Wednesday, 25 March 2009
0103: Contrarian Investing
« 0099: Beware of the Lemming inside us | Main | 0093: the Consumer Syndrome »ในตลาดหุ้นมีแนวการลงทุน 2 แนวที่ไปคนทาง คือ แนวโมเมนตัม (Momentum Investing) กับ แนวคอนทราเรียน (Contrarian Investing)
แนว momentum อาศัยข้อสังเกตที่ว่า เวลาหุ้นจะขึ้น 100% นั้น หุ้นจะไม่ขึ้นวันเดียว 100% แต่จะขึ้น วันละ 5% บ้าง 10% บ้าง สลับกับปรับฐานบ้าง จนกว่าจะไปถึง 100% คล้ายกับว่า ราคาหุ้นมีความเฉื่อยแบบมวลสาร ดังนั้น ถ้าอยู่ดีๆ หุ้นขึ้นไป 5% ก็อาจจะยังซื้อได้อยู่ เพราะอาจจะยังมีโมเมนตัมเหลืออยู่ คนที่เล่นแนวนี้จะเล่นตามตลาด คือ เห็นหุ้นขึ้น ก็ยิ่งซื้อเพิ่ม อาจเรียกว่าเป็นพวก "ชาวไร่" (ไล่ราคา) ก็ได้
ส่วนแนว contrarian จะคิดตรงข้าม กล่าวคือ ถ้าหุ้นตกมากๆ แสดงว่า ตลาดเกิดความ "กลัว" ขึ้น ดังนั้นหุ้นน่าจะทำให้หุ้นมีราคาถูก คนที่เล่นแนวนี้จะชอบเข้าไปซื้อหุ้นที่ตกสวนกระแสตลาด อาจเรียกว่าเป็นพวก "ชาวสวน" ก็ได้
ผมเห็นนักลงทุนมือใหม่มักชอบเป็น contrarian ในขณะที่ พวก momentum มักเป็นนักลงทุนที่มีประสบการณ์มาก เพราะ momentum เล่นยาก เนื่องจาก ครั้งที่กำไรจะมีน้อยกว่าครั้งที่ขาดทุน แต่เวลาได้กำไรที จะได้เยอะมาก คนที่จิตใจไม่เข้มแข็งพอ จะเล่นแบบนี้ไม่ได้
เวลาเป็น contrarian นั้น ต้องมีเชิงด้วย ไม่ใช่เห็นหุ้นตกก็วิ่งเข้าไปรับเลย บอกว่าตลาดตกใจแล้ว ส่วนใหญ่แล้ว เวลาหุ้นตกใหม่ๆ จะมีคนอยากเป็น contrarian เยอะมาก ทำให้ contrarian เป็นกลยุทธ์ใช้ไม่ได้ผล เพราะถ้าคนส่วใหญ่เป็น contrarian การเป็น contrarian จะกลายเป็นการทำตามตลาดไปซะงั้น แต่เมื่อหุ้นตกต่อไปเรื่อยๆ contrarian จะเริ่มลดจำนวนลง สักพักหนึ่งจะแทบไม่เหลือใครที่อยากเป็น contrarian แล้ว เวลาเช่นนี้ต่างหากที่ควรควักกลยุทธ์แบบ contrarian มาใช้ ห้ามใช้พร่ำเพรื่อ กลยุทธ์ใดๆ ย่อมใช้ไม่ได้ผล ถ้าหากมีคนใช้กลยุทธ์นั้นอยู่ในตลาดมากเกินไป
Sir John Templeton ปรมาจารย์แห่ง contrarian (contrarian ตัวพ่อ) บอกว่า นักลงทุนควรจะเป็น contrarian ก็ต่อเมื่อตลาดมองโลกแง่ร้ายขั้น "สุดขีด" แล้วเท่านั้น (maximum pessimism) ในรอบหลายๆ ปี Templeton จึงจะเข้าไปเก็บของถูกสักครั้ง นี่เรียกว่ารอให้ contrarian ตายหมดแล้วจริงๆ ท่านจึงค่อยลุกขึ้นมาเป็น contrarian
โดยส่วนตัว ผมไม่ชอบแนว contrarian เท่าไร (พอๆ กับที่ไม่ชอบแนว momentum ด้วย) ผมคิดว่าเราควรมีความคิดที่เป็นอิสระจากตลาดมากกว่าซึ่งไม่ใช่การเป็น contrarian เพราะ contrarian เห็นว่าตลาดเป็นอย่างไร ก็ทำตรงข้าม จึงเป็นการขึ้นกับตลาดรูปแบบหนึ่ง การคิดอย่างเป็นอิสระจริงๆ หมายความว่า ในบางครั้งเราก็อาจเห็นด้วยกับตลาด ในบางครั้งเราก็เห็นแย้งกับตลาด ขึ้นอยู่กับข้อมูลและเหตุผลมากกว่า
[Trackback URL for this entry]
- นอกจากชาวไร่ และชาวสวน แล้วก็ยังมีชาวดอยด้วยครับ เหอๆ ชาวดอยก็มาจากชาวไร่และชาวสวนที่ติดยอดดอยของหุ้นที่ราคาสูงๆหน่ะแหละ
เคยได้ยิน คำกล่าวว่า " สุดยอดกระบวนท่า คือ ไร้กระบวนท่า " บทความนี้น่าจะตรงกันครับ แต่ กว่าจะถึงขั้นสุดยอดนั้นได้ คงจะต้องผ่านการฝึกและถูกทดสอบทีละด่าน อย่างยากเข็ญมากทีเดียว การเข้ามาสู่สนามการลงทุน แล้วจะให้ได้ความสำเร็จออกไปบ้าง เพื่อเอาไปต่อยอดด้านอื่นๆ อยากขอคำชี้แนะสักหน่อยครับ ผมควรจะผ่านด่านอะไรบ้าง และการก้าวข้ามขั้นตอนจะมีผลกระทบอย่างไรครับ ประมาณการอยู่ในสนามสัก 5 ปี
เห็นด้วยครับว่า แบบโมเมนตัมเล่นยากกว่า
แนวชาวสวนก็ดีครับ ถ้ามี guidleline เช่น ราคาลงมาจาก peak มาซัก 50% แล้วค่อยสวน จะดูปลอดภัยกว่าที่จะสวนเลย และชาวสวนต้องอดทนมากกว่าด้วย ในการรอคอย
ผมว่าคนรุ่นใหม่น่าจะชอบแบบโมเมนตัม มากกว่านะครับ
ขอนอกเรื่องหน่อยนะครับ...
ไม่ทราบว่าสั่งหนังสือของพี่สุมาอี้บน internet ได้มั้ยครับ...อยากขอเว็บไซด์น่ะครับ...
พอดีไม่สะดวกจะไป B2S
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับคุณนรินทร์
เพิ่งเจอblogของคุณเกี่ยวกับกาลงทุน
เลยอยากจะถามคำถามหน่อยครับ
เกี่ยวกับการsplit หุ้นใน usa
หากหุ้น aig split หุ้นขิ้นมา
หมายความว่าสถานการ์ณเป็นอย่างไรครับ?
ควรขายซื้อหรือรอ?
ถ้าคุณถือหุ้นตัวนี้อยู่ความเห็นของคุณนรินทร์ล่ะครับ?
เห็นคุณนรินทร์เคยอยู่ us มาก่อน
อาจพอไขข้อข้องใจผมได้
ขอบคุณล่วงหน้านะครับ


เยี่ยมครับ