Thursday, 30 April 2009

0101: แนวโน้มใหญ่ในปัจจุบัน

« 0104: 7 คำถามที่ได้ยินมากที่สุดในที่ประชุมผู้ถือหุ้น | Main | 0105: Making sense of an IPO (ตอนที่ 1) »

การมอง Demand Trends ถือเป็นวิธีหนึ่งที่สำคัญในการพิจารณาเลือกลงทุน วิธีมอง Demand Trends ที่ดีอย่างหนึ่งก็คือ การมองแนวโน้มใหญ่ (MegaTrend) 

แนวโน้มใหญ่คือ ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมซึ่งส่งผลต่อความต้องการสินค้าและบริการในภาคธุรกิจ แนวโน้มใหญ่มักเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นติดต่อกันนานหลายปี ไม่ใช่แค่ชั่วคราวแล้วหายไป (อย่างนั้นจะเรียกว่าเป็น Fads หรือ Fashions) ดังนั้นการวิเคราะห์แนวโน้มใหญ่เป็นวิธีที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว แนวโน้มใหญ่ที่ผมพอจะมองเห็นในปัจจุบันมีดังนี้ (หลายอย่างเกิดขึ้นมาตั้งนานมากแล้ว แต่ทุกวันนี้ก็ยังดำเนินอยู่)  

1. Aging Society ปรากฏการณ์ที่คนแก่กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อคิดเป็นร้อยละของประชากรทั่วโลก ทำให้สินค้าที่เน้นขายคนแก่ย่อมมี Demand ที่เติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องในอนาคต อาทิเช่น ธุรกิจโรงพยาบาล เป็นต้น  

2. Free Trade ข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่กำลังมีผลบังคับใช้มากขึ้นเรื่อยๆ จะช่วยทำให้การค้าการลงทุนข้ามชาติมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะต้นทุนที่ต่ำลง ส่งผลดีต่อ ธุรกิจนำเข้า ส่งออก รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทั้งหลาย  

3. CyberWorld ผู้คนใช้เวลากับอินเตอร์เน็ตและมือถือแต่ละสัปดาห์มากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลดีต่อธุรกิจให้บริการเน็ต เครือข่ายมือถือ ผู้นำเข้าอุปกรณ์มือถือ สินค้าไอที ธุรกิจเกมออนไลน์ ฯลฯ ในขณะที่ ธุรกิจเพลง โทรทัศน์ และธุรกิจหนังสือพิมพ์ ล้วนได้รับผลกระทบจากแนวโน้มอันนี้

4. Global Warming ภาวะโลกร้อนได้กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมไปทั่วโลก ส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทางเลือก การกำจัดขยะ และการจัดการสิ่งแวดล้อม 

5. Energy Constraints การที่คนยากจนในจีนและอินเดียหลายร้อยล้านคนกำลังมีฐานะที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วได้ทำให้โลกมีการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวกับทรัพยากรทั้งหลาย เช่น สำรวจน้ำมัน เหมืองแร่ ฯลฯ

6. Food Constraints ภาวะอากาศแปรปรวน ผู้คนมีฐานะดีขึ้น พื้นที่การเกษตรที่จำกัด และการเอาพืชไปใช้เป็นพลังงานทางเลือก ได้ทำให้เกิดภาวะอาหารขาดแคลน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรพลอยได้รับประโยชน์จากแนวโน้มนี้

7. Modern Trade แนวโน้มที่ผู้คนนิยมซื้อสินค้าในห้างมากขึ้นเรื่อยๆ ซื้อของในตลาดสดน้อยลง เพราะชีวิตที่เร่งรีบ ต้องการความสะอาด เสพติดโปรโมชั่น ช่วยทำให้ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่และห้างสรรพสินค้ามีการเติบโตได้ต่อเนื่อง

ข้อดีของการลงทุนตามแนวโน้มใหญ่คือเมื่อเศรษฐกิจโดยรวมมีปัญหาสินค้าเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบไม่ต่างกับธุรกิจอย่างอื่น แต่เวลาทุกอย่างกลับมา พวกมันมีโอกาสมากกว่าอย่างอื่นที่จะกลับมาได้ เพราะมันมีแนวโน้มเป็นพื้นฐานที่คอยรองรับอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การเลือกลงทุนจะดู Demand Trends อย่างเดียวไม่ได้ ต้องดู Competitive Advantage ด้วย อย่างเช่น ในกรณีของโรงงานผลิตแก๊สโซฮอล แม้พลังงานทางเลือกจะเป็นแนวโน้มใหญ่ แต่เนื่องจากนโยบายของรัฐที่ขาดความชัดเจน และ Barrier to Entry ที่ต่ำ กลับทำให้ธุรกิจนี้ไม่ได้ดีอย่างที่คิดครับ เลือกหุ้นต้องพิจารณาทั้ง DT และ CA จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งเสียไม่ได้  

