหุ้นไทยยังกลับมาไม่ได้หลังวิกฤตผ่านไปแล้วตั้ง 14 ปีทั้งที่จริงๆ แล้วหุ้นสามัญประจำบ้านกลับมาได้เกือบหมดทุกตัวแล้ว&amp;nbsp;สาเหตุหนึ่งก็คือ ก่อนที่จะเกิดวิกฤตนั้นองค์ประกอบของ SET มีหุ้นตัวเล็กๆ ที่เป็นกิจการคุณภาพต่ำอยู่เป็นจำนวนมาก บริษัทเหล่านี้เข้าตลาดมาได้ง่ายๆ ทั้งที่ธุรกิจเปราะบางมากเพราะตลาดกำลังอยู่ในภาวะมองโลกในแง่ดีแบบสุดๆ ต่อเมื่อเกิดวิกฤตขึ้น ความเปราะบางของธุรกิจเหล่านี้ก็แสดงตัวออกมา พวกมันพา SET ดิ่งลงไป แต่เมื่อเวลาที่ทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ พวกมันไม่ได้พา SET ขึ้นมาด้วย เพราะพวกมันหายไปจากตลาดหุ้นแบบถาวร เนื่องจากปิดกิจการ&amp;nbsp;หุ้นที่สิ้นชื่อไปเลยเหล่านี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก ลองนึกถึงหุ้นชื่อเก่าๆ ที่เคยฮิตๆ สมัยก่อนแต่สมัยนี้แทบไม่มีใครจำได้แล้วจะเห็นได้ว่ามีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย เหตุนี้เมื่อ SET กลับขึ้นมาจึงดูเหมือนว่าจะขึ้นมาได้น้อยกว่าเดิม&amp;nbsp;เพราะเหลือแต่หุ้นที่ธุรกิจของเขามีความแข็งแกร่งมากพอเท่านั้น ที่กลับมาได้&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของความเป็นธุรกิจที่แข็งแกร่ง หุ้นที่ธุรกิจมีความแข็งแกร่งนั้นหลายๆ ตัวเป็นหุ้นที่เรารู้สึกว่าน่าเบื่อ เพราะในช่วงสั้น ๆนั้น โอกาสที่มันจะวิ่งขึ้นไปแรงๆ มีน้อยมาก ถือแล้วเบื่อ แต่เวลาเกิดวิกฤต หุ้นเหล่านี้จะเป็นหุ้นที่กลับมาได้ ในขณะที่หุ้นที่สร้างผลตอบแทนในช่วงสั้นๆ ในนักลงทุนได้มากๆ กลับเป็นหุ้นที่สิ้นชื่อไปในระยะยาว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สาเหตุที่หุ้นสามัญประจำบ้านทั้งหลายเหล่านี้กลับมาได้หมดแล้วเป็นเพราะกิจการของพวกมันเป็นกิจการที่ฝังรากลึกจนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยไปแล้ว ดังนั้นไม่ว่าตลาดหุ้นจะวิกฤตสักกี่รอบ&amp;nbsp;ตราบใดที่ ยังมี &amp;quot;คนไทย&amp;quot; 60 ล้านคนอยู่บนโลกนี้ บริษัทเหล่านี้ก็จะขายสินค้าได้เสมอ&amp;nbsp;คนไทยอาจตกใจกลัวรัดเข็มขัดอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็จะต้องกลับมาตายรังซื้อสินค้าพวกนี้อยู่ดีเพราะยังต้องดำเนินชีวิตต่อไป วิกฤตจะทำให้หุ้นเหล่านี้ร่วงลงไปสักพักหนึ่ง แต่ไม่ช้าไม่นาน เมื่อเมฆฝนผ่านไป มันก็จะกลับมาอยู่ในจุดที่สูงกว่าเดิมได้อีกครั้ง&lt;strong&gt; &amp;nbsp;หุ้นสามัญประจำบ้านจึงเป็นหุ้นที่สามารถซื้อแบบสะสมไว้ให้มีจำนวนหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ และถ้าเป็นหุ้นสามัญประจำบ้านที่มีโอกาสเติบโตที่ดีด้วยจะยิ่งเป็นหุ้นที่มีค่าควรเมืองจริงๆ&lt;/strong&gt; &amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าลองไปตรวจสอบดูในอดีต เมื่อตลาดหุ้นพัง หุ้นสามัญประจำบ้านก็ร่วงลงตามตลาดไม่น้อยไปกว่าหุ้นแย่ๆ เหมือนกัน&amp;nbsp;(โดยเฉพาะ LH ซึ่งลงไปอย่างรุนแรงมากๆ ก่อนจะขึ้นมาได้ใหม่)&amp;nbsp;เพราะเวลาตลาดหุ้นพัง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพื้นฐานเศรษฐกิจมีปัญหา แต่อีกส่วนหนึ่งที่มีผลยิ่งกว่าก็คือความตื่นกลัวของนักลงทุน ความตื่นกลัวนั้นสามารถส่งผลต่อหุ้นทุกตัวได้เท่าๆ กัน ไม่เกี่ยวกับพื้นฐาน&amp;nbsp;แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อตลาดตั้งสติได้&amp;nbsp;หุ้นสามัญประจำบ้านมักจะกลับมาได้เสมอเพราะพื้นฐานที่แข็งแรงของพวกมัน ในขณะที่&amp;nbsp;กิจการเน่าๆ นั้นมักจะไม่กลับมาอีกเลย&amp;nbsp;ดังนั้นที่จริงแล้ว บางทีเราก็ให้ความสำคัญกับความผันผวนในระยะสั้นมากจนเกินไป &lt;strong&gt;สำหรับการซื้อหุ้นแบบเป็นนักลงทุนนั้น เราไม่ควรจะวิตกกับความผันผวนของหุ้น แต่ควรจะให้ความสำคัญกับประเด็นที่ว่า สุดท้ายแล้วมันจะกลับมาสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้เรื่อยๆ รึเปล่า&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/08/12/310</guid>
			<pubDate>Tue, 12 Aug 2008 13:08:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/08/12/310</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/08/12/310?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0069: Thinking Probability</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/08/02/305</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สิ่งหนึ่งที่ทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องยาก คือ หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่บ่อยครั้งมูลค่าของมันขึ้นมาในรูปของความน่าจะเป็นด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัทที่กำลังเข้าประมูลงานกับภาครัฐครั้งยิ่งใหญ่ ถ้าชนะการประมูลมูลค่าของบริษัทก็คงเพิ่มขึ้นเป็นค่าหนึ่ง แต่ถ้าแพ้การประมูลมูลค่าของบริษัทก็กลายเป็นอีกค่าหนึ่งที่แตกต่างกันมาก ที่จริงแล้ว มูลค่าของกิจการทุกอย่างจะมาในรูปของความน่าจะเป็นเสมอเมื่อบริษัทมีการลงทุนใหม่ๆ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าบริษัทหนึ่งมีโอกาสครึ่งหนึ่งที่จะมีค่า 1000 ล้านและมีโอกาสอีกครึ่งหนึ่งที่จะมีมูลค่า 100 ล้านในอนาคต&amp;nbsp;มูลค่าที่เหมาะสมของมันควรจะเท่ากับ&amp;nbsp;1000x0.5+100x0.5=550&amp;nbsp;ล้าน แต่บอกได้เลยว่ามีนักลงทุนน้อยมากที่จะคิดแบบนี้&amp;nbsp;นักลงทุนที่ overconservative จะตีมูลค่าเหลือแถวๆ 100 ล้าน ส่วนนักลงทุนที่ overaggressive จะตีมูลค่าแถวๆ 1000 ล้าน พฤติกรรมที่คุณ overconservative หรือ overaggressive (แล้วแต่คน) อย่างต่อเนื่องซ้ำๆ กันตลอดชีวิตการลงทุนจะส่งผลโดยตรงต่อผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวของคุณให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่คุณเองไม่เคยรู้ตัว&amp;nbsp;เพราะการตัดสินใจของเรา suboptimal อยู่ตลอดเวลา พวกเราทุกคนได้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่เราควรจะทำได้เพราะเราไม่ได้ถูกฝึกมาให้คิดแบบความน่าจะเป็น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://www.dekisugi.net/images/rrr.gif&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;360&quot; height=&quot;270&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;รูปข้างบนเป็นกราฟความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนคาดหวัง (Reward) กับ ระดับความเสี่ยง (Risk) จุดทุกจุดที่อยู่บนเส้นตรงเฉียง 45 องศาที่มีลูกศร เป็นจุดซึ่ง Reward กับ Risk เหมาะสมกันพอดี ถ้าให้จุดสีทั้งหลายแทนหุ้นแต่ละตัวในตลาด หุ้นที่น่าลงทุนคือหุ้นทุกตัวที่อยู่เหนือเส้น 45 องศา (จุดสีฟ้าทุกจุด) เพราะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนคาดหวังสูงกว่าจุดสีแดงที่มีความเสี่ยงเท่าๆ กัน &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ทำอย่างนั้น แทนที่จะมองหาจุดสีฟ้า กลับมองหาจุดที่มีระดับของความเสี่ยงที่ตรงกับความชอบของตัวเอง (risk preference) นักลงทุนที่ conservative จะมองว่าจุดที่อยู่ทางซ้ายของเส้นประทุกจุด (ไม่ว่าจะสีแดงหรือฟ้า) เป็นหุ้นที่น่าลงทุน เพราะมีระดับความเสี่ยงน้อย ในขณะที่ นักลงทุนที่ aggressive (ชอบคำว่า &amp;quot;high risk, high return&amp;quot;) จะเลือกจุดทุกจุดที่อยู่ทางขวาของเส้นประ (ทั้งสีแดงและสีฟ้า) เพราะมีระดับความเสี่ยงมาก ซึ่งตรงกับ risk preference ของตัวเอง &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แทนที่เราจะพยายามเลือกหุ้นที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าความเสี่ยงที่ต้องแบกรับโดยไม่ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยง เรากลับพยายามเลือกหุ้นที่มีระดับความเสี่ยงที่เราพอใจโดยไม่สนใจว่าโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจะคุ้มกับระดับความเสี่ยงนั้นหรือไม่ เพราะสมองของเราไม่ได้ออกแบบมาให้คิดแบบความน่าจะเป็น ที่จริงแล้ว ที่ทุกๆ ระดับความเสี่ยงนั้นจะมีหุ้นที่น่าลงทุนและหุ้นที่ไม่น่าลงทุนอยู่ทั้งคู่ (มีทั้งจุดสีฟ้าและจุดสีแดง) ระดับความเสี่ยงของหุ้นนั้นไม่สำคัญเท่ากับว่า โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนนั้นมากพอที่จะชดเชยความเสี่ยงนั้นได้หรือเปล่า&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/08/02/305</guid>
