Sunday, 25 January 2009
0095: วิกฤตสรรพพราหมณ์ (revisited)
« 0087: อย่ากลัวตกรถไฟ | Main | 0089 : Stock Selection is not Everything. »ณ เวลานี้แล้ว เศรษฐกิจโลกก็ยังดิ่งลงอีกอย่างต่อเนื่อง...
มีการสำรวจพบว่า Tax Rebate มูลค่า $300 ต่อหัว เมื่อกลางปีที่แล้ว ถูกผู้เสียภาษีนำไปใช้จ่ายเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ดูเหมือนคนอเมริกันทุกวันนี้มีความเป็นอยู่ที่ดีเกินกว่าที่การแจกเงินเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายจะใช้ได้ผลอีกต่อไปแล้ว การลดภาษีให้ภาคเอกชนยิ่งใช้ไม่ได้ผลเข้าไปใหญ่เพราะในสถานการณ์นี้ ภาคธุรกิจได้เงินมาเท่าไรก็มีแต่ละนำไปจอดไว้เฉยๆ เพื่อตุนสภาพคล่องกันทั้งนั้น ไม่มีใครคิคจะลงทุนกันหรอก
ในแง่ของนโยบายการคลังในเวลานี้จึงเหลือเพียงความหวังสุดท้ายเท่านั้น ได้แก่ การลงมือใช้จ่ายเองของภาครัฐฯ รัฐบาลของโอบามากำลังขอเงิน $800 billion เพื่อมาใช้ในโครงการลงทุนใน สาธารณูปโภค การศึกษา และความมั่นคง ประมาณ 75% ของเงินทั้งหมดถูกกำหนดให้จ่ายออกไปให้ได้ภายใน 18 เดือนนี้
ประเมินกันว่า production gap ในเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เวลานี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ $1000 billion ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ (คือช่วงนี้) ที่เงินของโอบามายังมาไม่ถึง เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ...
เดิมทีเดียวนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้ต่ำเกินไป เพื่อรักษาความเป็นตลาดเสรีและรบกวนเงินภาษีของประชาชนให้น้อยที่สุด พอลสันจึงเลือกปล่อยเงินกู้เสริมสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากเท่านั้น และปล่อยให้วาณิชธนกิจรายใหญ่อันดับสี่ เลย์แมน บราเดอรส์ ล้มละลาย และหวังว่าการล้มของเลย์แมนจะไม่กระทบไปถึงภาคเศรษฐกิจจริง เรื่องนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
ด้านนโยบายการเงิน เฟดได้เร่งใช้นโยบายทางการเงินอย่างเต็มที่เช่นกันเพื่อลดภาระดอกเบี้ยของทุกภาคส่วนให้มากที่สุดด้วยการลดดอกเบี้ยลงอย่างเร็วและแรงมากแต่ก็พบว่าในภาวะแบบนี้ การลดดอกเบี้ยช่วยไม่ได้มาก เพราะมีสถาบันการเงินจำนวนมากที่ขาดทุนจากวิกฤตซับไพรม์ทำให้ขาดสภาพคล่อง ธนาคารจึงพากันหยุดปล่อยกู้แม้ว่าดอกเบี้ยเฟตจะต่ำก็ตาม การหยุดปล่อยสินเชื่อของธนาคารจะทำให้ปัญหาลามเข้าสู่ภาคธุรกิจจริง เพราะธุรกิจจำนวนมากต้องอาศัยสภาพคล่องจากธนาคารหล่อเลี้ยงในภาวะปกติ ดังนั้นเมื่อปลายปี เฟดจึงต้องช่วยเหลือด้วยการออกมาซื้อ Commercial Papers ของภาคธุรกิจโดยตรง และทำสัญญา swap กับธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกเพื่อให้แน่ใจว่ายังมีเงินดอลล่าร์หลงเหลืออยู่ในตลาดมากเพียงพอ
ถ้าสถาบันการเงินไม่กลับมาปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจตามปกติอีกครั้ง ระบบเศรษฐกิจจะไม่มีวันกลับมาทำงานเหมือนเดิมได้ง่ายๆ ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยนโยบายการเงินธรรมดา แต่จะต้องแก้ด้วยการเพิ่มทุนล้างขาดทุนสะสมเพื่อให้งบดุลของของธนาคารเหล่านี้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง เชื่อกันว่าธนาคารจะต้องใช้เพิ่มทุนกันอย่างน้อย $1000 billion ซึ่งคงไม่สามารถหานายทุนเอกชนที่ไหนได้มากขนาดนั้นพร้อมกันในเวลานี้ ดังนั้นถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการหยุดวิกฤตครั้งนี้โดยเร็ว รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องลึมคำว่าตลาดเสรีไปชั่วคราวแล้วเข้าไปถือหุ้นในธนาคารเหล่านี้แทน ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นภาระทางการเงินที่มหาศาลแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลที่พิมพ์แบงก์ได้เองอย่างสหรัฐฯ ก็ตาม
