Thursday, 19 February 2009
0092: ระยะหวังผล
« 0096: ซื้อเฉลี่ยขาลง??? | Main | 0094: หุ้นที่ห้ามซื้อ »เวลาซื้อหุ้น คนเราจะมี "ระยะหวังผล" อยู่โดยที่ไม่รู้ตัว...
ระยะหวังผล คือ ระยะที่ในใจของเราเริ่ม "ตัดสิน" ว่า การตัดสินใจซื้อหุ้นครั้งนั้น เราคิดถูกหรือผิด?
ถ้ายังไม่ถึงระยะหวังผล แม้หุ้นยังแดงอยู่ เราก็มักยังไม่รู้สึกอะไร เรายังคงเต็มไปด้วยความหวัง แต่ถ้าหากถึงระยะหวังผลแล้ว ยังแดงอยู่ คราวนี้เราจะเริ่มรู้สึกผิดหวังกับหุ้นตัวนั้น บางคนจะเริ่มโทษตัวเอง บางคนจากที่เคยเสียดายไม่ยอมขาดทุนจะเริ่มเปลี่ยนเป็นขายขาดทุนเท่าไรก็ได้ ขอให้ได้ขาย
ระยะหวังผลของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนภายในวันเดียว บางคนสองวัน บางคนสองสัปดาห์ บางคนสามเดือน บางคนหนึ่งปี คนที่หุ้นแดงติดต่อกันสิบปีแล้วยังไม่รู้สึกอะไรเลยก็มีด้วยเหมือนกัน ระยะหวังผลขึ้นกับบุคลิกและสไตล์การลงทุนของแต่ละคน

ผมชอบรูปกราฟราคาหุ้นในอดีตของหุ้นปูนใหญ่มาก เพราะมันบอกอะไรเราได้หลายอย่างเกี่ยวกับคำว่าหุ้น SCC เป็นหุ้นบูลชิพที่มีราคาผันผวนรุนแรงมากยิ่งกว่ารถไฟเหาะตีลังกาเสียอีก ลองจินตนาการเล่นๆ ว่ามีนักลงทุนสองคนซื้อ SCC พร้อมกันที่ลูกศรเบอร์ 1 ในภาพ ถ้านักลงทุนคนแรกมีระยะหวังผลเท่ากับหนึ่งปี ในขณะที่นักลงทุนอีกคนมีระยะหวังผลเท่ากับ 10 ปี นักลงทุนสองคนนี้ซื้อหุ้นตัวเดียวกัน ณ เวลาเดียวกัน ที่ราคาเดียวกันแท้ๆ แต่นักลงทุนคนแรกล้มเหลวอย่างแรงเพราะหนึ่งปีให้หลังราคาหุ้นร่วงลงไปมากกว่า 50% ในขณะที่ นักลงทุนคนที่สองประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะอีกสิบปีให้หลัง ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปเกือบ 500%
ระยะหวังผลไม่ได้มีอิทธิพลแค่เฉพาะความรู้สึกทางจิตใจเท่านั้นแต่ยังมีผลต่อผลตอบแทนของคุณด้วย บอกได้เลยว่านักลงทุนคนแรกที่มีระยะหวังผลเท่ากับหนึ่งปีจะไม่มีวันได้ enjoy กับหุ้น 5 เด้ง เป็นอันขาด เนื่องจากแม้เขาจะยังไม่ได้ขาดขาดทุนออกไปแต่เมื่อหุ้นเริ่มเด้งกลับขึ้นมาผ่านต้นทุนเดิมของเขาในช่วงปี 2545 เขาก็จะรีบขายทิ้งทันที เพราะทนขาดทุนมานาน มันทนทรมานมาก สุดท้ายแล้วเขาจึงไม่ได้ enjoy ช่วง 5 เด้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่ถึงสองปีหลังจากนั้น ในขณะที่นักลงทุนที่มีระยะหวังผลนานสิบปีจะไม่มีความรู้สึกอยากขายแบบรุนแรงทำให้ทนถือผ่านต้นทุนไปได้ ความรู้สึกว่าเราสำเร็จหรือล้มเหลวอันเนื่องมาจากระยะหวังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อและขายหุ้นของเราโดยตรงมันจึงส่งผลต่อผลตอบแทนจริงๆ ของคุณด้วย
