<?xml version="1.0"?>
<!-- name="generator" content="blojsom v3.2" -->
<rss version="2.0" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/">
    <channel>
        <title>1001ii</title>
        <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii</link>
        <description>.</description>
        <language>en</language>
        <image>
            <url>http://api.settrade.com/favicon.ico</url>
            <title>1001ii</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii</link>
        </image>
        <docs>http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss</docs>
		<generator>blojsom v3.2</generator>
		<managingEditor>webmaster@settrade.com</managingEditor>
		<webMaster>webmaster@settrade.com</webMaster>
		<pubDate>Thu, 30 Jul 2009 20:14:52 +0700</pubDate>

                        <item>
            <title> บล็อกนี้ย้ายไปแล้ว</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/07/30/575</link>
            <description>&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&amp;nbsp;บล็อกนี้ย้ายไปที่ &lt;/font&gt;&lt;a href=&quot;http://portal.settrade.com/blog/1001ii&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;http://portal.settrade.com/blog/1001ii&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/07/30/575</guid>
			<pubDate>Thu, 30 Jul 2009 20:14:52 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/07/30/575</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/07/30/575?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0111: เงินล้นโลก</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/25/569</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อคืนนี้ ลุงเบนบอกว่า ดูท่าทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังต้องการเวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัวได้ เพราะฉะนั้นเฟดจะขอใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างนี้ต่อไปอีกสักพักใหญ่&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คำพูดของลุงเบนที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้นนี้ไม่ได้ทำให้นักลงทุนกังวลแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับ&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ทำให้นักลงทุนโล่งใจกันมากกว่า&amp;nbsp;เพราะที่ผ่านมาเฟดได้ใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ&amp;nbsp;ตลาดมองเกมออกว่า ถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นได้เมื่อไร เฟดจะต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยทันที เพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อที่อาจเกิดจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเกินไป การขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วของเฟดจะทำให้สภาพคล่องที่เอ่อล้นอยู่ในเวลานี้ จะเกิดการตึงตัวขึ้น และจะทำให้ตลาดสินทรัพย์ทั่วโลกร่วงแรงได้&amp;nbsp;แต่พอลุงเบนออกมาส่งสัญญาณว่า จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยอีกสักพักใหญ่ ตลาดก็โล่งใจ เพราะเจ้ามือเลื่อนเวลาเก็บโต๊ะออกไปอีก&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หลังจากตลาดการเงินของสหรัฐฯ ที่ปั่นป่วนเมื่อปีที่แล้วได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อต้นปี สภาพคล่องที่เอ่อล้นอันเนื่องมาจากนโยบายของเฟดได้ถูกนักลงทุนนำมาลงทุนในตลาดสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกที่ไม่ใช่สกุลดอลล่าร์เพื่อเฮดจ์เงินเฟ้อที่อาจจะเกิดขึ้นได้อนาคต ด้วยเหตุนี้ ทั้งทองคำ น้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์&amp;nbsp;และตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลก ในเวลานี้ ต่างมีราคาปรับตัวพุ่งขึ้นแรงโดยทั่วหน้า&amp;nbsp;ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโลกยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนแต่อย่างใด ราคาที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจาก &amp;quot;ภาวะเงินล้นโลก&amp;quot; มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สภาวะที่มีเงินอยู่ในระบบมากเกินไป ตลาดหุ้นมักจะมีความผันผวนมากกว่าธรรมดา เพราะนักลงทุนจะพร้อมใจกันถือหุ้นเอาไว้ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าหุ้นแพง เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปไว้ที่ไหนดี&amp;nbsp;ดังนั้นเมื่อใดที่มีข่าวร้ายเข้ามากระทบตลาด นักลงทุนก็จะรีบแข่งกันเทขายหุ้นออกมา แล้วรีบกลับมาถือเงินสดก่อนคนอื่น เพราะกลัวความสูง ตลาดหุ้นจึงมีความผันผวนสูงเพราะอ่อนไหวกับข่าวมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ผู้คุมนโยบายการเงินโลก (คือ เฟด) ยังคงยินดีที่จะใช้นโยบายแบบผ่อนคลายต่อไป ไม่ช้าไม่นานหุ้นที่ร่วงลงอย่างรุนแรงเพราะข่าวร้ายก็จะกลับมาใหม่ได้อีก เพราะยังไงเสียเงินก็ยังล้นโลกอยู่เหมือนเดิม ขายออกมาแล้วจะเอาเงินไปไว้ที่ไหน&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากวันใดเฟดมีการกลับนโยบายการเงิน&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ย่อมมีผลกระทบกับตลาดหุ้นในลักษณะที่เป็นการถาวรได้&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เช่นนี้แล้ว การลงทุนในเวลานี้ต้องคอยจับตาท่าทีของลุงเบนเอาไว้ทุกฝีก้าวเชียวครับ&amp;nbsp;ลุงเบนแค่กระเอมนิดเดียว จิ๊กโก๋สะดุ้งกันทั้งซอย สิ่งนั้นมาจากทางไหน สักวันหนึ่งมันก็ต้องกลับไปทางนั้นครับ&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/25/569</guid>
			<pubDate>Thu, 25 Jun 2009 16:12:59 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/06/25/569</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/25/569?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0110: พันธบัตรสหรัฐฯ</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/18/563</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;วิกฤตซับไพร์มครั้งนี้ได้ทำให้ปี 2009 รัฐบาลสหรัฐฯ น่าจะขาดดุลงบประมาณสูงที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งประเทศมาคิดเป็น 13% ของจีดีพี ส่วนหนึ่งเกิดจากเศรษฐกิจที่ถดถอย และการขาดดุลที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว ประมาณ 3% ของจีดีพี บวกกับแพจเกจช่วยเหลือสถาบันการเงินด้วยการปล่อยกู้และเพิ่มทุนเจ็ดแสนล้านดอลล่าร์ และแพจเกจกระตุ้นเศรษฐกิจอีกเกือบแปดแสนล้านดอลล่าร์&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หลายปีที่ผ่านมา ตลาดเคยวิตกกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลการค้าแบบเรื้อรังของสหรัฐฯ ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนสูงถึง 7-8% ของจีดีพี อันเป็นระดับที่เชื่อกันว่าไม่สามารถดำรงอยู่ได้นาน ทำให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลล่าร์&amp;nbsp;ต่อมาวิกฤตซับไพรม์ที่เกิดขึ้นได้ช่วยทำให้การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ลดลงไปเองเหลือเพียงแค่ 3% ของจีดีพีเท่านั้น เพราะกำลังซื้อของคนอเมริกันที่หายไปมาก อย่างไรก็ตาม แทนที่ความกังวลเกี่ยวกับเงินดอลล่าร์จะหายไป วิกฤตซับไพรม์เองกลับทำให้ สหรัฐฯ หันมาขาดดุลงบประมาณอย่างหนักแทนการขาดดุลการค้า ตลาดจึงยังต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับค่าเงินดอลล่าร์ต่อไป เพราะเป็นห่วงความสามารถในการชำระหนี้ของพญานกอินทรี ดังจะเห็นได้จากการที่ช่วงนี้ตลาดหันมาจ้องมอง treasury bond yield แทนที่จะสนใจพวก&amp;nbsp;spread หรือ ราคา CDS ของพวกเอกชนยักษ์ใหญ่ต่างๆ เหมือนเมื่อปีที่แล้ว ความน่ากลัวถูกย้ายจากฝั่งเอกชนไปที่รัฐบาลแทน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าหากพญาอินทรีคิดจะหักหลังเจ้าหนี้จริงๆ นั้นก็มีหนทางทำได้อยู่หลายทาง ทางแรกคือ การชักดาบโดยตรง (default) วิธีนี้เป็นที่เชื่อกันว่า จะไม่ได้เห็นอย่างแน่นอน ตลอดร้อยกว่าปีที่ผ่านมา พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ยังไม่เคย default&amp;nbsp;เลยแม้แต่งวดเดียว&amp;nbsp;ทางที่สองซึ่งเป็นไปได้มากกว่าคือ รัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงชำระหนี้เต็มจำนวนต่อไปตามปกติ แต่จะ &amp;quot;ประดิษฐ์&amp;quot; ภาวะเงินเฟ้อขึ้นมา ภาวะเงินเฟ้อช่วยทำให้ purchasing power ของหนี้ค่อยๆ เสื่อมลงถอยไปเองในระยะยาว โดยที่ยอดหนี้ไม่ได้เปลี่ยนไป วิธีนี้ช่วยลดภาระของลูกหนี้ได้ทางอ้อม ว่ากันว่าในทางเทคนิค&amp;nbsp;ขณะนี้ สหรัฐฯ ก็กำลังทำวิธีอยู่แล้ว&amp;nbsp;เพราะการทำ Quantitative Easing ของเฟดเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีค่าเท่ากับการพิมพ์แบงก์ขึ้นมาเฉยๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างเงินเฟ้อขึ้นมานั่นเอง&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเวลานี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้น ทำให้สหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเงินฝืด เงินที่สร้างขึ้นมาจึงยังไม่มีผลอะไร งานนี้ก็ต้องวัดใจกันว่า ถ้าหากช่วงต่อจากนี้ไปเงินเฟ้อเกิดขยับขึ้นโดยที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้นตัว สหรัฐฯ จะเลือกทำอย่างไรระหว่างการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต้านเงินเฟ้อ หรือ ทิ้งเป้าหมายเรื่องการควบคุมเงินเฟ้อไปเลยโดยการไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจก่อน ถ้าสหรัฐฯ เลือกอย่างหลัง เราอาจได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจเกิดขึ้นกับตลาดการเงินของโลกทีเดียว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าหากสหรัฐฯ อยากให้ตลาดกลับมาเชื่อถือเงินดอลล่าร์อีกครั้ง รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องหาลดการขาดดุลงบประมาณลงให้ได้ ซึ่งก็มีหลายวิธี หนึ่งคือ การขึ้นอัตราภาษี แต่วิธีนี้คงทำได้ยากในทางการเมือง&amp;nbsp;สองคือ รัฐฯ ต้องหันมาควบคุมการใช้จ่าย วิธีนี้ก็ทำได้จำกัดอีกเช่นกัน รัฐบาลโอบามาเพิ่งจะออกมาสัญญากับตลาดว่าจะพยายามลดการขาดดุลงบประมาณลงจนเหลือราว 3% ของจีดีพีภายในปี 2012 แต่ตลาดก็ยังงงๆ อยู่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร อย่าลืมว่า โอบามามีสัญญาประชาคมหลายอย่างที่ยังต้องทำให้เห็นอะไรเป็นรูปธรรมภายในสามสี่ปีนี้ ที่สำคัญที่สุดคือ นโยบายสุขภาพ ซึ่งโอบามามีนโยบายสร้างระบบใหม่ที่ครอบคลุมประชาชนทุกคน ซึ่งต้องใช้เงินของรัฐฯ อีกไม่น้อย เป็นต้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในความเป็นจริง ส่วนมากแล้วปัญหาการขาดดุลงบประมาณไม่ว่าประเทศไหนในอดีตมักไม่ได้หมดไปด้วยสองวิธีที่กล่าวมาข้างต้น แต่หมดไปได้ถ้าเศรษฐกิจดี เพราะเมื่อเศรษฐกิจดี คนมีรายได้มากขึ้น รัฐฯ ก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติทั้งที่ยังเก็บที่อัตราเดิมอยู่ ดังนั้น ความสามารถในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ในช่วงสี่ปีข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นอย่างมากว่าจะฟื้นเร็วหรือช้า&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อันว่าที่จริงแล้ว หนี้สะสมของรัฐบาลสหรัฐฯ ณ เวลานี้ไม่ได้ถือว่าสูงมาก เพราะคิดเป็นเพียง 82% ของจีดีพีเท่านั้น (รัฐบาลญี่ปุ่นและอิตาลีมีหนี้เกิน 100% ของจีดีพีมานานแล้ว ก็ยังไม่เห็นว่าจะเจ๊ง) ดังนั้น ตลาดอาจกำลังวิตกกังวลมากเกินไปก็ได้ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงยังสามารถก่อหนี้เพิ่มได้อีกมาก อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องอาศัยนักลงทุนต่างประเทศเป็นผู้ซื้อถึง 1 ใน 3 ของทั้งหมด ซึ่งผู้ซื้อรายใหญ่คือ จีน ดังนั้น ท่าทีของจีนที่มีต่อวินัยทางการคลังของสหรัฐฯ จึงเป็นประเด็นสำคัญด้วย ถ้าอยู่ดีๆ จีนหยุดซื้อพันธบัตรของสหรัฐฯ ดอกเบี้ยระยะยาวสกุลดอลล่าร์จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมากเพื่อสกัดเงินไหลออกจากสหรัฐฯ สภาพคล่องของโลกจะตึงตัวอีกครั้ง และย่อมส่งผลรุนแรงต่อตลาดสินทรัพย์ทุกชนิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างได้ประโยชน์จากการที่จีนช่วยซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยเหมือนกัน&amp;nbsp;ก็ต้องหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะลดการขาดดุลงบประมาณลงได้จนเป็นผลสำเร็จ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/18/563</guid>
			<pubDate>Thu, 18 Jun 2009 14:20:17 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/06/18/563</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/18/563?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0109: จะมีวิกฤตซ้อนวิกฤตมั้ย?</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/14/560</link>
            <description>&lt;p&gt;เวลานี้ดูเหมือนว่า วิกฤตซับไพรม์ซึ่งได้พัฒนาจนกลายเป็นวิกฤตโลกเมื่อปีที่แล้วจะอยู่ในขั้นที่ควบคุมได้แล้ว เพราะถึงตอนนี้ไม่น่าจะมีสถาบันการเงินขนาดใหญ่แห่งไหนล้มเพิ่มเติมอีก ส่วนเศรษฐกิจโลกที่แม้ว่าจะยังไม่ฟื้นแต่ก็เริ่มหาที่ยืนได้&amp;nbsp;วิกฤตครั้งนี้ดูจะไม่ได้เลวร้ายขนาดที่กูรูหลายท่านคาดการณ์ไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เมื่อมองย้อนกลับไปจะเห็นได้ว่า สหรัฐฯ แก้ปัญหาวิกฤตครั้งนี้ด้วยการให้ภาครัฐฯ เข้าไปแบกรับความเสียหายทั้งหมดของภาคเอกชนเอาไว้แทน ตลาดจึงไม่ต้องเข้าสู่ภาวะล่มสลาย นับเป็นการดับเครื่องชนของพญาอินทรี เพราะทั้งเฟดและกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ต่างแบกหนี้ไว้จนหลังแอ่น งานนี้เจ๊งเป็นเจ๊ง ถ้าทำไม่สำเร็จ ลุงแซมยอมตายไปเลย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;แต่ก็ดูเหมือนเดิมพันครั้งนี้จะได้ผลเสียด้วย ทุกอย่างเดินไปได้ตามแผนที่ลุงแซมวางเอาไว้ แม้เครดิตของลุงแซมลดลงไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าก็ยังมีเหลือพอที่จะก่อหนี้จำนวนมหาศาลเพื่อมาแก้ปัญหาในครั้งนี้อยู่&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ดังนั้น ถ้าหากเวลานี้ใครยังกลัวว่าจะยังมีวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือไม่ สิ่งที่ต้องควรจับตามองมากที่สุดน่าจะเป็น ภาครัฐฯ ของสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งได้แก่&amp;nbsp;กระทรวงการคลังและเฟด ว่าจะสามารถประคองตัวเองต่อไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เมื่อปีที่แล้ว เฟดเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินที่มีปัญหาสามารถกู้เงินจากเฟดได้โดยไม่จำกัด เฟดอุดหนุนเงินกู้เหล่านั้นการสร้าง&amp;nbsp;Reserve ใหม่เข้าไปในระบบธนาคารพาณิชย์ จากเดิมที่เคยมีอยู่ในระบบประมาณ $11 billions กลายเป็น $900 billions ภายในเวลาอันสั้น!!!!! เทียบเท่ากับการพิมพ์เงินขึ้นมา Reserve ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลตามไปด้วย เรื่องนี้จึงได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวและทำให้ธนาคารพาณิชย์กลับมาปล่อยสินเชื่ออีกครั้ง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เกี่ยวกับเรื่องนี้ เฟดบอกว่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดกัน เพราะเมื่อตลาดเงินเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ สถาบันการเงินที่กู้เงินด่วนไปก็จะพากันมาใช้คืนหนี้ทำให้&amp;nbsp;Reserve ลดลงไปเอง ก่อนที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัว ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ ตามที่เฟดพูด เพราะ ถึงเวลานี้ Reserve ที่เพิ่มขึ้นมา $900 billions ลดลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว ภายในเวลาแค่ไม่ถึงครึ่งปี นอกจากนี้ ถ้าหาก Reserve เกิดไม่ลดลงต่อหลังจากนี้ เฟดก็ได้เตรียมรับมือไว้แล้ว ด้วยการขออนุมัติที่จะจ่ายดอกเบี้ยให้กับ Reserve ที่ขอกู้มา อัตราดอกเบี้ยที่เฟดกำหนดจะจ่ายให้จะเป็นตัวกำหนดเพดานขั้นต่ำของ fed fund rate ซึ่งจะทำให้เฟดสามารถควบคุมการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์จาก Reserve ส่วนเกินนี้ได้ จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่า เฟดจะควบคุมการปล่อยสินเชื่อของธนาคารไม่ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ Reserve จะมีแนวโน้มลดลง แต่เมื่อต้นปี เฟดก็ได้สร้างความกังวลใหม่ให้กับตลาดอีก ด้วยการประกาศจะเข้าแทรกแซงตลาดเงินโดยตรง (Quantitative Easing) ซึ่งเทียบเท่ากับการพิมพ์เงิน โดยการซื้อพันธบัตร $300 billions เพื่ดกดดอกเบี้ยระยะยาวลง ซื้อบอนด์ของเฟดดี้และแฟนนี่ $200 billions และซื้อ MBS อีก $1.25 Trillions เพื่อพยุงตลาดอสังหาฯ ตลาดกังวลว่า เมื่อโปรแกรมนี้จบลงแล้ว เฟดจะขายตราสารเหล่านี้ออกมาอย่างไร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เกี่ยวกับเรื่องนี้ เฟดบอกว่าสำหรับพันธบัตรนั้นไม่น่าห่วงเพราะเป็นจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับตลาดทั้งตลาด การขายออกมาคงไม่มีผลกระทบอะไร แต่สำหรับบอนด์หรือ MBS นั้น เกือบจะเรียกได้ว่าเฟดกลายเป็นตลาดไปแล้ว ถ้าหากขายออกมาทันทีจะเป็นปรากฏการณ์ที่ใหญ่มากแน่นอน ถ้าดูจากพฤติกรรมในอดีตของเฟด เชื่อว่า เฟดน่าจะถือตราสารเหล่านี้จนครบอายุแทน &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เนื่องจากอายุเฉลี่ยของตราสารเหล่านี้เท่ากับ 5-10 ปี ดังนั้นเฟดจะต้องหาทางค่อยๆ ดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินที่เกิดขึ้นมาก่อนระหว่างทาง ซึ่งเชื่อกันว่า เฟดจะใช้วิธีออกตั๋วเงินระยะสั้นๆ ของตัวเองหมุนไปเรื่อยๆ เพื่อมิให้กระทบตลาด ซึ่งเฟดก็ได้ขออนุมัติเตรียมเอาไว้แล้ว&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;สรุปแล้ว แม้ตัวเลขจะดูใหญ่ แต่ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไรสำหรับเฟด เพราะเตรียมอาวุธไว้เยอะ ลุงเบนน่าจะเอาอยู่&amp;nbsp;ถ้าจะห่วง กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ&amp;nbsp;น่าจะมีอะไรให้ห่วงมากกว่าเฟด ไว้จะมาเล่าให้ฟังครับ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/14/560</guid>
			<pubDate>Sun, 14 Jun 2009 08:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/06/14/560</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/14/560?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0108: Distressed Company ตอนที่ 2</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/07/558</link>
            <description>&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ในภาวะปกติ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ผู้ถือหุ้น&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ต่างกับ เจ้าหนี้&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ตรงที่ข้อตกลงเรื่องการจ่ายผลตอบแทน บริษัทมีข้อผูกมัดที่กำหนดไว้แล้วล่วงหน้าว่าจะต้องจ่ายผลตอบแทนให้เจ้าหนี้เมื่อใดเป็นจำนวนเท่าใด แต่บริษัทไม่มีข้อผูกมัดใดๆ กับผู้ถือหุ้นเลยในเรื่องการจ่ายผลตอบแทน การจ่ายเงินปันผลไม่มี &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;commitment &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ใดๆ ทั้งสิ้น&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;(นักลงทุนที่คิดว่าเงินปันผลเป็นสิ่งที่ยั่งยืนของการลงทุนในหุ้นจึงเป็นความเชื่อที่ผิด) แต่ก็เพราะผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นมีความแน่นอนน้อยกว่าของเจ้าหนี้นี่แหละที่ทำให้ผลตอบแทนที่คาดหวัง &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;(Expected Return) &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ได้ของการลงทุนในหุ้นจึงสูงกว่าตราสารหนี้เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่มากกว่านั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;แต่เมื่อใดที่สภาพคล่องของบริษัทเริ่มมีปัญหา ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ล้วนแต่ไม่แน่นอนทั้งคู่ แต่เจ้าหนี้ก็ยังต่างกับที่ผู้ถือหุ้นอยู่ตรงที่เจ้าหนี้จะมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งก่อนถ้าหากมีการเลิกบริษัทและชำระบัญชี หมายความว่า ถ้านำสินทรัพย์ที่เหลือของบริษัทออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาใช้หนี้ให้กับเจ้าหนี้ทุกรายจนหมด ถ้าหากยังเหลือเงินอยู่อีกเท่านั้น ผู้ถือหุ้นจึงจะมีสิทธิ์ได้ในเงินส่วนนั้นไป มิฉะนั้นแล้ว ผู้ถือหุ้นก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับอะไรเลยจากการชำระบัญชี&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ที่จริงแล้ว ในบรรดาเจ้าหนี้ด้วยกันเองก็ยังมีสิทธิในส่วนนี้ไม่เท่ากัน เจ้าหนี้ที่มีสิทธิ์สูงสุดคือเจ้าหนี้ที่มีประกัน &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;(secured debt) &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;เพราะจะมีสิทธิ์ในสินทรัพย์ที่บริษัทใช้วางเป็นหลักประกันนั้นแต่ผู้เดียวโดยที่เจ้าหนี้คนอื่นไม่มีสิทธิ์ได้แบ่ง เจ้าหนี้ที่มีหลักประกันปลอดภัยขนาดที่ว่าต่อให้บริษัทดิ้นเข้าแผนฟื้นฟูได้แล้ว เจ้าหนี้ที่มีประกันก็ยังสามารถยึดหลักประกันได้เหมือนเดิม&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ส่วนใหญ่แล้วเจ้าหนี้ที่มีประกันก็มักจะได้แก่ ธนาคาร&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;เมื่อเจ้าหนี้ที่มีประกันรอดตัวไปแล้ว เจ้าหนี้ที่เหลือก็ต้องมานั่งมองหน้ากันเอง เพราะต่างฝ่ายก็ต่างไม่มีหลักประกัน ตัวอย่างของเจ้าหนี้กลุ่มนี้ได้แก่ หุ้นกู้แบบไม่มีประกัน ซึ่งในบางกรณียังแบ่งออกเป็นแบบไม่ด้อยสิทธิ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;(Senior Debt)&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt; และแบบด้อยสิทธิ (&lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;Subordinated debt) &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;หุ้นกู้แบบด้อยสิทธิจะมีศักดิ์ต่ำกว่าแบบไม่ด้อยสิทธิ ส่วนมากแล้ว บริษัทมักจะออกหุ้นกู้แบบด้อยสิทธิในกรณีที่บริษัทเคยออกหุ้นกู้ไปแล้ว แล้วเจ้าหนี้หุ้นกู้เดิมกลัวว่าในอนาคตบริษัทจะออกหุ้นกู้เพิ่มอีกทำให้โอกาสในการได้รับชำระหนี้ในกรณีชำระบัญชีของตัวเองลดลง เจ้าหนี้หุ้นกู้เดิมจึงบังคับไว้ให้หุ้นกู้ที่บริษัทจะออกอีกในอนาคตต้องเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้แบบด้อยสิทธิก็ยังมีศักดิ์เหนือกว่าผู้ถือหุ้นนะครับ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;นอกจากนี้เจ้าหนี้ที่ไม่มีประกันยังรวมถึง