 

 

Posted by 1001ii at 8:00 AM in 1001 Investment Ideas

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: Voldtrest at Thu, 30 Apr 10:21 AM

สวัสดีครับ พี่สุมาอี้

จากที่พี่เขียนมาผมมั่นใจในแนวโน้มที่ 5, 7 ว่าได้เกิดขึ้นอย่างเต็มตัวและน่าจะเป็นไปอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมทราบไม่ได้มาจากการคิดด้วยตัวเอง
ไม่ได้จากการสังเกตุด้วยตนเอง ผมได้จากบทความ/สื่อที่ข้อมูลสอดคล้องกันหลายๆแห่ง

ผมอยากมีความสามารถในการประเมินปรากฎการณ์เหล่านี้ด้วยตัวเองจริงๆ เพราะกลัวจะรู้ช้าเกินไปเหมือนรอบที่แล้ว

ขอคำแนะนำในการเพิ่มความสามารถเหล่านี้ด้วยครับ เพราะวันๆทำงานในออฟฟิศ ไม่มีเวลาออกไปสำรวจโลกภายนอกมากเท่านักลงทุนผู้ชาญฉลาดอย่างหลายๆท่าน

Comment: voldtrest at Thu, 30 Apr 10:23 AM

สวัสดีครับ พี่สุมาอี้

จากที่พี่เขียนมาผมมั่นใจในแนวโน้มที่ 5, 7 ว่าได้เกิดขึ้นอย่างเต็มตัวและน่าจะเป็นไปอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมทราบไม่ได้มาจากการคิดด้วยตัวเอง
ไม่ได้จากการสังเกตุด้วยตนเอง ผมได้จากบทความ/สื่อที่ข้อมูลสอดคล้องกันมากกว่าครับ

ผมอยากมีความสามารถในการประเมินปรากฎการณ์เหล่านี้ด้วยตัวเองจริงๆ เพราะกลัวจะรู้ช้าเกินไปเหมือนรอบที่แล้ว

ขอคำแนะนำในการเพิ่มความสามารถเหล่านี้ด้วยครับ เพราะวันๆทำงานในออฟฟิศ ไม่มีเวลาออกไปสำรวจโลกภายนอกมากเท่านักลงทุนผู้ชาญฉลาดอย่างหลายๆท่าน

Comment: 1001ii at Thu, 30 Apr 10:56 AM

ลองฝึกตนเองให้เป็นคนอ่านเยอะๆ จะช่วยได้ครับ อ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจให้เป็นประจำ อ่านหนังสือธุรกิจที่น่าสนใจบ้าง ตามแต่โอกาส

Comment: Richy at Thu, 30 Apr 11:31 AM

พี่สุมาอี้คิดว่าในตลาดหุ้นไทยมีหุ้นแบบประเภทที่วอเรน บัฟเฟต์ ถือเป็นเวลานาน ( ตลอดชีวิต ) อย่าง Coca cola ที่กำไรเติบโตอย่างยั่งยืนเป็นเวลานานหลายทศวรรษ จนราคาหุ้นที่ซื้อไว้ ณ ปัจจุบันมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่ามากๆ รึป่าวครับ เพราะเท่าที่ผมดูย้อนหลังไป ก็มีหุ้นที่ราคา ณ ปัจจุบันเพิ่มขึ้นตามผลกำไรที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้หลายเท่ามากนักเทียบกับอดีต อย่าง PTT ในอดีตเคยอยู่ที่ประมาณ 50 กว่าบาท ปัจจุบันก็เกือบๆ 200 บาท

แต่ถ้าเทียบกับบริษัทแบรนด์ระดับโลกอย่าง coca cola ที่อยู่ในตลาดหุ้นอเมริกาคงเทียบไม่ได้ ... อยากถามความเห็นพี่สุมาอี้หน่ะครับ ว่ามีโอกาสรึป่าวที่หุ้นสามัญ ในตลาดหุ้นไทยที่เป็นหุ้นเติบโตแบบยั่งยืน จะมีมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นแบบมหาศาล เหมือน บ. Coca cola ... ขอบคุณล่วงหน้าครับ