แม้ราคาหุ้นจะเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ผมก็เห็นว่า นักลงทุนก็ต้องมีระยะหวังผลบ้างเหมือนกัน ไม่ใช่หุ้นทำนิวโลว์ติดต่อกัน 20 ปีแล้วยังปากแข็งบอกว่า ราคาหุ้นทำนายไม่ได้ มูลค่าหุ้นสูงกว่านั้นมาก อย่างนี้ผมว่าก็ดูจะหลอกตัวเองเกินไป แบบนี้ซื้อหุ้นอะไรก็ประสบความสำเร็จทั้งนั้น เรื่องสำคัญก็คือระยะหวังผลควรจะสอดคล้องกับจุดประสงค์ที่เราซื้อหุ้นตัวนั้นเสมอ เช่น ถ้าซื้อหุ้นตัวนั้นเพราะเก็งกำไรด้วยกราฟ อย่างนี้ระยะหวังผลก็ไม่ควรจะนาน ถ้าซื้อแล้วหุ้นลงต่อเนื่อง ก็ควรรีบยอมรับความผิดพลาดจะได้คัดลอสได้โดยเร็ว ส่วนถ้าเป็นการลงทุนในแง่พื้นฐาน ซื้อเพราะมองว่าธุรกิจมี barries สูง ผู้บริหารเก่งและดี เหตุผลทำนองนี้ก็ควรมีระยะหวังผลที่ค่อนข้างนานมาก เพราะในระยะสั้น การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะไม่สะท้อนปัจจัยเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย ภาวะตลาดหุ้นจะกลบปัจจัยเหล่านี้จนหมดสิ้น ที่พบเห็นได้บ่อยคือนักลงทุนที่ชอบมองพื้นฐานแต่กลับมีระยะหวังผลแค่สองอาทิตย์หรือหนึ่งเดือน แบบนี้เป็นความคาดหวังที่ unrealistic เป็นอย่างมาก เหมือนอย่างที่ ปีเตอร์ ลินซ์ บอกว่า ถ้าบังคับในนักลงทุนดูราคาหุ้นได้แค่หนึ่งครั้งทุกๆ หกเดือน ผลตอบแทนของนักลงทุนส่วนใหญ่จะดีขึ้นได้ทันที โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะการไม่ดูหุ้นบ่อยๆ เป็นกุศโลบายในการยืดระยะหวังผลที่สั้นเกินไปให้ยาวขึ้นได้นั่นเอง
คิดอย่างนี้จะได้ไหมครับ
ถ้าผมมองว่าการลงทุนในหุ้นแต่ละครั้งที่ซื้อ ถือเป็น 1 project ต้นทุนของการลงทุนคือราคา x จำนวนหุ้นที่ซื้อครั้งแรก จากนั้นระหว่างทาง ผมก็ short against port ไปเรื่อยในจังหวะที่หุ้นลง (ทะยอยขายบางส่วนแล้วรับคืนในจำนวนเท่าเดิม) ส่วนในจังหวะที่หุ้นขึ้น ผมก็อยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร เมื่อราคาหุ้นขึ้นไปสูงๆ สมมติว่าใช้เวลา 5 ปี แล้วตลาดหุ้นเริ่มเป็นขาลง ผมก็ทะยอยขายบางส่วนเหมือนเดิม ถ้าหุ้นลงเรื่อยๆ ก็ขายจนหมดพอร์ต แล้วทยอยรับคืนที่ราคาต่ำๆ เมื่อตลาดหุ้นเริ่มนิ่ง ตอนที่ขายจนหมดพอร์ต ผมจะนำเงินที่ได้มาหักลบกับต้นทุนครั้งแรกที่ซื้อ ผลที่ได้คือ capital gain ครับ
ผมว่าวิธีนี้ใช้ได้ดีกับหุ้นบลูชิปที่โวลุ่มเยอะๆ เป็นการถือหุ้นระยะยาวเหมือนกัน แต่ยืดหยุ่นมากกว่า
What you recommended is managing the cost as we wouldn't know where the price will end up to be but we can protect and safeguard our cost, right ? I learned from some VI that this is not the VI way, where they will sell it when it is fully valued or find other stock that is more interesting. Anyway, learn to ride with the uncertainty and fluctuation may be a good strategy investing in the fragile stock market in Thailand. BTW, liked your article very much.
