Thursday, 25 June 2009
0111: เงินล้นโลก
« 0110: พันธบัตรสหรัฐฯ | Main | บล็อกนี้ย้ายไปแล้ว »เมื่อคืนนี้ ลุงเบนบอกว่า ดูท่าทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังต้องการเวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัวได้ เพราะฉะนั้นเฟดจะขอใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างนี้ต่อไปอีกสักพักใหญ่
คำพูดของลุงเบนที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้นนี้ไม่ได้ทำให้นักลงทุนกังวลแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับทำให้นักลงทุนโล่งใจกันมากกว่า เพราะที่ผ่านมาเฟดได้ใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ตลาดมองเกมออกว่า ถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นได้เมื่อไร เฟดจะต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยทันที เพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อที่อาจเกิดจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเกินไป การขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วของเฟดจะทำให้สภาพคล่องที่เอ่อล้นอยู่ในเวลานี้ จะเกิดการตึงตัวขึ้น และจะทำให้ตลาดสินทรัพย์ทั่วโลกร่วงแรงได้ แต่พอลุงเบนออกมาส่งสัญญาณว่า จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยอีกสักพักใหญ่ ตลาดก็โล่งใจ เพราะเจ้ามือเลื่อนเวลาเก็บโต๊ะออกไปอีก
หลังจากตลาดการเงินของสหรัฐฯ ที่ปั่นป่วนเมื่อปีที่แล้วได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อต้นปี สภาพคล่องที่เอ่อล้นอันเนื่องมาจากนโยบายของเฟดได้ถูกนักลงทุนนำมาลงทุนในตลาดสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกที่ไม่ใช่สกุลดอลล่าร์เพื่อเฮดจ์เงินเฟ้อที่อาจจะเกิดขึ้นได้อนาคต ด้วยเหตุนี้ ทั้งทองคำ น้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลก ในเวลานี้ ต่างมีราคาปรับตัวพุ่งขึ้นแรงโดยทั่วหน้า ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโลกยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนแต่อย่างใด ราคาที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจาก "ภาวะเงินล้นโลก" มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ
สภาวะที่มีเงินอยู่ในระบบมากเกินไป ตลาดหุ้นมักจะมีความผันผวนมากกว่าธรรมดา เพราะนักลงทุนจะพร้อมใจกันถือหุ้นเอาไว้ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าหุ้นแพง เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปไว้ที่ไหนดี ดังนั้นเมื่อใดที่มีข่าวร้ายเข้ามากระทบตลาด นักลงทุนก็จะรีบแข่งกันเทขายหุ้นออกมา แล้วรีบกลับมาถือเงินสดก่อนคนอื่น เพราะกลัวความสูง ตลาดหุ้นจึงมีความผันผวนสูงเพราะอ่อนไหวกับข่าวมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ผู้คุมนโยบายการเงินโลก (คือ เฟด) ยังคงยินดีที่จะใช้นโยบายแบบผ่อนคลายต่อไป ไม่ช้าไม่นานหุ้นที่ร่วงลงอย่างรุนแรงเพราะข่าวร้ายก็จะกลับมาใหม่ได้อีก เพราะยังไงเสียเงินก็ยังล้นโลกอยู่เหมือนเดิม ขายออกมาแล้วจะเอาเงินไปไว้ที่ไหน ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากวันใดเฟดมีการกลับนโยบายการเงินย่อมมีผลกระทบกับตลาดหุ้นในลักษณะที่เป็นการถาวรได้
เช่นนี้แล้ว การลงทุนในเวลานี้ต้องคอยจับตาท่าทีของลุงเบนเอาไว้ทุกฝีก้าวเชียวครับ ลุงเบนแค่กระเอมนิดเดียว จิ๊กโก๋สะดุ้งกันทั้งซอย สิ่งนั้นมาจากทางไหน สักวันหนึ่งมันก็ต้องกลับไปทางนั้นครับ
[Trackback URL for this entry]
สิ่งนั้นมาจากทางไหน สักวันหนึ่งมันก็ต้องกลับไปทางนั้นครับ
หมายความว่ายังไงครับ
แล้วพี่ว่าตอนนี้ ควรมีหุ้นซักกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตดีครับ
เหมือนหุ้นจะขึ้นมาเกินพื้นฐานเศรษฐกิจยังไงไม่รู้
แต่ไม่รู้นี่จะเป็น โอกาศทองที่มีไม่กี่ครั้งในชีวิตคนเรา
เหมือนบทความที่พี่เคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้
หรือเปล่า ที่ไม่ควรออกจากตลาดในช่วงขาขึ้น
ปล กลับไปโพสต์ในไทยวีไอ หรือ มวยวัดเถอะครับ
หนังสือ เล่มล่าสุดบางไปหน่อยนะครับ ที่เกี่ยวกับคนนะครับ
อ่านเพลิน ๆ จบซะแล้ว ยังไม่อยากให้จบเลย
อุดหนุนทุกเล่ม
ตลาดหุ้น กับการแกว่งตัวของราคาเป็นของที่คู่กันจริงๆครับ
ชอบประโยคที่พี่เคย post ไว้ว่า
"ในตลาดหุ้น เงินจะไหลจากผู้ลงทุนด้วยหัวใจ มาสู่ผู้ลงทุนด้วยสมอง ครับ"
มีความสุขกับทุกๆวันนะครับพี่ครับ ^^
"เงินล้นโลก" เงินทุนมากมายในโลก จะเอาไปทำอะไรถ้าไม่เอาไปลงทุน การลงทุนจะได้กำไรดี ก็ต้องมีการเติบโต และขยายตัว ตลาดที่มีการบริโภคสูง ขยายตัวเร็ว ในตอนนี้ น่าจะเป็นจีน และอินเดีย บริษัทที่มีตลาดในสองประเทศนี้จึงน่าสนใจมาก


พี่สุมาอี้มีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ดีเยี่ยมเช่นนี้
ไม่ทราบว่าจบโททางด้านไหนครับ(จบตรีวิศวะใช่มั้ยครับ)
แล้วจำเป็นมั้ยที่ต้องเรียนปริญญา ถึงจะมีความรู้เศรษฐศาสตร์ดีเท่านี้
หรือแค่มีหนังสือดีๆมาอ่านครับ(ถ้ามี...ขอคำแนะนำด้วยครับ)
ขอบคุณครับ