บรรดาเจ้าหนี้การค้าทั้งหลาย พนักงานของบริษัทที่ไม่ได้รับเงินเดือนบางเดือน หรือค่าชดเชยในกรณีให้ออกจากงาน กรมสรรพากรที่มีภาษีค้างจ่าย ตลอดจนกองทุนประกันสังคม อีกด้วย โดยมากแล้ว เมื่อบริษัทเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง บริษัทมักเริ่มค้างจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า ผู้ถือหุ้นอยู่ท้ายสุดของคิวจริงๆ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;เวลาซื้อหุ้นบางคนชอบดูที่ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;Book Value &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;โดยให้เหตุผลว่า เวลาบริษัทเจ๊ง ยิ่งบริษัทมีสินทรัพย์อยู่มากเท่าไร ผู้ถือหุ้นก็มีโอกาสที่จะได้แบ่งมากเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผมกลับพบว่า บริษัทส่วนใหญ่ที่มาถึงขั้นตอนของการชำระบัญชีมักดิ้นรนมาแล้วทุกวิถีทาง ทำให้มักขอยื่นล้มละลายเมื่ออยู่ในสภาพที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวไปแล้ว โอกาสราคาขายทอดตลอดของสินทรัพย์ที่เหลืออยู่จะสูงกว่ามูลหนี้ทั้งหมดที่บริษัทมีอยู่นั่น มักจะมีน้อยมากๆ พูดง่ายๆ ก็คือ เวลาบริษัทเจ๊ง อย่าไปหวังเลยว่าผู้ถือหุ้นจะได้อะไร ฉะนั้น การตีค่าของหุ้นจาก &lt;/span&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Book Value &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;จึงอาจไม่ใช่วิธีที่ดีนัก ในทัศนะของผม &lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ในกรณีที่บริษัทเข้าแผนฟื้นฟู กระบวนการเจรจาหนี้ก็จะเกิดขึ้น ดอกเบี้ยค้างจ่ายของพวกเจ้าหนี้ไม่มีประกันมักจะโดน &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;hair cut &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ในขณะที่ เงินต้นจะถูกเจรจาให้เปลี่ยนเป็นหุ้นแทน (ถ้าตัดไปเลยจะดูไม่จริงใจ เพราะเหมือนกับว่าเจ้าหนี้โดนมากกว่าผู้ถือหุ้นเดิม) ทำให้ความเป็นเจ้าของของผู้ถือหุ้นเดิมจะต้องถูก &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;dilute &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ลงไปอย่างมาก นอกจากนี้&amp;nbsp;แผนฟื้นฟูส่วนใหญ่ยังจะต้องให้มีการเพิ่มทุนใหม่เข้าไปอีก เพื่อเติมสภาพคล่องให้กับบริษัท มิฉะนั้น ธุรกิจก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้ การเพิ่มทุนก็มักจะต้องมีการลดทุนผู้ถือหุ้นเดิมให้เกือบหมดก่อน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นรายใหม่ได้สัดส่วนสูงพอที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นรายใหม่กล้าเพิ่มทุน ซึ่งจะยิ่งทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมโดน dilute หนักเข้าไปอีก&amp;nbsp;ใ&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;นกรณีเช่นนี้ ถึงแม้ว่าบริษัทจะผ่านแผนฟื้นฟูจนกลับมาดำเนินธุรกิจต่อไปได้สำเร็จ หุ้นของผู้ถือหุ้นเก่าก็แทบไม่มีค่าเหลือแล้ว เนื่องจากต้องโดน &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;dilute &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;อย่างมหาศาลระหว่างที่เข้าแผนฟื้นฟู การเข้าไปช้อนซื้อหุ้นก่อนจะเข้าแผนฟื้นฟูจึงมักไม่สามารถทำให้นักลงทุนกลายเป็นเศรษฐีได้อย่างที่เข้าใจกัน เพราะเมื่อบริษัทกลับมาได้ในอีกหลายปีต่อมา หุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมมักไม่ได้กลับมาด้วย&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;จะเห็นได้ว่า&amp;nbsp; dilution เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เมื่อบริษัทหนึ่งเริ่มมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ราคาในกระดานมักจะถอยลงอย่างมาก ตลาดลดราคาหุ้นลงไปก่อนเลย in anticipation of การเพิ่มทุนเอาไว้ล่วงหน้า&amp;nbsp;ตัวอย่างเช่น บริษัทเคยมีพีอี&amp;nbsp;9 เท่า แต่พอมีปัญหาสภาพคล่อง หนี้เยอะ D/E สูงมาก&amp;nbsp;ตลาดจะคำนวณไว้ล่วงหน้าเลยว่า บริษัทจะต้องเพิ่มทุนอย่างน้อยเท่าไรจึงจะทำให้ D/E กลับมาอยู่ในระดับปกติ เช่น อาจจะต้องออกหุ้นใหม่อย่างน้อย&amp;nbsp;1&amp;nbsp;หุ้นเดิมต่อ 2 หุ้นใหม่ ดังนั้นถ้าสมมติฐานเกี่ยวกับกำไรสุทธิในอนาคตของบริษัทยังเหมือนเดิมทุกประการ แต่จำนวนหุ้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า (ขนมพายเท่าเดิม แต่ตัวหารเพิ่มขึ้น) ราคาในกระดานอาจจะหล่นลงไปเหลือพีอี&amp;nbsp;แค่ 3&amp;nbsp;เท่า&amp;nbsp;เป็นต้น เมื่อบริษัทประกาศเพิ่มทุนใกล้เคียงกับที่ตลาดคิดไว้จริงๆ ราคาหุ้นอาจจะไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว เพราะเมื่อถึงวันที่ลูกหุ้นใหม่เข้าเทรด ราคาหุ้นยังเท่าเดิม แต่พีอีจะเปลี่ยนจาก 3 เท่า กลับมาเป็น 9 เท่าเอง เช่นนี้เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;กรณีเพิ่มทุนแค่ 3 เท่านี้ ยังถือว่าฐานกรุณา ถ้าเจอต้องเพิ่มทุน 1 ต่อ 10 อันนี้ หุ้นเก่าแทบไม่มีค่าอะไรเลย บางทีราคาหุ้นร่วงไปเหลือแค่เศษสตางค์ก็ยังนับว่าแพง เพราะพีอี 2 เท่า ที่จริงแล้วคือ 20 เท่า หลังเพิ่มทุน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;นักลงทุนที่ชอบซื้อหุ้นโดยวิธีหาหุ้นที่มีพีอีต่ำๆ แล้วเข้าไปซื้อ&amp;nbsp;แบบไม่สนใจรายละเอียดว่าธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างไร&amp;nbsp;มักติดกับดัก เพราะมักจะได้เจอหุ้นที่สภาพคล่องทางการเงินไม่ค่อยดีเหล่านี้ และคิดไปว่า ตนเองค้นพบหุ้นราคาถูกแล้ว จึงเข้าไปซื้อ หารู้ไม่ว่า ที่ตลาดเทรดหุ้นเหล่านี้ที่ราคาต่ำมาก ไม่ใช่เพราะไม่มีใครในตลาดรู้จักหุ้นตัวนี้ แต่เป็นเพราะ ตลาดคาดการณ์การเพิ่มทุนเอาไว้เลยล่วงหน้า&amp;nbsp;แต่ที่พีอียังต่ำอยู่อย่างนั้นเดือนแล้วเดือนเล่า เป็นเพราะบริษัทยังหาคนที่จะมาซื้อหุ้นเพิ่มทุนไม่ได้ เพราะไม่มีสถาบันไหนอยากซื้อ&amp;nbsp;เมื่อนักลงทุนซื้อไปแล้วก็ต้องประหลาดใจที่พบว่า ภายหลังเมื่อบริษัทหาหนทางเพิ่มทุนได้สำเร็จ พีอีกลับไปแพงกว่าเดิม โดยที่ราคาหุ้นเท่าเดิม หรือน้อยลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ&amp;nbsp;ดังนั้นอ&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ย่าลืมเช็ค Balance Sheet ของบริษัทด้วยว่ากำลังอ่อนแออยู่หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;หุ้น&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ที่จะต้องเพิ่มทุนในอนาคต กับหุ้นที่ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนนั้น มูลค่าจะแตกต่างกันอย่างมากมาย จะคิดเหมือนกันไม่ได้&amp;nbsp;หุ้น turnaround ที่สามารถกลับมาได้ ถ้าหากต้องเพิ่มทุนอย่างมากมายระหว่างทาง ผู้ถือหุ้นเดิมก็จะไม่ได้อะไรอยู่ดีครับ ไม่เหมือนกับหุ้นที่กลับตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มทุนเลย&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/07/558</guid>
			<pubDate>Sun, 7 Jun 2009 08:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/06/07/558</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/07/558?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0107: Distressed Company ตอนที่ 1</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/02/555</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บริษัทหนึ่งๆ จะขาดทุนหรือมีขาดทุนสะสมมากแค่ไหนก็ได้ต่อให้ขาดทุนจนส่วนทุนติดลบไปแล้วก็ยังไม่ถือว่า &amp;quot;เจ๊ง&amp;quot; ครับ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บริษัทหนึ่งๆ จะ &amp;quot;เจ๊ง&amp;quot; ก็ต่อเมื่อ &amp;quot;ขาดสภาพคล่อง&amp;quot; ต่างหากครับ การขาดสภาพคล่องจะทำให้บริษัทต้องผิดนัดชำระหนี้ ( Default ) ซึ่งนั่นแหละครับถึงที่จะเริ่มมีคนเดือดร้อน (เจ้าหนี้) &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อบริษัทผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ที่ไม่พอใจจะไปฟ้องศาลเพื่อให้ศาลสั่งให้เลิกบริษัทเพื่อนำสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ไปขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาใช้คืนเจ้าหนี้ (เท่าที่จะใช้ได้) นั่นแหละครับ &amp;quot;เจ๊ง&amp;quot; แน่ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่โดยมากแล้ว บริษัทมักรู้ตัวเองก่อนว่ากำลังจะผิดนัดชำระหนี้เร็วๆ นี้ เพราะเงินสดในลิ้นชักหมด ถ้าหากถึงตอนนี้ เจ้าของบริษัทยังไม่ยอมแพ้ เจ้าของอาจชิงไปขอศาลให้บริษัทเข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์เพื่อให้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์ทวงหนี้ชั่วคราวก่อนถึงวันชำระหนี้ ถ้าแบบนี้ก็ถือว่าบริษัทล้มละลาย (bankrupt) โดยความสมัครใจ ถ้าศาลอนุญาต เจ้าหนี้ก็ทำอะไรบริษัทไม่ได้ [กระบวนการนี้ถูกเขียนไว้ในหมวดที่ 11 ของกฏหมายล้มละลายของสหรัฐฯ ดังนั้น สำนวนภาษาอังกฤษคำว่า Chapter 11 ก็เลย แปลว่า &amp;quot;ล้มละลาย&amp;quot; ได้ด้วย]&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สาเหตุที่ต้องมีทางเลือกอันนี้ไว้ให้บริษัทด้วยเป็นเพราะ ในบางกรณีนั้น ธุรกิจของบริษัทอาจจะยังมีศักยภาพอยู่ เพียงแต่บริษัทอาจประสบปัญหาสภาพคล่องชั่วคราว แต่เมื่อบรรดาเจ้าหนี้เริ่มได้กลิ่นไม่ดี โดยมากแล้ว บรรดาเจ้าหนี้จะรีบชิงทวงหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น เพราะใครช้ามักจะอด แต่ถ้าเจ้าหนี้ทุกรายแห่มาทวงหนี้พร้อมกันหมด ต่อให้บริษัทจะยังมีศักยภาพแค่ไหนก็คงไม่รอด ด้วยเหตุนี้ กฏหมายจึงเปิดทางเลือกให้บริษัท&amp;quot;ขอเวลานอก&amp;quot;ได้ชั่วคราว ให้มีโอกาสได้ขายของสักพัก จนมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น เมื่อบริษัทสามารถกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง ย่อมดีกับทั้งเจ้าของบริษัทและเจ้าหนี้ด้วย แต่ถ้าหาก &amp;quot;ขอเวลานอก&amp;quot; แล้วไม่สำเร็จ ไปไม่รอดอยู่ดี ถึงเวลานั้นค่อยเลิกบริษัทก็ได้ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อบริษัทเข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์ จะต้องมีการทำแผนฟื้นฟูกิจการมาเสนอต่อศาล โดยมากแล้วผู้บริหารแผนฟื้นฟูก็มักจะได้แก่เจ้าของบริษัทเองนั้นแหละ เพราะไม่มีใครจะรู้สถานการณ์ของบริษัทดีไปกว่าเจ้าของบริษัทเอง (แต่เจ้าของอาจจ้างมืออาชีพมาช่วยเขียนแผนให้อีกที) แผนฟื้นฟูต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้ด้วย เมื่อศาลอนุมัติแผนฟื้นฟู บริษัทก็จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการอาจจะ 3 ปี หรือ 5 ปี หรือกี่ปีก็แล้วแต่ ในช่วงนี้ เจ้าหนี้ห้ามมารบกวนบริษัท และโดยมากแล้ว ส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูมักจะหนีไม่พ้นการปรับโครงสร้างหนี้ด้วย ซึ่งก็คือการเจรจาของลดหนี้จากเจ้าหนี้ (เรียกกันเล่นๆ ว่า haircut) เพื่อช่วยลดภาระของบริษัท โอกาสที่แผนฟื้นฟูจะประสบความสำเร็จจะได้มีมากขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือ งานนี้ เจ้าหนี้น่าสงสารที่สุดครับ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อครบกำหนดแผนฟื้นฟูแล้ว ศาลจะพิจารณาอีกครั้งว่า ฐานะการเงินของบริษัทเป็นเช่นไร ถ้าหากแข็งแกร่ง บริษัทก็จะออกจากแผนฟื้นฟูกลายเป็นบริษัทปกติอีกครั้ง (ซึ่งต้องเริ่มกลับมาชำระหนี้ด้วย) แต่ถ้าหากดูแล้วยังแย่อยู่แต่ยังพอมีหวังอยู่ ศาลอาจจะพิจารณาให้ต่อแผนฟื้นฟูออกไปอีก ถ้าดูแล้ว ยังไงก็ไม่รอด ศาลก็จะสั่งให้เลิกบริษัท นำสินทรัพย์ขายทอดตลาดเอาเงินมาคืนเจ้าหนี้ (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะมีอะไรเหลือให้ขายน้อยยิ่งกว่าตอนแรกเสียอีก T_T )&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;กระบวนการล้มละลายก็มีอยู่ประมาณนี้ เอาไว้ค่อยมาดูต่อในมุมมองของผู้ถือหุ้นรายย่อยกันบ้าง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/02/555</guid>
			<pubDate>Tue, 2 Jun 2009 00:08:37 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/06/02/555</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/02/555?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0106: Making sense of an IPO (ตอนที่ 2) </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/05/20/538</link>
            <description>&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;เมื่อบริษัทจ้างที่ปรึกษาทางการเงินให้ช่วย&lt;u&gt;แต่งตัว&lt;/u&gt;ให้จนสามารถผ่าน&lt;u&gt;ไฟล์ลิ่ง&lt;/u&gt;ได้แล้ว ก่อนจะเสนอขายหุ้นจองได้ &lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;บริษัทยังต้องจ้าง &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;อีก เพื่อให้ช่วยกระจายหุ้นให้&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;มีหน้าที่พาบริษัทไปออก&lt;u&gt;โรดโชว์&lt;/u&gt;เพื่อจูงใจให้นักลงทุนรายใหญ่จองหุ้นซึ่งขึ้นอยู่กับเครือข่ายนักลงทุนที่ตัวเองมีอยู่ว่ากว้างขวางมากแค่ไหน อีกทั้งต้องพยายามช่วยบริษัทคิดสตอรี่เจ๋งๆ เพื่อยั่วกิเลสนักลงทุนให้สนใจจองหุ้นกันมากๆ &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;หลังจากโรดโชว์เสร็จแล้ว &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ก็จะช่วยบริษัทกำหนดราคาหุ้นจองที่เหมาะสมให้โดยประเมินจากระดับความสนใจของบรรดานักลงทุนรายใหญ่ที่ไปโรดโชว์มา &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ความเชี่ยวชาญของ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ในการกำหนดราคาจองมีผลต่อความสำเร็จของหุ้นจองเป็นอย่างมาก เพราะถ้ากำหนดราคาหุ้นจองต่ำเกินไป แม้หุ้นจะขายดีก็จริง แต่ก็เท่ากับว่า บริษัทเสียโอกาสที่จะขายหุ้นจองได้ในราคาที่ดีไปด้วย (หรือที่เรียกว่า &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;leave too much money on the table) &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;แต่ถ้ากำหนดราคาหุ้นจองสูงเกินไป หุ้นจองก็ขายไม่หมด &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;(undersubscribed) &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;เวลาที่นำหุ้นเข้าไปเทรดในตลาดฯ ราคาปิดวันแรกมีโอกาสที่จะร่วงลงอย่างรุนแรง เนื่องจากความต้องการซื้อหุ้น ณ ราคาจองมีน้อยมาก ผู้ที่ได้ตัดสินใจจองหุ้นไปก็จะเจ็บตัวไปตามๆ กัน &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt; ที่เก่งจะสามารถกำหนดราคาหุ้นจองได้พอดีๆ ทำให้เมื่อนำหุ้นเข้าไปเทรดในตลาดฯ วันแรก ราคาหุ้นสามารถปิดเหนือจองได้ &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;เกี่ยวกับเรื่องนี้ เวลาที่หุ้นจองบางตัวคุยว่ายอดจองล้นหลายเท่า แต่เวลาเข้าเทรดจริงๆ ราคาปิดวันแรกกลับต่ำจองอย่างมากมาย ก็น่าตั้งคำถามอย่างยิ่งว่า ที่คุยว่ายอดจองล้นหลายเท่านั้น เป็นของจริงหรือเปล่า เพราะถ้ายอดจองล้นหลายเท่าก็แสดงว่า ยังมีนักลงทุนอีกมากที่ต้องการหุ้นแต่จองไม่ได้ แล้วทำไม ราคาหุ้นจึงต่ำจองอย่างมากมาย นักลงทุนที่ยังต้องการหุ้นเหล่านั้นหายไปไหนกันหมด ทำไมไม่มาซื้อในตลาดฯ ในวันที่หุ้นเปิดเทรด คล้ายกับว่า ข้ออ้างว่ายอดจองล้นนั้นเป็นเพียงคำพูดที่จูงใจให้นักลงทุนจองหุ้นเท่านั้น&lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;รายได้ส่วนหนึ่งของ Underwriter จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าหุ้นที่ขายได้&amp;nbsp;เพื่อให้แน่ใจว่า &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt; จะไม่กำหนดราคาจองสูงๆ เพื่อหวังค่าธรรมเนียมมากๆ อย่างเดียว&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;จึงต้องรับประกันด้วยว่า ในกรณีที่หุ้นจองขายไม่หมด &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;จะต้องรับซื้อหุ้นจองที่เหลือนั้นไว้เอง ข้อตกลงนี้ยังช่วยทำให้แผนการลงทุนของบริษัทไม่ได้ผลกระทบหากหุ้นขายไม่หมดอีกด้วย&amp;nbsp;โครงสร้างรายได้เช่นนี้ช่วยทำให้ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter&amp;nbsp;มีแรงจูงใจที่จะกำหนดราคาหุ้นจองให้เหมาะสมที่สุด ไม่ให้สูงหรือต่ำเกินไปเพราะจะส่งผลเสียต่อ Underwriter&amp;nbsp;เองทั้งสองด้าน&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;5&quot;&gt;โดยสถิติแล้ว หุ้นจองจะยืนเหนือจองได้หรือไม่ ภาวะตลาดในขณะนั้นมีผลอย่างมาก ในช่วงตลาดกระทิงจำนวนหุ้นที่ยืนเหนือจองได้จะมีสูงมาก ทั้งหุ้นดีหุ้นไม่ดี แต่ในยามตลาดย่ำแย่ แม้แต่หุ้นดีๆ ก็ยังเหนือจองกันไม่ได้ ดังนั้นจริงๆ แล้ว หุ้นจองเป็นเรื่องของ Sentiment เยอะมาก&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;บางบริษัทที่ต้องการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่า เมื่อจองหุ้นไปแล้ว โอกาสยืนเหนือจองในวันแรกที่เปิดเทรดจะมีสูง&amp;nbsp;บริษัทอาจงัดกลไกเพิ่มเติมอีกชนิดหนึ่งขึ้นมาใช้ด้วย เรียกว่า &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Greenshoe Option&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt; ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างบริษัทกับ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ว่า ในกรณีที่หุ้นจองล้น &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;มีสิทธิ์ขายหุ้นจองเพิ่มขึ้นได้อีกไม่เกิน &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;15% เป็นต้น&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;&amp;nbsp;โดยเป็นการยืมหุ้นมาจากผู้ถือหุ้นใหญ่ชั่วคราว เมื่อหุ้นเข้าตลาดแล้ว &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;จึงค่อยเข้าไปซื้อหุ้นในตลาดกลับมาคืนผู้ถือหุ้นใหญ่ ข้อตกลงแบบนี้ช่วยทำให้หุ้นมีโอกาสยืนเหนือจองได้มากขึ้น เนื่องจากเมื่อใดที่หุ้นเทรดต่ำกว่าจอง &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ย่อมเข้าไปช้อนซื้อ เนื่องจากจะทำให้ได้กำไรทันที เนื่องจากยืมหุ้นมาขายในราคาจอง แต่ซื้อกลับได้ในราคาที่ต่ำกว่า แรงช้อนซื้อของ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;จึงช่วยพยุงราคาหุ้นในตลาดเอาไว้ได้ ทำให้หุ้นมีโอกาสยืนเหนือจอง&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม ถ้าใครเห็นบริษัทงัด &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Greenshoe option &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ออกมาล่อใจแล้วก็อย่าตายใจคิดว่าจองไปแล้วต้องยืนเหนือจองได้แน่ๆ เพราะ&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Greenshoe &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ไม่ได้ป้องกันในกรณีที่ทั้งบริษัทและ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;รวมหัวกันคิดไม่ซื่อกับนักลงทุน กรณีนั้นอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ ถึงมี &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Greenshoe &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;แล้ว แต่หุ้นก็ยังต่ำจองมากมายซะงั้น&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;พอนักข่าวไปถาม &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ก็บอกว่างงเหมือนกันที่หุ้นต่ำจองเพราะซื้อคืนไปหมดแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมยังมีแรงขายอยู่อีก ไปถามเจ้าของก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ขายเลยสักหุ้น เลยไม่รู้ว่าผีที่ไหนเทหุ้นออกมา จับมือใครดมไม่ได้ สรุปแล้ว รายย่อยโดนหลอกในจองหุ้นแพงอีกแล้ว ตามเคย&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/05/20/538</guid>
			<pubDate>Wed, 20 May 2009 08:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/05/20/538</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/05/20/538?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0105: Making sense of an IPO (ตอนที่ 1)</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/05/15/537</link>