			<pubDate>Sat, 2 Aug 2008 20:50:04 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/08/02/305</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/08/02/305?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0068: MOS</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/07/25/303</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การลงทุนในหุ้นนั้นควรซื้อหุ้นในราคาที่มีส่วนลดจากมูลค่าที่เหมาะสมเสมอเพื่อความปลอดภัย หรือ ที่เรียกว่ามี &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;MOS (Margin of Safety)&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หุ้น XYZ มี Fair Value เท่ากับ 20 บาทต่อหุ้น บางคนบอกว่าต้องซื้อต่ำกว่า 20 บาท เพราะถ้าซื้อที่ 20 บาทพอดีก็เท่ากับไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย อันที่จริงคำกล่าวนี้ยังไม่ถูกต้องทีเดียวนัก&amp;nbsp;การซื้อหุ้นที่ Fair Value&amp;nbsp;พอดีนั้น ถ้าหากราคานั้นเป็น Fair Value&amp;nbsp;จริงๆ การถือลงทุนจะทำให้นักลงทุนมีผลตอบแทนคาดหวังเท่ากับ &amp;quot;ต้นทุนทางการเงิน&amp;quot; ของหุ้นตัวนั้นพอดี&amp;nbsp;เช่น ถ้าธุรกิจของ XYZ&amp;nbsp;ควรได้รับผลตอบแทนอย่างน้อย 10% ต่อปีจึงจะคุ้มค่ากับความเสี่ยงของธุรกิจ นักลงทุนที่ซื้อหุ้น XYZ ที่ 20 บาทพอดีย่อมมีผลตอบแทนคาดหวังเท่ากับ 10% ต่อปีพอดี ไม่ใช่ 0%&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม เราไม่มีวันรู้ได้อย่างแน่นอนว่า Fair Value ของหุ้น XYZ เป็นเท่าไร เราเพียงแต่ประมาณได้เท่านั้น นอกจากนี้ Fair Value ยังเป็นเรื่องที่ subjective เพราะขึ้นอยู่กับการตั้งสมมติฐานของแต่ละบุคคลอีกด้วย ดังนั้นเพื่อชดเชยความผิดพลาดทั้งหลายในการประมาณ Fair Value ของเรา เราจึงต้องซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่า Fair Value ที่เราคิดไว้เสมอ นี่ต่างหากคือเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมต้องซื้อหุ้นให้มี MOS&amp;nbsp;ด้วย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แล้วควรจะมี MOS มากสักเท่าไรดีจึงจะพอเพียง? เรื่องนี้นับว่าตอบได้ยากอยู่ ไม่มีกฏตายตัว เพราะไม่รู้ว่านักลงทุนแต่ละคนคิดรอบคอบขนาดไหนเวลากำหนด Fair Value ของหุ้น อย่างไรก็ตาม คนที่ใช้วิธีหยาบๆ ในการกำหนด Fair Value&amp;nbsp;ควรซื้อหุ้นให้มี MOS สูงกว่าคนที่ใช้วิธีการที่รอบคอบมาก อย่างคนที่ตัดสินใจซื้อหุ้นแต่ละตัวคิดแค่ 5 นาทีก็ย่อมต้องเผื่อความผิดพลาดให้มากกว่าคนที่มักใช้เวลาคิดนานหลายเดือน (และควรซื้อหุ้นแต่ละตัวด้วยเงินจำนวนที่น้อยกว่าเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของพอร์ตอีกด้วย)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ความยากในการประเมินมูลค่า&lt;/font&gt;ก็มีผลต่อ MOS ด้วย หุ้นของธุรกิจที่ Mature แล้ว มีกำไรที่สม่ำเสมอ หรือหุ้นที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ในรูปของสินทรัพย์ที่มีตัวตน ย่อมประเมินมูลค่าที่แท้จริงได้ง่ายกว่าหุ้นเติบโตสูงที่มูลค่าของมันขึ้นอยู่กับ Growth หรือหุ้นที่มีสินทรัพย์ไม่มีตัวตนมาก (เช่น สินทรัพย์ทางปัญญา) หรือหุ้นที่ธุรกิจมีความไม่แน่นอนสูง เช่น รับเหมาะก่อสร้าง หุ้นเหล่านี้ประเมินมูลค่าที่แท้จริงได้ยาก โอกาสที่ Fair Value ของเราจะผิดก็ย่อมมีมากตาม จึงควรซื้อหุ้นเหล่านี้ให้มี MOS มากกว่า (ในแง่หนึ่งหุ้นเหล่านี้ก็มีโอกาสสูงที่ราคาหุ้นจะต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงไปมากด้วย ซึ่งเป็นข้อดี)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ระยะเวลาลงทุน&lt;/font&gt; (Investment Horizon) ก็มีผลต่อ MOS เช่นกัน จำไว้ว่านักลงทุนในตลาดหุ้นมีต้นทุนของเงินอยู่เท่ากับ 10% ของเงินต้นทุกปี หุ้นที่เรากะซื้อเพื่อเล่นรอบระยะสั้นสัก 3-4 เดือน เราอาจซื้อที่&amp;nbsp;MOS ต่ำหน่อยก็ได้ เช่น 5%&amp;nbsp;เพราะเราตั้งใจจะขายภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ในขณะที่หุ้นที่เราตั้งใจจะซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวควรมี MOS&amp;nbsp;ที่สูงกว่านั้น&amp;nbsp;อย่างเช่นตัวผมเอง ถ้าจะซื้อหุ้นเพื่อการลงทุน ผมจะซื้อหุ้นเมื่อมี MOS อย่างน้อย 50% เพราะนั้นหมายความว่าผมมีเวลาประมาณ 5 ปีที่จะรอคอยถ้าหากหุ้นของผมยังไม่ perform&amp;nbsp;ซึ่งถือว่าสมเหตุผล แต่ถ้าผมซื้อหุ้นที่มี&amp;nbsp;MOS แค่ 10% แล้วกะถือยาว หากผ่านไปแล้วหนึ่งปี ราคายังไม่สะท้อนความเป็นจริง ก็มีโอกาสสูงที่เราจะขาดทุนทางการเงินไปแล้ว ซึ่งถือว่าเสี่ยงเกินไปสำหรับหุ้นที่เป็นการลงทุน เป็นต้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในความเห็นของผม (ซึ่งค่อนข้างขัดกับ conventional belief) เป็นเรื่องแปลกที่ผู้รู้แนะนำว่าถ้าจะซื้อลงทุนระยะยาวควรซื้อพวกหุ้นของกิจการที่อยู่ตัวแล้ว&amp;nbsp;เพราะแท้จริงแล้ว กิจการที่อยู่ตัวแล้วกำไรจะค่อนข้างสม่ำเสมอ คาดการณ์ไปข้างหน้าได้ง่าย&amp;nbsp;ทำให้ตลาดมักตีมูลค่าหุ้นเหล่านี้ได้ค่อนข้างแม่นยำ&amp;nbsp;หุ้นเหล่านี้จึงยากที่จะมี MOS สูงๆ พวกมันอาจมี MOS เพียง 5-10% เป็นอย่างมากเท่านั้น ถ้าเราซื้อหุ้นเหล่านี้ไปแล้วถือไว้หลายปี โอกาสที่เราจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงกว่าต้นทุนทางการเงินของเรานั้นนับว่ามีน้อยมากทีเดียว ในความเห็นของผม หุ้นเติบโตเท่านั้นที่ควรจะถือลงทุนในระยะยาว เพราะโอกาสที่หุ้นเหล่านี้จะมี MOS สูงๆ นั้นมีมากกว่า หุ้นของธุรกิจที่อยู่ตัวแล้วนั้น ถ้าหากราคาหุ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงเมื่อไรก็ควรรีบขายออกไปทันที การถือต่อไปในระยะยาวนั้นมีโอกาสน้อยมากที่จะได้ผลตอบแทนใดๆ อีก เพราะหุ้นเหล่านี้แทบจะไม่มีการเติบโตใดๆ แล้ว&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/07/25/303</guid>
