Wednesday, 18 March 2009
0099: Beware of the Lemming inside us
« 0100: Adaptive vs. Rational | Main | 0103: Contrarian Investing »สมัยผมเริ่มต้นลงทุนใหม่ๆ มีเพื่อนนักลงทุนคนหนึ่ง เจอหน้ากันทีไรต้องถามผมทุกทีว่าผมถือตัวไหนอยู่ ผมสังเกตว่า เขาไม่ได้ถามผมคนเดียว แต่เขาถามทุกคนที่เขารู้ว่าเล่นหุ้นอยู่
ผมมารู้ทีหลังว่า เขาจะไม่กล้าซื้อหุ้นที่ไม่มีคนรอบข้างคนไหนถืออยู่ด้วยเป็นอันขาด ในทางตรงกันข้ามถ้าเขาพบว่า หุ้น XYZ เป็นหุ้นที่มีคนรอบข้างหลายคนกำลังถืออยู่ เขาจะรีบเข้าไปถือ XYZ ทันที
จากนั้นทุกคนที่ถือ XYZ จะโดนเพื่อนของผมโทรเช็คบ่อยๆ ทุกครั้งที่ตลาดปรับตัวลงแรงๆ เขาจะรีบโทรมาทันทีเพื่อถามว่ายังถือ XYZ อยู่หรือไม่ จนตอนหลังเวลาตลาดลงแรงทีไร ผมลองเดาเล่นๆ ว่าประเดี๋ยวคงกรี๊งกร๊างมาแน่ๆ ก็ปรากฏว่าเป็นจริงทุกที แต่ไม่ว่าผมจะอธิบายเหตุผลที่ยาวเป็นหางว่าวแค่ไหนว่า ทำไมผมจึงยังถืออยู่ หรือทำไมผมจึงขายไปแล้ว คำอธิบายเหล่านั้นก็ไม่มีผลอะไรทั้งสิ้น เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าผมบอกว่าผมขายไปแล้ว เขาก็จะขายด้วย แต่ผมยังถืออยู่ เขาก็จะถือต่อ (แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะถ้าเขาโทรถามคนอื่นแล้วคนอื่นขายเป็นส่วนใหญ่ เขาก็จะขายอยู่ดี)
ผมว่าลึกๆ แล้วทุกคนมีอะไรบางอย่างคล้ายๆ กับเพื่อนของผมคนนี้แหละครับ แต่อาจจะไม่มากขนาดนี้ ในเวลาที่คนเราต้องเผชิญความไม่แน่นอน เรามักรู้สึกอุ่นใจมากกว่า ถ้าได้รู้ว่า ยังมีคนอีกหลายคนที่ลงเรือลำเดียวกับเรา เราเกลียดที่สุดหากต้องจมน้ำโดยที่พบว่า มีเรือของเราเพียงลำเดียวเท่านั้นที่จม ส่วนเรือลำอื่นๆ ยังลอยอยู่ครบ "ทุกลำ" เราเกลียดสายตาของทุกคนที่จับจ้องมองเราจมน้ำไปอย่างช้าๆ ด้วยความเห็นใจแต่ไม่รู้จะช่วยยังไง เราเกลียดตัวเองที่ตกข่าว และเมื่อเราจมน้ำเสร็จแล้ว พวกเขาก็พา"กัน"แล่นเรือของพวกเขามุ่งหน้าต่อไป ทิ้งให้ร่างไร้วิญญาณของเราจมสู่ก้นมหาสมุทร
การที่มีคนจำนวนมากถือหุ้นตัวนั้นไม่ได้ช่วยทำให้หุ้นตัวนั้นปลอดภัยขึ้น มันเป็นเพียงแค่"ความรู้สึก"ว่าปลอดภัยเท่านั้น ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นจะขาดทุน ดังนั้นการเลือกถือแต่หุ้นที่คนมีคนถือมากๆ กลับทำให้มีโอกาสขาดทุนมากกว่า ฟองสบู่ในตลาดหุ้นก็เกิดจากการที่มนุษย์เราชอบทำอะไรตามคนส่วนใหญ่นี่แหละ
ถ้าเราติดนิสัยชอบหา "ความอุ่นใจ" จนปล่อยให้ความต้องการนี้ครอบงำพฤติกรรมการลงทุนทุกอย่างของเรา ในแต่ละวัน เราจะมัวแต่เสียเวลาไปกับการแสวงหาความอุ่นใจให้มากขึ้น เวลาโทรไปถามนักวิเคราะห์ตามรายการวิทยุว่า "ติด XYZ อยู่ ควรถือต่อหรือขายดี?" แทนที่เราจะอยากได้คำแนะนำที่ตรงไปตรงมา เรากลับต้องการเพียงแค่ให้มีคนสักคนบอกเราว่า "ไม่ต้องเป็นห่วงนะ Everything will be alright หุ้นของคุณป้าพื้นฐานดีอยู่" นักวิเคราะห์คนไหนปลอบนักลงทุนเก่ง เราก็จะตามไปฟังเขาบ่อยๆ แต่ถ้านักวิเคราะห์พูดตรงไปตรงมา ทำให้เราใจเสีย เราก็จะพยายามหลีกเลี่ยงนักวิเคราะห์คนนั้น สุดท้ายแล้ว การแสวงหาแต่ความอุ่นใจจะทำให้เรากลายเป็นนักลงทุนที่ปฏิเสธการเผชิญหน้ากับความเป็นจริงทุกรูปแบบ