            <description>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;บริษัทมหาชนจำกัด (บมจ.) แตกต่างจากบริษัทจำกัด (บจก.) ทั่วไปตรงที่สามารถระดมทุนจากสาธารณชนได้ กฎหมายระบุไว้มิให้บริษัทจำกัดทั่วไปเชิญชวนให้ชาวบ้านเอาเงินมาลงทุนเป็นการสาธารณะ เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการหลอกลวงเป็นอย่างมากแบบเดียวกับแชร์ลูกโซ่ทั้งหลายที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ &lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;/font&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;บมจ.ต้องอยู่ภายใต้ พรบ.มหาชน ซึ่งมีกติกาในการประกอบกิจการที่ยุ่งยากกว่าบริษัทจำกัด กติกาเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความยากลำบากให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีเจตนาจะเอารัดเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย การระดมทุนต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกของบมจ. จะเรียกว่า &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Initial Public Offering &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;หรือ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;IPO &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;และหุ้นที่นำมาขายก็จะเรียกว่า หุ้น &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;IPO &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;หรือว่า หุ้นจอง ที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;/font&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;อันที่จริง เมื่อบมจ.ขายหุ้นจองได้แล้ว บมจ.ไม่จำเป็นต้องนำหุ้นเข้าไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ กฎหมายไม่ได้บังคับไว้ ดังนั้นการเสนอขายหุ้นจองกับการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดฯ จึงเป็นคนละเรื่องกัน &lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าหาก บมจ.ไม่นำหุ้นเข้าไปจดทะเบียนในตลาดฯ ด้วย นักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่จองซื้อหุ้นของบริษัท เพราะซื้อแล้วขายต่อเพื่อทำกำไรได้ยาก เพราะไม่ได้มีตลาดรองรับ ทำให้ไม่น่าซื้อ ฉะนั้น ส่วนใหญ่แล้ว บมจ. ที่ขายหุ้นจองจึงมักต้องนำหุ้นเข้าไปจดทะเบียนในตลาดฯ ด้วยเสมอ เพื่อช่วยให้หุ้นจองขายออก การเสนอขายหุ้นจองจึงมักตามมาด้วยการนำหุ้นเข้าไปจดทะเบียนในตลาดฯ เสมอจนคนทั่วไปนึกว่า เป็นเรื่องเดียวกันไปเสียแล้ว &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;นักลงทุนที่กล้าซื้อหุ้นจองตั้งแต่ก่อนที่บริษัทจะได้รับอนุญาตจาก กลต.ให้เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ ได้หรือที่เรียกว่าผ่านไฟลิ่ง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกนักลงทุนสถาบัน หรือพวก &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;private equity &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ซึ่งมีศักยภาพมากพอที่จะเข้าไปตรวจสอบบริษัทเองได้เท่านั้น นักลงทุนเหล่านี้จะมักได้ซื้อหุ้นของบริษัทในราคาที่ต่ำกว่าที่คาดว่าจะเป็นราคาจองมาก ทำให้มีโอกาสได้กำไรสูงเมื่อหุ้นเข้าตลาดฯ ได้สำเร็จ แต่นักลงทุนเหล่านี้ก็ต้องเสี่ยงกับการที่บริษัทอาจเข้าตลาดได้ช้ากว่ากำหนด หรือถ้าแย่กว่าอาจเข้าตลาดไม่สำเร็จในที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากสำหรับนักลงทุนที่ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบบริษัทได้ด้วยตนเอง &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ปกติแล้วการจะผ่านไฟล์ลิ่งของกลต.ได้นั้น มีขั้นตอนที่ยุ่งยากมากพอสมควร ข้อกำหนดที่เข้มงวดเหล่านี้ช่วยทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้นในระดับหนึ่งว่า กิจการของบริษัทมีความน่าเชื่อถือมากพอ (ไม่ใช่บริษัทไก่กา) ที่จะปล่อยให้นักลงทุนรายย่อย ซึ่งโดยพฤติกรรมแล้ว มีการศึกษาก่อนที่จะลงทุนน้อยมาก ซื้อหุ้นเหล่านั้นในตลาดฯ ได้ โดยมากแล้ว บมจ.ทุกแห่งจำเป็นต้องจ้างที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นบริษัทมืออาชีพทางด้านนี้โดยเฉพาะมาช่วยเตรียมตัว (แต่งตัว) เพื่อขอไฟล์ลิ่ง ซึ่งใช้เวลาเป็นปีและมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากด้วย ส่วนใหญ่แล้ว ภาระของที่ปรึกษาทางการเงินมักไม่แตกต่างกันมากนักไม่ว่าบริษัทจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ดังนั้น บริษัทขนาดเล็กที่คิดจะเข้าตลาดฯ จะเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าตลาดฯ ในสัดส่วนที่สูงกว่ามากเมื่อเทียบกับขนาดของธุรกิจ&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ยังไม่นับเรื่องการที่ต้องเปลี่ยนผู้สอบบัญชีใหม่ให้เป็นผู้สอบบัญชีที่รับอนุญาต ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นกัน แถมยังต่อเนื่องอีกต่างหาก อย่างไรก็ตาม บริษัทก็เอาเงินชาวบ้านที่จะได้จากการขายหุ้นจองนั้นแหละมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ดังนั้นในแง่กลยุทธ์ เอาเข้าจริงๆ การกำหนดให้การเข้าตลาดต้องมีค่าใช้จ่ายสูงไม่ได้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับหุ้นได้มากขึ้นเท่าไรนัก เพราะเจ้าของเดิมไม่ได้มีต้นทุนอะไร&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ปกติแล้ว เวลาบริษัทเสนอขายหุ้นจอง หุ้นจองนั้นอาจเป็นหุ้นใหม่ (หุ้นเพิ่มทุน) ทั้งหมด หรืออาจเป็นหุ้นเพิ่มทุนส่วนหนึ่งบวกกับหุ้นเก่าของผู้ถือหุ้นเดิมส่วนหนึ่งก็ได้ เท่าที่ยังอยู่ในสัดส่วนที่ข้อบังคับของ ตลท.อนุญาต ในกรณีที่ บริษัทเอาหุ้นเก่าของผู้ถือหุ้นเดิมมาให้จองมากๆ นักลงทุนควรตั้งคำถามให้มากๆ ก่อนที่จะตัดสินใจจอง เงินที่ได้จากการขายหุ้นเก่าจะไม่เข้าบริษัท แต่จะเข้ากระเป๋าผู้ถือหุ้นเดิมแทน ถ้าหากบริษัทยังมีอนาคตที่ดีอยู่ แล้วเจ้าของเดิมเอาหุ้นของตัวเองจำนวนมากออกมา &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;cash out &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ทำไม&lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;? &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ส่วนใหญ่แล้ว เจ้าของเดิมชอบอ้างว่า บริษัทมีฐานะการเงินที่ดีอยู่แล้ว ไม่ได้ต้องการเงินสดมาก แต่เข้าตลาดเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์เท่านั้น แต่นักลงทุนก็ควรคิดเอาเองว่าควรจะเชื่อคำพูดของเจ้าของเดิมหรือไม่ &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;นอกจากนี้ นักลงทุนทุกรายที่จองหุ้นควรได้ซื้อหุ้นจองในราคาเดียวกันทั้งหมด แต่ในบางกรณี บริษัทอาจให้สิทธิพนักงานและ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ผู้มีอุปการะคุณ&lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;rdquo;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt; จองหุ้นในราคาที่ต่ำกว่านักลงทุนทั่วไปได้ ในกรณีของพนักงานบริษัทนั้นอาจพอเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องของขวัญกำลังใจและสวัสดิการพนักงาน แต่ในกรณีของ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ผู้มีอุปการะคุณ&lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;rdquo;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt; นั้น ถ้าหากได้รับการจัดสรรหุ้นไม่เยอะมากก็ยังพอเข้าใจได้ เพราะกว่าบริษัทจะโตมาถึงขนาดที่เข้าตลาดได้ คงต้องพึ่งพาใครต่อใครมากมาย เมื่อบริษัทยังเล็กอยู่ ทุนไม่หนา การตอบแทนผู้มีอุปการคุณเป็นเงินโดยตรงอาจทำได้ไม่เต็มที่ ทำให้ต้องใช้โอกาสนี้ในการตอบแทนผู้มีอุปการคุณในรูปแบบของสิทธิ์ในการจองหุ้นในราคาต่ำแทน แต่ถ้าผู้มีอุปการคุณได้รับจัดสรรหุ้นเป็นจำนวนมาก ก็สมควรต้องตั้งคำถามอย่างแรงถึงความโปร่งใสเหมือนกัน เพราะเท่ากับเป็นการอาศัยกำลังทรัพย์ของผู้ถือหุ้นรายย่อยให้ช่วยตอบแทนผู้มีอุปการคุณให้ทางอ้อมอย่างหนึ่ง ถือเป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย เพราะผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ต้องมีส่วนในการตอบแทนด้วย&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;ที่สำคัญ เวลาจะจองหุ้น อย่ามัวแต่ดูราคาว่าถูกหรือไม่เมื่อเทียบกับพีอีปัจจุบัน สิ่งที่สำคัญกว่าคือ บริษัทจะเอาเงินเพิ่มทุนที่ได้ไปทำอะไร เพราะจะส่งผลอย่างยิ่งต่อกำไรในอนาคตของบริษัทหลังจากที่ได้จองซื้อหุ้นไปแล้วครับ &lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;ในเชิงกลยุทธ์แล้ว หุ้นจองเป็นหุ้นที่ไม่น่าจองเสมอ เพราะถ้าราคาจองเป็นราคาที่ถูกเกินจริงจะไม่เหลือตกมาถึงเรา ดังนั้นถ้าจองแล้วเหลือมาถึงเราได้ แสดงว่า ขายไม่ค่อยออก&amp;nbsp;วันเข้าตลาดจึงมีโอกาสสูงที่จะต่ำจอง สรุปแล้ว มีแต่ทางขาดทุนมากกว่าทางได้ ถ้าหากสนใจหุ้นตัวนั้นจริงๆ เพราะชอบกิจการ&amp;nbsp;การไปรอวัดดวงซื้อเอาในวันที่เข้าตลาดแล้วจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หุ้นที่เทรดในตลาดแล้ว ราคาที่เห็นเป็นราคาที่ยืนได้ด้วยแรงซื้อแรงขายที่เป็นของจริง ไม่เหมือนกับราคาจองที่เป็นราคาที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ&amp;nbsp;ไม่รู้จะยืนได้หรือเปล่า อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเป็นหุ้นจองรัฐวิสาหกิจที่กระจายหุ้นด้วยวิธีจับสลาก อันนี้ค่อยน่าซื้อตอนจองหน่อย เพราะถ้าหากเราได้รับการจัดสรร ไม่ใช่เป็นเพราะ หุ้นขายไม่ออก แต่เป็นเพราะเราบังเอิญโชคดี แบบนี้โอกาสได้กำไรในวันเปิดเทรดมีสูงครับ &lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/05/15/537</guid>
			<pubDate>Fri, 15 May 2009 08:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/05/15/537</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/05/15/537?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0101: แนวโน้มใหญ่ในปัจจุบัน</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/30/501</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การมอง Demand Trends ถือเป็นวิธีหนึ่งที่สำคัญในการพิจารณาเลือกลงทุน วิธีมอง Demand&amp;nbsp;Trends ที่ดีอย่างหนึ่งก็คือ การมองแนวโน้มใหญ่ (MegaTrend)&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แนวโน้มใหญ่คือ ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมซึ่งส่งผลต่อความต้องการสินค้าและบริการในภาคธุรกิจ แนวโน้มใหญ่มักเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นติดต่อกันนานหลายปี&amp;nbsp;ไม่ใช่แค่ชั่วคราวแล้วหายไป (อย่างนั้นจะเรียกว่าเป็น Fads หรือ Fashions) ดังนั้นการวิเคราะห์แนวโน้มใหญ่เป็นวิธีที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว&amp;nbsp;แนวโน้มใหญ่ที่ผมพอจะมองเห็นในปัจจุบันมีดังนี้ (หลายอย่างเกิดขึ้นมาตั้งนานมากแล้ว แต่ทุกวันนี้ก็ยังดำเนินอยู่)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;1. Aging Society ปรากฏการณ์ที่คนแก่กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อคิดเป็นร้อยละของประชากรทั่วโลก&amp;nbsp;ทำให้สินค้าที่เน้นขายคนแก่ย่อมมี Demand ที่เติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องในอนาคต&amp;nbsp;อาทิเช่น ธุรกิจโรงพยาบาล เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;2. Free Trade ข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่กำลังมีผลบังคับใช้มากขึ้นเรื่อยๆ จะช่วยทำให้การค้าการลงทุนข้ามชาติมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะต้นทุนที่ต่ำลง&amp;nbsp;ส่งผลดีต่อ ธุรกิจนำเข้า ส่งออก รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทั้งหลาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;3.&amp;nbsp;CyberWorld ผู้คนใช้เวลากับอินเตอร์เน็ตและมือถือแต่ละสัปดาห์มากขึ้นเรื่อยๆ&amp;nbsp;ส่งผลดีต่อธุรกิจให้บริการเน็ต เครือข่ายมือถือ ผู้นำเข้าอุปกรณ์มือถือ&amp;nbsp;สินค้าไอที&amp;nbsp;ธุรกิจเกมออนไลน์ ฯลฯ ในขณะที่ ธุรกิจเพลง โทรทัศน์ และธุรกิจหนังสือพิมพ์ ล้วนได้รับผลกระทบจากแนวโน้มอันนี้ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;4. Global Warming ภาวะโลกร้อนได้กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมไปทั่วโลก ส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทางเลือก การกำจัดขยะ และการจัดการสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;5. Energy Constraints การที่คนยากจนในจีนและอินเดียหลายร้อยล้านคนกำลังมีฐานะที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วได้ทำให้โลกมีการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวกับทรัพยากรทั้งหลาย เช่น สำรวจน้ำมัน เหมืองแร่ ฯลฯ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;6. Food Constraints ภาวะอากาศแปรปรวน ผู้คนมีฐานะดีขึ้น พื้นที่การเกษตรที่จำกัด และการเอาพืชไปใช้เป็นพลังงานทางเลือก ได้ทำให้เกิดภาวะอาหารขาดแคลน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรพลอยได้รับประโยชน์จากแนวโน้มนี้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;7. Modern Trade แนวโน้มที่ผู้คนนิยมซื้อสินค้าในห้างมากขึ้นเรื่อยๆ ซื้อของในตลาดสดน้อยลง เพราะชีวิตที่เร่งรีบ ต้องการความสะอาด เสพติดโปรโมชั่น ช่วยทำให้ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่และห้างสรรพสินค้ามีการเติบโตได้ต่อเนื่อง &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ข้อดีของการลงทุนตามแนวโน้มใหญ่คือเมื่อเศรษฐกิจโดยรวมมีปัญหาสินค้าเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบไม่ต่างกับธุรกิจอย่างอื่น แต่เวลาทุกอย่างกลับมา พวกมันมีโอกาสมากกว่าอย่างอื่นที่จะกลับมาได้ เพราะมันมีแนวโน้มเป็นพื้นฐานที่คอยรองรับอยู่แล้ว&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp;การเลือกลงทุนจะดู Demand Trends อย่างเดียวไม่ได้ ต้องดู Competitive Advantage&amp;nbsp;ด้วย&amp;nbsp;อย่างเช่น ในกรณีของโรงงานผลิตแก๊สโซฮอล แม้พลังงานทางเลือกจะเป็นแนวโน้มใหญ่&amp;nbsp;แต่เนื่องจากนโยบายของรัฐที่ขาดความชัดเจน และ Barrier to Entry ที่ต่ำ&amp;nbsp;กลับทำให้ธุรกิจนี้ไม่ได้ดีอย่างที่คิดครับ&amp;nbsp;เลือกหุ้นต้องพิจารณาทั้ง DT และ&amp;nbsp;CA จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งเสียไม่ได้ &amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/30/501</guid>
			<pubDate>Thu, 30 Apr 2009 08:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/04/30/501</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/30/501?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0104: 7 คำถามที่ได้ยินมากที่สุดในที่ประชุมผู้ถือหุ้น</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/20/532</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ช่วงนี้ได้มีโอกาสไปประชุมผู้ถือหุ้นหลายบริษัท ได้ยินคำถามจากผู้ถือหุ้นที่คล้ายๆ กันทุกที่ก็รวบรวมเป็น 7 คำถามยอดนิยมครับ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ไม่ทราบว่าบริษัทจะปันผลให้มากขึ้นกว่านี้อีกได้หรือไม่? เห็นเงินสดในงบดุลยังมีเหลืออยู่อีก&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บริษัทน่าจะพิจารณาทำของชำร่วยแจกผู้ถือหุ้นที่มาประชุมด้วย &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ที่จอดรถหายากมาก ควรมีที่จอดรถสำหรับผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะ และครั้งหน้าขอให้จัดสถานที่ประชุมให้อยู่ตามแนวรถไฟฟ้าด้วย&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;รายงานประจำปีครั้งหน้าขอให้ส่งเป็นซีดีรอม เพื่อลดภาวะโลกร้อน เพราะมีคนใช้งานไม่ถึง 10%&amp;nbsp;แล้วจัดพิมพ์เป็นเล่มแค่ 10% ก็พอ สำหรับคนที่ต้องการอ่านจริงๆ ให้มาขอในที่ประชุม&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;รายงานประจำปีที่ส่งมาเป็นซีดีรอม ผมเปิดไม่เป็น ขอให้ส่งเป็นเล่มดีกว่า&amp;nbsp;ถ้าต้องมาขอรับเป็นเล่มที่นี่ ผมจะไม่ได้อ่านมาก่อน ทำให้ไม่ได้เตรียมตัว&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บริษัทน่าจะพิจารณาจัดนำเที่ยวโรงงานให้กับผู้ถือหุ้น&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หุ้นของบริษัททุกวันนี้มีสภาพคล่องน้อยมาก&amp;nbsp;ท่านประธานน่าจะเข้ามาดูแลสภาพคล่องให้กับพวกเราบ้าง -_-&amp;#39;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/20/532</guid>
			<pubDate>Mon, 20 Apr 2009 08:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/04/20/532</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/20/532?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0102: ชายผู้มีอาชีพลึกลับ</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/11/509</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเคยเขียนเอาไว้นานแล้ว เลยอยาก archive ไว้ในนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะเชียร์ Options per se แค่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจในการลงทุนให้กับผู้อ่านเฉยๆ นะครับ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;---------------------------------------------------------&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;img style=&quot;width: 500px; height: 500px&quot; src=&quot;http://g-ec2.images-amazon.com/images/I/41C2PHBGF0L._SS500_.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;500&quot; height=&quot;500&quot; /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ป้าละเอียดอาศัยอยู่ตามลำพังในบ้านทาวน์เฮ้าส์ขนาดเล็กหลังหนึ่งแถวรังสิต เธอเลิกกับสามีเก่าของเธอนานแล้ว ป้าละเอียดไม่มีอาชีพอื่นใดนอกจากเป็นคนเดินโพยหวยใต้ดินให้กับคนทั่วทั้งหมู่บ้าน แม้เธอจะอยู่คนเดียวแต่เธอก็ไม่เหงาเพราะเธอเป็นคนกว้างขวาง เธอรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งเวลาที่มีใครถามถึงเรื่องราวของบ้านหลังไหนก็ตามที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้เพราะเธอจะสามารถสาธยายได้หมดว่าบ้านไหนทำอะไร ผัวเมียคู่ไหนทะเลาะกัน&amp;nbsp;เรื่องชาวบ้านคืองานของเธอ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อย่างไรก็ดี ยังมีบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านแห่งนี้ที่ทำลายความมั่นใจของป้าละเอียดอยู่ตลอดเวลา เจ้าของบ้านหลังนี้ดูเป็นคนลึกลับ เธอยอมรับว่าเธอรู้อะไรเกี่ยวกับชายผู้นี้น้อยมาก เวลาถามอะไรชายผู้นี้จะตอบอย่างสั้นที่สุดแต่สุภาพ&amp;nbsp;ครั้งหนึ่งเธอเคยถามโพ่งๆ ไปว่าเขาทำอาชีพอะไร ชายผู้นั้นก็เพียงแต่ยิ้มๆ แล้วตอบว่า &amp;ldquo;ผมขายประกันชนิดหนึ่งครับคุณป้า&amp;rdquo; แล้วก็รีบเดินจากไป เธอรู้สึกเสียหน้ามากเวลาที่ใครที่ร้านเสริมสวยถามเธอเกี่ยวกับเรื่องราวของชายผู้นี้แต่เธอตอบไม่ได้ เธอต้องรู้ให้ได้ว่าชายผู้นี้มีอาชีพอะไรกันแน่&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เธอสังเกตว่าในแต่ละวันชายผู้นี้แทบไม่ได้ออกจากบ้านเลย&amp;nbsp;เธอรับไม่ได้ที่ต้องรู้ว่า นอกจากอาชีพเก็บหวยที่เธอทำแล้วในระแวกนี้ยังมีอาชีพอย่างอื่นที่ไม่ต้องออกไปทำงานทุกวันด้วยหรือ&amp;nbsp;ที่น่าสงสัยกว่านั้นทุกๆ สองสามเดือน ชายผู้นี้มักจะหายตัวไปหนึ่งถึงสองสัปดาห์โดยเอา backpack ใบใหญ่ไปด้วยเสมอ ทุกครั้งที่ชายผู้นี้กลับมา ป้าละเอียดจะแอบสังเกตเห็น tag ที่ติดมากับ backpack ซึ่งบ่งบอกถึงจุดหมายปลายทางที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางทีก็ยุโรป&amp;nbsp;อัฟริกา หรือไม่ออสเตรเลีย ดูเหมือนจะไม่เคยซ้ำ&amp;nbsp;เธอสงสัยเหลือเกินว่าชายผู้นี้เอาเงินมากมายมาจากไหนถึงได้มีปัญญาไปท่องเที่ยวทั่วโลกได้ปีละหลายครั้ง เมื่อถาม ชายผู้นี้ก็เพียงแต่ตอบว่า &amp;ldquo;ทั้งชีวิตของผมก็มีความสุขแค่การได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ น่ะครับคุณป้า&amp;rdquo; ที่สำคัญ ทำไมมีเงินมากขนาดนี้แต่กลับมาใช้ชีวิตแบบสมถะอยู่ในบ้านทาวน์เฮ้าส์ราคาถูกทั้งที่น่าจะสามารถบ้านอยู่บ้านเดี่ยวหลังโตได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอจึงชอบแอบดูตู้ไปรษณีย์ของชายผู้นี้อยู่เสมอ แต่ละเดือน เธอจะพบแต่เพียงบิลค่าน้ำค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และก็จดหมายอะไรก็ไม่รู้ที่หน้าตาคล้ายๆ กันแต่มีอยู่สองแบบเป็นจำนวนมากที่ส่งมาจากบริษัทหลักซกหลักทรัพย์อะไรนี่แหละ&amp;nbsp;ไม่มีบิลค่ามือถือหรือจดหมายอะไรอย่างอื่นที่แสดงถึงความฟุ่ยเฟือยเลย ข้อมูลเพียงเท่านี้ยังไม่พอที่จะทำให้เธอล่วงรู้ได้ว่าชายผู้นี้มีอาชีพอะไรกันแน่ ความสงสัยนี้ช่างกดดันป้าละเอียดเหลือเกิน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ช่วยป้าละเอียดคิดหน่อยสิครับว่า ชายผู้นี้มีอาชีพอะไรกันแน่ ก่อนที่ป้าละเอียดจะอกแตกตายด้วยความสงสัย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;===============================================================&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เฉลย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ชายลึกลับมีอาชีพขาย &amp;ldquo;สิทธิที่จะซื้อหุ้นที่ราคาที่กำหนดไว้แล้วล่วงหน้าภายในระยะเวลาที่กำหนด&amp;rdquo; ให้กับนักลงทุน&amp;rdquo; หรือที่เรียกว่าอาชีพ &amp;ldquo;Short Call Options&amp;rdquo; นั่นเอง มันเป็นอาชีพที่มีลักษณะคล้ายกับการขายประกันรูปแบบหนึ่ง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;นักลงทุนที่สนใจจะซื้อสิทธิที่ว่านี้จะจ่ายเงินก้อนหนึ่งให้เขา ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นค่าเบี้ย หลังจากนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าหุ้นตัวนั้นไม่เคยมีราคาสูงกว่าราคาที่กำหนด&amp;nbsp;ลูกค้าจะไม่ใช้สิทธิ ซึ่งเท่ากับว่า ชายลึกลับจะได้เงินค่าเบี้ยนั้นไปฟรีๆ&amp;nbsp;แต่ถ้าในระหว่างนั้นหุ้นเกิดมีราคาสูงกว่าราคาที่กำหนด ลูกค้าก็จะขอใช้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นนั้นจากชายลึกลับในราคาที่กำหนด แล้วนำหุ้นไปขายในตลาดเอากำไร ซึ่งก็เหมือนกับการที่ลูกค้ามาเคลมประกันนั่นเอง ชายลึกลับจะต้องเสียประโยชน์เนื่องจากจะต้องขายหุ้นนั้นให้กับลูกค้าในราคาที่กำหนดซึ่งต่ำกว่าราคาตลาด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ก่อนหน้านี้ชายลึกลับเคยเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นมาก่อนแต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ร่ำรวยมหาศาลจากตลาดหุ้นจนทำให้เขามีเงินมากพอที่จะอยู่ได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องทำงาน เขาจึงบอกกับตัวเองว่า &amp;ldquo;ผมพอแล้ว&amp;rdquo;&amp;nbsp;เขานำเงินทั้งหมดที่ได้ไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นดัชนีเพื่อรอกินเงินปันผลอย่างเดียว ซึ่งเงินปันผลที่เขาได้รับในแต่ละปีสูงกว่าค่าใช้จ่ายของเขา แถมยังเหลือเงินไปเที่ยวรอบโลกได้อีกด้วย&amp;nbsp;เขาจึงอยู่เฉยๆ ได้โดยไม่ต้องทำงานอีกต่อไปและยังไม่ต้องเฝ้าตลาดหุ้นอีกด้วย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ด้วยความที่ชายลึกลับถือกองทุนหุ้นจำนวนมากเอาไว้เฉยๆ เพื่อการลงทุน ทำให้ชายลึกลับอยู่ในสถานะที่สามารถยึดอาชีพ Short Call Options ได้โดยที่ไม่ต้องรับความเสี่ยง&amp;nbsp;เพราะเมื่อใดก็ตามที่หุ้นของลูกค้ามีราคาปรับตัวขึ้นไปมากกว่าราคาที่กำหนด หุ้นในกองทุนของเขาก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเท่ากันด้วยเสมอ&amp;nbsp;เขาจึงสามารถขายหุ้นในกองทุนที่ราคาตลาด (ได้กำไรส่วนหนึ่ง) แล้วส่งมอบหุ้นนั้นให้กับลูกค้า&amp;nbsp;เขาจึงเพียงแต่สูญเสียโอกาสที่จะได้กำไรมากๆ หากหุ้นมีราคาปรับตัวพุ่งขึ้นแรงๆ เท่านั้น แต่ไม่ต้องขาดทุน ในทางตรงกันข้าม ในยามปกติ เขาจะได้เงินเบี้ยประกันจากลูกค้ามาฟรีๆ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แม้จะขายประกันอยู่ในตลาดอนุพันธ์แต่ชายลึกลับก็ไม่เคยคิดซื้อขายตราสารอนุพันธ์อย่างอื่นๆ เลยไม่ว่าสถานการณ์จะยั่วยวนสักแค่ไหน&amp;nbsp;เขาบอกตัวเองอยู่เสมอว่าเขาเข้ามาในตลาดอนุพันธ์เพื่อมาประกอบอาชีพขายประกันเท่านั้น&amp;nbsp; ไม่เคยคิดอย่างอื่น ความที่เราเข้ามาเพื่อประกอบอาชีพแบกรับความเสี่ยงให้กับนักลงทุน เราย่อมได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงในระยะยาว (มิฉะนั้นบริษัทประกันภัยคงเจ๊งหมดแล้ว)&amp;nbsp;ต่างกับการเข้ามาเก็งกำไรฟิวเจอร์ซึ่งเป็น zero-sum game หรือการ long options ซึ่งเป็นการซื้อประกัน ในระยะยาวแล้วย่อมไม่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยง&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/11/509</guid>