			<pubDate>Fri, 25 Jul 2008 19:05:09 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/07/25/303</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/07/25/303?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0067: วิธีลงทุนของผม (ตอนที่ 3)</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/07/15/299</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สำหรับ Growth Investing นั้น &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ผมว่าการบริหารพอร์ตสำคัญกว่าการเลือกหุ้นเสียอีก&lt;/font&gt; การเลือกหุ้นเติบโตผิดไปบ้างนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และมันจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าการบริหารพอร์ตของเราดี...&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เวลาพูดถึงการบริหารพอร์ต มันมีคำถามว่า &amp;quot;ควรมีหุ้นกี่ตัวดี&amp;quot; &amp;quot;ควรถือเงินสดกี่เปอร์เซ็นต์&amp;quot; ผมว่าคำถามพวกนี้ผิดตั้งแต่การตั้งคำถามแล้ว ในสถานการณ์จริงนั้น เรากำหนดไม่ได้เลยว่าโอกาสจะมาหาเราเมื่อไร ดังนั้นถ้าเราไปยึดตายตัวว่า ต้องมีหุ้นกี่ตัวหรือต้องถือเงินสดกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะลงเอยด้วยการซื้อหุ้นที่ไม่น่าลงทุนหรือที่น่าลงทุนแต่ราคาแพงมาจำนวนหนึ่งเสมอ&amp;nbsp;ซึ่งจะทำร้ายผลตอบแทนของเราในภายหลัง&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การจัดพอร์ตของผมนั้นไม่ตายตัวแต่&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ขึ้นอยู่กับโอกาสที่เรามองเห็นในขณะนั้น&lt;/font&gt;&amp;nbsp;ถ้าผมเจอหุ้นที่มี Upside ตั้งแต่&amp;nbsp;50% ขึ้นไป ผมจะสนใจลงทุนในหุ้นตัวนั้น แต่ส่วนใหญ่แล้ว หุ้นที่มี Upside ก็ย่อมมี Downside ด้วย เป็นต้นว่าอาจมี Downside แถมมาด้วย 25% (สมมติว่าความน่าจะเป็นของ Upside เท่ากับ Downside คือ 50:50 ; Downside จะต้องเล็กกว่า Upside เสมอ มิฉะนั้นหุ้นนั้นก็ไม่ใช่หุ้นที่น่าสนใจจริงมั้ยครับ) ถ้าในปีนั้น ผมพบหุ้นแบบนี้เต็มตลาดไปหมด ผมก็จะสบายใจที่จะลงหุ้นเต็มพอร์ตโดยเลือกหุ้นเหล่านั้นมาสัก 5 ตัว ถือไว้ตัวละ 20% ของพอร์ต&amp;nbsp;เป็นต้น เพราะถ้าหากตัวใดตัวหนึ่งเลือกผิด ขาดทุน 25% โอกาสที่ 4 ตัวที่เหลือจะมีบางตัวที่ให้ผลตอบแทน 50% มาชดเชย 25&lt;br /&gt;% ที่ขาดทุนไปก็มีสูง&amp;nbsp;แต่ถ้าปีไหนหุ้นในตลาดดูจะแพงไปซะทุกตัว&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;ผมอาจขุดเจอหุ้นแบบนั้นแค่เพียง 1-2 ตัวในตลาดเท่านั้น เช่นนั้น&amp;nbsp;ผมย่อมจะกล้าถือหุ้นน้อยลง เช่นอาจจะถือหุ้นทั้งสองตัวเพียงแค่ตัวละ 30% ของพอร์ตเท่านั้น&amp;nbsp;ที่เหลืออีก 40% ถือเป็นเงินสด สรุปแล้วก็คือ &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ผมอยากให้พอร์ตของผมได้รับ Upside ที่เกิดจากหุ้นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ในเวลาเดียวกัน ถ้าหากจะต้องฝากชีวิตไว้กับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากจนเกินไป ผมก็ไม่เอา&amp;nbsp;เป้าหมายเป็นอย่างนี้&lt;/font&gt; แต่แค่ไหนถือว่ามาก แค่ไหนถือว่าน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับ risk tolerance ของแต่ละบุคคลด้วย สำหรับผม ถ้ามีหุ้นเติบโตให้ลงตั้งแต่ 5 ตัวขึ้นไป ผมสบายใจที่จะถือหุ้นเต็มพอร์ต แต่ถ้าโอกาสมีน้อยกว่านั้น ผมสบายใจที่จะถือเงินสดไว้ส่วนหนึ่ง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เวลาลงทุนไปเรื่อยๆ โอกาสใหม่ๆ จะเข้ามาแบบไม่แน่นอน&amp;nbsp;แถมยังมีเงินสดใหม่ๆ ที่เราหามาได้จากทางอื่นเข้ามาให้เรานำไปลงทุนอีก ผมจะใช้วิธีว่า ถ้ายังไม่พบหุ้นตัวใหม่ที่มี Upside 50% ผมจะเก็บเงินสดใหม่ๆ เหล่านั้นไว้ก่อน เมื่อพบหุ้นตัวใหม่ที่น่าสนใจแล้ว ผมจะประเมินตัวเองว่าผมยินดีจะรับความเสี่ยงจากหุ้นตัวนี้ได้สูงสุดคิดเป็นกี่ % ของ Net Worth&amp;nbsp;(เงินสด+หุ้นทั้งหมดที่มี) ของผมในขณะนั้น ผมก็จะซื้อหุ้นตัวนั้นด้วยเงินที่ไม่เกิน limit ตรงนี้ ถ้าผมซื้อจนเต็ม limit แล้ว แต่หุ้นก็ยังลงต่อไปอีก ผมจะไม่ซื้อเฉลี่ยเพิ่มอีก เพราะ risk exposure จะสูงเกินไป ถือว่าอันตราย&amp;nbsp;เราอยากซื้อของถูก แต่อย่าลืมว่าเราอาจเลือกหุ้นผิดอยู่ก็ได้&amp;nbsp;อย่าโลภจนเกินไป (เว้นเสียแต่ว่า ผมจะมีเงินก้อนใหม่มาอีก ก็อาจจะพิจารณาอีกที)&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ส่วนเวลาขายหุ้นนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ผมจะคิดว่า ถ้ากิจการของหุ้นนั้นยังเป็นกิจการที่เติบโตได้อีก ผมมักจะไม่ขาย แม้ว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปมากเกินพื้นฐานแล้วก็ตาม ผม&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ชอบขายหุ้นเมื่อผมเห็นว่ากิจการนั้นไม่ใช่กิจการที่มีการเติบโตอีกต่อไปมากกว่า&lt;/font&gt; เพราะที่จริงแล้ว คำว่าราคาเกินพื้นฐานนั้น ไม่ได้หมายความว่าหุ้นจะขึ้นไม่ได้อีก แต่หมายความว่า ราคาหุ้นแพงเมื่อเทียบกับการเติบโตเท่าที่มองเห็นแล้วเท่านั้น&amp;nbsp;ถ้าหุ้นยังมีศักยภาพอยู่ วันหน้าก็สามารถสร้างการเติบโตใหม่ๆ ได้อีก ถ้าเราอุตส่าห์หามันเจอและซื้อมันมาในราคาถูกแล้วก็น่าจะลุ้นต่อไป เพราะไม่ใช่ง่ายที่เราจะซื้อหุ้นเติบโตมาด้วยต้นทุนที่ไม่สูง&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;วิธีการบริหารพอร์ตของผมก็ง่ายๆ ประมาณนี้ ผมไม่ได้ใช้แนวคิดเรื่อง Beta ตามทฤษฏีการเงินสมัยใหม่เลย เพราะแม้ผมมองว่าแม้แนวคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยงจะโอเค แต่การใช้ Volatility เป็นตัวแทนของความผันผวนนั้นมันเหมาะสำหรับเทรดเดอร์มากกว่า ผมเชื่อว่า&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ความผันผวนไม่ใช่ความเสี่ยงของนักลงทุน&lt;/font&gt; ความเสี่ยงของนักลงทุนคือการซื้อกิจการที่ไม่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์แต่ไม่รู้ ซื้อแล้วกำไรของบริษัทก็มีแต่ถอยลงเรื่อยๆ ในระยะยาว&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คนทั่วไปมองว่า Growth Investing เสี่ยง เพราะคนที่ซื้อหุ้นเติบโตส่วนใหญ่มักจะซื้อตัวเดียว เต็มพอร์ต&amp;nbsp;อัดมาร์จิ้นเพิ่ม นั่นเป็นวิธีการลงทุนอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมไม่เคยเห็นด้วยกับการลงทุนแบบนั้นเลย สำหรับผมแล้ว &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ผมเชื่อว่า Growth Stock เวลาเลือกหุ้นควรจะ aggressiveหน่อยแต่เวลาบริหารพอร์ตต้องอนุรักษ์นิยมเข้าไว้&lt;/font&gt; ผมจึงไม่เห็นว่า Growth Investing นั้นเสี่ยงกว่าการลงทุนแบบอื่นๆ แต่ ตรงกันข้ามมันกลับให้ผลตอบแทนคาดหวังที่สูงกว่าเสมอที่ความเสี่ยงเท่าๆ กัน ถ้ากระจายความเสี่ยงไว้มากพอ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/07/15/299</guid>
			<pubDate>Tue, 15 Jul 2008 10:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/07/15/299</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/07/15/299?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0068: วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง ฉบับปรับปรุงเนื้อหาใหม่</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/07/15/300</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://www.dekisugi.net/images/valfront.jpg&quot; border=&quot;1&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;400&quot; height=&quot;493&quot; /&gt;&lt;a href=&quot;http://www.dekisugi.net/images/valfront.jpg&quot;&gt;&lt;/a&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ฝากประชาสัมพันธ์ สำหรับท่านที่สนใจหนังสือวัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง แต่ที่ผ่านมาหาซื้อไม่ได้ เพราะผมไม่ได้พิมพ์เพิ่มเนื้อจากมีแผนปรับปรุงเนื้อหาใหม่ ตอนนี้ผมได้จัดทำเวอร์ชั่นใหม่เสร็จแล้ว มีการปรับปรุงเนื้อหาให้ลงตัวมากขึ้น และปรับเปลี่ยนตัวอย่างใหม่ให้ทันสมัยกว่าเดิม หนังสือเล่มนี้มีวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ที่ร้านบีทูเอส ในห้างเซ็นทรัลนะครับ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/07/15/300</guid>