วิธีที่เราคิดขึ้นมาเหมือนกับรู้ล่วงหน้าว่าหุ้นตัวนั้นจะเป็น 5 เด้ง แต่ที่จริงเราไม่รู้ ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้น กลยุทธ์ของเราก็คงใช้ไม่ได้ผล
ลงทุนแบบเน้นความปลอดภัยของเงินต้นไปเรื่อยๆ ดีกว่าครับ ถ้าเราอยู่ในตลาดได้นานๆ เด๋วพวกเด้งๆ จะมาเองครับ
ชอบอ่านที่ท่านๆทั้งหลายเขียนกัน...ในส่วนตัวแล้วถือ
ว่ายังเป็นนักลงทุนปลายแถว อย่างไรก็ตาม...สิ่งที่
เป็นเป้าหมายระยะยาวในชีวิต..คงจะหนีไม่พ้นการลงทุน
ในหุ้น,เงินฝาก,ประกัน,อสังหาฯในอัตราพอๆกันอยู่ดี...เพียง
แต่ในส่วนของหุ้น ณ.ขณะนี้เหลือ..มูลค่า 50% เท่านั้น.
ขอคำแนะนำแก่ผู้ ( รู้ ) น้อยด้วย .ขอบคุณค่ะ
การซื้อคอนโด กับการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ทำคอนโด เป็นการลงทุนที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ความเสี่ยงจึงไม่เหมือนกัน เอา yeild มาเปรียบเทียบกันตรงๆ ไม่ได้
ซื้อคอนโดปล่อยเช่า รายได้มาในรูปของค่าเช่า ส่วนซื้อหุ้นบริษัททำคอนโดนั้น บริษัทไม่ได้มีรายได้เป็นค่าเช่า แต่บริษัททำโครงการขึ้นมาแล้วขายขาดเพื่อเอากำไรในช่วงระยะเวลาอันสั้น ผลกำไรจึงขึ้นอยู่กับอุปสงค์อุปทานของตลาดซื้อขายคอนโดในแต่ละปีที่มีความแน่นอนต่ำกว่าการเก็บค่าเช่าครับ
เมื่อห้าปีที่แล้ว LH ราคาร่วงลงจาก 12 บาทเหลือแค่ 9 บาท ตอนนี้ผมเห็นหนังสือพิมพ์หุ้นพาดหัวข่าวว่า "LH ถูกเหลือเชื่อ ปันผล 10% ต่อปี"
ไม่น่าเชื่อเลยว่าอีกห้าปีต่อมา เวลานี้ LH มีราคาเหลือแค่ 2.80 บาท แต่ก็ยังปันผลเท่ากับ 10% ต่อปี อยู่เหมือนเดิม
มีหลายคนที่ลงทุนโดยยึดเงินปันผลเป็นหลัก บอกว่าปันผลคือของจริง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเห็นอยู่เสมอว่า เงินปันผลของบริษัทเป็นสิ่งที่ไม่มีความแน่นอนเลย บจ.ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ กับผู้ถือหุ้นที่จะต้องจ่ายเงินปันผลเท่าเดิมทุกปีเหมือนอย่างที่ผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งเข้าใจ
scc นี้เป็นหุ้นวัฎจักรจังหวะการลงทุนต้องรู้เกี่ยวกับวัฏจักรของอุตสาหกรรมนั้นๆ ซึ่งปัจจุบันรายได้กว่า 50 % มาจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งช่วงนี้เป็นวัฏจักรขาลงคาดว่าน่าจะเริ่มฟื้นตัวในอีก 3-5 ปีข้างหน้าครับต้องเลือกจังหวะที่เหมาะสมในการลงทุนครับ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ>> Investing In Cyclical Stocks http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=20791


Agreed 100%. what is your recommendation for the investors who aimed for 5x or 6x return, ride with cycle of business/industry ?? It's very difficult to know if the stock we hold have the capability to make such a big return ? Thanks