			<pubDate>Sat, 11 Apr 2009 08:00:32 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/04/11/509</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/11/509?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0093: the Consumer Syndrome</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/01/456</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เราทุกคนเป็นผู้บริโภคกันอยู่แล้วตั้งแต่เกิด เวลาที่เราเปลี่ยนมาสวมหมวกนักลงทุนเพิ่มอีกใบ เราก็เลยพลอยติดนิสัยผู้บริโภคมาด้วย นิสัยของผู้บริโภคบางอย่างถือได้ว่าเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ทุกวันนี้คนเราแทบไม่ได้ซื้อสินค้าเพราะ functional ของสินค้ามากเท่ากับที่เราซื้อสินค้าเพราะสินค้านั้นตอบสนอง emotional needs ของเราได้ &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;มนุษย์สมัยนี้หันมาอาศัยแบรนด์สินค้าที่เราใช้เป็นเครื่องมือในการบอกความเป็นตัวตนของเราให้คนรอบข้างได้รับรู้ทางอ้อม&lt;/font&gt; คนที่ใช้รถเบนซ์กำลังบอกคนรอบข้างว่า I&amp;nbsp;am wealthy&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ตราผลไม้กำลังบอกคนรอบข้างว่า I am artistic เป็นต้น ถ้าให้&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ตราผลไม้เดินถือคอมพิวเตอร์ตราหน้าต่างไปมาตามท้องถนน พวกเขาจะรู้สึกกล้ำกลืนอย่างมาก เพราะเท่ากับเป็นการฉายภาพลักษณ์ที่ไม่ตรงกับตัวเองให้คนรอบข้าง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;พฤติกรรมอันนี้จะติดมาด้วยเวลาที่เรามาเป็นนักลงทุน เราจะเผลอเลือกหุ้นโดยดูว่าเมื่อถือหุ้นนั้นแล้วจะช่วยให้เราบอกความเป็นตัวตนของเราได้หรือไม่&amp;nbsp;เราจะรู้สึกไม่อยากจะถือหุ้นนั้น แม้ว่าจะมีโอกาสทำกำไรก็ตาม&amp;nbsp;เพราะเราไม่อยากให้คนที่ถามเราว่าเราถือหุ้นอะไรอยู่บ้างเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวตนของเราโดยเชื่อมโยงสินค้าของหุ้นที่เราถือเข้ากับความเป็นตัวเรา เรื่องนี้นับว่าอันตราย เพราะจะทำให้เรามองข้ามประเด็นเรื่องการทำกำไรขาดทุนของบริษัทไป&amp;nbsp;คนที่อยากเป็นเจ้าของสายการบินแห่งชาติซึ่งติดอันดับสายการบินดีเด่นบ่อยๆ คงรู้แล้วว่าภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์กับความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจนั้นเป็นคนละเรื่อง&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว&amp;nbsp;รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าไม่มีทางสู้รถเบนซ์ได้ เพราะรถคันละล้านต่อให้ดีแค่ไหนก็คงสู้รถคันละสิบล้านไม่ได้อยู่แล้ว แต่หุ้นโตโยต้ากลับเป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างงดงามในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา (แม้ว่าปีนี้จะเริ่มแย่ก็ตาม)&amp;nbsp;ในขณะที่หุ้นเดมเลอร์กลับเป็นหุ้นที่สร้างความผิดหวังให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาเดียวกัน&amp;nbsp;การตัดสินใจเลือกหุ้นโดยเปรียบเทียบตัวผลิตภัณฑ์นับว่าเป็นวิธีการที่ผิด&amp;nbsp;แม้รถโตโยต้าจะสู้รถเบนซ์ไม่ได้ แต่โตโยต้าก็เป็นรถที่ตอบสนองความต้องการของชนชั้นกลางที่เป็นกลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถยี่ห้ออื่นที่เจาะกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเดียวกัน&amp;nbsp;โรงงานของโตโยต้าได้ชื่อว่าเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลกถึงขนาดตะวันตกยังต้องเอาวิธีการของโตโยต้าไปเขียนตำรา คุณค่าของบริษัทโตโยต้าไม่ได้อยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์แต่อยู่ที่การเป็นเจ้าของนวัตกรรมในกระบวนการผลิต การคัดเลือกหุ้นโดยตัดสินจากตัวผลิตภัณฑ์จึงนับว่าหลงประเด็น&amp;nbsp;การที่เราคิดว่าสินค้าของบริษัทไม่ดี ไม่ได้หมายความว่าสินค้าจะขายไม่ได้ เพราะเราอาจไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของบริษัท&amp;nbsp;จึงไม่ควรใช้ตัวเราเองเป็นมาตรวัด&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การเลือกหุ้นไม่เหมือนกับการเลือกสินค้า&amp;nbsp;การซื้อหุ้นคือการซื้อตัวธุรกิจของบริษัท ไม่ใช่การซื้อสินค้าของบริษัทนั้นๆ&amp;nbsp;ดังนั้นการที่คุณไม่ชอบสินค้าของบริษัทไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องไม่ชอบธุรกิจของบริษัทด้วย มันเป็นคนละเรื่องกัน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot; color=&quot;#0000ff&quot;&gt;เวลาซื้อหุ้นต้องคิดแบบพ่อค้า อย่าคิดแบบผู้บริโภค พ่อค้ายังอาจได้หรือเสียเงิน แต่ผู้บริโภคเสียเงินเสมอ ถ้าอยากบอกความเป็นตัวตนของเราให้คนรอบข้างได้รับรู้ ควรทำผ่านการใช้สินค้าแบรนด์เนมต่างๆ เท่านั้นจะดีกว่า เพราะการบริโภคเป็นเรื่องของการหาความสุขใส่ตัว แต่การลงทุนเป็นเรื่องของการสร้างผลตอบแทนทางการเงิน ตลาดหุ้นเป็นสถานที่ที่ competitive ไม่เหมาะกับการใช้ความรู้สึกตัดสินครับ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/01/456</guid>
			<pubDate>Wed, 1 Apr 2009 08:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/04/01/456</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/01/456?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0103: Contrarian Investing</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/03/25/506</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในตลาดหุ้นมีแนวการลงทุน 2 แนวที่ไปคนทาง คือ &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;แนวโมเมนตัม (Momentum Investing) กับ แนวคอนทราเรียน (Contrarian Investing)&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แนว momentum&amp;nbsp;อาศัยข้อสังเกตที่ว่า เวลาหุ้นจะขึ้น 100% นั้น หุ้นจะไม่ขึ้นวันเดียว 100% แต่จะขึ้น วันละ 5% บ้าง 10% บ้าง สลับกับปรับฐานบ้าง จนกว่าจะไปถึง 100%&amp;nbsp;คล้ายกับว่า ราคาหุ้นมีความเฉื่อยแบบมวลสาร&amp;nbsp;ดังนั้น ถ้าอยู่ดีๆ หุ้นขึ้นไป 5% ก็อาจจะยังซื้อได้อยู่ เพราะอาจจะยังมีโมเมนตัมเหลืออยู่ คนที่เล่นแนวนี้จะเล่นตามตลาด คือ เห็นหุ้นขึ้น ก็ยิ่งซื้อเพิ่ม อาจเรียกว่าเป็นพวก &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;&amp;quot;ชาวไร่&amp;quot;&lt;/font&gt; (ไล่ราคา) ก็ได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ส่วนแนว contrarian จะคิดตรงข้าม กล่าวคือ ถ้าหุ้นตกมากๆ&amp;nbsp;แสดงว่า ตลาดเกิดความ &amp;quot;กลัว&amp;quot; ขึ้น ดังนั้นหุ้นน่าจะทำให้หุ้นมีราคาถูก คนที่เล่นแนวนี้จะชอบเข้าไปซื้อหุ้นที่ตกสวนกระแสตลาด อาจเรียกว่าเป็นพวก &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;&amp;quot;ชาวสวน&amp;quot;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;ก็ได้&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผมเห็นนักลงทุนมือใหม่มักชอบเป็น contrarian ในขณะที่ พวก momentum มักเป็นนักลงทุนที่มีประสบการณ์มาก เพราะ momentum เล่นยาก&amp;nbsp;เนื่องจาก ครั้งที่กำไรจะมีน้อยกว่าครั้งที่ขาดทุน แต่เวลาได้กำไรที จะได้เยอะมาก คนที่จิตใจไม่เข้มแข็งพอ จะเล่นแบบนี้ไม่ได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เวลาเป็น contrarian นั้น ต้องมีเชิงด้วย&amp;nbsp;ไม่ใช่เห็นหุ้นตกก็วิ่งเข้าไปรับเลย บอกว่าตลาดตกใจแล้ว ส่วนใหญ่แล้ว เวลาหุ้นตกใหม่ๆ&amp;nbsp;จะมีคนอยากเป็น contrarian เยอะมาก ทำให้ contrarian เป็นกลยุทธ์ใช้ไม่ได้ผล เพราะถ้าคนส่วใหญ่เป็น contrarian การเป็น contrarian จะกลายเป็นการทำตามตลาดไปซะงั้น&amp;nbsp;แต่เมื่อหุ้นตกต่อไปเรื่อยๆ contrarian จะเริ่มลดจำนวนลง สักพักหนึ่งจะแทบไม่เหลือใครที่อยากเป็น contrarian แล้ว เวลาเช่นนี้ต่างหากที่ควรควักกลยุทธ์แบบ contrarian มาใช้ ห้ามใช้พร่ำเพรื่อ&amp;nbsp;กลยุทธ์ใดๆ ย่อมใช้ไม่ได้ผล ถ้าหากมีคนใช้กลยุทธ์นั้นอยู่ในตลาดมากเกินไป&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;Sir John Templeton ปรมาจารย์แห่ง contrarian (contrarian ตัวพ่อ) บอกว่า นักลงทุนควรจะเป็น&amp;nbsp;contrarian ก็ต่อเมื่อตลาดมองโลกแง่ร้ายขั้น&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt; &amp;quot;สุดขีด&amp;quot;&lt;/font&gt; แล้วเท่านั้น (maximum pessimism)&amp;nbsp;ในรอบหลายๆ ปี&amp;nbsp;Templeton จึงจะเข้าไปเก็บของถูกสักครั้ง นี่เรียกว่ารอให้ contrarian ตายหมดแล้วจริงๆ ท่านจึงค่อยลุกขึ้นมาเป็น contrarian&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;โดยส่วนตัว ผมไม่ชอบแนว contrarian เท่าไร (พอๆ กับที่ไม่ชอบแนว&amp;nbsp;momentum ด้วย) ผมคิดว่าเราควรมีความคิดที่เป็นอิสระจากตลาดมากกว่าซึ่งไม่ใช่&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การเป็น contrarian&amp;nbsp;เพราะ contrarian เห็นว่าตลาดเป็นอย่างไร ก็ทำตรงข้าม จึงเป็นการขึ้นกับตลาดรูปแบบหนึ่ง การคิดอย่างเป็นอิสระจริงๆ หมายความว่า ในบางครั้งเราก็อาจเห็นด้วยกับตลาด ในบางครั้งเราก็เห็นแย้งกับตลาด ขึ้นอยู่กับข้อมูลและเหตุผลมากกว่า&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/03/25/506</guid>
			<pubDate>Wed, 25 Mar 2009 07:15:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/03/25/506</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/03/25/506?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0099: Beware of the Lemming inside us</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/03/18/493</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สมัยผมเริ่มต้นลงทุนใหม่ๆ มีเพื่อนนักลงทุนคนหนึ่ง เจอหน้ากันทีไรต้องถามผมทุกทีว่าผมถือตัวไหนอยู่ ผมสังเกตว่า เขาไม่ได้ถามผมคนเดียว แต่เขาถามทุกคนที่เขารู้ว่าเล่นหุ้นอยู่&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผมมารู้ทีหลังว่า เขาจะไม่กล้าซื้อหุ้นที่ไม่มีคนรอบข้างคนไหนถืออยู่ด้วยเป็นอันขาด ในทางตรงกันข้ามถ้าเขาพบว่า หุ้น XYZ เป็นหุ้นที่มีคนรอบข้างหลายคนกำลังถืออยู่ เขาจะรีบเข้าไปถือ XYZ ทันที &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;จากนั้นทุกคนที่ถือ XYZ จะโดนเพื่อนของผมโทรเช็คบ่อยๆ ทุกครั้งที่ตลาดปรับตัวลงแรงๆ เขาจะรีบโทรมาทันทีเพื่อถามว่ายังถือ XYZ อยู่หรือไม่&amp;nbsp;จนตอนหลังเวลาตลาดลงแรงทีไร ผมลองเดาเล่นๆ ว่าประเดี๋ยวคงกรี๊งกร๊างมาแน่ๆ&amp;nbsp;ก็ปรากฏว่าเป็นจริงทุกที&amp;nbsp;แต่ไม่ว่าผมจะอธิบายเหตุผลที่ยาวเป็นหางว่าวแค่ไหนว่า ทำไมผมจึงยังถืออยู่ หรือทำไมผมจึงขายไปแล้ว คำอธิบายเหล่านั้นก็ไม่มีผลอะไรทั้งสิ้น&amp;nbsp;เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าผมบอกว่าผมขายไปแล้ว เขาก็จะขายด้วย แต่ผมยังถืออยู่ เขาก็จะถือต่อ (แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะถ้าเขาโทรถามคนอื่นแล้วคนอื่นขายเป็นส่วนใหญ่ เขาก็จะขายอยู่ดี)&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผมว่าลึกๆ แล้วทุกคนมีอะไรบางอย่างคล้ายๆ กับเพื่อนของผมคนนี้แหละครับ แต่อาจจะไม่มากขนาดนี้&amp;nbsp; ในเวลาที่คนเราต้องเผชิญความไม่แน่นอน เรามักรู้สึกอุ่นใจมากกว่า ถ้าได้รู้ว่า ยังมีคนอีกหลายคนที่ลงเรือลำเดียวกับเรา&amp;nbsp;เราเกลียดที่สุดหากต้องจมน้ำโดยที่พบว่า มีเรือของเราเพียงลำเดียวเท่านั้นที่จม ส่วนเรือลำอื่นๆ ยังลอยอยู่ครบ &amp;quot;ทุกลำ&amp;quot;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt; เราเกลียดสายตาของทุกคนที่จับจ้องมองเราจมน้ำไปอย่างช้าๆ ด้วยความเห็นใจแต่ไม่รู้จะช่วยยังไง เราเกลียดตัวเองที่ตกข่าว&amp;nbsp;และเมื่อเราจมน้ำเสร็จแล้ว พวกเขาก็พา&amp;quot;กัน&amp;quot;แล่นเรือของพวกเขามุ่งหน้าต่อไป ทิ้งให้ร่างไร้วิญญาณของเราจมสู่ก้นมหาสมุทร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การที่มีคนจำนวนมากถือหุ้นตัวนั้นไม่ได้ช่วยทำให้หุ้นตัวนั้นปลอดภัยขึ้น&amp;nbsp;มันเป็นเพียงแค่&amp;quot;ความรู้สึก&amp;quot;ว่าปลอดภัยเท่านั้น &amp;nbsp;ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นจะขาดทุน ดังนั้นการเลือกถือแต่หุ้นที่คนมีคนถือมากๆ&amp;nbsp;กลับทำให้มีโอกาสขาดทุนมากกว่า&amp;nbsp;ฟองสบู่ในตลาดหุ้นก็เกิดจากการที่มนุษย์เราชอบทำอะไรตามคนส่วนใหญ่นี่แหละ&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าเราติดนิสัยชอบหา &amp;quot;ความอุ่นใจ&amp;quot; จนปล่อยให้ความต้องการนี้ครอบงำพฤติกรรมการลงทุนทุกอย่างของเรา&amp;nbsp;ในแต่ละวัน&amp;nbsp;เราจะมัวแต่เสียเวลาไปกับการแสวงหาความอุ่นใจให้มากขึ้น&amp;nbsp;เวลาโทรไปถามนักวิเคราะห์ตามรายการวิทยุว่า &amp;quot;ติด XYZ อยู่ ควรถือต่อหรือขายดี?&amp;quot; แทนที่เราจะอยากได้คำแนะนำที่ตรงไปตรงมา เรากลับต้องการเพียงแค่ให้มีคนสักคนบอกเราว่า &amp;quot;ไม่ต้องเป็นห่วงนะ Everything will be alright หุ้นของคุณป้าพื้นฐานดีอยู่&amp;quot; นักวิเคราะห์คนไหนปลอบนักลงทุนเก่ง เราก็จะตามไปฟังเขาบ่อยๆ แต่ถ้านักวิเคราะห์พูดตรงไปตรงมา ทำให้เราใจเสีย&amp;nbsp;เราก็จะพยายามหลีกเลี่ยงนักวิเคราะห์คนนั้น&amp;nbsp;สุดท้ายแล้ว การแสวงหาแต่ความอุ่นใจจะทำให้เรากลายเป็นนักลงทุนที่ปฏิเสธการเผชิญหน้ากับความเป็นจริงทุกรูปแบบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าเราสามารถลดความต้องการทางใจที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ออกไปเสียบ้าง&amp;nbsp;เราจะเป็นคนที่สามารถใช้เหตุผลได้มากขึ้น&amp;nbsp;เมื่อที่ต้องตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เราก็จะปรับตัวได้ดี เพราะเรากล้าที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ไม่ว่าความเป็นจริงนั้นจะทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดก็ตาม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;It&amp;#39;s time to face the music!&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/03/18/493</guid>
			<pubDate>Wed, 18 Mar 2009 09:47:09 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/03/18/493</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/03/18/493?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0100: Adaptive vs. Rational</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/03/11/495</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สมมติฐานเกี่ยวกับการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอนของมนุษย์มี 2 แบบด้วยกัน แบบแรกเชื่อว่ามนุษย์ตัดสินใจแบบ Adaptive แบบที่สองเชื่อว่ามนุษย์ตัดสินใจแบบ Rational&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;Adaptive คือ เมื่อได้รับข้อมูลใหม่ ถ้าข้อมูลใหม่เปลี่ยนแปลงไปทางไหน ก็ค่อยปรับลดประมาณการไปทางนั้นลงทีละนิด เช่น GDP ปีล่าสุดอยู่ที่ 3% ก็ประมาณว่า GDP ปีหน้าจะอยู่ที่ 2.5-3.5% ด้วย ถ้า GDP ไตรมาสล่าสุดออกมาลดลง ก็ปรับประมาณการ GDP ปีหน้าใหม่ให้ลดลงตาม เช่น 2.3-3.3% เป็นต้น พูดอีกอย่างก็คือ ประมาณการจะค่อยๆ เรื่อยไปตามตัวเลขใหม่ที่ออกมาทีละนิด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;Rational คือ เมื่อได้รับข้อมูลใหม่ก็นำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลแล้วตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับอนาคตขึ้นมาจากข้อมูลเหล่านั้น เช่น แม้ GDP ปีล่าสุดจะอยู่ที่ 3% แต่ถ้ามีข่าวว่าสหรัฐฯ มีวิกฤตซับไพร์ม&amp;nbsp;ทำให้เชื่อว่ากำลังซื้อจากต่างประเทศน่าจะกำลังหายไปเร็วๆ นี้&amp;nbsp;ประเทศไทยพึ่งการส่งออกถึง 70% เพราะฉะนั้น ปีหน้าคงกระทบหนัก แบบนี้ไม่ต้องรอให้ GDP รายไตรมาสออกมาแล้วค่อยๆ ปรับประมาณการลงตาม&amp;nbsp;แต่มองข้ามช็อตไปได้เลยว่า GDP ปีหน้าน่าจะติดลบมากแน่นอนเช่น&amp;nbsp;-4% แบบนี้เป็นต้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ทุกวันนี้ดูเหมือนหน่วยงานของรัฐฯ จะตั้งประมาณการแบบ Adaptive เพราะตอนที่เกิดซับไพรม์ใหม่ๆ ก็บอกว่า จีดีพีปีหน้าน่าจะลดลง แต่คงเป็นบวก เช่น 3%&amp;nbsp;แต่พอถึงไตรมาสสี่ออกมาติดลบเยอะมากก็ปรับประมาณการปีหน้าใหม่เป็น 0-2% ต่อมาเมื่อเร็วๆ นี้ พอเริ่มเห็นตัวเลขไตรมาสหนึ่งว่าจะแย่กว่าไตรมาสสี่ก็บอกว่าจะพิจารณาปรับประมาณการปีหน้าใหม่ให้อยู่ในแดนลบ การค่อยๆ ปรับประมาณการลงทีละนิดแบบนี้อาจมีข้อดีตรงที่ไม่ทำให้คนตกใจมากเกินไป&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่ดูเหมือนว่าตลาดทุนจะตัดสินใจแบบ Rational เพราะตลาดปรับตัวลงมารวดเดียวอย่างหนักตั้งแต่ตอนครึ่งหลังของปีที่แล้วไปแล้ว ตลาดไม่รอให้ตัวเลขจริงออกมาแย่ลง ก่อนแล้วค่อยปรับตัวลงตาม&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้านักลงทุนตัดสินใจแบบ Adaptive ตอนที่ตลาดหุ้นดิ่งอย่างหนักเมื่อปีที่แล้ว แต่งบไตรมาส 4 ออกมายังดีอยู่ นักลงทุนก็อาจจะคิดไปว่า เป็นเรื่องของอารมณ์ตลาด พื้นฐานไม่เห็นเปลี่ยนมากขนาดนั้น ทำให้นักลงทุนเข้าไปช้อนซื้อ&amp;nbsp;แต่เมื่อถึงเวลานี้ เราก็ตระหนักได้แล้วว่า&amp;nbsp;ตลาดคิดแบบ&amp;nbsp;Rational สถานการณ์ของโลกไม่ได้เลวร้ายน้อยไปกว่าราคาหุ้นเลย และดูเหมือนจะเลวร้ายลงได้อีกมาก ในตลาดหุ้น ผลประกอบการมักปรับตัวตามหลังราคาหุ้นเสมอ ถ้าใครจะต้องรอให้งบการเงินแสดงว่ากำไรลดลงก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินใจ กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้หมดแล้ว&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;งบการเงินมีไว้เพื่อตรวจสอบความผิดปกติในบริษัทมากกว่าที่จะใช้เพื่อตัดสินใจลงทุนหรือวัดมูลค่าหุ้น สิ่งที่ตลาดสนใจคือผลประกอบการจะวิ่งไปทางไหนในอนาคต ไม่ใช่ผลประกอบการเป็นอย่างไรในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/03/11/495</guid>
			<pubDate>Wed, 11 Mar 2009 07:57:38 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/03/11/495</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/03/11/495?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0097: Efficient Market Hypothesis</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/03/04/491</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หนึ่งในเรื่องที่เถียงกันมากที่สุดตลาดกาลเกี่ยวกับตลาดหุ้นคือ สมมติฐานเรื่องตลาดมีประสิทธิภาพ (Efficient Market Hypothesis)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;นักวิชาการมักสนับสนุน EMH เพราะเป็นแนวคิดที่เข้ากันได้ดีกับเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ในขณะที่&amp;nbsp;คนในวอลล์สตรีทมักคัดค้าน EMH เพราะการยอมรับ EMH ก็เท่ากับว่ายอมรับว่าสิ่งที่พวกเขากำลังพยายามทำอยู่ทุกวันนั้น (พยายามชนะตลาด) เป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ปัญหาก็คือ เราไม่มีทางพิสูจน์ได้ว่าตลาดมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ เนื่องจากเราไม่สามารถแยก&amp;nbsp;rational errors ออกจาก irrational errors ได้&amp;nbsp;อย่างในกรณีที่ตลาดแนสเด็กฟองสบู่แตกเมื่อปี 2001 จะฟันธงว่าตลาดไม่มีประสิทธิภาพก็ไม่ได้ เพราะอาจเป็น rational errors ก็ได้ คำว่า rational errors หมายความว่า ในการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอนนั้น บางครั้งการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลก็อาจให้ผลลัพธ์ที่ผิดพลาดได้เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าเรารู้ว่าเหรียญอันหนึ่งโดนถ่วงให้ออกหัว 55% การตัดสินใจที่มีเหตุผลคือการทายว่าเหรียญนั้นจะออกหัวทุกครั้ง แต่ในการทอยเหรียญหนึ่งครั้ง เหรียญอาจจะออกก้อยก็ได้ แบบนี้เรียกว่าเป็น rational error (ความผิดพลาดอย่างมีเหตุผล) &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในเมื่อ EMH พิสูจน์ไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือแค่เชื่อไปทางใดทางหนึ่ง แต่วิธีที่ดีกว่าคือแทนที่เราจะเชื่อไปทางใดทางหนึ่งแบบหัวชนฝา เราน่าจะฟังหูไว้หูมากกว่า เพราะยังไงมันก็พิสูจน์ไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะเลือกข้างไหนก็เป็นได้แค่ความเชื่อเท่านั้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อันที่จริง นักลงทุนที่พยายามเอาชนะตลาดด้วยการวิเคราะห์พื้นฐาน เพราะเชื่อแบบสุดโต่งว่าตลาดไม่มีประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิงนั้นนับเป็นความเชื่อที่ไม่สมเหตุผล เพราะถ้าตลาดไม่มีประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง การพยายามวิเคราะห์พื้นฐานก็จะไร้ประโยชน์พอๆ กับการเชื่อว่าตลาดมีประสิทธิภาพโดยสมบูรณ์เช่นกัน&amp;nbsp; เพราะถ้าตลาดไม่มีประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง ราคาหุ้นย่อมวิ่งไปอย่างไรก็ได้ ไม่เกี่ยวกับพื้นฐานและไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องกลับมาหาพื้นฐานสักวันหนึ่งเลยด้วย การวิเคราะห์พื้นฐานย่อมสูญเปล่าเช่นเดียวกัน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คำถามที่ตรงประเด็นมากกว่าจึงไม่ใช่คำถามที่ว่า ตลาดมีประสิทธิภาพหรือไม่? แต่คือคำถามว่า ตลาดมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน? มากกว่า&amp;nbsp;ตลาดควรจะมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับหนึ่งมากกว่าที่จะมีประสิทธิภาพโดยสมบูรณ์หรือไม่มีประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง มิฉะนั้นแล้ว ความพยายามที่จะเอาชนะตลาดด้วยวิธีการใดๆ ย่อมไร้ผลอยู่ดี&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ตลาดหุ้นจะมีประสิทธิภาพสูงได้ต้องอาศัย smart investors ซึ่งหมายถึง นักลงทุนที่ลงทุนโดยอาศัยข่าวเป็นหลัก แทนที่จะใช้ความรู้สึก ยิ่งในตลาดหุ้นมี smart investors มากเท่าไร ตลาดก็จะยิ่งซึมซับข่าวได้เร็วมากเท่านั้น ตลาดหุ้นที่ sophisicated มากๆ อย่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่หุ้นบูลชิพแต่ละตัวอาจมี analyst cover มากถึง 150 คน ราคาหุ้นจะ discount ข่าวอย่างรวดเร็วมากๆ ทำให้การซื้อหุ้นโดยอาศัยการอ่านพบข่าวดีเกี่ยวกับบริษัทในนสพ.จะไม่ได้ผล เพราะกว่าที่ข่าวนั้นจะมาอยู่บนหน้านสพ.&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ราคาหุ้นก็โดนคนอื่น discount ข่าวนั้นไปหมดแล้ว&amp;nbsp;แต่ถ้าเป็นตลาดหุ้นที่ค่อนข้างด้อยพัฒนาหรืออยู่ในภาวะซบเซาอย่างรุนแรง การอ่านเจอข่าวดีในนสพ.แล้วรีบซื้อหุ้นก็อาจยังชนะตลาดได้ ในช่วงที่ตลาดซบเซาอย่างหนักเช่น ปี 2544-45 ช่วงนั้นนักลงทุนออกไปจากตลาดเป็นจำนวนมาก ช่วงนั้นตลาดน่าจะมีประสิทธิภาพต่ำกว่าช่วงปี 2547-48 ซึ่งมีนักลงทุน active อยู่เต็มตลาดไปหมด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม ต่อให้ตลาดมี smart&amp;nbsp;investors&amp;nbsp;มากแค่ไหน ตลาดก็ทำได้เพียงมีประสิทธิภาพสูงในการซึมซับข้อมูล (informationally efficient) เท่านั้น นักลงทุนยังคงมีโอกาสชนะตลาดได้ด้วยการ &amp;quot;วิเคราะห์&amp;quot; ข้อมูลได้เก่งกว่าตลาด เช่น ตลาดแปลความว่าเป็นข่าวร้าย แต่เรามองว่าเป็นข่าวดี ถ้าเราคิดถูก เราก็มีโอกาสชนะตลาด นั่นคือ แม้ราคาหุ้นจะซับข่าวได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็อาจเป็นการแปลความข่าวผิดก็ได้ ดังนั้น คนที่ &amp;quot;วิเคราะห์&amp;quot; เก่งกว่าคนทั่วไปในตลาด ก็มีโอกาสที่จะชนะตลาดได้ทั้งๆ ที่รู้ข่าวช้ากว่าคนอื่นเสมอ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่ทุกวันนี้ เหตุสำคัญที่สุดที่ยังคงทำให้ตลาดหุ้นเกิด booms และ bursts อยู่เสมอไม่ว่าตลาดจะซึมซับข้อมูลได้เร็วแค่ไหน คือ herd instincts ในตัวของนักลงทุน มนุษย์เราไม่ว่าจะเจริญขึ้นหรือฉลาดขึ้นแค่ไหน ก็ยังคงมีสัญชาตญาณของการแห่ตามกันอยู่เหมือนเช่นเดิม herd instincts เป็น&amp;nbsp;abnormality ในตลาดที่ทนทานต่อการอาบริทาจ&amp;nbsp;ฟองสบู่จะเกิดขึ้นเสมอเมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาด shutdown สมองของตัวเองแล้วหันมาพึ่งความเห็นคนอื่นในการตัดสินใจซื้อหุ้นแทน&amp;nbsp;เรามักรู้สึกอุ่นใจเมื่อรู้ว่ามีคนอื่นที่ตัดสินใจแบบเดียวกับเราอยู่เยอะๆ และนั่นก็คือช่วงเวลาที่อันตรายมากที่สุดด้วย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ตลาดหุ้นจะรักษาเสถียรภาพไว้ได้ตราบใดที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่ เมื่อใดก็ตามที่นักลงทุนส่วนใหญ่คิดหรือเชื่อไปทางเดียวกันหมด เมื่อนั้นจะเกิดภาวะที่เรียกว่า diversity breakdown ซึ่งจะตามมาด้วย booms และ bursts ในตลาดหุ้นเสมอ&amp;nbsp;หุ้นที่ไม่เหลือใครเลยในตลาดที่คิดต่างว่าไม่ดี ราคาหุ้นจะลอยระริ่ว ความเห็นที่แตกต่างกันในตลาดจะคอยช่วยดึงราคาหุ้นไว้ไม่ให้สุดโต่ง&amp;nbsp;ถ้าอยากเอาชนะตลาด นอกจากการวิเคราะห์ที่เหนือกว่าแล้ว การมีจิตใจที่สามารถเอาชนะ herd instincts ในตัวเองได้ ถือได้ว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ได้ผลดีเช่นกัน &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อมองในแง่นี้ การรณรงค์ให้นักลงทุนหันมาลงทุนระยะยาวกันหมดถือว่าเป็นการทำลายตลาดหุ้นอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะถ้าทุกคนเป็นนักลงทุนระยะยาวกันหมด หุ้นจะถูกในระยะสั้น และแพงในระยะยาว ตลาดหุ้นที่ดีจะต้องมีนักลงทุนที่มีแนวทางที่หลากหลายอยู่ ร่วมกัน กล่าวคือ ต้องมีทั้งนักเก็งกำไรและนักลงทุนอยู่ในตลาด ความคิดที่หลากหลายจะคอยป้องกันตลาดหุ้นไว้ไม่ให้เกิดสภาวะ diversity breakdown&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/03/04/491</guid>