			<pubDate>Tue, 15 Jul 2008 09:12:39 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/07/15/300</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/07/15/300?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0066: วิธีการลงทุนของผม (ตอนที่ 2)</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/07/08/297</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในตอนที่ 1 ผมได้บอกไปแล้วว่าผมสนใจลงทุนแต่หุ้นเติบโตเท่านั้น...&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คำว่าหุ้นเติบโตนั้นมีใช้กันอยู่ในหลายความหมาย บางคนหมายถึงหุ้นที่มีพีอีสูงกว่าตลาด ซึ่งนั่นเป็นความหมายที่ผม &amp;quot;ต่อต้าน&amp;quot; มากที่สุด สำหรับผมแล้ว หุ้นเติบโต หมายถึง &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;หุ้นของกิจการที่สามารถรักษาอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยในระยะยาวให้สูงกว่าเศรษฐกิจได้&lt;/font&gt; ส่วนพีอีเรโชนั่นเป็นเรื่องของตลาดหุ้นไม่เกี่ยวกับกิจการ จะเอามาใช้เป็นตัววัดกิจการได้อย่างไร (ขออนุญาติไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในการมองหาหุ้นเติบโตนั้นต้องระวังให้ดี บางคนใช้วิธีย้อนไปดูการเติบโตในช่วงทีผ่านมา แล้วอนุมาน (อย่างล้มๆ แล้งๆ) ว่าการเติบโตนั้นจะดำรงต่อไปในอนาคต อันนี้นับว่าเป็นวิธีมองหาหุ้นเติบโตที่อันตรายมากเหมือนกัน &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;การมองหุ้นเติบโตนั้นต้องมองไปข้างหน้าเสมอ&lt;/font&gt; ห้ามวัดผลจากอดีตโดยเด็ดขาด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อึม ถ้าอดีตใช้วัดไม่ได้ แล้วต้องทำอย่างไร?&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;พวกนักลงทุนสถาบันเวลามองหุ้นเติบโตนั้น พวกเขาจะใช้วิธีซักถามบริษัทว่ามีแผนการเพิ่มกำไรในอนาคตอะไรบ้าง แล้วพยายามประมาณกำไรที่จะเพิ่มขึ้นจากแผนการเหล่านั้นวิธีนี้ดีเพราะเป็นการมองไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp;แผนธุรกิจส่วนใหญ่มักมองไปข้างหน้าไม่ไกลนัก (ส่วนมากไม่เกิน 12 เดือน)&amp;nbsp;ดังนั้น สถาบันจึงมักมองกำไรในอีก 12 เดือนเป็นหลัก ไม่มองอะไรที่ไกลกว่านี้ (ด้วยเหตุนี้ตลาดหุ้นจึงมอง 12 เดือนข้างหน้าเป็นหลักด้วยเพราะตลาดหุ้นเต็มไปด้วยนักลงทุนสถาบัน)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;วิธีของสถาบันเป็นวิธีที่อาศัย &amp;quot;ข่าว&amp;quot; เป็นสำคัญ&amp;nbsp;กล่าวคือ&amp;nbsp;คอยติดตามข่าวล่าสุดเกี่ยวกับบริษัทตลอดเวลา เพื่อปรับประมาณการใหม่ให้ทันสมัยอยู่เสมอ&amp;nbsp;โดยจะเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นนั้นตามประมาณการที่เปลี่ยนไป วิธีนี้แม้ว่าจะไม่ถึงกับต้องเฝ้าหน้าจอตลอดวันเหมือนการเทรดหุ้นแต่ก็ยังนับว่าต้องใช้ effort ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะต้องหูตาไวอยู่เสมอ เพื่อมิให้ตกข่าว ผมจึงไม่ค่อยชอบวิธีนี้เท่าไร เพราะเหนื่อยเกินไปสำหรับนักลงทุนสมัครเล่นอย่างผม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เวลาผมมองหุ้นเติบโตนั้น ผมไม่ได้เล่นตามข่าว ผมจะพยายามหาคำตอบว่า &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;บริษัทมี &amp;quot;ความพร้อม&amp;quot; แค่ไหนที่จะสร้างการเติบโตในอนาคต&lt;/font&gt;&amp;nbsp;วิธีนี้คล้ายๆ กับการที่เราแทงม้าโดยใช้วิธีดูว่า ม้าสุขภาพดีอยู่หรือไม่ ม้าซ้อมมากพอหรือไม่ จ๊อกกี้คุ้นเคยกับม้าหรือไม่&amp;nbsp;ถ้าประเด็นเหล่านี้ดีหมด ก็แทงเลย&amp;nbsp;แทงแล้วก็ไม่ไปนั่งลุ้นที่ข้างสนามเลยก็ได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เวลาพิจารณาความพร้อม ผมก็จะสนใจในประเด็นต่างๆ ที่มีผล เป็นต้นว่า สินค้าของบริษัทเป็นสินค้าที่ความต้องการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคตหรือไม่&amp;nbsp;บริษัทมีจุดเด่นอะไรบ้างและจุดเด่นเหล่านั้นมีความสำคัญต่อธุรกิจนั้นๆ แค่ไหน ผู้บริหารมีแรงจูงใจที่จะทำบริษัทให้เติบโตมากแค่ไหนและผลประโยชน์ของพวกเขาไปทางเดียวกันบริษัทมากแค่ไหน สุดท้ายก็คือราคาหุ้นแพงไปหรือยังที่จะเสี่ยง หุ้นที่ทำให้ผมมั่นใจในประเด็นเหล่านี้ได้ ก็เป็นหุ้นเติบโตที่น่าลงทุนสำหรับผมเสมอ&amp;nbsp;ดูไปแล้ววิธีของผมก็คล้ายกับวิธีการลงทุนแบบ Value Investing คือมองธุรกิจให้เป็นธุรกิจจริงๆ แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ Value Investing คิดว่าธุรกิจที่ดีคือธุรกิจที่มีกำไรที่มั่นคง แต่ธุรกิจที่ดีสำหรับผมคือ ธุรกิจที่มีอนาคตที่น่าสนใจ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บางคนบอกว่า ถ้าเราไม่ใช่คนที่มีวิสัยทัศน์แล้วจะไปรู้ได้อย่างไรว่า หุ้นตัวไหนจะเติบโตดีในอนาคต&amp;nbsp;ผมว่าคนที่คิดแบบนี้ไม่ได้มีปัญหาตรงที่ขาดวิสัยทัศน์แต่มีปัญหาตรงที่พวกเขาไม่เข้าใจคำว่า &amp;quot;การลงทุน&amp;quot; ว่าคืออะไรมากกว่า พวกนักธุรกิจเวลาลงทุนนั้น ร้อยทั้งร้อยไม่มีคนไหนรู้ล่วงหน้าหรอกว่าวันหน้าธุรกิจของพวกเขาจะเป็นอย่างไรแต่พวกเขาก็ยังลงทุนอยู่นั่นเอง คนส่วนใหญ่มักคิดว่า การจะทำอะไรนั้นจะต้องชัวร์ 100% ก่อนจึงจะลงมือทำได้ ในขณะที่นักธุรกิจทำอะไรที่ไม่ชัวร์ 100% ตลอดเวลาแต่นักธุรกิจกลับเป็นอาชีพเดียวเท่านั้นที่มีคนรวย&amp;nbsp;ที่จริงแล้วก็เป็นเพราะนักธุรกิจต้องผจญกับความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลานี่แหละทำให้พวกเขาต้องได้รับผลตอบแทนสูง เพื่อชดเชยความเสี่ยงเหล่านั้น&amp;nbsp;ที่จริงแล้ว &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;การลงทุนคือ การใช้ความพยายามของเราอย่างเต็มที่เพื่อ maximize โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนั้นไม่สำคัญเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย&lt;/font&gt;&amp;nbsp;ต่างหาก ผมชอบคำพูดของนักธุรกิจชื่อดังคนหนึ่งที่บอกว่า &amp;quot;ธุรกิจนั้น 50% ขี้นอยู่กับโชค อีก 50% ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเราที่จะคว้าโชคนั้นเมื่อมันวิ่งผ่านเข้ามา&amp;quot; การเป็นนักลงทุนก็เหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องรู้ล่วงหน้า 100% ถึงจะซื้อหุ้นได้&amp;nbsp;ไม่ว่าในอนาคตตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร หน้าที่ของเราคือการใช้ความพยายามของเราให้เต็มที่ในการคัดเลือกหุ้นและบริหารพอร์ตให้ maximize โอกาสของเราให้มากที่สุด ต่างหาก &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อย่ากลัวที่จะคัดเลือกหุ้นด้วยตนเองแล้วคิดผิด&amp;nbsp;ในเส้นทางของนักลงทุนทุกคนต้องค่อยๆ เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองทั้งนั้น&amp;nbsp;วันหน้าเราจะแกร่งขึ้น ไม่มีทางลัด ที่จริงแล้ว นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักไม่ได้มีจุดเด่นที่การเลือกหุ้น แต่เป็นคนที่มีวินัยในการลงทุนที่ดีมากกว่า&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ประการสุดท้าย นักลงทุนมีข้อได้เปรียบนักธุรกิจอยู่อย่างหนึ่งคือ &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;นักลงทุน&lt;/font&gt;&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;สามารถกระจายทุนของตัวเองไปในหลายๆ&amp;nbsp;โอกาสได้ในขณะที่นักธุรกิจมักต้องทุ่มสุดตัวไปกับโอกาสเพียงโอกาสเดียว&lt;/font&gt; นักลงทุนจึงไม่ควรพลาดที่จะใช้ความได้เปรียบตรงนี้ การกระจายโอกาสเพื่อให้ได้ผลตอบแทนคาดหวังสูงสุดเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งของการ Growth Investing เลยทีเดียว&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/07/08/297</guid>