Comment: voldtrest at Thu, 30 Apr 12:31 PM

กลับมาขอคำแนะนำอีกครั้งครับ

ผมมีแผนจะเรียนต่อโท อเมริกา แต่มี 2 สาขาที่เลือกไม่ถูกจริงๆ อันแรกคือ MBA (Finance) กับ Msc. (Finance) ทั้ง 2 อย่างนี้ต่างกันอย่างไรครับ

โจทย์ของผมในวันนี้ สนใจเรื่องการนำเงินไปลงทุนให้โตมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็น หุ้น อย่างเดียว อาจเป็น Alternative Investment ก็ได้ อสังหาก็ได้ ตามขอบเขตความเข้าใจ

ส่วนเรื่องของวิชาชีพ ผมยังหาคำตอบไม่ได้ว่า คู่ควรกับสายงานใด ระหว่าง

สายหลักทรัพย์
ผู้จัดการกองทุน กับ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บทบาทเป็นอย่างไร สามารถทำอะไรได้ และไม่สามารถทำอะไรได้ ??

สายบริหารธุรกิจ
CFO บทบาทเป็นยังไง คนที่คู่ควรจะเป็น ต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง แตกต่างจากสายหลักทรัพย์อย่างไร สามารถทำอะไรได้ และไม่สามารถทำอะไรได้ ??

ขอโทษ ที่ต้องมาเขียนในนี้ครับ ผมจบ ป.ตรี วิศวะ มา 2 ปี เกรด 3 up แต่ล้มเหลวในสายที่จบมา เพราะไม่มีใจด้านนี้ ตอนนี้ทำงานในสายธุรกิจนำเข้า-ส่งออกครับ

ผมไม่รู้จะปรึกษาใครดี ผมไม่อยากผิดซ้ำซากเหมือน สมัยป. ตรี ขอบคุณมากครับ

Comment: voldtrest at Thu, 30 Apr 2:17 PM

กลับมาขอคำแนะนำอีกครั้งครับ

ผมมีแผนจะเรียนต่อโท อเมริกา แต่มี 2 สาขาที่เลือกไม่ถูกจริงๆ อันแรกคือ MBA (Finance) กับ Msc. (Finance) ทั้ง 2 อย่างนี้ต่างกันอย่างไรครับ

โจทย์ของผมในวันนี้ สนใจเรื่องการนำเงินไปลงทุนให้โตมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็น หุ้น อย่างเดียว อาจเป็น Alternative Investment ก็ได้ อสังหาก็ได้ ตามขอบเขตความเข้าใจ

ส่วนเรื่องของวิชาชีพ ผมยังหาคำตอบไม่ได้ว่า คู่ควรกับสายงานใด ระหว่าง

สายหลักทรัพย์
ผู้จัดการกองทุน กับ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บทบาทเป็นอย่างไร สามารถทำอะไรได้ และไม่สามารถทำอะไรได้ ??

สายบริหารธุรกิจ
CFO บทบาทเป็นยังไง คนที่คู่ควรจะเป็น ต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง แตกต่างจากสายหลักทรัพย์อย่างไร สามารถทำอะไรได้ และไม่สามารถทำอะไรได้ ??

ขอโทษ ที่ต้องมาเขียนในนี้ครับ ผมจบ ป.ตรี วิศวะ มา 2 ปี เกรด 3 up แต่ล้มเหลวในสายที่จบมา เพราะไม่มีใจด้านนี้ ตอนนี้ทำงานในสายธุรกิจนำเข้า-ส่งออกครับ

ผมไม่รู้จะปรึกษาใครดี ผมไม่อยากเลือกเรียนผิดอีกเหมือน สมัยป. ตรี ขอบคุณมากครับ

Comment: 1001ii at Thu, 30 Apr 5:59 PM

Richy@

ถือได้นานขนาด Cola-Cola ถ้ามีในตลาดหุ้นไทย คิดว่าก็คงมีน้อยมากๆๆ ทำให้มีโอกาสน้อยมากๆๆๆๆๆ ที่เราจะบังเอิญค้นพบมันพอดี ผมเลยไม่สนใจ

แต่ถ้าถือได้ 3-5 ปี ก็พอจะมีอยู่บ้างครับ และนั่นก็คือหุ้นที่เหมาะสำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยแล้ว