			<pubDate>Wed, 4 Mar 2009 08:57:36 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/03/04/491</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/03/04/491?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0094: หุ้นที่ห้ามซื้อ</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/02/25/458</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://bloginitiative.typepad.com/photos/uncategorized/crowd.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;561&quot; height=&quot;373&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในวิชาการทางด้านการพนัน มีศัพท์เทคนิคอยู่คำหนึ่งคือคำว่า Parimutuel &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การพนันบางอย่างเป็นการพนันแบบ Parimutuel หมายความว่า คุณจะได้ผลตอบแทนเท่าไรไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณแทงถูกหรือไม่อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่ามีคนอื่นที่แทงถูกเหมือนคุณมากน้อยแค่ไหนด้วย ถ้าคุณแทงถูก แต่คนส่วนใหญ่ก็แทงเหมือนกับคุณ&amp;nbsp;อัตราต่อรองจะถูก bid ขึ้นไปสูงเสียจนคนที่แทงถูกแทบจะไม่ได้ค่าตอบแทนอะไรเลย ตัวอย่างของการพนันแบบ Perimutuel ก็คือ&amp;nbsp;ม้าแข่ง รวมถึงการพนันฟุตบอลแบบที่อัตราต่อรองไหลไปเรื่อยๆ ด้วย&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ที่พูดถึงคำๆ นี้ก็เพราะอยากจะบอกคุณว่า &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ตลาดหุ้น ก็มีลักษณะเป็น &lt;/font&gt;&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;Parimutuel ด้วย&lt;/font&gt; การเลือกหุ้นของบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีที่สุด ยังไม่สามารถทำให้คุณประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ เพราะถ้าหากนักลงทุนคนอื่นๆ ในตลาดก็รู้เหมือนกับคุณ ราคาหุ้นจะ bid ขึ้นไปจนเกินพื้นฐานเสมอ การซื้อหุ้นเหล่านั้นที่ราคาเกินพื้นฐานจึงทำให้ขาดทุนมากกว่าที่จะกำไร ทั้งที่หุ้นเหล่านั้นเป็นหุ้นพื้นฐานดี&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การลงทุนในตลาดหุ้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเปรียบกับคณิตศาสตร์ก็เหมือนเป็นสมการสองชั้น นอกจากกิจการที่ลงทุนจะเป็นกิจการที่พื้นฐานดีแล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดจะต้องยังไม่เห็นความดีนั้นด้วย มิฉะนั้นลงทุนไปก็ไม่ได้อะไร&amp;nbsp;เพราะราคาหุ้นที่ลงทุนจะไม่ถูกเมื่อเทียบกับพื้นฐานที่ดีของมัน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในตลาดหุ้น หุ้นที่เป็นหลุมพรางของนักลงทุนจึงได้แก่หุ้นของบริษัทที่เป็นที่ยอมรับกันเป็นการทั่วไปในตลาดว่ากิจการของหุ้นดีมากเสียจนหาข้อเสียใดๆ ไม่ได้เลย ปกติแล้วหุ้นทุกตัวในตลาดจะมีข้อเสียบางอย่างอยู่ ข้อเสียคือสิ่งที่ช่วยทำให้ราคาหุ้นมีแนวต้าน&amp;nbsp;เมื่อใดก็ตามที่หุ้นตัวใดก็ตามในตลาด สามารถสร้างสตอรี่เพื่อแก้ต่างจุดอ่อนที่อยู่ในความรู้สึกของนักลงทุนทั่วไปในตลาดได้หมดทุกจุด&amp;nbsp;ราคาของหุ้นตัวนั้นก็จะทะยานขึ้นทันทีอย่างกับติดเทอร์โบเนื่องจากหุ้นตัวนั้นจะไม่มีอะไรเป็นแนวต้านอีกต่อไป โดยที่ในความเป็นจริงแล้ว พื้นฐานของหุ้นจะไร้ที่ติขนาดนั้นจริงหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แค่ไร้ที่ติในความคิดของนักลงทุนทั่วไปในตลาด ราคาหุ้นก็จะไร้แนวต้านทันที&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้พบเห็น &amp;quot;หุ้นจรวด&amp;quot; เหล่านี้อยู่เป็นระยะๆ โดยมากแล้วมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดกำลังวิตกกังวลเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากๆ หุ้นบางตัวจะถูกมองและเชียร์กันบ่อยๆ ว่าเป็นหุ้นเพียงไม่กี่ตัวในตลาดที่ธุรกิจของมันจะไม่ได้ผลกระทบใดๆ จากเรื่องที่ทุกคนกำลังกังวลอยู่นั้น เมื่อกระแสจุดติด ราคาของหุ้นเหล่านี้จะวิ่งเร็วยิ่งกว่าติดเทอร์โบกลายเป็นว่าวที่ติดลมบน ยิ่งเรื่องที่ตลาดกังวลทำให้ดัชนีปรับตัวลงมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้หุ้นตัวนั้นมีราคาเพิ่มขึ้นสวนตลาดมากขึ้นไปอีก เมื่อราคาหุ้นแข็งมาก นักลงทุนส่วนหนึ่งจะเข้ามาหลบภัยในหุ้นตัวนั้นเพื่อให้พอร์ตของตัวเองชนะตลาด ทำให้ราคาหุ้นตัวนั้นยิ่งแข็งขึ้นไปอีกเป็นปฏิกิริยาย้อนกลับในเชิงบวก ความที่ราคาหุ้นไม่ลงเลย ทำให้ยิ่งมีนักลงทุนที่อยากเป็นเจ้าของหุ้นตัวนั้นเพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นหุ้นแต่ถือแล้วสบายใจยิ่งกว่าพันธบัตร เวลานี้ฟองสบู่ได้ก่อตัวขึ้นมาแล้ว &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การซื้อหุ้นเหล่านั้นในช่วงเวลาแบบนั้นเป็นเรื่องอันตรายที่สุด ราคาหุ้นอาจแข็งแกร่งอยู่อย่างนั้นได้เป็นปีๆ แต่ในวันที่ทุกอย่างปรากฏขึ้นมาว่ากิจการของหุ้นนั้นดีจริง แต่ไม่ดีมากขนาดที่จะ justify ราคาหุ้นที่สูงลิ่วขนาดนั้นได้&amp;nbsp;หุ้นมักจะปรับตัวลงอย่างรุนแรงม้วนเดียวจบจนตั้งตัวไม่ทัน&amp;nbsp;พูดง่ายก็คือตัวใครตัวมันล่ะครับ&amp;nbsp;(the party is over)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ในตลาดหุ้น หุ้นที่ห้ามซื้อเด็ดขาดจึงได้แก่ หุ้นที่ไม่มีข้อเสียใดๆ เลย&lt;/font&gt; เหมือนการแท้งม้าตัวที่ทุกคนเชื่อว่าจะเข้าวินจะไม่ได้ประโยชน์อะไร วิธีการเล่นหุ้นแบบหนึ่งที่จะล้มเหลวเสมอคือ ซื้อหุ้นที่นักวิเคราะห์ทุกสำนักแนะนำให้ &amp;quot;ซื้อ&amp;quot; เพราะเมื่อใดก็ตามที่ทุกคนในตลาดเห็นด้วยว่าดีแล้ว ย่อมไม่เหลือใครในตลาดอีกที่อยากได้หุ้นตัวนั้น แต่ยังไม่ได้ซื้อ หุ้นจึงแทบไม่เหลือแรงส่งขึ้นไปได้อีกแล้ว นอกจากรอเวลาที่จะร่วงลงมาเมื่อใครสักคนที่มีหุ้นนั้นเริ่มอยากขายทำกำไรออกมา&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;นักลงทุนที่ดีต้องทำตัวเหมือนคนที่ยึดอาชีพเป็น &amp;quot;แมวมอง&amp;quot;&lt;/font&gt; แมวมองเลือกที่จะทุ่มให้กับคนที่ยังไม่ดังแต่มีแววว่าจะดังเท่านั้น เมื่อคนนั้นกลายเป็นคนดังขึ้นมาชั่วข้ามคืน แมวมองก็จะได้รับผลตอบแทนอย่างมหาศาลจากความ &amp;quot;ตาถึง&amp;quot; ของเขา ในขณะที่ &amp;quot;คนดู&amp;quot; สนใจกันแต่ดาราที่ดังแล้ว ยิ่งดังเท่าไรยิ่งชอบ คนดูจึงต้องเป็นฝ่ายเสียเงินตลอด (ค่าบัตรคอนเสิร์ต ค่าตั๋วหนัง ฯลฯ)&amp;nbsp;หุ้นที่น่าลงทุนกว่าคือหุ้นที่ยังมีอะไรบางอย่างที่ไม่ดีอยู่ แต่เราเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านั้นสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ในอนาคต ถ้าเราเลือกซื้อแต่ดอกไม้ที่มีคนคัดมาให้เราแล้วเราจะได้ดอกไม้ที่ดีก็จริง แต่เราจะต้องเป็นฝ่ายเสียเงินให้คนคัดดอกไม้เสมอ สู้ทำตัวเป็นคนคัดดอกไม้ในตลาดหุ้นไม่ดีกว่าหรือครับ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จบข่าว&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/02/25/458</guid>
			<pubDate>Wed, 25 Feb 2009 07:58:57 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/02/25/458</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/02/25/458?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0092: ระยะหวังผล</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/02/19/455</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เวลาซื้อหุ้น คนเราจะมี &amp;quot;ระยะหวังผล&amp;quot; อยู่โดยที่ไม่รู้ตัว...&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ระยะหวังผล คือ ระยะที่ในใจของเราเริ่ม &amp;quot;ตัดสิน&amp;quot; ว่า การตัดสินใจซื้อหุ้นครั้งนั้น เราคิดถูกหรือผิด? &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้ายังไม่ถึงระยะหวังผล แม้หุ้นยังแดงอยู่ เราก็มักยังไม่รู้สึกอะไร เรายังคงเต็มไปด้วยความหวัง แต่ถ้าหากถึงระยะหวังผลแล้ว ยังแดงอยู่ คราวนี้เราจะเริ่มรู้สึกผิดหวังกับหุ้นตัวนั้น&amp;nbsp;บางคนจะเริ่มโทษตัวเอง บางคนจากที่เคยเสียดายไม่ยอมขาดทุนจะเริ่มเปลี่ยนเป็นขายขาดทุนเท่าไรก็ได้&amp;nbsp;ขอให้ได้ขาย&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ระยะหวังผลของแต่ละคนไม่เท่ากัน&amp;nbsp;บางคนภายในวันเดียว&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บางคนสองวัน บางคนสองสัปดาห์ บางคนสามเดือน บางคนหนึ่งปี คนที่หุ้นแดงติดต่อกันสิบปีแล้วยังไม่รู้สึกอะไรเลยก็มีด้วยเหมือนกัน ระยะหวังผลขึ้นกับบุคลิกและสไตล์การลงทุนของแต่ละคน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img style=&quot;width: 460px; height: 345px&quot; src=&quot;http://farm4.static.flickr.com/3640/3291981058_bcd695f213_o.gif&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;460&quot; height=&quot;345&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผมชอบรูปกราฟราคาหุ้นในอดีตของหุ้นปูนใหญ่มาก เพราะมันบอกอะไรเราได้หลายอย่างเกี่ยวกับคำว่าหุ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;SCC เป็นหุ้นบูลชิพที่มีราคาผันผวนรุนแรงมากยิ่งกว่ารถไฟเหาะตีลังกาเสียอีก ลองจินตนาการเล่นๆ ว่ามีนักลงทุนสองคนซื้อ SCC พร้อมกันที่ลูกศรเบอร์ 1 ในภาพ ถ้านักลงทุนคนแรกมีระยะหวังผลเท่ากับหนึ่งปี ในขณะที่นักลงทุนอีกคนมีระยะหวังผลเท่ากับ 10 ปี นักลงทุนสองคนนี้ซื้อหุ้นตัวเดียวกัน ณ เวลาเดียวกัน ที่ราคาเดียวกันแท้ๆ แต่นักลงทุนคนแรกล้มเหลวอย่างแรงเพราะหนึ่งปีให้หลังราคาหุ้นร่วงลงไปมากกว่า 50%&amp;nbsp;ในขณะที่ นักลงทุนคนที่สองประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะอีกสิบปีให้หลัง ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปเกือบ 500%&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ระยะหวังผลไม่ได้มีอิทธิพลแค่เฉพาะความรู้สึกทางจิตใจเท่านั้นแต่ยังมีผลต่อผลตอบแทนของคุณด้วย บอกได้เลยว่านักลงทุนคนแรกที่มีระยะหวังผลเท่ากับหนึ่งปีจะไม่มีวันได้ enjoy กับหุ้น 5 เด้ง เป็นอันขาด เนื่องจากแม้เขาจะยังไม่ได้ขาดขาดทุนออกไปแต่เมื่อหุ้นเริ่มเด้งกลับขึ้นมาผ่านต้นทุนเดิมของเขาในช่วงปี 2545 เขาก็จะรีบขายทิ้งทันที&amp;nbsp;เพราะทนขาดทุนมานาน มันทนทรมานมาก สุดท้ายแล้วเขาจึงไม่ได้ enjoy ช่วง 5 เด้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่ถึงสองปีหลังจากนั้น ในขณะที่นักลงทุนที่มีระยะหวังผลนานสิบปีจะไม่มีความรู้สึกอยากขายแบบรุนแรงทำให้ทนถือผ่านต้นทุนไปได้ ความรู้สึกว่าเราสำเร็จหรือล้มเหลวอันเนื่องมาจากระยะหวังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อและขายหุ้นของเราโดยตรงมันจึงส่งผลต่อผลตอบแทนจริงๆ ของคุณด้วย &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แม้ราคาหุ้นจะเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ผมก็เห็นว่า นักลงทุนก็ต้องมีระยะหวังผลบ้างเหมือนกัน ไม่ใช่หุ้นทำนิวโลว์ติดต่อกัน 20 ปีแล้วยังปากแข็งบอกว่า ราคาหุ้นทำนายไม่ได้ มูลค่าหุ้นสูงกว่านั้นมาก&amp;nbsp;อย่างนี้ผมว่าก็ดูจะหลอกตัวเองเกินไป แบบนี้ซื้อหุ้นอะไรก็ประสบความสำเร็จทั้งนั้น &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;เรื่องสำคัญก็คือระยะหวังผลควรจะสอดคล้องกับจุดประสงค์ที่เราซื้อหุ้นตัวนั้นเสมอ&lt;/font&gt; เช่น ถ้าซื้อหุ้นตัวนั้นเพราะเก็งกำไรด้วยกราฟ อย่างนี้ระยะหวังผลก็ไม่ควรจะนาน&amp;nbsp;ถ้าซื้อแล้วหุ้นลงต่อเนื่อง ก็ควรรีบยอมรับความผิดพลาดจะได้คัดลอสได้โดยเร็ว&amp;nbsp;ส่วนถ้าเป็นการลงทุนในแง่พื้นฐาน ซื้อเพราะมองว่าธุรกิจมี barries สูง ผู้บริหารเก่งและดี&amp;nbsp;เหตุผลทำนองนี้ก็ควรมีระยะหวังผลที่ค่อนข้างนานมาก เพราะในระยะสั้น การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะไม่สะท้อนปัจจัยเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย&amp;nbsp;ภาวะตลาดหุ้นจะกลบปัจจัยเหล่านี้จนหมดสิ้น&amp;nbsp;ที่พบเห็นได้บ่อยคือนักลงทุนที่ชอบมองพื้นฐานแต่กลับมีระยะหวังผลแค่สองอาทิตย์หรือหนึ่งเดือน&amp;nbsp;แบบนี้เป็นความคาดหวังที่ unrealistic เป็นอย่างมาก เหมือนอย่างที่ ปีเตอร์ ลินซ์ บอกว่า ถ้าบังคับในนักลงทุนดูราคาหุ้นได้แค่หนึ่งครั้งทุกๆ หกเดือน ผลตอบแทนของนักลงทุนส่วนใหญ่จะดีขึ้นได้ทันที โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะการไม่ดูหุ้นบ่อยๆ เป็นกุศโลบายในการยืดระยะหวังผลที่สั้นเกินไปให้ยาวขึ้นได้นั่นเอง&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/02/19/455</guid>
			<pubDate>Thu, 19 Feb 2009 08:16:38 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                </item>
                        <item>
            <title>0096: ซื้อเฉลี่ยขาลง???</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/02/08/467</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เป็นธรรมชาติอยู่แล้วที่นักลงทุนจะชอบซื้อเฉลี่ยขาลง...&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าซื้อหุ้น&amp;nbsp;A&amp;nbsp;ที่ราคา 10 บาท แล้ววันต่อมาหุ้นตกทันทีเหลือแค่ 9 บาท เราจะอยากซื้อเฉลี่ยขาลง เพราะเหมือนได้ซื้อของถูกกว่าเดิม ที่สำคัญ ต้นทุนเฉลี่ยของเราจะลดลงด้วยทำให้เราขาดทุนลดลงจาก 10% เหลือแค่ 5%&amp;nbsp;แบบนี้ใครจะไม่อยากทำ&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่เดี๋ยวก่อน โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี&amp;nbsp;จริงอยู่ที่การ&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ซื้อเฉลี่ยขาลงทำให้เราขาดทุนน้อยลงเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของต้นทุน&amp;nbsp;แต่สิ่งที่เราต้องนำไปแลกคือ Risk Exposure ที่เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;พอร์ตของเรามี&amp;nbsp;Exposure ผูกกับหุ้นตัวนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าความซวยยังไม่หยุด หุ้น&amp;nbsp;A ดันหล่นลงต่อไปเหลือแค่ 8 บาท&amp;nbsp;คราวนี้เราจะมองเห็นได้ว่าเงินก้อนที่สองที่ใส่ลงไปไม่ได้ช่วยทำให้เงินก้อนแรกขาดทุนน้อยลงจริงอย่างที่เราคิด ตอนนี้กลายเป็นว่าเราขาดทุนทั้งเงินก้อนแรกและเงินก้อนที่สองด้วย แทนที่จะขาดทุนแค่ 2 บาทจากเงินก้อนแรกก้อนเดียวถ้าตัดใจไม่ซื้อเฉลี่ย ตอนนี้เรากลับต้องมาขาดทุนรวมทั้งหมดมากถึง 3 บาทแทน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เพราะฉะนั้น &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;&amp;quot;การซื้อเฉลี่ยขาลงจึงเป็นการทำให้การขาดทุนเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ลดลงแต่เมื่อคิดเป็นจำนวนเงินแล้วจะสูงขึ้น&amp;quot; &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คนที่ชอบการซื้อเฉลี่ยขาลงมักจะแย้งว่า หุ้นดียิ่งตกเราต้องยิ่งซื้อ แต่พวกเขาลืมไปว่าตรรกนั้นจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อ เราสามารถเลือกหุ้นได้ถูกต้องทุกครั้ง &lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่อย่างที่บอกไปแล้วเมื่อครั้งก่อนว่าแม้แต่คนที่เก่งที่สุดยังเลือกหุ้นถูกแค่&amp;nbsp;65% เท่านั้น&amp;nbsp;การลงทุนและธุรกิจเป็นเรื่องที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก การเลือกหุ้นทุกครั้งจึงต้องเผื่อใจเสมอว่า ตลาดอาจเป็นฝ่ายคิดถูกในขณะที่เราคิดผิดเองก็ได้ ฉะนั้นเราต้องเผื่อกรณีที่เราอาจจะวิเคราะห์ผิดพลาดเอาไว้ด้วย มีโอกาสเสมอที่หุ้นที่เราซื้อจะมีพื้นฐานที่แย่ลงเรื่อยๆ อย่าง&amp;quot;ถาวร&amp;quot;&amp;nbsp;ไม่เป็นการบังควรที่จะ&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เดิมพันกับหุ้นตัวที่ซื้อด้วยการซื้อเฉลี่ยขาลงอย่างไร้ขีดจำกัด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าคุณซื้อหุ้นแล้วหุ้นลง ที่จริงแล้ว ถ้าคุณมั่นใจว่า ราคาหุ้นที่ซื้อเป็นราคาที่ undervalued แน่ๆ สิ่งที่คุณควรทำมากกว่าคือ &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;การอยู่เฉยๆ&lt;/font&gt; เพราะถ้าหุ้นนั้น&amp;nbsp;undervalued&amp;nbsp;จริงๆ สุดท้ายแล้วมันจะต้องกลับขึ้นมาใหม่ได้ การซื้อเฉลี่ยขาลงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่คุณจะเสียหายหนักถ้าหากหุ้นตัวนั้นได้ undervalued จริง&amp;nbsp;บ่อยครั้งที่เราอยากซื้อเฉลี่ยขาลง เพราะเราไม่ชอบที่คนอื่นสามารถซื้อหุ้นตัวนั้นได้ต่ำกว่าเรา&amp;nbsp;(ก็เราเจอหุ้นเด็ดตัวนี้ก่อนพวกเขานี่หน่า)&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;แต่อย่าลืมว่าผลงานของคุณจะเป็นอย่างไรนั้นมันไม่ได้เกี่ยวกับว่ามีคนอื่นซื้อได้ถูกกว่าคุณหรือไม่เลยสักนิด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผมไม่ได้ถึงกลับบอกว่าห้ามซื้อเฉลี่ยขาลงเด็ดขาด แต่อยากให้เข้าใจว่าการซื้อเฉลี่ยขาลงไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาหุ้นตกได้อย่างที่คิด&amp;nbsp;แต่เพิ่มโอกาสที่เราจะหมดตัวมากกว่า คุณอาจซื้อเฉลี่ยขาลงบ้างก็ได้ แต่ขอให้ set ลิมิตเอาไว้ทุกครั้งว่าเราสามารถขาดทุนกับหุ้นตัวเดียวได้มากที่สุดแค่ไหน ถ้าซื้อเกินลิมิตนี้แล้วหุ้นยังลงต่อไปอีก ต้องลดความต้องการที่จะเอาชนะลง ยอมรับความผิดพลาดครั้งนั้นเสีย และไม่ซื้อเฉลี่ยเพิ่มอีก คนที่ชอบซื้อเฉลี่ยขาลงส่วนหนึ่งมีความเชื่อว่าหุ้นที่ลงมากๆ แล้วสุดท้ายก็ต้องขึ้น แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้มีกฏอย่างนั้นอยู่ในตลาดหุ้น&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;Don&amp;#39;t&amp;nbsp;buy into destitution!!&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;Charles G.Watts สอนก็นักลงทุนว่า อย่าซื้อเฉลี่ยขาลง เพราะแม้ว่า 4 ใน 5 ครั้งหุ้นมักจะกลับมาได้ก็จริง แต่ถ้าเราถือคติยิ่งตกยิ่งซื้อ กำไรทั้งหมดที่ได้มาในสี่ครั้งแรกรวมทั้งทุนของเราจะหายไปกับครั้งที่ 5 แค่เพียงครั้งเดียว &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;คนที่ไม่เคยซื้อเฉลี่ยขาลงจะไม่มีวันหมดตัว &amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/02/08/467</guid>
			<pubDate>Sun, 8 Feb 2009 18:06:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/02/08/467</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/02/08/467?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0089 : Stock Selection is not Everything.</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/02/04/445</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คุณว่าความสามารถในการเลือกหุ้นให้ถูกตัวมีความสำคัญมากแค่ไหนต่อผลงานการลงทุน?