ถ้าเราสามารถลดความต้องการทางใจที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ออกไปเสียบ้าง เราจะเป็นคนที่สามารถใช้เหตุผลได้มากขึ้น เมื่อที่ต้องตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เราก็จะปรับตัวได้ดี เพราะเรากล้าที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ไม่ว่าความเป็นจริงนั้นจะทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดก็ตาม
It's time to face the music!
[Trackback URL for this entry]
ขอนอกเรื่องนิดนึงนะครับพี่สุมาอี้
เมื่อวานนี้ผมได้อ้านหนังสือ survival kit ของพี่รอบที่สองในหัวข้อธุรกิจโรงพยาบาล ปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่พี่พูดถึง ที่ว่าผู้สูงอายุในอนาคตอันใก้ลอีกประมาณ 5 ปีจะเพิ่มขึ้น 50 เปอรเซ็นต์ แล้วก็ทำเลที่ตั้งของโรงพยาบาล ปัจจัยเรื่องลูกค้าต่างชาติที่จะเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นระยะเวลานาน ชื่อเสียงของโรงพยายาบาลเอกชนที่ต้องใช้ระยะเวลาสั่งสมเป็นเวลานานพอสมควร แล้วก็ขีดความสามารถในการแข่งขันกับโรงพยาบาลเอกชนอื่นๆ รวมถึงการได้รับการยอมรับจากองค์กรต่างๆที่ให้มาตรฐาน ที่เป็นระดับนานาชาติ
และพี่สุมาอี้ได้ให้ระดับความสนใจไว้ 4 ดาว ... ผมมาลองวิเคราะห์ดูแล้ว น่าสนใจมากๆจริงๆครับ เพราะเป้นธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกมากนัก ไม่ต้องพึ่งพาตัวเลขการส่งออก ... เป็นธุรกิจบริการที่มีอนาคตมาก เนื่องจากผมว่าในอนาคตผู้คนจะป่วยมากขึ้น โดยเฉพาะมะเร็ง จากสภาวะแวดล้อมในโลกที่แย่ลงเรื่อยๆ รวมถึงสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อนและสารพิษในอาหารที่สะสมในร่างกายคนเป้นเวลานาน ผมมีข้อสังเกตก็คือในสมัยรุ่นบรรพบุรุษของเรานั้น ( รุ่นคุณทวด ) ไม่ค่อยมีใครเป็นโรคมะเร็ง แล้วส่วนมากก็จะอายุยืนปราศจากโรคภัยไข้เจ้บกันครับ ต่างจากปัจจุบันอย่างมากจริงๆครับ ... และเมื่อผมลองวิเคราะห์โรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยแล้ว รวมถึงสอบถามคนที่อยู่ในวงการแพทย์ ทราบมาว่า โรงพยาบาลเอกเชนชั้นนำนั้น ณ ปัจจุบันก็คือ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ์ ส่วนโรงพยาบาลชั้นกลาง ก็คือพวก เกษมราษฎร์ ยันฮี ที่มีหลายสาขา แต่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ก็คือ BH บำรุงราษฎร์ ผมลองวิเคราะห์ธุรกิจของบำรุงราษฎร์แล้วเกือบทุกปัจจัยเป็นไปตามที่พี่สุมาอี้ได้วิเคราะห์ไว้เลยครับ ทั้งศักยภาพ ชื่อเสียง ขีดความสามารถในการรับลูกค้าต่างชาติ ทีมแพทย์ที่ยอดเยี่ยม และที่สำคัญทำเลที่ตั้งที่อยู่ในกรุงเทพชั้นใน คือแถวนานา ที่ Bts ผ่าน ...