			<pubDate>Tue, 8 Jul 2008 18:48:44 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/07/08/297</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/07/08/297?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0065: สไตล์การลงทุนของผมเอง (ตอนที่  1)</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/07/01/291</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หลังจากที่เข้าตลาดหุ้นได้เพียงไม่กี่เดือน&amp;nbsp;ผมรู้สึกตัวเองได้อย่างรวดเร็วว่า &lt;strong&gt;ผมไม่ชอบการเป็นเทรดเดอร์&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;การเทรดหุ้นทำให้ผมขาดสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน ผมเล็งเห็นว่า การเฝ้าตลาดอย่างใกล้ชิดนั้น เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้สำหรับการเทรดหุ้น&amp;nbsp;เพราะจังหวะเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการเทรดหุ้นให้ประสบความสำเร็จ การเทรดหุ้นจึงเหมาะกับคนที่มุ่งมั่นที่จะยึดตลาดหุ้นเป็นอาชีพจริงๆ&amp;nbsp;ในขณะที่ ตัวผมเองเข้าตลาดมาเพื่อหวังให้เงินทำงานให้เรา ในขณะที่เราไปทำอย่างอื่นที่เป็นเรื่องสำคัญกับชีวิตของเรามากกว่า&amp;nbsp;ผมอยากใช้ชีวิตได้แบบคนปกติ ไม่ต้องหน้าซีดเป็นไก่ต้มทุกครั้งที่ตลาดหุ้นตกหนักๆ&amp;nbsp;แม้ผมจะรู้ว่ามีเทรดเดอร์ที่เก่งมากหลายคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่การยึดการลงทุนเป็นอาชีพนั้นไม่ใช่เป้าหมายชีวิตของผม&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อผมหันมามองการลงทุนแทนการเทรดหุ้นดูบ้าง ผมก็พบว่าวิธีลงทุนที่เขาแนะนำกันนั้นก็ไม่น่าสนใจพอๆ กันกับการเทรดหุ้น ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนส่วนใหญ่มักแนะนำให้ซื้อหุ้นของกิจการที่มั่นคงและรอรับเงินปันผลไปเรื่อยๆ ผมมองว่าวิธีการเช่นนี้ให้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยง เพราะเวลาได้เงินปันผลนั้นเราได้แค่ 5% แต่เวลาธุรกิจไม่ดีทำให้ราคาหุ้นร่วงลงนั้น เรามักขาดทุน 20-30% เป็นอย่างน้อยสำหรับหุ้นปันผล ในขณะที่ ถ้าเราซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้นั้น เราอาจได้ดอกเบี้ยเพียง 3-4% แต่เงินต้นของเรามีโอกาสขาดทุนน้อยมากๆ ดังนั้นผมจึงมองว่าการถือหุ้นปันผลเพื่อรอรับเงินปันผลไปเรื่อยๆ นั้น &amp;quot;ได้ไม่คุ้มเสีย&amp;quot; น่าจะเอาเงินไปซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ยังดีเสียกว่า&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อสรุปได้นั้น ผมก็พยายามค้นหาวิธีการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงโดยที่ไม่จำเป็นต้องเฝ้าตลาดอย่างใกล้ชิด (อันนี้สำคัญ)&amp;nbsp;ผมศึกษาการลงทุนอยู่หลายๆ แนว แต่ก็พบว่า&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่ละแนวก็ดูจะมีจุดยืนเป็นของตัวเอง ที่เห็นขัดแย้งกันก็มีมาก ยิ่งอ่านหลายวิธีก็ยิ่งสับสน&amp;nbsp;ไม่รู้ว่าใครพูดจริงพูดหลอก &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;จนกระทั้งวันหนึ่ง ผมได้อ่านเจอแนวคิดของ บิล มิลเลอร์ ผู้จัดการกองทุนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมตาสว่างเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;บิลกล่าวว่า &lt;strong&gt;หุ้นที่ถือไว้เฉยๆ แล้วให้ผลตอบแทนดีที่สุดคือหุ้นเติบโต &lt;/strong&gt;หุ้นพวกนี้แม้ในช่วงสั้นราคาหุ้นจะผันผวนรุนแรงมาก แต่ในระยะยาวแล้ว มันจะวิ่งไปได้ไกลกว่า&amp;nbsp;เช่น หุ้นเติบโตราคา 100 บาทถือไว้หนึ่งปีอาจพุ่งขึ้นเป็น 200 บาท ปีถัดมาอาจร่วงลงมากถึง&amp;nbsp;40% เหลือแค่ 120 บาท แต่สรุปแล้วก็ยังได้กำไรอยู่ถึง 20% ในขณะที่ หุ้นปันผลราคา 100 บาท ปีแรกอาจกลายเป็น 105 บาท ปีถัดมา 110 บาท แม้ราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอกว่าก็จริง แต่สรุปแล้วกำไรก็แค่ 10% เท่านั้นเองซึ่งน้อยกว่าหุ้นเติบโต&amp;nbsp;ยิ่งจำนวนปีเพิ่มขึ้นกว่านี้ ผลลัพธ์จะยิ่งแตกต่างกันมากขึ้นไปอีก คนส่วนใหญ่หลงประเด็น เพราะธรรมชาติของคนมักกลัวความผันผวน จึงมุ่งที่จะพยายามสร้างพอร์ตที่ผันผวนน้อยที่สุดในระยะสั้น แต่ที่จริงแล้ว ถ้าคุณคิดจะลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว คุณมีความได้เปรียบนักลงทุนคนอื่นตรงที่คุณไม่จำเป็นต้องพะวงเรื่องความผันผวนในระยะสั้น สาเหตุที่หุ้นเติบโตมักผันผวนนั้นบ่อยครั้งไม่ได้เป็นเพราะกิจการนั้นไม่ดี แต่เป็นเพราะหุ้นเติบโตมักวัดมูลค่าที่แท้จริงได้ยาก ตลาดจึงไม่สามารถกำหนดราคาที่แน่อนให้กับมันได้ มันจึงอ่อนไหวกับภาวะตลาดมากกว่าหุ้นปันผล แต่ไม่ได้หมายความว่ากิจการของหุ้นเติบโตเป็นกิจการที่ไม่ดีเสมอไป&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เป้าหมายหลักของการลงทุนควรจะเป็นการสร้างพอร์ตที่วิ่งไปได้ไกลที่สุดในระยะยาว และ&lt;strong&gt;พอร์ตของหุ้นเติบโตที่มีการกระจายที่ดีพอเท่านั้นที่จะทำให้พอร์ตของคุณมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้มากที่สุดในระยะยาว&lt;/strong&gt; จุดมุ่งหมายของการลงทุนต้องเป็นการเพิ่ม Wealth ในระยะยาว ไม่ใช่การขจัดความผันผวนในระยะสั้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แนวคิดนี้ได้กลายเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อวิธีการลงทุนของผมอย่างมากในเวลาต่อมา เพราะมันตอบสนองความต้องการลงทุนแบบไม่ต้องเฝ้าตลาดของผมได้เป็นอย่างดี &lt;strong&gt;ทุกวันนี้ผมจึงสนใจลงทุนในหุ้นเติบโตเท่านั้น&lt;/strong&gt; ทุกวันนี้ผมค้นหาแต่กิจการที่ผมคิดว่ามีโอกาสเติบใหญ่ได้มากในวันข้างหน้าและแทบจะไม่ได้สนใจลงทุนหุ้นในแนวอื่นๆ เลย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/07/01/291</guid>
			<pubDate>Tue, 1 Jul 2008 20:52:57 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/07/01/291</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/07/01/291?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0064: The two-minute drill</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/06/28/293</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;div style=&quot;text-align: center&quot;&gt;&lt;img style=&quot;width: 200px; height: 200px&quot; src=&quot;http://www.akrfw.org/images/finish%20line.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;200&quot; height=&quot;200&quot; /&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ทุกวันนี้ถ้ามีใครถามให้ผมตอบอย่างสั้นๆ ว่าผมมีวิธีการลงทุนอย่างไร ผมจะตอบทันทีว่า&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;quot;ผมมุ่งที่จะสร้างพอร์ตการลงทุนที่ประกอบด้วยหุ้นของกิจการที่มีโอกาสเติบใหญ่อย่างมีคุณภาพในวันข้างหน้าประมาณ&amp;nbsp;5-6 ตัวที่ซื้อมาในราคาที่สมเหตุสมผลกับโอกาสในการเติบโตนั้น และถือมันไว้ตราบเท่าที่กิจการของมันยังมีโอกาสเติบโตอยู่&amp;quot;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ส่วนที่มาที่ไปหรือรายละเอียดว่าทำไม ผมจึงเลือกลงทุนแบบนี้นั้น เอาไว้ผมจะค่อยๆ มาสาธยายให้ฟัง มันเริ่มชัดขึ้นมาเรื่อยๆ เองเมื่อผมลงทุนไปเรื่อยๆ&amp;nbsp;ประเด็นสำคัญของผมก็คือว่า ทุกวันนี้ คุณสามารถบอกอย่างชัดเจนได้หรือยัง ว่าตัวคุณเองมีวิธีการลงทุนอย่างไร?&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/06/28/293</guid>