&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หลายคนจะเชื่อว่าสำคัญที่สุดเลยทีเดียว &lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เวลาที่เราคิดอย่างนี้ เราจะไม่กล้าเลือกหุ้นด้วยตัวเอง เพราะเรามีความรู้สึกว่าเราเลือกหุ้นไม่เก่ง ผิดบ่อย&amp;nbsp;เราจะเริ่มหาที่พึ่งพิงภายนอก เราจะมองหาใครสักคนที่มีอะไรสักอย่างที่ทำให้เราเชื่อว่าคนๆ นี้น่าจะเป็นที่พึ่งของเราเรื่องการเลือกหุ้นได้ จากนั้นเราก็จะเริ่ม shutdown สมองของเราเอง แล้วหันไปซื้อตาม &amp;quot;กูรูหุ้น&amp;quot; แทน &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เวลาคุณเล่นหมากรุกกับแชมป์โลก โอกาสที่คุณจะชนะแชมป์โลกนั้นแทบจะไม่มีเลย แต่สำหรับการลงทุนแล้ว&amp;nbsp;ต่อให้คนที่เชี่ยวที่สุดก็ยังทำผลงานได้ไม่ดีนัก &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;กูรูหุ้นระดับตำนานเลือกหุ้นถูกต้องได้เพียง 60-65% เท่านั้น &lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;เพราะการวิเคราะห์การลงทุนเป็นศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนมาเกี่ยวข้องสูงมาก&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;ในเวลาเดียวกัน คนธรรมดาทั่วไปจะเลือกหุ้นได้ถูกต้องในระดับ&amp;nbsp;45-55%&amp;nbsp;(ถ้าต่ำกว่านี้จะถือว่าเก่งมาก เพราะแค่ทำตรงข้ามกับที่คิดก็จะรวยไม่รู้เรื่องได้) การเลือกหุ้นเป็นศาสตร์ที่คนเก่งที่สุดกับคนที่แย่ที่สุดไม่ได้ต่างกันอย่างชัดเจน&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คนที่คิดว่า การเล่นหุ้นคือการซื้อหุ้นเด็ดทีละตัวด้วยเงินทั้งหมดที่มีอยู่ เมื่อหุ้นวิ่งก็ขายทำกำไรออกมาแล้วเอาเงินทั้งหมดไปซื้อหุ้นเด็ดตัวที่สองอีก ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นเศรษฐีได้อย่างรวดเร็ว มักจะรู้สึกว่าการเลือกหุ้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะการเล่นหุ้นอย่างนั้น ถ้าเลือกหุ้นผิดแค่หนเดียว ก็หมดตัวเลย&amp;nbsp;แต่สำหรับคนที่ลงทุนแบบเป็นการลงทุนจริงๆ ไม่ใช่การวัดดวงเพื่อให้กลายเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืนนั้น มีอะไรที่สำคัญมากกว่าการเลือกหุ้นมาก เราจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงการขาดทุนหนักๆ ในระยะยาวให้ได้ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยพบใครที่เลือกหุ้นได้ถูกต้องตลอดเวลาเลย&amp;nbsp;(ยกเว้นคนที่ชอบคุยทีหลังว่าทายถูก) ต่อให้เรามองได้เก่งแค่ไหนก็มักจะมีอะไรที่ไม่คาดฝันเข้ามาอยู่เสมอ&amp;nbsp;วอเรน บัฟเฟต เพิ่งจะพลาด เพราะประเมินวิกฤตสถาบันการเงินต่ำไป ช่วงแรกๆ เขาบอกว่า ตลาด&amp;quot;คิดไปเอง&amp;quot;ว่าสถาบันการเงินจะมีปัญหารุนแรง แต่ตอนนี้เขาก็ออกมายอมรับแล้วว่าวิกฤตครั้งนี้จะรุนแรงมาก จิม โรเจอร์ ก็พลาดหนักเพราะบอกว่าคอมโมดิตี้จะยังไปได้อีกสิบเท่า ส่วน จอร์จ โซรอส แม้ว่าจะทายถูกว่าปัญหาซับไพร์มทำจะทำให้เกิด Global Recession แต่เขาก็เพิ่งจะขาดทุนหนักจากการเข้าไปเก็งกว่าดอลล่าร์จะอ่อนลงเรื่อยๆ&amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนมากๆ ไม่ได้เป็นคนที่คิดถูกตลอดเวลา&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;ที่จริงแล้วมีอะไรบางอย่างที่มีผลต่อความสำเร็จมากกว่าการเลือกหุ้นมาก&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;ตัวอย่างเช่น คนที่เลือกหุ้นถูกแค่ 4 ใน 10 ครั้งอาจจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าคนที่เลือกหุ้นถูก 6 ใน 10 ครั้งก็ได้ เพราะถ้าคนที่เลือกหุ้นถูก 4 ใน 10 ครั้งเลือกจัดสรรเงินส่วนใหญ่ของเขาไว้ในตัวที่เขาเลือกได้ถูก&amp;nbsp;เขาขาดทุนน้อยไปกับตัวที่เขาคิดผิด&amp;nbsp;ในขณะที่ คนที่เลือกหุ้นถูก 6 ใน 10 ครั้งแต่มีนิสัยชอบซื้อเฉลี่ยขาลง เลยทำให้เงินส่วนใหญ่ของเขาจมอยู่ในหุ้น 4 ตัวที่เลือกผิดเพราะราคาหุ้นเหล่านั้นร่วงลงไปเรื่อยๆ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า นิสัยในการลงทุนก็มีอิทธิพลต่อผลตอบแทนของเรามาก&amp;nbsp;ที่สำคัญ &amp;quot;นิสัยการลงทุน&amp;quot; เป็นเรื่องที่ฝึกฝนได้และมีความแน่นอนมากกว่า&amp;nbsp;คนที่มีนิสัยการลงทุนที่ดีจะเอาตัวรอดจากการขาดทุนใหญ่ๆ ได้ทุกครั้ง ต่างกับคนที่มีนิสัยการลงทุนที่ไม่ดี (ตัวอย่างนิสัยการลงทุนที่ไม่ดีก็เช่น chasing&amp;nbsp;stock price, ชอบซื้อเฉลี่ยขาลง, ทุ่มสุดตัวกับหุ้นตัวเดียว,&amp;nbsp;ขายหมูเร็วบ่อยๆ &amp;nbsp;เป็นต้น)&amp;nbsp;คนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนส่วนใหญ่มักเป็นคนที่มีนิสัยการลงทุนที่ดีมากกว่าที่จะเป็นคนเลือกหุ้นได้ถูกต้อง พวกเขาเหล่านี้ค่อยๆ บ่มเพาะนิสัยการลงทุนที่ดีของตัวเองขึ้นมาด้วยประสบการณ์และการนำข้อผิดพลาดในอดีตของตัวเองมาปรับปรุงนิสัยอยู่เสมอ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าเราเชื่อว่า Stock Selection is Everything เราก็จะเลิกนิสัยวิ่งตามเซียนของเราเสียได้&amp;nbsp;ผมเคยเห็นคนมากมายที่อุทิศชีวิตให้กับการสืบว่าเซียนซื้อหุ้นอะไรอยู่ พวกเขาใช้ความพยายามสูงมาก&amp;nbsp;แต่ผมก็ยังไม่เคยเห็นคนเหล่านั้นประสบความสำเร็จเลย พวกเขาอาจได้กำไรในบางครั้ง แต่รวมๆ แล้วมักไม่ประสบความสำเร็จทั้งที่เขาซื้อหุ้นตัวเดียวกันกับเซียนทุกตัว&amp;nbsp;&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ผมสังเกตว่าคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนมีแนวคิดที่ต่างกันหลายแบบแต่ &amp;quot;ทุกคน&amp;quot; กลับมีลักษณะที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง&lt;/font&gt; พวกเขาชอบเลือกหุ้นด้วยตัวเองไม่ลอกเลียนแบบใครทั้งนั้น ส่วนใหญ่พวกเขาก็เลือกหุ้นผิดบ้างถูกบ้างเหมือนๆ กับเรานั่นแหละ แต่&amp;nbsp;&amp;quot;นิสัยการลงทุน&amp;quot; ของเขาต่างหากที่ดีกว่าเราพวกเขาจึงประสบความสำเร็จ ผมชอบคำพูดของ Ken&amp;nbsp;Heebner ที่บอกว่า &amp;quot;ผมไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะคิดถูกบ่อยกว่าคนอื่น แต่จุดแข็งของผมอยู่ที่ ผมสามารถยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และไม่เคยถล่ำลึกลงไปในความผิดนั้น&amp;quot; ไม่มีใครที่เลือกหุ้นได้ถูกตลอดเวลา&amp;nbsp;เขาประสบความสำเร็จโดยอาศัยการมีนิสัยการลงทุนที่ดี &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าคุณพยายามเลือกหุ้นเองให้ดีที่สุด และลงทุนในหุ้นหลายตัว&amp;nbsp;ผมรับรองว่า ความไม่แน่นอนของหุ้นจะช่วยทำให้ผลงานการเลือกหุ้นของคุณไม่แตกต่างไปจากของกูรูหุ้นมากนักแน่นอนครับ&amp;nbsp;เลือกหุ้นเองดีกว่าครับ&amp;nbsp;สิ่งที่สำคัญมากกว่าการเลือกหุ้นคือ นิสัยการลงทุนของตัวคุณเอง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/02/04/445</guid>
			<pubDate>Wed, 4 Feb 2009 08:10:06 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/02/04/445</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/02/04/445?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0095: วิกฤตสรรพพราหมณ์ (revisited)</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/01/25/459</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ณ เวลานี้แล้ว เศรษฐกิจโลกก็ยังดิ่งลงอีกอย่างต่อเนื่อง...&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;มีการสำรวจพบว่า Tax Rebate มูลค่า $300 ต่อหัว เมื่อกลางปีที่แล้ว ถูกผู้เสียภาษีนำไปใช้จ่ายเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ดูเหมือนคนอเมริกันทุกวันนี้มีความเป็นอยู่ที่ดีเกินกว่าที่การแจกเงินเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายจะใช้ได้ผลอีกต่อไปแล้ว การลดภาษีให้ภาคเอกชนยิ่งใช้ไม่ได้ผลเข้าไปใหญ่เพราะในสถานการณ์นี้ ภาคธุรกิจได้เงินมาเท่าไรก็มีแต่ละนำไปจอดไว้เฉยๆ เพื่อตุนสภาพคล่องกันทั้งนั้น ไม่มีใครคิคจะลงทุนกันหรอก&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในแง่ของนโยบายการคลังในเวลานี้จึงเหลือเพียงความหวังสุดท้ายเท่านั้น ได้แก่ การลงมือใช้จ่ายเองของภาครัฐฯ รัฐบาลของโอบามากำลังขอเงิน $800 billion เพื่อมาใช้ในโครงการลงทุนใน สาธารณูปโภค การศึกษา และความมั่นคง ประมาณ 75% ของเงินทั้งหมดถูกกำหนดให้จ่ายออกไปให้ได้ภายใน 18 เดือนนี้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ประเมินกันว่า production gap ในเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เวลานี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ $1000 billion ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ (คือช่วงนี้) ที่เงินของโอบามายังมาไม่ถึง เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ...&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เดิมทีเดียวนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้ต่ำเกินไป เพื่อรักษาความเป็นตลาดเสรีและรบกวนเงินภาษีของประชาชนให้น้อยที่สุด พอลสันจึงเลือกปล่อยเงินกู้เสริมสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากเท่านั้น และปล่อยให้วาณิชธนกิจรายใหญ่อันดับสี่ เลย์แมน บราเดอรส์ ล้มละลาย&amp;nbsp;และหวังว่าการล้มของเลย์แมนจะไม่กระทบไปถึงภาคเศรษฐกิจจริง เรื่องนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ด้านนโยบายการเงิน เฟดได้เร่งใช้นโยบายทางการเงินอย่างเต็มที่เช่นกันเพื่อลดภาระดอกเบี้ยของทุกภาคส่วนให้มากที่สุดด้วยการลดดอกเบี้ยลงอย่างเร็วและแรงมากแต่ก็พบว่าในภาวะแบบนี้ การลดดอกเบี้ยช่วยไม่ได้มาก เพราะมีสถาบันการเงินจำนวนมากที่ขาดทุนจากวิกฤตซับไพรม์ทำให้ขาดสภาพคล่อง ธนาคารจึงพากันหยุดปล่อยกู้แม้ว่าดอกเบี้ยเฟตจะต่ำก็ตาม&amp;nbsp;การหยุดปล่อยสินเชื่อของธนาคารจะทำให้ปัญหาลามเข้าสู่ภาคธุรกิจจริง เพราะธุรกิจจำนวนมากต้องอาศัยสภาพคล่องจากธนาคารหล่อเลี้ยงในภาวะปกติ ดังนั้นเมื่อปลายปี เฟดจึงต้องช่วยเหลือด้วยการออกมาซื้อ Commercial Papers ของภาคธุรกิจโดยตรง และทำสัญญา swap กับธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกเพื่อให้แน่ใจว่ายังมีเงินดอลล่าร์หลงเหลืออยู่ในตลาดมากเพียงพอ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าสถาบันการเงินไม่กลับมาปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจตามปกติอีกครั้ง ระบบเศรษฐกิจจะไม่มีวันกลับมาทำงานเหมือนเดิมได้ง่ายๆ ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยนโยบายการเงินธรรมดา แต่จะต้องแก้ด้วยการเพิ่มทุนล้างขาดทุนสะสมเพื่อให้งบดุลของของธนาคารเหล่านี้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง เชื่อกันว่าธนาคารจะต้องใช้เพิ่มทุนกันอย่างน้อย $1000 billion ซึ่งคงไม่สามารถหานายทุนเอกชนที่ไหนได้มากขนาดนั้นพร้อมกันในเวลานี้&amp;nbsp; ดังนั้นถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการหยุดวิกฤตครั้งนี้โดยเร็ว รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องลึมคำว่าตลาดเสรีไปชั่วคราวแล้วเข้าไปถือหุ้นในธนาคารเหล่านี้แทน ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นภาระทางการเงินที่มหาศาลแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลที่พิมพ์แบงก์ได้เองอย่างสหรัฐฯ ก็ตาม&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ล่าสุดดูเหมือนว่าโอบามาจะไม่เลือกทางนี้ แต่จะหลีกเลี่ยงจากเข้าไปถือหุ้นธนาคารด้วยการใช้วิธีซื้อหนี้เสียของธนาคารเหล่านั้นออกไปแทน แบบเดียวกับที่บ้านเราเคยทำ วิกฤตต้มยำกุ้งได้ทำให้เราเรียนรู้แล้วว่า แม้ธนาคารจะขายหนี้เสียออกไปได้ แต่ธนาคารก็จะไม่กลับมาปล่อยกู้อยู่ดีเนื่องจากฐานทุนของธนาคารยังคงอ่อนแออยู่เช่นเดิม ธนาคารจะตั้งหน้าตั้งตาเสริมสร้างฐานทุนของตัวเองซึ่งต้องใช้เวลาสะสมกำไรนานมากกว่าจะกลับมาสนใจการปล่อยเงินกู้อีกครั้ง ดังนั้น ถ้าหากโอบามาเลือกวิธีการนี้ ก็เป็นไปได้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะไม่กลับมาง่ายๆ&amp;nbsp;คล้ายๆ กับกรณีวิกฤตต้มยำกุ้งของบ้านเรา ซึ่งถึงปัจจุบันผ่านมาแล้ว 10 ปี ธนาคารทั้งหลายก็ยังง่วนอยู่กับการรักษาเงินทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงแทนที่จะปล่อยสินเชื่ออย่างเต็มที่&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/01/25/459</guid>
			<pubDate>Sun, 25 Jan 2009 11:26:10 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/01/25/459</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/01/25/459?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0087: อย่ากลัวตกรถไฟ</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/01/21/443</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;div style=&quot;text-align: center&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://www.mountaingetaway.com/Guides/files/imagecache/full_image/files/images/Switzerland_train.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;450&quot; height=&quot;338&quot; /&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ระหว่างการติดดอยกับการตกรถไฟ อะไรน่ากลัวกว่ากัน? เป็นปัญหาโลกแตกที่นักลงทุนพูดถึงกันมานานแล้ว...&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในหนังสือ The Snowball บัฟเฟต&amp;nbsp;อธิบายว่า มีอยู่เพียงสามกรณีเท่านั้นที่ภาคธุรกิจโดยรวมจะสามารถให้ผลตอบแทนกับเจ้าของได้มากกว่า 10% ต่อปีได้อย่างยั่งยืน หนึ่งคือ อัตราดอกเบี้ยต้องลดต่ำลงอย่างมากเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง สองคือ ผลตอบแทนของธุรกิจจะต้องถูกปันส่วนให้กับผู้ถือหุ้นเมื่อเทียบกับลูกจ้างและกรมสรรพากรเพิ่มขึ้นกว่าปกติได้อย่างต่อเนื่อง และสามคือ เศรษฐกิจจะต้องเติบโตได้สูงกว่าศักยภาพที่แท้จริงของมันเป็นเวลานานๆ&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บัฟเฟตกล่าวว่า การที่นักลงทุนจะคาดหวังกับสามสิ่งนี้ว่าจะเกิดขึ้นนั้น เป็นความคาดหวังที่มีโอกาสเป็นไปได้น้อย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เช่นนี้แล้ว เวลาที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่า 10% ต่อเนื่องกันหลายปี สุดท้ายแล้วความต่อเนื่องนั้นมักจะไม่ยั่งยืนในที่สุด ถึงจุดหนึ่ง ตลาดหุ้นจะต้องถอยกลับลงมาใหม่จนทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวของมันยังคงเป็นไปตามศักยภาพที่แท้จริงที่เป็นไปได้คือ 10% ต่อปี&amp;nbsp;ดังนั้น&amp;nbsp;เราจึงไม่มีความจำเป็นต้อง&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;กลัวตกรถไฟ ที่สุดแล้ว รถไฟจะกลับมาเราเสมอ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่บ่อยครั้งที่การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นอย่างต่อเนื่องทั้งที่หุ้นมีราคาแพงอยู่แล้วทำให้เราหวั่นไหว ในที่สุดเราก็ซื้อแพงจนได้เพราะกลัวจะไม่มีโอกาสได้ซื้ออีก สุดท้ายเมื่อ Market Correction มาถึงโดยไม่คาดฝัน&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;เราก็พลาดโอกาสที่จะได้ซื้อหุ้นในราคาที่ถูกกว่าเดิม เพราะเราไม่มีเงินเหลือแล้วทุกที&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สิ่งที่ยากคือโดยมากกว่าที่ตลาดจะเกิด Correction นั้นมักกินเวลานานมากจนยากที่ปุถุชนคนไหนจะอดทนรอได้ไหว ช่วงตลาดหุ้นฟองสบู่ยุคน้าชาติ ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงกว่า 20% ต่อปีติตต่อกันทุกปีถึง 5 ปี ใครที่ซื้อไม่ทันก็ยากที่จะอดใจไม่กระโดดเข้าไปซื้อในที่สุด&amp;nbsp;เพราะราคาที่แพงขึ้นให้เห็นอีกเรื่อยๆ ปีแล้วปีเล่านั่นเกินห้ามใจเหลือเกิน&amp;nbsp;เมื่อทุกคนค่อยๆ ยอมกันกันฟันซื้อของแพงมากขึ้นเรื่อยๆ ราคาหุ้นก็ยิ่งปรับตัวขึ้นได้อีกอย่างไม่น่าเชื่อ แต่สุดท้ายแล้ว&amp;nbsp;ฟองสบู่ก็ต้องแตกในที่สุด เมื่อฟองสบู่แตกแล้ว หุ้นกลับมีราคาถูกกว่าห้าปีที่แล้วอย่างมากและรอให้ทุกคนซื้ออยู่ แต่ทุกคนก็ไม่มีเงินเหลือแล้ว&amp;nbsp;ใครที่ยังมีเงินเหลืออยู่ตอนนั้นก็ได้ของถูกไปในที่สุด&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อก่อนนี้ผมคิดว่าทักษะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดคือความอดทนในการถือหุ้นเป็นเวลานานๆ แต่เดี๋ยวนี้ผมคิดว่าทักษะนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยากมากนัก เวลาเราซื้อหุ้นแล้วขาดทุนหนัก เราจะรู้สึกอยากถือยาวๆ ได้เอง&amp;nbsp;ที่จริงแล้วทักษะที่ยากกว่าการถือยาวมากคือ ทักษะในการอดทนรอที่จะไม่ซื้อหุ้นเมื่อราคายังไม่เหมาะสม&amp;nbsp;คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นมักไม่มีทักษะนี้ ดังนั้นใครที่สามารถฝึกฝนจิตใจของตนจนมีทักษะที่สำคัญอันนี้ถือเป็นความได้เปรียบอย่างยิ่ง&amp;nbsp;ในรอบหลายๆ ปี วอเรน บัฟเฟต ถึงจะลุกขึ้นมาช้อปปิ้งครั้งใหญ่สักครั้งหนึ่ง ในตลาดหุ้น มีน้กลงทุนจำนวนน้อยมากๆ ที่อดทนที่จะไม่ซื้ออะไรเลยเป็นปีๆ ได้ มันเป็นการรอคอยที่ทรมาน (กระเป๋าร้อน)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คิดไว้เสมอว่าอย่ากลัวตกรถไฟ&amp;nbsp;เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่ามันจะวิ่งไปไกลมากแค่ไหน มันจะกลับมารับเราอีกเสมอ&amp;nbsp;ขอให้เรามีความสามารถในการรอคอย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/01/21/443</guid>
			<pubDate>Wed, 21 Jan 2009 07:26:12 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/01/21/443</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/01/21/443?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0086: ผลตอบแทนของ Warren Buffett</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/01/14/442</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://www.asiaing.com/images/stories/book/WarrenBuffet.gif&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;149&quot; height=&quot;174&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผลตอบแทนเป็นรายปีของ Berkshire Hathaway พาหนะในการลงทุนของ Warren Buffett เป็นดังนี้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;1&quot;&gt;Year&amp;nbsp;&amp;nbsp;Yearly Return&amp;nbsp;(%)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1965 23.8 &lt;br /&gt;1966 20.3 &lt;br /&gt;1967 11.0 &lt;br /&gt;1968 19.0 &lt;br /&gt;1969 16.2 &lt;br /&gt;1970 12.0 &lt;br /&gt;1971 16.4 &lt;br /&gt;1972 21.7 &lt;br /&gt;1973&amp;nbsp; 4.7 &lt;br /&gt;1974&amp;nbsp; 5.5 &lt;br /&gt;1975&amp;nbsp; 21.9 &lt;br /&gt;1976&amp;nbsp; 59.3 &lt;br /&gt;1977 31.9 &lt;br /&gt;1978&amp;nbsp; 24.0 &lt;br /&gt;1979&amp;nbsp; 35.7 &lt;br /&gt;1980 19.3 &lt;br /&gt;1981 31.4 &lt;br /&gt;1982 40.0 &lt;br /&gt;1983&amp;nbsp; 32.3 &lt;br /&gt;1984 13.6 &lt;br /&gt;1985 48.2 &lt;br /&gt;1986&amp;nbsp; 26.1 &lt;br /&gt;1987 19.5 &lt;br /&gt;1988&amp;nbsp; 20.1 &lt;br /&gt;1989&amp;nbsp; 44.4 &lt;br /&gt;1990&amp;nbsp; 7.4 &lt;br /&gt;1991&amp;nbsp; 39.6 &lt;br /&gt;1992&amp;nbsp; 20.3 &lt;br /&gt;1993&amp;nbsp; 14.3 &lt;br /&gt;1994&amp;nbsp; 13.9 &lt;br /&gt;1995 43.1 &lt;br /&gt;1996 31.8 &lt;br /&gt;1997 34.1 &lt;br /&gt;1998 48.3 &lt;br /&gt;1999&amp;nbsp; .5 &lt;br /&gt;2000&amp;nbsp; 6.5 &lt;br /&gt;2001&amp;nbsp; (6.2)&lt;br /&gt;2002&amp;nbsp;&amp;nbsp; 10.0&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;1&quot;&gt;2003 21.0 &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;1&quot;&gt;2004 10.5&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผลตอบแทนเฉลี่ย&amp;nbsp;(40 ปี) อยู่ที่ 21.9% ต่อปี&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผลตอบแทนเป็นรายปีของ Warren Buffett มีอะไรที่น่าสนใจหลายอย่าง จะเห็นได้ว่า&lt;font color=&quot;#990000&quot;&gt;การจะเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกได้นั้นต้องการผลตอบแทนเฉลี่ยเพียงแค่ 21.9% ต่อปีเท่านั้น&lt;/font&gt; และเป็นที่น่าสังเกตอีกด้วยว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ยัง&lt;u&gt;ไม่&lt;/u&gt;เคยมีปีไหนเลยแม้แต่ปีที่เดียวที่ บัฟเฟตทำผลตอบแทนได้เกิน 50% ในหนึ่งปี ดังนั้นผลตอบแทนต่อปีของบัฟเฟตจึงอยู่ในระดับธรรมดามากๆ ฉะนั้นการจะรวยที่สุดในโลกนั้น ไม่จำเป็นต้องทำผลตอบแทนต่อปีให้ได้เป็นตัวเลขที่สูงๆ อีกด้วย &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;นักลงทุนบางคนมีความเชื่อว่าถ้าไม่ได้ผลตอบแทนปีละ 100% ขึ้นไปก็ไม่มีทางจะรวยได้ บางคนแอบสงสัยว่าบัฟเฟตแอบซื้อๆ ขายๆ หุ้นบ่อยๆ อยู่ตรงไหนหรือเปล่า มิเช่นนั้นจะรวยขึ้นมาเป็นหมื่นๆ ล้านได้อย่างไร?&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ที่แปลกกว่านั้น ถ้าถามคนทั่วไปว่า การทำผลตอบแทนในตลาดหุ้นไทยให้ได้ 20% ต่อปีนั้นยากหรือไม่ ทุกคนจะตอบว่า &amp;quot;20% เองหรือ ทำไมหวังน้อยจัง&amp;nbsp;หมูๆ&amp;quot; แต่ถ้าถามว่าให้เอาวิธีการลงทุนแบบบัฟเฟตมาใช้กับตลาดหุ้นไทยจะรวยได้มั้ย ทุกคนกลับตอบว่า&amp;nbsp;&amp;quot;เป็นไปไม่ได้ ประเทศไทยไม่ใช่อเมริกา ประเทศไทยไม่มี&amp;nbsp;super growth stock ขนาดนั้น&amp;quot;&amp;nbsp;ทุกคนเชื่อว่าการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนปีละ 20% นั้นไม่จำเป็นต้องลงทุนใน super growth stock ก็ได้ แต่ทุกคนกลับไม่เชื่อว่าการลงทุนแบบบัฟเฟตจะทำให้รวยในตลาดที่ไม่มี super growth stock อย่างตลาดหุ้นไทยได้&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คนส่วนใหญ่เข้าใจไปอย่างนั้นเพราะพวกเขาไม่คุ้นเคยกับคณิตศาสตร์ของเลขยกกำลัง พวกเขาไม่รู้ว่าตัวเลข (1 + 0.219) นั้น ถ้าหากยกกำลังถึง 40 จะมีค่ามากถึง 2,755 หรือแปลว่าเงิน 1 ล้านบาท ถ้าได้ผลตอบแทน 22% ติดต่อกัน 40 ปี&amp;nbsp;จะกลายเป็น 2,755 ล้านบาทเลยทีเดียว&amp;nbsp;(ยังไม่รวมเงินปันผลที่กลับเข้าไปลงทุนเพิ่มระหว่างทาง)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#cc0000&quot;&gt;ความมหัศจรรย์ของบัฟเฟตไม่ได้อยู่ที่การทำผลตอบแทนต่อปีให้ได้สูงๆ แต่ความมหัศจรรย์ของบัฟเฟตคือการทำผลตอบแทนต่อปีในระดับธรรมดาๆ ได้เป็นเวลาที่ต่อเนื่องยาวนานมากโดยที่ไม่เคยขาดทุนหนักๆ เลย&amp;nbsp;&lt;/font&gt;นี่ต่างหากที่เป็นสิ่งที่คนทั่วไปทำไม่ได้ คนที่เคยได้ผลตอบแทนหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ในปีเดียวนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมากในตลาดหุ้น แต่พวกเขาก็ยังไม่อาจรวยเท่าบัฟเฟตได้ เพราะการเสี่ยงหนักๆ อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าคนอื่นนั้นทำให้พวกเขาหนีไม่พ้นที่จะต้องขาดทุนหนักๆ เข้าสักวันหนึ่ง (fat tail effect) และการขาดทุนหนักๆ แค่ครั้งเดียวก็มากพอที่จะทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวของเขาตกต่ำลงอย่างมาก บางคนถึงขั้นคืนกำไรทั้งหมดที่เคยได้มาให้ตลาดหุ้นไปหมดพร้อมเงินต้นด้วย บางคนกลับมีหนี้เพิ่มมากด้วยอีกต่างหาก&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#cc0000&quot;&gt;ลักษณะเฉพาะของหลักทรัพย์ที่เรียกว่าหุ้นนั้นก็คือ ผลตอบแทนของมันจะเป็น fat tail&lt;/font&gt; การที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนสูงๆ ติดต่อกันหลายปี ไม่ได้หมายความว่า มันจะเป็นเช่นนั้นต่อไป ความชะล่าใจทำให้เราคิดว่าเสือที่ร้ายคือแมวเชื่องๆ และนั้นก็จะทำให้เราพลาดในวันที่ fat tail effect ทำงาน ผมชอบคำพูดของ จอร์จ โซรอส ที่บอกว่า เขาเชื่อว่าวิธีการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีได้นั้นจะต้องเป็นวิธีที่ให้ความสำคัญกับการรักษาเงินต้นเป็นสำคัญ&amp;nbsp;แล้วระหว่างทางจะมี home-runs&amp;nbsp;มาช่วยทำให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเอง วอเรน&amp;nbsp;บัฟเฟต ไม่ต้องการผลตอบแทนต่อปีสูงๆ เขาจึงรอดพ้นจาก fat tail effect และทำให้ผลตอบแทนต่อปีที่ไม่มากแต่ต่อเนื่องของเขาได้แสดงพลังแห่งการทบต้นของมันออกมา&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผลตอบแทนปีละน้อยๆ เช่น 10-20% ต่อปีนั้น ในช่วง 10 ปีแรกจะดูต่ำต้อยมาก&amp;nbsp;มันจะแสดงความมหัศจรรย์ของมันออกมาได้ ก็ต่อเมื่อผ่านสักปีที่ 15 ของมันไปแล้ว&amp;nbsp;เพราะว่า&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;1.15^5&amp;nbsp;= 2 เท่า&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;1.15^10 = 4 เท่า&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;1.15^15 = 8 เท่า&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;1.15^20&amp;nbsp;=&amp;nbsp;16 เท่า&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;...&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#cc0000&quot;&gt;ดังนั้นการจะประสบอิสรภาพทางการเงินด้วยการลาออกจากงานเพื่อมาเล่นหุ้นอย่างเดียวนั้น&amp;nbsp;ควรจะต้องรอให้พอร์ตมีขนาดใหญ่ระดับหนึ่งเสียก่อน&lt;/font&gt; เพราะการลงทุนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลานาน (วิธีลงทุนที่ทำให้รวยได้เร็วๆ มักจะไม่ยั่งยืน) ถ้าหากพอร์ตไม่ใหญ่พอ ผ่านไป 15 ปี แม้จะโตได้ 8 เท่า แต่พอร์ตก็อาจจะยังไม่ขึ้นมากพอที่จะทำให้พบอิสรภาพทางการเงินได้&amp;nbsp;ผมคิดว่าอย่างน้อยควรจะอดทนทำงานไปเรื่อยๆ จนว่าพอร์ตจะใหญ่พอที่ทำให้เงินปันผลที่ได้รับในแต่ละปีมากกว่าค่าใช้จ่ายประจำปีแล้วค่อยลาออกมาเล่นหุ้นอย่างเดียว การประสบอิสรภาพทางการเงินโดยอาศัยตลาดหุ้นจึงจะเป็นเป้าหมายที่ไม่ยากเกินความเป็นจริง&amp;nbsp;คนที่รวยด้วยหุ้นอย่างเดียวนั้น ผมยอมรับว่ามีอยู่จริง แต่เป็นจำนวนที่น้อยมากๆ มีคนแค่ไม่กี่คนเท่านั้นสามารถยึดอาชีพทำธุรกิจส่วนตัวได้ฉันใด ก็มีคนแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถยึดอาชีพเป็นนักลงทุนจริงๆ ได้ฉันนั้นครับ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้มองการลงทุนเป็นอาชีพ (เช่น ผมเอง เป็นต้น) ตลาดหุ้นก็ยังเป็นทางเลือกในการออมเงินที่ดีเลิศสำหรับพวกเขา เพราะในระยะยาวแล้ว จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการเก็บเงินไว้ในธนาคารมาก&amp;nbsp;เมื่อมีรายได้จากอาชีพหลักแล้วมีเงินเหลือก็ควรแบ่งส่วนหนึ่งมาออมไว้ในหุ้น&amp;nbsp;เมื่อถึงวัยเกษียณโอกาสที่จะเงินเหล่านั้นจะพอกพูนมีมากทีเดียว&amp;nbsp;&lt;font color=&quot;#cc0000&quot;&gt;ตลาดหุ้นเป็นทางเลือกในการออมเงินที่ดีสำหรับ&lt;u&gt;ทุกๆ คน&lt;/u&gt;ครับ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot; color=&quot;#cc0000&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/01/14/442</guid>