.. ไม่ทราบว่าพี่สุมาอี้มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไงมั่งครับ ... ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ
แม้แนวโน้มระยะยาวจะดี แต่เรื่องที่ต้องระวังสำหรับ BH ก็คือ BH มีลูกค้าต่างชาติเป็นสัดส่วนที่สูง ทำให้มีโอกาสได้รับผลกระทบจากวิกฤตซับไพรม์มาก ดังนั้น ถ้าคิดจะลงทุนใน BH ต้องสามารถยอมรับความเสี่ยงในระยะสั้นและระยะกลางได้ เพราะมองไม่ออกจริงๆว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นเมื่อไร ตอนนี้ยังไม่มีแววเลย
ถ้ายอมรับตรงนี้ได้ ที่ต้องดูต่อไปก็คือราคาหุ้นว่าแพงไปหรือไม่ โดยส่วนตัว ผมมองว่า ถ้า BH สามารถรักษากำไรไม่ให้ลดลงได้เมื่อโดนวิกฤตซับไพรม์ ราคาที่แถวๆ นี้เป็น fair value พอดี (ไม่แพงแต่ก็ไม่ได้มีส่วนลด) แต่ถ้าหาก ในช่วงต่อไป BH ไม่สามารถรักษากำไรไว้ไม่ให้ลดลงได้ ราคานี้ก็ถือว่าสูงครับ (ต้องอย่าลืมนำ convertible debt ซึ่งมี dilution effect มาคิดด้วย)
ตัดสินใจเอาเองนะครับ ผมไม่เกี่ยว
- ขอบคุณครับ
ป.ล. หนังสือ วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวเอง ของพี่ ผมหาซื้อไม่ได้เลยครับ ไปดูที่บีทีเอส สาขาเอสพลานาดก็ไม่มีครับ ไม่ทราบว่าของหมดรึป่าว แล้วถ้าไปซื้อที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ศูนย์สิริกิต ไม่ทราบว่าจะมีจำหน่ายรึป่าวครับ หายากจริงๆครับ สงสัยขายดีจนหมดนะครับเนี่ย
หนังสือวัดมูลค่าหุ้นพิมพ์ขึ้นมาจำนวนจำกัดเท่านั้น ไม่ได้พิมพ์เพิ่มทำให้ตอนนี้เลยไม่มีของจะส่งแล้ว อาจมีหลงเหลืออยู่บางสาขาของซีเอ็ดบ้าง แต่หายากมากครับ
ตามอ่านพี่สุมาอี้ เรื่อยๆครับ เห็นพี่สุมาอี้ มักจะพูดทำนองว่า เศรษฐกิจโลก ยังไม่เห็นแวว ว่าจะฟื้น
อยากรู้ว่า ถ้ามันจะฟื้นนี่ มันจะมีอะไรที่เป็นสัญญาณ บอกว่าฟื้นบ้างครับ อาจจะเขียนเป็นบทความรอบหน้าก็ได้นะครับ
เศรษฐกิจโลกฟื้นเมื่อไร สัญญาณที่เร็วที่สุดคงเป็นราคาหุ้นมังครับ เหอๆ


ทางเศรษฐศาสตร์เรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า Bandwagon ครับ เหมือนกับฝูงควายป่าที่จะวิ่งตามฝูงไป บางทีก็ไปตกแม่น้ำตายกันหมด