ผมเชื่อว่า ทุกบริษัทจะมียุคทองของมันอยู่ และผมก็ยินดีที่จะโต้คลื่นไปกับมันในช่วงที่มันยังเป็นยุคทอง เมื่อหมดยุคทองแล้ว ก็ได้เวลาที่เราจะนำเงินของเราออกไปลงทุนกับบริษัทอื่นที่เข้าสู่ยุคทองต่อไป ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งไปตลอดชีวิต ทุกวันนี้ บริษัทมีอายุขัยที่สั้นลงเรื่อยๆ ตามสภาวะการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นครับ

Comment: 1001ii at Thu, 30 Apr 6:09 PM

voldtrest@

สำหรับ u ที่ผมไปเรียน MS รับแต่คนที่จบตรี.คณะบัญชีโดยตรงเท่านั้น มีข้อดีคือ จบเร็วกว่า แต่ข้อเสียคือ คำว่า MS อาจเป็นที่คุ้นเคยในหมู่ employers น้อยกว่าคำว่า MBA แต่เรียนเหมือนกันๆ ครับ

แต่ถ้าเป็น u อื่น ไม่รู้น่ะครับ เดาว่าคงคล้ายกัน

ส่วนเรื่องสายงาน คงแล้วแต่บุคลิกของเราครับ ถ้าทำสายหลักทรัพย์ก็ได้ดูหลายบริษัทหน่อย เหมาะสำหรับคนขี้เบื่อ ถ้าเป็น CFO ก็เจาะลึกเฉพาะบริษัทที่เราสังกัดอยู่แบบถึงแก่นไปเลย

เรียน MBA มาก่อนแล้วค่อยมาลองทำดูทีละอย่างว่าชอบอย่างไหนก็ได้ครับ สามารถเปลี่ยนไปมาได้

Comment: ชอบมากๆ at Thu, 30 Apr 11:10 PM

คุณสุมาอี้ อยากอ่านงบการเงินเป็น รบกวนช่วยบอกวิธีแบบที่คนไม่ได้เรียนทาง บัญชี การเงิน น่าจะทำได้นะคะ
aabb402@hotmail.com
(แบบว่าเป็นความฝันอันสูงสุดเลยนะนี่ ยากมากๆไหมนะ ไม่อยากวนไปๆมาๆกับการซื้อๆขายๆบ่อย คือว่าอยากถือหุ้นนานๆไม่เครียดเวลาหุ้นตก อยากเป็น vi ค่ะ)

Comment: oatty at Sat, 2 May 8:59 AM

สวัสดีครับท่านแม่ทัพ

สะบายดีนะครับ เพิ่งมีโอกาสมาเยี่ยมชมอ่านบทความอันทรงคุณค่า

หายเบื่อเมื่อไหร่ แวะเวียนกลับไปกระตุ้นความคิดที่ ไทยวิ ด้วยนะ

Comment: 1001ii at Sun, 3 May 6:26 AM

การอ่านงบการเงินสำหรับนักลงทุนไม่ได้ยากมากครับ ไม่เหมือนกับการเป็นนักบัญชีเต็มตัว

แต่ให้อธิบายสั้นๆ ตรงนี้ก็คงไม่ไหว

ว่าแต่ว่า วิธีการลงทุนแบบระยะยาว ไม่ได้อาศัยการดูงบการเงินนะครับ หลักๆ คือ qualitative analysis มากกว่า การดูงบการเงินเป็นแค่การตรวจสอบความผิดปกติของบริษัทที่เราตัดสินใจได้แล้วด้วย QA ว่าจะลงทุนมากกว่าครับ

Comment: Gaijin at Thu, 7 May 11:55 PM

คุณสุมาอี้ครับตอนนี้พอจะพูดได้เหรอยังครับว่าเราพอจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้วให้
หรือว่าเป็นแรงเงินอัดมาจากการกระตุ้นจากประเทศต่าง ๆ
เรื่อง stress test จะทำให้ภาคการเงินกลับมาทำหน้าที่ได้เหมือนเดิมเร็วขึ้นหรือว่าทำให้นักลงทุนกังวลมากขึ้นครับ

Comment: 1001ii at Sun, 10 May 10:27 PM

ตอนนี้ ปัญหาสภาพคล่องทั่วโลกเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว นักลงทุนทั่วโลกจึงมีเงินกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นได้อีกครั้ง ทำให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังไม่ฟื้นตัวก็ตาม