			<pubDate>Sat, 28 Jun 2008 20:38:56 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/06/28/293</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/06/28/293?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0063: วิธีการลงทุนของคุณเป็นอย่างไร?</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/06/22/287</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;img style=&quot;width: 240px; height: 171px&quot; src=&quot;http://www.louderbacks.com/home/images/chess.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;240&quot; height=&quot;171&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในการต่อสู้แข่งขันใดๆ เราต้องมีทั้งยุทธศาสตร์ (Strategy) และยุทธวิธี (Tactics)&amp;nbsp;ยุทธศาสตร์คือกรอบใหญ่ของแผนการต่อสู้ของเรา&amp;nbsp;ซึ่งเกิดมาจากการที่เราได้ประเมินปัจจัยแวดล้อมแล้วปรับจุดอ่อนจุดแข็งของเราให้ต่อสู้ได้ดีที่สุดภายใต้ปัจจัยแวดล้อมนั้น&amp;nbsp;ยุทธศาสตร์เมื่อกำหนดขึ้นมาแล้วมักจะไม่เปลี่ยนแปลงไปง่ายๆ &lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในขณะที่&amp;nbsp;ยุทธวิธี คือ แผนการรบรายวันที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้าอีกทีโดยที่ยังมียุทธศาสตร์เป็นกรอบอยู่&amp;nbsp;ยุทธวิธีเป็นเหมือนการ fine tune ยุทธศาสตร์อีกทีให้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ก่อนที่ทีมฟุตบอลจะลงสนามแข่งขันต้องมีการวางยุทธศาสตร์ของทีมล่วงหน้า เช่น ควรจะจัดกำลังพลไว้ที่กองหน้ากองหลังเท่าไร ควรจะเน้นการทำประตูหรือว่าเดินเกมรับดีกว่า&amp;nbsp;แผนการณ์เหล่านี้มักไม่เปลี่ยนแปลงตลอดการแข่งขัน แต่ในระหว่างที่ลงแข่ง ตัวผู้เล่นตลอดจนบทบาทของตัวผู้เล่นเป็นรายคนอาจมีปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทุกนาทีเพื่อให้การใช้ยุทธศาสตร์ที่วางไว้มีประสิทธิภาพมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ตลาดหุ้นก็เหมือนกับการต่อสู้อย่างอื่น แม้ว่าเราจะต้องคอยพลิกแพลงยุทธวิธีของเราไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา แต่ในเวลาเดียวกันเราก็จำเป็นจะต้องมีหลักการอะไรบางอย่างไว้เป็นหลักยึด ไม่ใช่เปลี่ยนแนวไปเรื่อยๆ&amp;nbsp;แบบไร้จุดยืนโดยสิ้นเชิง ลองคิดดูว่า ถ้าทีมฟุตบอลลงสนามโดยไม่มีการกำหนดแผนการต่อสู้ใดๆ ล่วงหน้าไว้ก่อนแต่ใช้วิธีแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ&amp;nbsp;ผลลัพธ์ที่ออกมาคงดูไม่จืด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;เมื่อลงทุนไปถึงจุดๆ หนึ่ง นักลงทุนควรจะไปถึงจุดที่สามารถตอบตัวเองได้ว่า วิธีหรือสไตล์การลงทุนเฉพาะตัวของคุณเป็นอย่างไร&lt;/font&gt; คนที่สามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว ก็เปรียบเสมือนเป็นคนที่เดินป่าโดยมีเข็มทิศและแผนที่นำทาง แม้ว่าการเดินป่าจะยังคงต้องมีปัญหาเฉพาะหน้าให้ต้องแก้เป็นรายวันอยู่ แต่การเดินป่าโดยมีเข็มทิศนั้นย่อมทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อเริ่มต้นลงทุนใหม่ๆ เรายังไม่จำเป็นต้องมีวิธีการลงทุนประจำตัวก็ได้ เนื่องจากประสบการณ์ในตลาดหุ้นของเรายังน้อยเกินกว่าที่จะตัดสินด้วยตัวเองว่าวิธีการไหนดีหรือไม่ดี&amp;nbsp;อาจเริ่มต้นด้วยการทดลองยึดแนวทางมาตรฐานแนวทางใดแนวทางหนึ่งหรือวิธีการของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จแล้วบางคนมาลองปฏิบัติดูก็ได้ แต่อย่าเพิ่งไปยึดติดมากเกินไป เมื่อปฏิบัติไปได้สักพักก็คอยประเมินผลดูว่าวิธีนั้นๆ&amp;nbsp;ใช้ได้ผลหรือไม่อย่างไร&amp;nbsp;ถ้าหากแนวการลงทุนนั้นไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาวก็ควรมองหาแนวการลงทุนใหม่&amp;nbsp;ที่จริงแล้ว ไม่มีแนวการลงทุนมาตรฐานแบบใดที่จะเหมาะกับทุกคน&amp;nbsp;เพราะแนวการลงทุนที่ดีที่สุดคือแนวที่สอดคล้องกับจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละบุคคลด้วย เรื่องนี้นับว่าสำคัญ&amp;nbsp;บางคนเห็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จด้วยการลงทุนแบบวิเคราะห์งบการเงินอย่างทะลุปรุโปร่ง&amp;nbsp;พอลองเอาอย่างบ้างก็จะพบว่า ล้มเหลวไม่เป็นท่า ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะนักลงทุนคนที่ประสบความสำเร็จนั้น เขาเป็นคนที่มีพื้นฐานความรู้เรื่องบัญชีอย่างดี เมื่อเขาเอาสิ่งที่เขาทำได้ดีกว่าคนทั่วไปมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ย่อมทำได้เขาเกิดความได้เปรียบคนอื่น ในขณะที่ คนทั่วไปซึ่งอ่อนหัดเรื่องบัญชี ถ้าหันมายึดการลงทุนด้วยวิธีนี้ก็ย่อมต้องล้มเหลวเป็นธรรมดา&amp;nbsp;เป็นต้น นักลงทุนต้องค้นหาวิธีการลงทุนที่เหมาะกับอุปนิสัย เป้าหมายและจุดแข็งของตัวเองมากที่สุดให้เจอ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เรามักพบเสมอว่า นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จแต่ละคนแนะนำไม่เหมือนกัน คำแนะนำบางอย่างตรงกันข้ามกันเสียด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ วิธีที่จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นนั้นมีอยู่หลายวิธี แต่ละคนย่อมเลือกวิธีการที่เหมาะกับตนเอง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จแล้วมักเป็นนักลงทุนที่ชัดเจนในวิธีการลงทุนของตนเองแล้ว ทั้งสิ้น โดยมากแล้ว พวกเขาอาจมีแนวทางมาตรฐานแนวทางใดแนวทางหนึ่งเป็นหลัก แต่ไม่ได้ยึดติดกับแนวทางนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะต้องมีส่วนที่เหมาะกับจุดอ่อนจุดแข็งของตัวของเขา&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เองด้วย เรามักสงสัยว่า&amp;nbsp;วอเรน บัฟเฟต ลงทุนในแนว Value Investing&amp;nbsp;แน่หรือเปล่า เพราะดูเหมือนจะมีอะไรหลายๆ อย่างที่แตกต่างออกไปจากวิธีการของเบนจามิน แกรม&amp;nbsp;ที่จริงแล้ว วอเรน บัฟเฟต&amp;nbsp;เพียงแต่ยึดแนวคิดของ Value Investing ในการมองตลาดหุ้น&amp;nbsp;(ได้แก่ แนวคิดเรื่อง Mr.Market, Margin of Safety, Circle of&amp;nbsp;Competency) เท่านั้น&amp;nbsp;ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอย่างอื่นในวิธีการลงทุนของบัฟเฟตนั้นเป็นวิธีการเฉพาะของเขาเอง เรียกว่า เป็นแนวการลงทุนแบบวอเรน บัฟเฟต&amp;nbsp;เพื่อนรักของวอเรน บัฟเฟต อย่าง ชาลี มังเจอร์ เองก็มีวิธีการหลายอย่างที่เป็นแบบฉบับเฉพาะของเขาเองซึ่งไม่เหมือนกับ Value Investor คนอื่นๆ ด้วย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คุณเองก็เหมือนกัน สุดท้ายแล้วคงไม่มีแนวการลงทุนมาตรฐานแนวไหนที่จะเหมาะกับคุณร้อยเปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;คุณยังต้องหาวิธีการลงทุนในแบบฉบับของคุณเองให้พบ เหมือนอย่างที่วอเรน บัฟเฟตใช้ Value Investing เป็นแนวคิดเริ่มต้นและพัฒนาวิธีการลงทุนในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมา &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เอาไว้วันหลังผมจะมาเล่าให้ฟังว่า ผมคิดว่าวิธีการลงทุนของผมเองนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นการยกตัวอย่างนะครับ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/06/22/287</guid>