			<pubDate>Wed, 14 Jan 2009 09:30:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/01/14/442</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/01/14/442?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0090 : แหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแอบแฝง</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/01/07/446</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;div style=&quot;text-align: center&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://www.barberton.lib.oh.us/images/BS01087_%5B1%5D.gif&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;482&quot; height=&quot;304&quot; /&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บมจ.แห่งหนึ่ง เจ้าของถือหุ้น 50% รายย่อยถือหุ้นอีก 50% เจ้าของไม่คิดจะขยายงานใดๆ อีกแล้ว กำไรที่ได้ทุกปีจึงจ่ายปันผลออกมา Dividend Yield&amp;nbsp;= 5% แม้ราคาหุ้นในกระดานจะไม่เคยปรับตัวเพิ่มขึ้นเลยเพราะกำไรเท่าเดิมทุกปีแต่รายย่อยก็รู้สึกพึงพอใจมาก เพราะเงินปันผล 5% ก็ดีกว่าเอาเงินไปฝากธนาคารแล้ว&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าของก็คิดได้ว่าจะเอาของดีๆ อย่างนี้ไปแบ่งคนอื่นทำไม น่าจะเก็บไว้เองดีกว่า คิดได้ดังนั้นจึงอยากกว้านซื้อหุ้นอีก 50%&amp;nbsp;ที่เหลือจากรายย่อยคืน แต่เจ้าของไม่มีเงินจะต้องกู้ธนาคารเป็นจำนวนเท่ากับราคาตลาดของหุ้นที่อยู่ในมือรายย่อยทั้งหมด ในการกู้ธนาคาร เจ้าของจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ MLR เท่ากับ 7% ของเงินที่กู้มาซื้อหุ้นให้กับธนาคาร &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถึงตรงนี้เจ้าของก็ร้องอ๋อทันที&amp;nbsp;แต่เดิมทุนส่วนนี้ของบริษัทก็เหมือนเงินที่เรายืมผู้ถือหุ้นรายย่อยมา โดยที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยคิดดอกเบี้ยเราเท่ากับเงินปันผลคือ 5% ต่อปี ถ้าเราไปกู้เงินมาซื้อหนี้คืน เราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารเท่ากับ 7% ต่อปี&amp;nbsp;เช่นนี้แล้ว เราจะซื้อหุ้นคืนมาทำไม&amp;nbsp;ยืมเงินผู้ถือหุ้นต่อไปเรื่อยๆ ดอกเบี้ยต่ำกว่าเห็นๆ&amp;nbsp;คิดได้ดังนั้นแล้วเจ้าของก็ไม่คิดอยากจะได้หุ้นส่วนที่เหลือคืนอีกเลย ผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ใช่ผู้แบ่งกำไรแต่เป็นเพียงเจ้าหนี้เงินกู้ที่ยอมคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราต่ำ แค่จ่ายปันผลให้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากก็โอเค&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า&amp;nbsp;บริษัทที่ไม่มีนโยบายสร้างการเติบโตของกำไร แม้จะจ่ายปันผลมากถึง 5% ก็ไม่ใช่การตอบแทนผู้ถือหุ้นรายย่อยแต่กลับเป็นการอาศัยผู้ถือหุ้นรายย่อยเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมากกว่า การได้เงินปันผลมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากเพียงแค่ 2-3% ต่อปีนั้นไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่จะขาดทุนจาก Capital Loss เพราะ Capital Loss&amp;nbsp;ในตลาดหุ้นอาจอยู่ในระดับ 25-30% เลยทีเดียว&amp;nbsp;เงินปันผลที่มากขึ้นแค่กว่า 2-3% ต่อปีนั้นไม่สามารถชดเชยผลขาดทุนจาก Capital Loss ของหุ้นได้เลย ต่างกับเงินฝากที่แม้จะได้ดอกเบี้ยน้อยกว่าเงินปันผล 2-3% ต่อปี แต่เงินต้นไม่มีความเสี่ยงเลย (หุ้นปันผลที่เติบโตเป็นโอกาสที่ &amp;quot;ได้ไม่คุ้มเสีย&amp;quot;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ทางเดียวเท่านั้นที่หุ้นจะตอบแทนผู้ถือหุ้นรายย่อยเกินความเสี่ยงที่แบกรับคือหุ้นจะต้องมีการสร้างกำไรให้เติบโตด้วย เพราะจะทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ผลตอบแทนเพิ่มอีกส่วนหนึ่งจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อรวมกับเงินปันผลที่ได้รับแล้ว ผู้ถือหุ้นจะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ย MLR&amp;nbsp;ซึ่งเท่ากับว่าบริษัทเป็นผู้ตอบแทนผู้ถือหุ้น มิใช่ผู้ถือหุ้นเป็นผู้ช่วยเหลือบริษัท&amp;nbsp;บริษัทที่ทำกำไรให้เติบโตได้ 10% ต่อปี แม้ว่าจะปันผลได้แค่เพียง 2% แต่ผู้ถือหุ้นรายย่อยจะได้ผลตอบแทนเท่ากับราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น 10% บวกกับเงินปันผล 2% รวมเป็น 12% ซึ่งมากกว่าบริษัทที่จ่ายปันผลอย่างเดียว 5%&amp;nbsp;โดยไม่เคยคิดสร้างการเติบโตของกำไร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;โดยปกติแล้วเกือบจะไม่มีหุ้นตัวใดในตลาดที่ให้ Dividend Yield สูงเกิน 10% ต่อปี (ยกเว้นบริษัทที่เสี่ยงจะ&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ล้มละลาย)&amp;nbsp;แสดงว่า ไม่มีบริษัทใดในตลาดที่ตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างเพียงพอด้วยการจ่ายเงินปันผลเพียงอย่างเดียว ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า &lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#990000&quot;&gt;ทุกบริษัทในตลาดมีหน้าที่ต้องสร้างการเติบโตของกำไรเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นทั้งนั้น&lt;/font&gt; (ส่วนจะสำเร็จหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) จะมาอ้างว่าจ่ายปันผลให้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากแล้วไม่ต้องสร้างการเติบโตของกำไร &amp;quot;ไม่ได้&amp;quot;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/01/07/446</guid>
			<pubDate>Wed, 7 Jan 2009 08:00:07 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/01/07/446</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/01/07/446?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0085: นักธุรกิจ - นักลงทุน </title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/12/31/440</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ว่ากันว่านักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานคือคนที่มองการลงทุนในหุ้นเหมือนเป็นการลงทุนในธุรกิจ แต่เท่าที่ผมได้สัมผัสมา ผมว่านักลงทุนกับนักธุรกิจจริงๆ นั้นมีวิธีคิดบางอย่างที่ไม่เหมือนกันด้วย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#990000&quot;&gt;นักลงทุนเชื่อมั่นในพลังมหัศจรรย์ของการทบต้น&lt;/font&gt; การทบต้นต้องอาศัย &amp;quot;ความนาน&amp;quot;ถึงจะสร้างความมหัศจรรย์ออกมาได้ พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับการถือหุ้นให้นานและมากที่สุด มีเงินเท่าไรก็จะพยายามรีบใส่เข้าไปในตลาดหุ้น ถ้าได้เงินปันผลมาก็จะรีบใส่กลับลงไปใหม่ เพื่อให้เม็ดเงินและระยะเวลาที่ลงทุนตลอดชีวิตมีค่ามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ พลังแห่งการทบต้นจะได้แสดงศักยภาพของมันออกมาอย่างเต็มที่&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในขณะที่ &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;นักธุรกิจจะชอบลงทุนเมื่อมองเห็นโอกาสเท่านั้น&lt;/font&gt; ไม่คิดว่าจะต้องรีบลงทุนให้มากที่สุด ถ้ามองไปข้างหน้าแล้วไม่ดี นักธุรกิจจะชะลอการลงทุน นักธุรกิจหลายคนยังชอบมีสภาพคล่องส่วนหนึ่งเหลือไว้เสมอเพื่อรอสินทรัพย์ในราคาถูกในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคืองเพราะจะเป็นโอกาสเดียวที่จะได้ซื้อของที่ดีมากๆ ในราคาถูกๆ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ตลาดหุ้นคือสถานที่ซึ่งนักธุรกิจนำธุรกิจของตนมาขายให้นักลงทุน เป็นที่ทราบๆ กันอยู่แล้วว่า ก่อนที่หุ้นจะเข้าตลาดต้องมีการ &amp;quot;แต่งตัว&amp;quot; ให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ (การแต่งตัวไม่ใช่เรื่องผิดถ้าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฏหมาย)&amp;nbsp;นักธุรกิจจะ &amp;quot;เบ่ง&amp;quot; กำไรของบริษัทให้พองโตที่สุด 2-3 ไตรมาสก่อนเข้าตลาดเพื่อให้จะขายหุ้นจองได้ในราคาที่สูงที่สุด&amp;nbsp;โครงการในอนาคตอะไรที่น่าจะทำให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ในอีกหลายๆ ปีข้างหน้าก็ต้องรีบเอามาทำก่อนเข้าตลาดเพื่อโชว์กำไร&amp;nbsp;ถ้ายังไม่มีทุนสำหรับทำโครงการเหล่านั้นก็จะกู้เงินระยะสั้นจำนวนมากลงทุนก่อน พอเข้าตลาดได้แล้วค่อยนำเงินเพิ่มทุนที่ได้มาชำระหนี้คืน ก็จะทำให้ขายบริษัทได้ในราคาที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับการขายหุ้นก่อนแล้วค่อยเอาทุนนั้นไปขยายงานทีหลัง&amp;nbsp;หรือถ้าธุรกิจที่ไม่มีทางโตได้อีกแล้วจริงๆ ก็ต้องเร่งให้ลูกค้าเจ้าเก่าให้ช่วยกันซื้อสินค้าไปตุนไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ยอดขายไตรมาสสุดท้ายก่อนเข้าตลาดดูดีเป็นพิเศษ&amp;nbsp;(ลูกค้าเหล่านั้นอาจได้รับจัดสรรหุ้นจองในราคาพิเศษเป็นการตอบแทนในฐานะผู้มีอุปการะคุณ) เรื่องพวกนี้ว่าไม่ได้ เพราะใครๆ ก็ย่อมอยากขายธุรกิจที่ตนสร้างมากับมือให้ได้ราคาสูงที่สุด จะเห็นได้ว่า &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;นักธุรกิจจะพยายามขายทิ้งธุรกิจที่โตถึงขีดสุดแล้ว&amp;nbsp;&lt;/font&gt;ส่วนธุรกิจที่ยังโตได้อีกจะยังถือไว้เองเพื่อปั้นให้โตจนเต็มที่สุดแล้วค่อยนำไป cash out ในตลาด&amp;nbsp;ในขณะที่ &lt;font color=&quot;#990000&quot;&gt;นักลงทุนมักอยากซื้อธุรกิจที่ mature แล้ว&lt;/font&gt; เพราะมองว่ามีความมั่นคง เป็น cash cow จ่ายเงินปันผลได้มากและสม่ำเสมอ&amp;nbsp;ธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงขยายตัวหรือ Star นั้นกลับเป็นธุรกิจที่นักลงทุนมักไม่ค่อยสนใจเพราะมองว่าเสี่ยงสูง จ่ายปันผลได้น้อย&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ด้วยเหตุนี้นักธุรกิจกับนักลงทุนจึงเป็นคู่ซื้อคู่ขายที่ลงตัว&amp;nbsp;เพราะ คนหนึ่งต้องการ cash out ธุรกิจที่อิ่มตัวแล้ว เพื่อเอาสภาพคล่องไปปั้นธุรกิจอื่นที่ยังโตได้อีก&amp;nbsp;ส่วนอีกคนหนึ่งก็ต้องการซื้อธุรกิจที่อิ่มตัว ตลาดหุ้นบ้านเราก็เลยเต็มไปด้วยนักธุรกิจที่เอาธุรกิจที่อิ่มตัวแล้วมาขายเป็นส่วนมาก&amp;nbsp;ตลาดหุ้นไทยจึงไม่ได้ทำหน้าที่ของมันในการระดมทุนเพื่อไปขยายกิจการแต่เป็นที่ Exit&amp;nbsp;ให้นักธุรกิจมากกว่า ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความต้องการของนักลงทุนส่วนใหญ่เอง&amp;nbsp;ผมมีความใฝ่ฝันว่า สักวันหนึ่ง นักลงทุนไทยจะเลิกรีดเงินปันผลจากบริษัทแล้วหันมากดดันบริษัทเรื่องการสร้างกำไรให้เติบโตแทนแบบนักลงทุนในประเทศทุนนิยม เมื่อนั่นตลาดหุ้นไทยจะได้ทำหน้าที่ที่แท้จริงของมันเสียที คือการเร่งให้ภาคธุรกิจมีการลงทุนใหม่ๆ ให้กับระบบเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตให้กับประเทศชาติ&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;วิธีคิดของนักลงทุนอีกอย่างหนึ่งที่ผมมองว่าประหลาดคือ &lt;font color=&quot;#990000&quot;&gt;นักลงทุนซื้อหุ้นแล้วชอบมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของบริษัท&lt;/font&gt; ในขณะที่ ปกติแล้ว&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt; นักธุรกิจจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของก็ต่อเมื่อตนเองได้ถือหุ้นเสียงข้างมากเท่านั้น &lt;/font&gt;เพราะการถือหุ้นใหญ่จะทำให้ตัวเองมีอำนาจควบคุมบริษัทได้ นักธุรกิจมักไม่ค่อยมี commitment กับบริษัทที่ตนเองถือหุ้นส่วนน้อยเพราะมองว่าตนเองอาจถูกผู้ถือหุ้นใหญ่เอาเปรียบได้ง่ายเนื่องจากไม่มีอำนาจควบคุม โหวตมักแพ้&amp;nbsp;ในขณะที่นักลงทุนในตลาดซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อย (ส่วนน้อยมาก) กลับรู้สึกชอบที่จะพูมฟักความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับตัวเองทั้งที่ตัวเองก็ไม่มี control อะไรเลย ถ้าผู้ถือหุ้นใหญ่นิสัยไม่ดีจะเอาเปรียบเมื่อไรก็ทำได้ไม่ยาก&amp;nbsp;โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบแนวคิดของเบนจามิน แกรม มากกว่าที่ว่า เวลาซื้อหุ้นให้คิดให้เหมือนกำลังซื้อธุรกิจ&amp;nbsp;ส่วนแนวคิดที่ว่าเวลาซื้อหุ้นให้รู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นเจ้าของนั้นผมกลับไม่ชอบเท่าไร เพราะทำให้เราเกิดความลำเอียงเพราะหลงรักได้ง่าย เวลาใครมาด่าว่าบริษัท แทนที่เราจะรับฟัง เราก็จะโกรธ เพราะเรารู้สึกว่าเขามาด่าของๆ เรา &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผมเป็นลูกพ่อค้าครับ ผมจึงชอบวิธีคิดแบบนักธุรกิจมากกว่าวิธีคิดแบบนักลงทุน สรุปแล้วมุมมองของผมจึงต่างจากนักลงทุนทั่วไปดังนี้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;1. ธุรกิจแกร่งอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องขยายงานได้ด้วย เราควรถือหุ้นตราบเท่าที่บริษัทยังมีโอกาสขยายงานได้อยู่ ถ้าธุรกิจอยู่ตัวเมื่อไร ก็ควรขายหุ้นทิ้งเพื่อนำไปลงทุนในบริษัทอื่นที่ยังมีโอกาสขยายงานอยู่ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;2. จงมองการซื้อหุ้นให้เป็นการซื้อธุรกิจก็พอแต่ไม่ต้องสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ เพราะจะทำให้เราเกิดความลำเอียงได้ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;3. ลงทุนมากน้อยตามแต่ปริมาณและคุณภาพของโอกาสที่มองเห็นอยู่ มีเงินสดสำรองไว้บ้างเสมอสำหรับโอกาสที่ไม่คาดฝัน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;นอกเหนือจาก 3 ข้อนี้แล้ว ผมก็คิดอะไรอย่างอื่นๆ คล้ายกับนักลงทุนนั้นแหละครับ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/12/31/440</guid>
			<pubDate>Wed, 31 Dec 2008 08:08:09 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/12/31/440</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/12/31/440?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0084: Asset Allocation</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/12/24/438</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การเป็นนักลงทุนมีเรื่องที่ต้องคิดอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือการเลือกหุ้น (Stock Selection) และอย่างที่สองคือการจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation) หนังสือการลงทุนบางเล่มถึงกับบอกว่า การจัดสรรเงินลงทุนนั้นสำคัญกว่าการเลือกหุ้นเสียอีก&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การจัดสรรเงินลงทุนคือ การตัดสินใจว่าควรจะลงทุนในสินทรัพย์แต่ละกลุ่ม ได้แก่ เงินสด ตราสารหนี้ หุ้น ฯลฯ ในสัดส่วนเท่าไรจากความมั่งคั่งทั้งหมดที่เรามีอยู่ ถ้าเปิดหนังสือการลงทุนดูจะพบว่าเขาแนะนำให้พิจารณาจากอายุของเราเป็นหลัก คนที่อายุยังน้อยอยู่เช่น&amp;nbsp;20 ปี ควรลงทุนในหุ้นเป็นหลัก เช่น สัก&amp;nbsp;80%&amp;nbsp;เมื่ออายุมากขึ้นก็ค่อยๆ ลดการลงทุนในหุ้นลง แล้วเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยลง เช่น ตราสารหนี้&amp;nbsp;เช่น พออายุถึง 40 ปี อาจลดหุ้นลงเหลือแค่ 50% ที่เหลือเป็นตราสารหนี้ พอเข้าสู่วัยเกษียณ 60 ปี ก็อาจเหลือหุ้นแค่&amp;nbsp;20% เท่านั้น ที่เหลือถือเป็นเงินสด เป็นต้น แนวคิดนี้ยืนอยู่บนหลักการที่ว่า หุ้นเป็นหลักทรัพย์มีความผันผวนสูงมากในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้วจะให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ดังนั้นเมื่อยังมีระยะเวลาลงทุนเหลืออีกมากก็ควรลงทุนในหุ้นเป็นหลัก เพราะถ้าซื้อหุ้นแล้วหุ้นลงแรงก็ไม่ต้องกลัวเพราะยังมีเวลารอให้หุ้นกลับขึ้นมาใหม่ได้อีกหลายปี&amp;nbsp;แต่เมื่อใกล้เกษียณแล้วก็ควรหันไปหาสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยลง เมื่อต้องใช้เงินจะได้ไม่มีปัญหา&amp;nbsp;หลักการนี้นับว่าสมเหตุสมผลอยู่&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หนังสือการลงทุนไม่ได้บอกเราด้วยก็คือว่า หลักการนี้เหมาะสำหรับการลงทุนแบบ Passive เท่านั้น การลงทุนแบบ&amp;nbsp;Passive หมายความว่า&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt; เราเชื่อว่าตลาดมีประสิทธิภาพดังนั้นหุ้นจึงมีราคาที่เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา ซื้อหุ้นเมื่อไรก็ได้ที่มีเงิน ไม่จำเป็นต้องรอจังหวะให้หุ้นถูกก่อนค่อยซื้อ ฉะนั้นการตัดสินใจจึงมาอยู่ที่การจัดสรรเงินลงทุนให้เหมาะสมกับอายุเป็นหลัก&amp;nbsp;ที่จริงแล้วการลงทุนแบบ Passive เป็นวิธีที่ดีมาก เพราะการชนะตลาดในช่วงหนึ่งปีเป็นเรื่องไม่ยากนัก แต่การชนะตลาดในยาวมากๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก การลงทุนในกองทุนดัชนีแบบ Passive&amp;nbsp;จึงนับว่าเป็นกลยุทธ์การลงทุนอย่างหนึ่งที่ดีมาก&amp;nbsp;แต่ปัญหาก็คือว่า ในความเป็นจริง แทบไม่มีนักลงทุนคนไหนสามารถลงทุนแบบ Passive&amp;nbsp;วิธีลงทุนแบบนี้เหมาะสำหรับหุ่นยนต์&amp;nbsp;นักลงทุนส่วนมากเชื่อว่าตัวเองชนะตลาดได้ด้วยการเลือกหุ้นและชอบที่จะอยู่ใกล้ชิดตลาดทำให้นักลงทุนมักลงทุนในหุ้นแต่ละตัวเป็นชั่วระยะเวลาหนึ่งไม่ใช่ทยอยซื้อสะสมทางเดียวตลอดชีวิต&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในเมื่อแทบไม่มีใครลงทุนแบบ Passive วิธีจัดสรรเงินลงทุนแบบที่ตำราแนะนำจึงกลายเป็นวิธีที่ไม่เหมาะกับนักลงทุนทั่วๆ ไป แม้ว่ามันจะเป็นหลักการที่ดีก็ตาม&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การที่คุณไม่ได้ลงทุนแบบ Passive แปลว่าคุณเชื่อว่าในบางเวลาหุ้นมีราคาถูกเกินไปและในบางเวลาหุ้นมีราคาแพงเกินไป ดังนั้นถ้าคุณจัดสรรเงินลงทุนตามอายุเป็นหลักจะเกิดเป้าหมายที่ขัดแย้งกันทันที เพราะทางหนึ่งคุณอาจจะยังไม่อยากซื้อหุ้นเพราะคิดว่าหุ้นยังแพงอยู่ แต่อีกทางหนึ่งคุณต้องซื้อหุ้นแล้วเพราะคุณมีรายได้ก้อนใหม่เข้ามาทำให้สัดส่วนหุ้นของคุณลดลง คุณจึงต้องซื้อหุ้นเพิ่ม เพื่อรักษาสัดส่วนไว้ให้คงเดิมตามอายุของคุณ คุณจึงมีเป้าหมายสองอย่างที่ขัดแย้งกันอยู่เสมอ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในความคิดของผม ถ้าเราไม่ใช่นักลงทุนแบบ Passive เราจำเป็นต้องละทิ้งเป้าหมายการจัดสรรเงินลงทุนตามอายุไปเลย เราต้องให้ความสำคัญเรื่องความถูกความแพงของหุ้นเหนือเป้าหมายอื่นใด&amp;nbsp;เช่น ถึงแม้คุณจะอายุ 20 ปี แต่ถ้าคุณคิดว่าตลาดหุ้นกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่สุดขีด&amp;nbsp;คุณก็ควรไม่ควรจะซื้อหุ้นอะไรเลยเพียงเพราะว่าจะต้องมีหุ้นให้ได้ 80% ของพอร์ต&amp;nbsp;หุ้นในตลาดจะถูกหรือแพงเมื่อใดนั้น นักลงทุนไม่สามารถสั่งได้ ถ้าเราต้องคอยรักษาสัดส่วนของพอร์ตให้ได้ตามเป้าตลอดเวลาก็เท่ากับเป็นการบีบให้ตัวเองซื้อหุ้นในเวลาที่ไม่สมควร&amp;nbsp;ฉะนั้นแล้วเราจึงจำเป็นต้องทิ้งเป้าหมายเรื่องการจัดสรรเงินลงทุนไปเลย เพื่อป้องกันมิให้ซื้อหุ้นแพง&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;โดยส่วนตัว ผมไม่ได้จัดสรรเงินลงทุนตามอายุ&amp;nbsp;แต่ผมจะมองเรื่องการ limit exposure มากกว่า กล่าวคือ ผมจะไม่ทุ่มเงินให้กับโอกาสใดๆ มากเกิน limit ที่ได้ตั้งเอาไว้ล่วงหน้า เช่น 30% ของพอร์ต (สมมติ)&amp;nbsp;เป็นต้น&amp;nbsp;ถ้าเราพบโอกาส เราอาจจะลงทุนกับโอกาสนั้นสัก 15% ก่อน ถ้าโชคร้ายราคาหุ้นลงและผมเห็นว่ายังคงเป็นโอกาสที่น่าสนใจอยู่เหมือนเดิม ผมก็อาจจะซื้อเพิ่มจนกลายเป็น 30% ของพอร์ต แต่ถ้าซื้อแล้วราคาหุ้นยังลงต่อไปอีก ผมจะบอกตัวเองให้ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองแล้วไม่ซื้อเพิ่มอีก (เพราะเกิน exposure limit ไปแล้ว) การทำอย่างนี้เป็นการป้องกันอาการ&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;overconfidence ของเราเอง หลายคนที่หมดตัวในตลาดหุ้นมักหมดตัว เพราะซื้อเฉลี่ยลงไปเรื่อยๆ กับโอกาสที่ตนเองมั่นใจสุดๆ โดยไม่ยอมรับความจริงว่า ตลาดไม่ได้ไร้เหตุผลเสมอไป บางครั้ง (บ่อยครั้ง) ตลาดหุ้นมีเหตุผลแต่เราเองต่างหากที่ไม่รู้&amp;nbsp;สุดท้ายแล้ว เงินทั้งหมดของเราก็ต้องจมปรักอยู่ในหุ้นตัวนั้น (เจ๊งนั่นเอง)&amp;nbsp;แต่ถ้าเรามีการตั้ง exposure limit เอาไว้เสมอในทุกๆ&amp;nbsp;โอกาสที่เข้ามา&amp;nbsp;เราจะไม่มีวันหมดตัว&amp;nbsp;การจัดสรรเงินลงทุนของผมเป็นวิธีง่ายๆ แค่นี้ ไม่เกี่ยวกับอายุเลยครับ&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เวลาที่ผมบอกว่านักลงทุนควรลงทุนในหุ้นสัก 5 ตัว ผมไม่ได้หมายความว่า ต้องแบ่งเงินที่มีอยู่ทั้งหมดออกเป็น 5 ส่วน แล้วซื้อหุ้นให้ครบ 5 ตัวให้ได้ ถ้าไปตั้งเป้าหมายเป็นจำนวนตัวอย่างนั้น เราจะเผลอซื้อหุ้นบางตัวในราคาแพงๆ เพราะต้องการแค่ให้ได้มีหุ้นครบ 5 ตัว&amp;nbsp; ที่จริงแล้ว การลงทุนในหุ้น 5 ตัว หมายความว่าควร limit exposure ของหุ้นแต่ละตัวไว้ที่ประมาณ 20% ของพอร์ต&amp;nbsp;ถ้าตลาดหุ้นกำลังฟองสบู่ เราอาจค้นพบหุ้นที่มีน่าลงทุนแค่ 1-2 ตัว อย่างนี้ เราก็ควรซื้อแค่ 1-2 ตัวตัวละไม่เกิน 20% ของพอร์ตก็พอ ส่วนที่เหลือเก็บเป็นเงินสดไว้ก่อน&amp;nbsp;แต่ถ้าเราเห็นว่ามีหุ้นราคาถูกอยู่เต็มตลาดไปหมด เราก็สามารถซื้อหุ้น 5 ตัว ตัวละ 20% ได้&amp;nbsp;สรุปแล้วก็คือ ความถูก/แพงของหุ้นต้องมาก่อน เรื่องอื่นตามมาที่หลัง ถ้าหุ้นแพงอยู่ก็อย่าซื้อเป็นอันขาด สัดส่วนของพอร์ตจะดูไม่สวยก็ไม่เป็นไร &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/12/24/438</guid>