ผลของ stress test ชี้ว่า ธนาคารใหญ่หลายแห่งต้องเพิ่มทุน แต่คงไม่มีธนาคารใหญ่แห่งไหนถึงขั้นล้มละลาย ฉะนั้นถือว่าไม่น่ากลัวครับ รบ.สหรัฐจะให้เวลาธนาคารเหล่านี้ดิ้นรนเพิ่มทุนเองอีกระยะหนึ่ง ถ้าหากไม่สำเร็จ รบ.จะช่วยเพิ่มทุนให้อยู่ดี ส่วนธนาคารเล็กอาจล้มละลายอีกมาก แต่ก็ไม่น่ากลัว เพราะว่าเล็กครับ

เศรษฐกิจโลกจะฟื้นเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับว่าธนาคารจะเพิ่มทุนเสร็จเร็วหรือไม่ และลดหนี้เสียได้เร็วแค่ไหน ถ้าธนาคารพร้อมที่จะกลับมาปล่อยกู้อีกครั้งเมื่อไร เศรษฐกิจโลกก็พร้อมที่จะฟื้นตัวได้ไม่ยาก

สรุปแล้ว ตอนนี้น่าจะเรียกได้ว่า ตลาดหุ้นได้ฟื้นตัวจากวิกฤตไปเรียบร้อยแล้ว (แต่ overshoot ไปแล้วหรือยังก็ไม่รู้เหมือนกัน) เมื่อหาที่ยืนใหม่ได้แล้วจะแข็งแกร่งหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า เศรษฐกิจภาคจริงว่าจะกลับมาเร็วหรือช้า

ส่วนโอกาสที่ตลาดหุ้นจะกลับไปสร้างจุดต่ำสุดใหม่อีกครั้ง โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่ามีน้อยมากครับ (ผมไม่เชื่อเรื่องเทคนิคัลครับ)

Comment: รุ่นน้อง at Fri, 15 May 12:12 PM

ข้อ 3 ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรนะครับ ถ้าพี่มุมมองแบบนี้เมื่อตอนปี 2000 แล้วแห่ซื้อตลาดดัชนี Nasdaq ตามชาวบ้านเค้า เงินต้นหายเลยนะครับ จากดัชนีหลัก 5000 จุดเหลือแค่หลัก 1000 จุด หรือพี่คิดว่ายังไงอ่ะคับ อันนี้ไม่ได้มาจับผิดนะครับ แค่แสดงความเห็นเฉยๆ

Comment: 1001ii at Fri, 15 May 6:01 PM

คุณรุ่นน้องลืมอ่านย่อหน้าสุดท้ายไปหรือเปล่า หุ้นดอทบอมบ์ ยูสเซอร์เพิ่มขึ้น แต่รายได้ไม่มี กำไรไม่เห็นเหล่านั้นจะมี CA หรือเปล่า

Comment: รุ่นน้อง at Fri, 15 May 9:01 PM

งงอ่ะครับ ที่บอกว่า user เพิ่ม แต่รายได้ไม่มี ช่วยอธิบายหน่อยครับว่าเกี่ยวกับ CA ยังไง

Comment: 1001ii at Fri, 15 May 9:48 PM

dotcom ส่วนใหญ่ในสมัยนั้น เน้นทำทุกวิถีทางให้ traffic growth สูงๆ เพื่อล่อเงินจากนักลงทุนมากกว่าที่จะเป็นธุรกิจที่สร้างผลกำไรเชิงพาณิชย์ได้จริง

user ที่เพิ่มขึ้นไม่มีประโยชน์ ถ้าหากสุดท้ายแล้วไม่สามารถเก็บเงินจาก user เหล่านั้นได้ ถ้าเริ่มเก็บเงินเมื่อไร user ก็จะหนีไปคู่แข่งทันที จึงเข้าค่ายเป็นธุรกิจที่มี DT ที่ดีแต่ CA แย่มาก

dot com สมัยนั้น มีบ้างเหมือนกันที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์จริงๆ แต่เป็นส่วนน้อย ซึ่งแม้จะเลือกได้ถูกตัว แต่ภาวะตลาดหุ้นในขณะนั้นเป็นฟองสบู่ ราคาหุ้นเกินพื้นฐานไปมาก ซื้อไม่ได้อยู่ดี

Comment: รุ่นน้อง at Sat, 16 May 12:13 AM

อ่อขอบคุณที่อธิบายครับ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« April »
SunMonTueWedThuFriSat
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930