			<pubDate>Sun, 22 Jun 2008 09:54:53 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/06/22/287</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/06/22/287?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0062 : Equity Mind</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/06/11/282</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของหลักทรัพย์ที่เรียกว่า &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;หุ้น&lt;/font&gt; (ตราสารทุน: Equity) ที่แตกต่างจากสินทรัพย์อย่างอื่นก็คือ มูลค่าของมันไม่สามารถระบุออกมาได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างซึ่งมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว...&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไร ถ้าเราจะซีเรียสกับมูลค่าของหุ้นแบบละเอียดถี่ยิบถึงขั้นเป็นหน่วยสตางค์ เพราะสุดท้ายแล้วความไม่แน่นอนที่มีอยู่ในตัวหุ้นเองก็จะทำให้ความละเอียดเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ไปอยู่ดี เมื่อพิจารณาจากระดับความไม่แน่นอนตามธรรมชาติของหุ้นแล้ว &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ราคาหุ้นที่แตกต่างกันไม่เกิน 5-10% นั้น ที่จริงแล้วเราไม่ควรไปถือว่าเป็นความแตกต่างที่มีนัยสำคัญอะไร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ชีวิตประจำวันของคนถูกกำหนดให้เคยชินกับการคิดถึงมูลค่าของสิ่งต่างๆ อย่างแม่นตรงตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ เช่น เวลาทอนเงิน ไม่ว่าของจะราคากี่ล้านก็ต้องทอนให้ถูกต้องถึงหน่วย 25 สตางค์เสมอ จะปัดทิ้งไปไม่ได้ เป็นต้น หรืออย่างการซื้อของ เวลาคุณไปเดินพันธ์ทิพย์เพื่อหาซื้อกล้องดิจิตอลตัวหนึ่ง&amp;nbsp;คุณมักยอมเสียเวลาตั้งหลายชั่วโมงเพื่อเทียบราคาของทุกร้านในห้าง เพื่อที่จะได้ซื้อมันได้ถูกลงอีกแค่ 50 บาท เป็นต้น &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;เราถูกฝึกมาให้ซีเรียสกับเรื่องเงินๆ ทองๆ&amp;nbsp;ถึงขั้นหลักหน่วยหลักทศนิยม&lt;/font&gt;&amp;nbsp;เวลาที่คุณซื้อหุ้น คุณจึงรับเอาวิธีคิดแบบเดียวกันนี้มาใช้ด้วยโดยที่คุณไม่รู้ตัว&amp;nbsp;วิธีคิดแบบนี้อาจจะเหมาะกับของอย่างอื่นแต่ไม่เหมาะกับสิ่งที่ค่าของมันกำหนดให้แม่นตรงไม่ได้อย่าง &amp;quot;หุ้น&amp;quot; มันจึงกลายเป็นอุปสรรคในการลงทุนอย่างหนึ่งของคนเรา&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;วิธีคิดแบบนี้ทำให้ &amp;quot;เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย&amp;quot;&amp;nbsp;กับหุ้น ตัวอย่างเช่น เวลาที่เราค้นพบหุ้นตัวหนึ่งที่พื้นฐานดี แถมราคาหุ้นถูก แต่ถึงเวลาที่เราจะส่งคำสั่งซื้อหุ้นเหล่านั้นจริงๆ เรากลับมานั่งต่อราคา หวังจะซื้อหุ้นนั้นได้ถูกลงอีก 10-20 สตางค์ สุดท้ายแล้วพอราคาหุ้นวิ่งหนีจุดที่เราตั้งซื้อไปทีเดียว 1.00 บาท เราถึงค่อยจะมานั่งเสียดายที่ไม่ได้ซื้อ ที่จริงแล้วถ้าเราคิดว่าหุ้นนั้นพื้นฐานดี แถมราคาหุ้นยังถูกอยู่มาก (เช่น 50%) เมื่อเทียบกับพื้นฐานตามการวิเคราะห์ของเรา เราก็ควรมีความเด็ดเดี่ยวและเคาะขวาไปทีเดียวเลย ต่อให้เคาะขวาไปแล้ววันรุ่งขึ้นหุ้นดันลงไปอีก 1-2% นั้น ที่จริงแล้ว ไม่เป็นไร เพราะสุดท้ายแล้วเวลาคุณกำไร (หรือขาดทุน) จากการลงทุนนั้น คุณมักจะกำไร(หรือขาดทุน) 30-40% เป็นอย่างน้อย&amp;nbsp;การที่คุณซื้อแพงไป 1-2% นั้น ผลตอบแทนสุทธิของคุณก็เปลี่ยนไปจาก&amp;nbsp;30% กลายเป็น 28%&amp;nbsp;ซึ่งมันไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรให้ต้องมานั่งเสียดายเลย ที่จริงแล้ว คนที่ต้องซีเรียสกับราคาหุ้นที่แตกต่างกันเพียง 2% คือพวก Day Trader เท่านั้น คนทั่วไปที่เป็นนักลงทุนไม่ควรคิดเล็กคิดน้อยกับส่วนต่างเพียงแค่นี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะจะทำให้มองข้ามเป้าหมายใหญ่ของการลงทุนซึ่งสำคัญกว่าไปอย่างน่าเสียดาย (เรื่องที่สำคัญกว่าคือสุดท้ายแล้วหุ้นตัวนั้นจะสร้างผลกำไรให้คุณแถวๆ 30% หรือว่าสร้างผลขาดทุนให้คุณ 30% มากกว่า)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อจะมาลงทุนในหุ้นก็ควรเปลี่ยนวิธีมองราคาสิ่งของเสียใหม่ แยกแยะให้ออกระหว่างหุ้นกับสิ่งของอย่างอื่น เรื่องนี้ต้องอาศัยเวลาในการฝึกฝนจิตใจ เพราะเราถูกฝึกให้เคยชินกับการคิดเล็กคิดน้อยเรื่องเงินมาตลอดชีวิต&amp;nbsp;สมัยที่ผมเริ่มต้นลงทุนใหม่ๆ&amp;nbsp;พลังความคิดของผมในแต่ละวันหมดไปกับความรู้สีกเสียดายเรื่องเมื่อวานซื้อหุ้นแพงไป 0.5% อยู่ไม่น้อยทีเดียว เดี๋ยวนี้ผมเปลี่ยนทัศนคติได้แล้ว&amp;nbsp;ถ้าราคาหุ้นที่ซื้อมายังเปลี่ยนแปลงไปไม่เกิน5%&amp;nbsp;ผมรู้สึกว่าราคาของหุ้นที่ผมซื้อมันยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง หรืออย่างสมัยนี้เวลาที่ผมได้ยินรายงานดัชนีตลาดหุ้นในทีวีก็เหมือนกัน ถ้าดัชนีวันนี้เปลี่ยนแปลงแค่ไม่ถึง 1% ในสมองของผมรู้สึกว่าวันนั้นทั้งวันดัชนีหุ้นไม่เปลี่ยนแปลงเลย&amp;nbsp;จิตใจสงบขึ้นไม่น้อยเพราะมองหุ้นตามความเป็นจริงตามธรรมชาติ&amp;nbsp;แค่เราหัดเลิกซีเรียสกับกำไรหรือขาดทุนที่เล็กน้อยเกินไปของราคาหุ้นก็ช่วยทำให้คุณตัดสินใจเรื่องการลงทุนในตราสารทุนได้ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/06/11/282</guid>
			<pubDate>Wed, 11 Jun 2008 15:33:22 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/06/11/282</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/06/11/282?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0061: Turnarounds</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/06/01/276</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://manuallax.com/images/uturn.gif&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;200&quot; height=&quot;200&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ปีเตอร์ลินซ์ บอกว่า มีหุ้นแค่สองประเภทเท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนอย่างน่าประทับใจแก่นักลงทุนได้ คือ หุ้นเติบโต&amp;nbsp;(Growth Stocks)&amp;nbsp;และ&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;หุ้นพลิกฟื้น (Turnarounds)&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในบล็อคนี้ผมพูดถึงแต่หุ้นเติบโตอยู่ตลอดเวลาและแทบจะไม่เคยพูดถึงหุ้นแบบอื่นเลย รวมทั้งหุ้น Turnarounds ด้วย&amp;nbsp;หุ้น Turnarounds เป็นหุ้นที่ผมไม่ถนัด ผมจึงไม่ค่อยให้ความสนใจพวกมันเท่าไรแม้ว่านักลงทุนมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่น่าประทับใจจากพวกมันได้ไม่แพ้หุ้นเติบโตเลยก็ตาม ในตลาดหุ้น เราควรอยู่ให้ห่างไกลจากสิ่งที่เราไม่มีความถนัด (อย่าโลภ) นานๆ ผมจึงจะซื้อหุ้น Turnarounds สักครั้ง และไม่เคยถือพวกมันเกิน 10% ของพอร์ต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม หุ้น Turnaround เป็นหุ้นที่มีนักลงทุนถามผมบ่อย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผมก็ไม่รู้จะแนะนำอย่างไร เพราะผมไม่ค่อยได้ตามหุ้นพวกนี้ ผมว่าบ้านเรามีนักลงทุนที่นิยมเล่นหุ้น