			<pubDate>Wed, 24 Dec 2008 08:31:36 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/12/24/438</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/12/24/438?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0083: What are your thumbs like? (2)</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/12/17/434</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คุณค่าของธุรกิจที่แท้จริงขึ้นอยู่กับ &amp;quot;กระแสเงินสดอิสระที่คาดหวังได้ในอนาคตของมัน&amp;quot; ดังนั้น RoT ที่ดีควรจะสะท้อนสิ่งนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย&amp;nbsp;นักลงทุนบางท่านมี RoT ที่แปลกๆ เช่น บางคนเลือกบริษัทโดยดูว่ามีหนี้น้อยหรือไม่&amp;nbsp;จริงอยู่การมีหนี้น้อยดีกว่ามีหนี้มาก แต่หนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างทุนของบริษัท&amp;nbsp;ซึ่งไม่ได้บอกว่า ธุรกิจของบริษัทดีหรือไม่&amp;nbsp;สมมติว่าผมเอาเงินสดๆ ไปเปิดบริษัทกระดาษขึ้นมาหนึ่งบริษัทโดยไม่มีธุรกิจอะไรรองรับเลย บริษัทนี้ย่อมเป็นบริษัทที่มีหนี้น้อย (ไม่มีเลย) เพราะในงบดุลจะมีแต่เงินสดๆ เป็นทุนล้วนๆ เท่านั้น&amp;nbsp;เช่นนี้จะบอกว่าบริษัทนี้น่าลงทุนเพราะหนี้น้อยได้หรือไม่?&amp;nbsp;บริษัทที่มีหนี้บ้างแต่มีธุรกิจรองรับน่าจะเป็นบริษัทที่น่าลงทุนกว่าบริษัทกระดาษที่ไม่มีหนี้มิใช่หรือ&amp;nbsp;จะเห็นได้ว่า&amp;nbsp;การเลือกบริษัทโดยดูหนี้น้อยเป็นเกณฑ์เป็น RoT ที่หลงประเด็น เพราะโครงสร้างทุนสะท้อนคุณค่าธุรกิจยังไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ประเด็นของผมคือตรงนี้&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าให้เลือกเกณฑ์หยาบๆ ในการคัดเลือกบริษัท ผมคิดว่าเกณฑ์ที่ดีที่สุดซึ่งสะท้อนกระแสเงินสดอิสระในอนาคตได้ดีพอสมควร น่าจะได้แก่การมองบริษัทใน 2 ประเด็นหลักต่อไปนี้ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;1.Demand Trend&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;พิจารณาว่า สินค้า/บริการของบริษัทมี&amp;nbsp;Demand Trend เป็นอย่างไร? &lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หมายความว่า เราคิดว่าในอนาคตสินค้า/บริการของบริษัทจะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น/เท่าเดิม/น้อยลง ธุรกิจที่น่าสนใจควรมี DT ที่ยังอยู่ในขาขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือสินค้ายังมีอนาคตที่ดีอยู่ บริษัทส่งออกสิ่งทอไม่น่าจะมี DT ที่ดี บริษัทมือถือหรือคอนโดน่าจะมี DT ที่ดีกว่า เป็นต้น&amp;nbsp;ที่สำคัญคือพยายามมองไปข้างหน้าไม่ใช่มองแค่ปัจจุบัน&amp;nbsp;สินค้าที่มีความต้องการที่ดีมากในปัจจุบันอาจไม่น่าสนใจก็ได้ถ้าหาก consumption rate ของสินค้านั้นอิ่มตัวมากแล้ว เพราะโอกาสที่จะโตได้อีกในอนาคตคงมีน้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;2.Competitive Advantage&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คือดูว่าบริษัทมีข้อได้เปรียบคู่แข่งมากแค่ไหน? &lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ลองหาคำตอบว่าบริษัทตั้งราคาสูงกว่าคู่แข่งแล้วลูกค้าจะยังซื้อหรือไม่ ถ้าซื้อๆ เพราะอะไร บริษัทมีอะไรบ้างหรือเปล่าที่คู่แข่งเลียนแบบไม่ได้และสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อเห็นคุณค่ามากแค่ไหน&amp;nbsp;นอกจากคู่แข่งแล้ว &amp;quot;สินค้าทดแทน&amp;quot; ก็เป็นภัยคุกคามอีกอย่างหนึ่งของบริษัทด้วย ลองดูว่า&amp;nbsp;ถ้าสินค้าทดแทนเข้ามาแทนที่สินค้าของบริษัทในอนาคต แล้วบริษัทจะมีทางรับมือได้หรือไม่ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ทั้ง&amp;nbsp;DT และ CA เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คุณค่าของธุรกิจมากที่สุด เราควรให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ให้มากกว่าเรื่อง asset ของบริษัทหรือเรื่องราคาหุ้น ผมว่านี่คือลักษณะเฉพาะของแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนของผมเลย ซื้อหุ้นคือซื้อธุรกิจ ฉะนั้นต้องดูที่ตัวธุรกิจเป็นสำคัญ ไม่ใช่ดูอย่างอื่น&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;นอกจากนี้เราต้องดูครบทั้ง&amp;nbsp;DT และ CA&amp;nbsp;ด้วย ห้ามมองแค่อันเดียวจะพลาดได้ เช่น เมื่อหลายปีก่อนทุกคนมองว่าธุรกิจ ISP มีโอกาสเติบโตมหาศาลเพราะอินเตอร์เน็ตโตเร็วมาก แต่เนื่องจาก ISP เป็นธุรกิจที่ไม่มี Barrier to Entry&amp;nbsp;บริการสร้างความแตกต่างได้ยากมาก ผลปรากฏว่า ISP เจ๊งกันเกือบทุกเจ้าทั้งที่ตลาดเติบโตสูงมากๆ&amp;nbsp;หรือถ้า&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เป็นธุรกิจผูกขาดแต่อยู่ในอุตสาหกรรมตะวันตกดินก็ไม่มีประโยชน์ เพราะกำไรดี แต่ยิ่งทำยิ่งเล็กลงเรื่อยๆ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;จะว่าไปแล้ว DT ก็คือ Top line&amp;nbsp;growth (sales growth)&amp;nbsp;ส่วน&amp;nbsp;CA ก็คือ Bottom line (margin)&amp;nbsp;นั่นเอง บริษัทจะดีได้ก็ต้องดีทั้งสองอย่างครับ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;3.&amp;nbsp;ราคาหุ้นเหมาะสมหรือไม่?&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อพิจารณาทั้งสองข้อนี้ว่าดี อันดับต่อมาก็ควรพิจารณาซื้อในราคาที่เหมาะสม ถ้าใช้ DCF ในการหาราคาที่เหมาะสมก็คงไม่เรียกว่า RoT ฉะนั้นเพราะซับซ้อนมาก ในขั้นนี้ที่จริงแล้วจะใช้ Ratio ต่างๆ ในการตัดสินใจก็ได้ โดยอาจใช้ Ratio หลายๆ ตัวดูประกอบกันเพื่อความแน่ใจก็ได้ ในความคิดของผม ผมคิดว่า Ratio ที่เหมาะสมที่สุดในการวัดมูลค่าหุ้นคือ&amp;nbsp;P/E ratio เทียบกับ&amp;nbsp;Earnings Growth&amp;nbsp; (PEG ratio) โดยที่ E ควรเป็นกำไรที่ตัดรายการพิเศษต่างๆ ออกไปแล้ว ส่วน Growth ก็ควรเป็น&amp;nbsp;Growth&amp;nbsp;เฉลี่ยในระยะยาวที่น่าจะเป็นไปได้ไม่ใช่แค่ Growth ของปีหน้าปีเดียว บางบริษัทกำไรอาจโต 100% ได้ในปีหน้าแต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะโต 100% ในปีต่อๆ ไปด้วย ดังนั้นจึงควรพิจารณา Growth&amp;nbsp;ในระดับที่เหมาะสม แล้วดู&amp;nbsp;P/E ของบริษัทที่น่าจะสมน้ำสมเนื้อกับ Growth ในระยะยาวที่เป็นไปได้ของมัน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผมคิดว่า RoT ที่ใช้เกณฑ์ 3 ข้อนี้ก็นับว่า&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เป็นวิธีที่ง่ายและสะท้อนคุณค่าของธุรกิจโดยตรงได้ดีพอสมควรแล้ว&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; RoT เป็นการมองหุ้นที่หยาบเราจึงควรเผื่อความผิดพลาดไว้เสมอ ไม่ควรทุ่มสุดตัวกับบริษัทเดียว แต่เลือกลงทุนในหุ้นที่เข้าเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อนี้สัก 3-5 บริษัท&amp;nbsp;แล้วคาดหวังผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ต ก็ถือได้ว่า เรามีหลักการเลือกหุ้นที่ทำด้วยตนเองได้ที่มีความปลอดภัยพอสมควรแล้ว&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ดูไปดูมา&amp;nbsp;RoT ของผมกลับไปคล้ายวิธีการลงทุนที่ปีเตอร์ ลินซ์ ลินซ์เขียนไว้หนังสือของเขาว่า คนธรรมดาทั่วไปก็ลงทุนให้ประสบความสำเร็จได้ด้วยการเลือกหุ้นของธุรกิจที่ดีๆ ด้วยตัวเองไว้สัก 5 ตัวแล้วถือไว้เท่าที่ยังคิดว่าเป็นธุรกิจที่ดีอยู่ นับวันผมก็ยิ่งเห็นว่า วิธีนี้ของปีเตอร์ ลินซ์เป็นวิธีที่ถูกต้องจริงๆ แต่ถ้าจะเติมหน่อยก็คือ เวลาเข้าซื้อหุ้น ถ้าคุณวัดมูลค่าหุ้นไม่เป็นน่าจะใช้วิธีง่ายๆ แบบที่ปีเตอร์ ลินซ์เคยบอกไว้เหมือนกัน คือ รอให้ตลาดหุ้นตกหนักๆ&amp;nbsp;ทีก็ค่อยเข้าไปเก็บหุ้นที่มองๆ ไว้สักที เขาบอกว่าทำแบบนี้ โอกาสได้ผลตอบแทนดีๆ ในระยะยาวมีสูงมาก แค่นี้ผมว่าก็ได้ตำรับการลงทุนแบบง่ายๆ ที่ชาวบ้านที่ไหนก็สามารถทำได้ด้วยตัวเองแล้วไม่ต้องพึ่งเซียนใบ้หุ้นเลย&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/12/17/434</guid>
			<pubDate>Wed, 17 Dec 2008 08:17:38 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/12/17/434</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/12/17/434?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0082: What are your thumbs like?</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/12/09/433</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;img style=&quot;width: 300px; height: 300px&quot; src=&quot;http://www.dek-d.com/contentimg/palm/thumb_up.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;300&quot; height=&quot;300&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าบริษัทหนึ่งน่าลงทุนหรือไม่นั้นเป็นงานช้างเพราะมีปัจจัยหลายด้านมากที่ต้องวิเคราะห์ เช่น เศรษฐกิจ ภาวะอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ของบริษัท คู่แข่ง&amp;nbsp;ฐานะการเงิน งบการเงิน ประวัติผู้บริหาร โครงการในอนาคต แผนการลงทุน โครงสร้างผู้ถือหุ้น&amp;nbsp;เป็นต้น&amp;nbsp;ถ้าจะพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ให้หมดอาจต้องจ้างทีมงานมืออาชีพนับสิบคนเพื่อทำการตรวจสอบนานนับเดือน ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาด&amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้&amp;nbsp;ในทางปฏิบัติ จึงพบว่านักลงทุน 99.9% ในตลาดไม่ได้พิจารณาปัจจัยทั้งหมดอย่างถี่ถ้วนแต่จะมองปัจจัยบางตัวเป็นหลักในการตัดสินใจลงทุนเพื่อให้สามารถตัดสินใจลงทุนได้ง่ายขึ้น&amp;nbsp;หรือที่เรียกว่าใช้ &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;Rule of Thumbs&lt;/font&gt; เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจลงทุนนั่นเอง&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ที่จริงแล้วการละทิ้งปัจจัยบางส่วนไปไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแต่มันกลับช่วยทำให้สมองของเราทำงานเกี่ยวกับการลงทุนได้ดีขึ้น ปัจจัยที่นักลงทุนในตลาดแต่ละคนเลือกมาเป็น RoT นั้นก็ไม่เหมือนกันเลย&amp;nbsp;จ&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ากการได้สัมผัสกับนักลงทุนหลายคน ผมพบ RoT ยอดนิยมของบ้านเราอยู่หลายอัน อาทิเช่น &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;RoT อันแรกที่เห็นบ่อยๆ คือ เลือกหุ้นจากชื่อเสียงของบริษัท ถ้าบริษัทมีชื่อเสียงมายาวนานมากจนกลายเป็นชื่อคุ้นหูของคนไทยก็อนุมานว่าบริษัทเหล่านั้น &amp;quot;พื้นฐานดี&amp;quot;&amp;nbsp;น่าลงทุนเสมอ&amp;nbsp;แล้วใช้ Dividend Yield เป็นตัวกำหนดว่าควรจะเข้าซื้อที่ราคาเท่าไร วิธีนี้ได้รับการยอมรับเป็นการทั่วไปว่าเป็นวิธีของนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นแบบพื้นฐาน แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมต่อต้านวิธีนี้มาตลอด ผมคิดว่าการลงทุนอะไรก็ตามที่เราไม่ได้ใส่ใจเลยว่าธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างไรบ้าง&amp;nbsp;ดูแค่ชื่อว่าคุ้นหูอย่างเดียวไม่น่าจะถือว่าเป็นการลงทุน น่าจะเรียกว่าเป็นการเสี่ยงโชคอย่างหนึ่งมากกว่า&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;โชคไม่ค่อยดีด้วยที่หุ้นชื่อค้นหูในบ้านเราหลายตัวอยู่ในธุรกิจที่เป็นวัฏจักรรุนแรง เช่น ปิโตรเคมี หรือ โรงกลั่นน้ำมัน เป็นต้น&amp;nbsp;นักลงทุนที่นิยมใช้วิธีนี้ก็มักใช้สไตล์การลงทุนแบบถือยาวหวังเงินปันผลเพราะเห็นว่าเป็นสไตล์การลงทุนแบบพื้นฐาน&amp;nbsp;ลักษณะธุรกิจของหุ้นที่ขัดแย้งกับสไตล์การลงทุนที่เลือกใช้นี้มักทำให้คนที่เลือกลงทุนแนวต้องผิดหวังอย่างมากเมื่อธุรกิจของบริษัทที่ลงทุนเข้าสู่ช่วงวัฏจักรขาลงของมัน ทั้งราคาหุ้นและเงินปันผลก็ลดลงอย่างรุนแรง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;RoT อันต่อมาที่เป็นที่นิยมไม่แพ้กันก็คือ การใช้ Ratios ต่างๆ&amp;nbsp;ในการร่อนหาหุ้น เป็นต้นว่ากางตารางหุ้นในนสพ.ขึ้นมา แล้วกรองหุ้นที่มี PE&amp;lt;7, PB&amp;lt;1 ให้เจอเพื่อซื้อลงทุน&amp;nbsp;จุดด้อยที่สำคัญของวิธีนี้คือ มันยืนอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ทุกบริษัทไม่ว่าดีหรือชั่วมีคุณค่าเท่ากันหมด&amp;nbsp;ดังนั้นหุ้นที่มี ratio ต่ำกว่าจึงเป็นหุ้นที่มีราคาถูกกว่าเสมอ ยิ่งตกต้องยิ่งซื้อ&amp;nbsp;ในความเป็นจริงแล้ว คุณค่าของแต่ละกิจการไม่มีวันเท่ากันได้ ถ้าหากทุกธุรกิจมีราคาเท่ากันหมด ทุกคนจะแย่งกันซื้อแต่ธุรกิจที่ดีกว่า จนทำให้ธุรกิจที่ดีกว่ามีราคาแพงกว่าในที่สุด&amp;nbsp;หลายคนที่ใช้วิธีนี้มักรู้สึกประหลาดใจที่หุ้นบางตัวที่มี PE ต่ำมากๆ กลับยังต่ำอยู่อย่างนั้นหลายปีหรือยิ่งต่ำลงไปอีก พวกเขาอาจบอกตัวเองว่าตลาดไร้เหตุผล แต่ที่จริงแล้ว หุ้นเหล่านั้นอาจกำลังมีราคาต่ำสมน้ำสมเนื้อกับคุณค่าของมันอยู่ก็ได้&amp;nbsp;การค้นพบหุ้นที่มี PE, PB ต่ำไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากขนาดที่ตลาดหุ้นควรจะให้รางวัลกับคนที่สามารถค้นพบหุ้นเหล่านั้นได้ (too simple to succeed) ดังนั้นโดยส่วนตัวผมจึงไม่ค่อยนิยมวิธีนี้เท่าไร แต่ที่จริงแล้ววิธีนี้ก็ไม่ได้ถึงกับเลวร้ายนัก เพียงแต่ว่ามันยังขาดความสมบูรณ์อยู่ เพราะมันให้ความสำคัญแต่ราคาหุ้น แต่ไม่ได้นำคุณค่าของแต่ละธุรกิจที่ไม่เท่ากันมาคิดด้วย (focus on price, neglect value) &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผมคิดว่าการใช้ RoT ในการลงทุนนั้นไม่ใช่เรื่องเสียหาย ความง่ายไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาก็คือว่า บ่อยครั้งปัจจัยที่เราเลือกมาเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาลงทุนกลับเป็นปัจจัยที่ไม่สะท้อนคุณค่าของธุรกิจ&amp;nbsp;ในทางทฤษฎี มูลค่าของธุรกิจจะเท่ากับ ผลรวมของมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดอิสระที่คาดหวังได้ทั้งหมดในอนาคตของธุรกิจนั้น ดังนั้น&amp;nbsp;RoT ที่ดีจึงควรสะท้อนสิ่งนี้ได้ดี แม้จะไม่ละเอียดก็ตาม&amp;nbsp;ผมลองนั่งคิดว่า ถ้าผมอยากจะสร้าง RoT ที่ง่ายๆและสะท้อนมูลค่าธุรกิจได้ดีขึ้นมาสักอันหนึ่ง RoT นั้นควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร&amp;nbsp;ผมคิดเอาไว้แล้ว ไว้คราวหน้าผมจะมาเขียนให้อ่านเป็นทางเลือกสำหรับท่านนักลงทุนนะครับ&amp;nbsp;(หมู่นี้ผมขอเขียนเกี่ยวกับแนวคิดส่วนตัวมากๆ ไว้พ่นหมดเมื่อไหร่จะกลับไปเขียนเรื่องความรู้ตามเดิมนะครับ)&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/12/09/433</guid>
			<pubDate>Tue, 9 Dec 2008 08:55:24 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/12/09/433</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/12/09/433?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0091: A Tale of Two Knights</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/11/26/416</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://www.maniacworld.com/black-knight.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;350&quot; height=&quot;460&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาแก่องค์หนึ่งกับลูกสาวที่แสนสวย อาณาจักรของพระราชามีเมืองขึ้นอยู่มากมาย แต่ละเมืองล้วนกระด้างกระเดืองหมายจะตีตัวออกห่างอยู่เป็นนิจ พระราชาแก่แล้วจึงไม่อาจออกรบได้ ได้ประกาศว่า ใครก็ตามที่ช่วยออกศึกจะตบรางวัลให้เป็นทองแท่งเท่ากับจำนวนข้าศึกที่สังหารได้ในแต่ละครั้งที่ออกรบ และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าหญิงมีอายุครบ 16 ปี พระราชาจะยกลูกสาวแสนสวยให้กับผู้ที่สังหารข้าศึกรวมกันได้เป็นจำนวนมากที่สุด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในเมืองแห่งนี้มีอัศวินอยู่สองคนที่ออกรบห้าวหาญมาก ทั้งสองช่วยพระราชาออกรบอยู่เสมอและสังหารข้าศึกได้เป็นจำนวนมาก ในการออกรบแต่ละครั้ง อัศวินคนแรกเลือกถือดาบด้วยมือขวาเพื่อสังหารศัตรูและถือโล่ด้วยมือซ้ายเพื่อป้องกันตัว ส่วนอัศวินคนที่สองเลือกถือดาบทั้งสองมือเพื่อให้สังหารข้าศึกได้จำนวนมากกว่า อัศวินทั้งสองมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมพอๆ กันและเหนือกว่าคนทั่วไปมาก แต่ด้วยการถือดาบไว้ทั้งสองมือ อัศวินคนที่สองจึงมักสังหารข้าศึกได้เป็นจำนวนมากกว่าเสมอ และได้รับการตบรางวัลเป็นทองแท่งมากกว่าเป็นสองเท่าในแทบทุกสนามรบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในใจของเจ้าหญิงนั้น เจ้าหญิงทรงพอพระทัยอัศวินคนแรกที่ใช้ดาบและโล่เป็นอาวุธมากกว่า เพราะอัศวินผู้นั้นมีอุปนิสัยสุภาพ สุขุม เยือกเย็น ต่างกับอัศวินคนที่สองที่มีนิสัยมุทะลุ ก้าวร้าวและโอ้อวด เจ้าหญิงเคยทรงแอบแนะนำให้อัศวินคนแรกเปลี่ยนมาใช้ดาบทั้งสองมือแทนเพื่อจะได้สังหารศัตรูได้มากกว่า&amp;nbsp;แต่อัศวินคนแรกก็ยืนกรานที่จะใช้ทั้งดาบและโล่เสมอมา หลายปีผ่านไป&amp;nbsp;อัศวินคนที่สองจึงร่ำรวยขึ้นกว่าอัศวินคนแรกเป็นอันมาก คำชื่นชม ลาภยศ สรรเสริญ&amp;nbsp;ก็มากกว่าเป็นทวีคูณด้วย&amp;nbsp;เพราะใครๆ ย่อมให้ความสนใจคนที่ได้ที่หนึ่ง ไม่มีใครสนใจคนที่ได้ที่สอง อัศวินคนที่สองชอบยกตนข่มอัศวินคนที่หนึ่งในฐานะคู่แข่งอยู่เสมอ อัศวินคนที่หนึ่งก็ได้แต่นิ่งเฉยเสีย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อยู่มาปีหนึ่ง เกิดสงครามครั้งใหญ่ ข้าศึกได้เตรียมการสะสมกำลังมานานและบุกมามากเป็นพิเศษหมายจะเผด็จศึกให้ได้ จำนวนข้าศึกที่มากกว่าปกติถึงสิบเท่าทำให้สงครามยืดเยื้อมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เหล่าทหารหาญที่เข้าร่วมรบต่างรู้สึกอ่อนล้ามากแล้ว แต่จำนวนข้าศึกก็ยังไม่ได้น้อยลงกลับถูกเสริมกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ&amp;nbsp;ความเหนื่อยอ่อนทำให้กำลังของอัศวินทั้งสองถดถอยมาจนใกล้เคียงกับข้าศึก การต่อกรกับข้าศึกจึงไม่ได้ง่ายดายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปากแบบเดิม&amp;nbsp;ทั้งที่ข้าศึกเหล่านั้นก็เป็นเพียงทหารปลายแถวเหมือนทุกครั้ง สงครามดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องยาวนานถึงสองวันสองคืนโดยไม่ได้พัก ในที่สุด อัศวินที่สองซึ่งมีแต่ดาบไม่มีโล่ไว้สำหรับป้องกันตัวก็พลาดท่าเสียทีทหารปลายแถวคนหนึ่งที่อาศัยจังหวะที่อัศวินที่สองเหนื่อยอ่อนไม่ทันระวังตัว เอาดาบแทงอัศวินที่สองเสียชีวิตกลางสนามรบ สงครามดำเนินต่อไปจนถึงวันที่สาม แม้ฝ่ายของ&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;พระราชาจะเป็นฝ่ายชนะแต่ก็ต้องสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งอัศวินคนที่สอง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หลังสงคราม อัศวินคนที่หนึ่งรอดชีวิตมาได้เพราะมีโล่ไว้ป้องกันตัวอีกทั้งยังสังหารข้าศึกได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย&amp;nbsp;เวลานั้นเจ้าหญิงมีอายุครบ 16 ปีพอดี พระราชาจึงตัดสินยกลูกสาวให้พร้อมทั้งสละราชบัลลังก์ให้อัศวินคนที่สองได้ปกครองแผ่นดินต่อไป เจ้าหญิงก็รู้สึกพอพระทัยเป็นอันมากที่ได้อภิเษกกับชายผู้เป็นที่รัก&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/11/26/416</guid>
			<pubDate>Wed, 26 Nov 2008 08:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/11/26/416</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/11/26/416?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0081: ตลาดหุ้นไทย The Survival Kit</title>
            <link>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/11/15/380</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;img style=&quot;width: 480px; height: 700px&quot; src=&quot;http://www.dekisugi.net/images/scover.gif&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;480&quot; height=&quot;700&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ขอแนะนำหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนเล่มใหม่ของผม &amp;quot;ตลาดหุ้นไทย The Survival Kit&amp;quot; ครับ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพราะเห็นว่า บ้านเรายังไม่มีหนังสือหุ้นที่พูดถึง การวิเคราะห์อุตสาหกรรม (Industry Analysis) บ้างเลย ผมก็เลยอยากทำหนังสือแบบนี้ขึ้นมาสักเล่ม ในหนังสือเล่มนี้ ผมได้รวบรวมเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับแต่ละอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยเอาไว้ รวมทั้งวิเคราะห์ความน่าสนใจ,&amp;nbsp;ปัจจัยที่มีผลต่อคุณค่าของบริษัท, ข้อเด่น, ข้อด้อย, ปัจจัยเสี่ยง, วิธีการเปรียบเทียบบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรม&amp;nbsp;ตลอดจนแนวโน้มของอุตสาหกรรมไว้ ซึ่งเป็นความรู้ที่ผมเก็บสะสมมาจากกระบวนการขุดหาหุ้นลงทุนของผมเองในรอบหลายปีที่ผ่านมา&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าท่านใดสนใจอยากหาความรู้เกี่ยวกับกลุ่มอุตสาหกรรมโดยเฉพาะก็ลองไปหาได้ที่ ร้านบีทูเอส (สาขาที่อยู่ในห้างเซ็นทรัล) ได้นะครับ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;u&gt;ตัวอย่างสารบัญ&lt;/u&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;strong&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;ภาพรวมตลาดหุ้นไทย&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;วิธีติดตามภาวะเศรษฐกิจไทย 11&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;จับตาดูสภาพคล่อง 17&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;ดักทางฟันด์โฟลว์ 27&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;เจ้ามือหุ้น 37&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;strong&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;จิตวิทยาการลงทุน&lt;/p&gt;&lt;/strong&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;กลัวขาดทุน 35&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;มั่นใจมากเกินไป 51&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;สิ่งที่กระตุ้นการใช้อารมณ์ได้ดีที่สุด 57&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;บุคลิกภาพกับการลงทุน 63&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;strong&gt;วิเคราะห์หุ้นรายอุตสาหกรรม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;หุ้นบันเทิง 69&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;หุ้นโรงพยาบาลเอกชน 75&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;หุ้นโรงแรม 81&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;หุ้นค้าปลีก 85&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;หุ้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 91&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;หุ้นโรงไฟฟ้า 97&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;หุ้นธนาคาร 103&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;หุ้นชิ้นส่วนยานยนต์ 109&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;หุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 115&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;หุ้นเหล็ก 121&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;หุ้นเดินเรือ 127&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;หุ้นโรงกลั่นน้ำมัน 133&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;หุ้นปิโตรเคมี 139&lt;/p&gt;&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/11/15/380</guid>
			<pubDate>Sat, 15 Nov 2008 19:17:36 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://api.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2008/11/15/380</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://api.settrade.com/blog/1001ii/2008/11/15/380?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
            </channel>
</rss>