Turnaround มากกว่าหุ้นเติบโตมาก ซึ่งเป็นไปตามแนวความเชื่อที่มีอยู่ทั่วไปในตลาดว่า &amp;quot;บริษัทของไทยโตได้น้อย ถ้าไม่เล่นหุ้น Turnaround โอกาสจะได้กำไรมากๆ คงไม่มี&amp;quot; ก็เลยกลายเป็นว่าตลาดหุ้นไทยมีแต่คนแย่งกันซื้อบริษัทที่ไม่ดี เพราะยิ่งไม่ดีเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสเป็นหุ้น Turnaround ซึ่งโดยส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันขัดๆ ยังไงก็ไม่รู้ที่ทำไมผู้คนจึงแย่งกันซื้อของไม่ดี จากการสังเกตพฤติกรรมของนักลงทุนที่หลงไหลหุ้น Turnaround ผมมีข้อสังเกตบางอย่างที่อยากเอามาแชร์ให้ฟังดังนี้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;- สาเหตุที่ &amp;quot;บาง&amp;quot; คนหลงใหลหุ้น Turnarounds มากนั้นอาจเกิดจากพวกเขาให้ความสำคัญกับ &amp;quot;ขนาด&amp;quot; ของ Upside มากเกินไปและให้ความสำคัญกับ &amp;quot;โอกาส&amp;quot; ที่ Upside นั้นจะเกิดขึ้นน้อยเกินไปก็ได้&amp;nbsp;หุ้น Turnarounds อาจให้ผลตอบแทนได้สูงถึง 100-200% แต่โอกาสเช่นนั้นไม่ได้สูงมากนัก ในขณะที่ Downside ซึ่งต่ำกว่า Upside นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่า&amp;nbsp;เหมือนอย่างที่ วอเรน บัฟเฟต&amp;nbsp;เคยพูดว่า &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;&amp;quot;Turnarounds seldom turn.&amp;quot;&lt;/font&gt; ที่จริงแล้ว ถ้าคำนึงทั้งขนาดและโอกาส&amp;nbsp;(expected value) หุ้น Turnarounds กับ หุ้นเติบโต นั้นอาจมีความน่าสนใจที่ไม่ต่างกันมากนัก เพราะแม้หุ้นเติบโตส่วนใหญ่จะมี Upside&amp;nbsp;ไม่สูงนักในระยะสั้นๆ แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นมีมากกว่า&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;-&amp;nbsp;เรามักเกิดความสนใจหุ้น Turnaround ขึ้นมาหลังจากเพิ่งเกิดเหตุการณ์ที่ราคาหุ้นของมันร่วงลงอย่างหนักใหม่ๆ และเข้าไปซื้อหุ้นเหล่านั้นด้วยตรรกที่ว่า ลงมาแรงๆ เดี๋ยวจะต้องเด้งแรงๆ หรือลงมาแล้ว 50% แปลว่าถูก แต่ความจริงแล้ว&amp;nbsp;ไม่เคยมีกฏเกณฑ์พรรณนั้นอยู่ในตลาดหุ้นมาก่อน หุ้นที่ลงแรงๆ อาจนิ่งไปเลยหรือ sideway down ไปอีกหลายๆ ปีเลยก็เป็นไปได้บ่อย และเปอร์เซ็นต์ที่ร่วงลงมาจากจุดต่ำสุดมากๆ ก็ไม่สามารถบ่งบอกว่าหุ้นถูกหรือแพงได้เช่นเดียวกัน อย่างหุ้นสถานีโทรทัศน์ที่ร่วงลงมาจาก 30 บาทเหลือแค่ 6 บาทนั้น ยังสามารถลงต่อไปเหลือไม่ถึงบาทได้ หุ้นถังแก๊ส (มาจาก 17 บาท) หรือหุ้นอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร (มาจาก 12 บาท) ก็เป็นตัวอย่างที่ดีเช่นเดียวกัน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ที่จริงแล้ว ถ้าเราอยาก bet กับหุ้น Turnaround ควรทำเมื่อมีข่าวเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้นเข้ามากระทบมากกว่า การซื้อหุ้นที่ตกแรงๆ เพื่อหวังให้มันเด้งแรงๆ โดยไม่มีเหตุผลอะไรรองรับ ไม่ต่างกับการหวังล้มๆ แล้งๆ&amp;nbsp; การเก็งเมื่อมีสัญญาณฟื้นตัวแล้วแม้ว่าอาจจะต้องซื้อสูงกว่าจุดต่ำสุดไปบ้าง แต่อย่างน้อยเราก็ได้เห็นแล้วว่า ก้นเหวอยู่ตรงไหนและยังมีโอกาสที่หุ้นจะวิ่งขึ้นได้มากกว่าหุ้นที่ยังคงทำ&amp;nbsp;new low อยู่อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;- หุ้นที่มีข่าวร้ายมากๆ บางตัวอาจจะยังไม่ถูกอย่างที่คิดก็ได้ เนื่องจากแนว Turnarounds เป็นแนวที่นักลงทุนไทยส่วนใหญ่นิยมเล่น ตลาดหุ้นไทยจึงมีนักลงทุนที่ยินดีเข้าไปรับของที่ถูกเทออกมามากกว่าปกติ ราคาหุ้นจึงไม่ลงไปมากกว่าจุด oversold ได้ง่ายๆ ถ้าต้องการตัดสินใจซื้อขายหุ้น Turnaround โดยอาศัยจิตวิทยา ไม่ควรซื้อหุ้นที่แค่มีข่าวร้ายธรรมดา หรือราคาหุ้นร่วงชั่วครั้งชั่วคราว เพราะจะยังไม่ปลอดภัยมากพอ ควรซื้อเมื่อมันเลวร้ายแล้วเลวร้ายอีกจนเหนือความคาดหมายของทุกคนจริงๆ ดังเช่นคติของ Sir John Templeton ยอดนักซื้อของถูกระดับตำนานที่บอกว่า&amp;nbsp; &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;The only time to buy is the time of&amp;nbsp;&amp;quot;maximum&amp;quot; pessimism.&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;-หุ้น Turnaround ที่กลับตัวได้สำเร็จแล้ว ควรขายออกไปเสีย ไม่ควรถือต่อไปในระยะยาว เพราะการที่มันเคยเกิดปัญหาถึงขั้นวิกฤตได้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะ พวกมันไม่ใช่หุ้นที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งเท่าไรนัก (อันนี้ไม่เสมอไป แต่ส่วนใหญ่)&amp;nbsp;นักลงทุนมักมีความรู้สึกที่ดีกับหุ้น Turnaround&amp;nbsp;ที่กลับตัวได้สำเร็จมากเพราะมันทำกำไรให้อย่างมากเลยเกิดความคิดไปว่ามันเป็นกิจการที่ยอดเยี่ยมและอยากถือมันตลอดไป ซึ่งจะนำไปสู่ความผิดหวังในอนาคต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุนครับ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/06/01/276</guid>
			<pubDate>Sun, 1 Jun 2008 17:17:41 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/06/01/276</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/06/01/276?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0060: Growth แบบไทยๆ </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/05/25/273</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;img style=&quot;width: 347px; height: 346px&quot; src=&quot;http://trak.in/wp-content/uploads/2007/09/indian-growth-graph-best.gif&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;347&quot; height=&quot;346&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ประเทศไทยในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมานั้นต้องยอมรับว่าหาอุตสาหกรรมที่รักษาอัตราการเติบโตให้สูงแบบต่อเนื่องได้ยาก (เกิน 10% ทุกปี)&amp;nbsp;การเติบโตที่เนื่องมาจาก Market Growth นั้นเป็นอะไรที่หวังได้ยากอยู่สำหรับหุ้นไทย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ผมคิดว่าเป็นเพราะ &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ประเทศของเราไม่สามารถสร้างบรรยากาศที่น่าลงทุนให้เกิดขึ้นได้&lt;/font&gt;&amp;nbsp;การเมืองที่ไม่นิ่งทำให้นักธุรกิจชะลอการตัดสินใจ การแทรกแซงตลาดอยู่เรื่อยๆ โดยภาครัฐทำให้ความเสี่ยงในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น การส่งสัญญาณที่คลุมเครือว่าประเทศของเราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเสรีจริงหรือไม่ เหตุทั้งหลายเหล่านี้ทำให้ การลงทุนของภาคเอกชนซึ่งเป็นเครื่องจักรที่ขับดัน Economic&amp;nbsp;Growth ที่แท้จริงจึงวิ่งไม่ออก&amp;nbsp;ในขณะที่ ประเทศเกิดใหม่หลายประเทศตอนนี้กำลังใช้ตลาดเสรีเป็นเครื่องมือในการทำเศรษฐกิจให้เติบโตล้วนประสบความสำเร็จกันทั่วหน้า เราจึงได้แต่นั่งมองประเทศอื่นๆ ในโลกกอดคอกันเติบโตอย่างรวดเร็ว การเติบโตที่สูงมากของเศรษฐกิจโลกได้ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นอย่างมาก เราต้องรับภาระจากต้นทุนที่สูงขึ้นนี้เหมือนประเทศอื่น แต่ในขณะเดียวกันเรากลับไม่ได้อานิสงส์จากการเติบโตเลย เพราะบรรยากาศการลงทุนภายในประเทศของเราเองมีปัญหาอยู่ เรื่องนี้นับว่าน่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาการเติบโตของบ้านเราต้องอาศัยการส่งออกเป็นตัวพยุงเอาไว้ เพราะการส่งออกอาศัย Market Growth ที่มาจากตลาดโลกเป็