ล่าสุดดูเหมือนว่าโอบามาจะไม่เลือกทางนี้ แต่จะหลีกเลี่ยงจากเข้าไปถือหุ้นธนาคารด้วยการใช้วิธีซื้อหนี้เสียของธนาคารเหล่านั้นออกไปแทน แบบเดียวกับที่บ้านเราเคยทำ วิกฤตต้มยำกุ้งได้ทำให้เราเรียนรู้แล้วว่า แม้ธนาคารจะขายหนี้เสียออกไปได้ แต่ธนาคารก็จะไม่กลับมาปล่อยกู้อยู่ดีเนื่องจากฐานทุนของธนาคารยังคงอ่อนแออยู่เช่นเดิม ธนาคารจะตั้งหน้าตั้งตาเสริมสร้างฐานทุนของตัวเองซึ่งต้องใช้เวลาสะสมกำไรนานมากกว่าจะกลับมาสนใจการปล่อยเงินกู้อีกครั้ง ดังนั้น ถ้าหากโอบามาเลือกวิธีการนี้ ก็เป็นไปได้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะไม่กลับมาง่ายๆ คล้ายๆ กับกรณีวิกฤตต้มยำกุ้งของบ้านเรา ซึ่งถึงปัจจุบันผ่านมาแล้ว 10 ปี ธนาคารทั้งหลายก็ยังง่วนอยู่กับการรักษาเงินทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงแทนที่จะปล่อยสินเชื่ออย่างเต็มที่
ความเห็นข้างบนน่าสนใจ มุมมองความคิดของคุณเปโซน่าเขียนตอบเป็นเรื่องใหม่นะครับเนี่ย จะรออ่าน :)
คงขึ้นอยู่กับว่าภาคการเงินจะกลับมาฟังก์ชั่นเมื่อไร เพราะภาคจริงของเมกาค่อนข้างยื่ดหยุ่นสูง (เลย์ออฟง่าย) ทำให้เมื่อใดที่ภาคการเงินกลับมา ภาคจริงก็พร้อมจะกลับมาได้ไม่ยาก
ถ้าคนแก้ปัญหาเขากล้า restructure พวกธนาคาร โดยไม่ต้องเกรงใจใคร ก็อาจจะกลับมาได้ในเวลาไม่กี่ปี แต่ถ้ามี conflict of interest มากทำให้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ได้ ก็อาจจะวิกฤตนานคล้ายๆ บ้านเรา และญี่ปุ่น
ส่วนการป้องกันวิกฤตซ้ำในระยะยาวมีทางเดียวคือต้องมี global initiatives เพื่อจัดระเบียบระบบการเงินโลกใหม่ทั้งหมด
วิกฤตต่อไทยเดาไม่ถูกเหมือน ไว้อาจจะเขียนแบบที่คุณ Ake เสนอ
ในแง่ของการลงทุนนะครับ เราคงต้องดูว่าภาคการเงินของสหรัฐจะกลับมาเมื่อไหร่ คือกลับมาปล่อยกู้เมื่อไหร่
เรามีดัชนีอะไรที่พอจะถือเป็น early indicator ที่มี sensitivity (ไว) และ specificity (จำเพาะ) จะได้จับจังหวะเข้าลงทุนถูก จะดูเรื่อง ดอกเบี้ยว่าเริ่มขึ้น ดูยอดขายบ้านว่าเริ่มเพิ่ม ยอดขายรถยนต์ว่าเริ่มเพิ่ม ราคา commodity gold หรือมีตัวอื่นๆดูอีกไหมครับ
เพราะถ้าเราพอจะจับได้ก่อนจะได้เริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็น distress business ที่ขณะนี้ บางบริษัท มี valuation ต่ำมากๆ เช่นในกลุ่ม electronics หรือ ยานยนต์เป็นต้น
จริงๆ โรงแรมก็เป็น distress business แต่ราคามันยังไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่
ถ้าครั้งนี้เป็นแค่ global recession ก็คง timing ยากหน่อย
แต่ถ้าครั้งนี้เป็น global depression ก็ใจเย็นๆ ได้เลยครับ จะมีเวลาให้ซื้อนาน (ดูจากญี่ปุ่นหรือไทยตอนเกิดวิกฤตในอดีตเป็นตัวอย่าง)
อย่างนั้น สิ่งที่นักลงทุนควรทำกรณี depression นานๆก็น่าจะเป็น
ทำงานหนัก หารายได้ให้มาก
ซื้อธุรกิจที่มั่นคง มีกำไรสม่ำเสมอ มีปันผล
ซื้อบริษัทที่แข็งแกร่งที่ราคาลงมามากจากวิกฤติ แล้วรอรอบเศรษฐกิจต่อไป
สรุป ต้องอึดเข้าไว้
เห็นด้วยกับความคิดของคุณ poppo ...แต่ว่า..
อนิจจา ..ตังค์ก็ใกล้หมด...ติดยอดดอยประจำ....แถม
งานก็หายาก.... ทำอย่างไรดีคะ..คุณสุมาอี้ :)
เวลานี้ยังไม่มีใครทราบว่าเศรษฐกิจตกต่ำครั้งนี้จะเป็นแค่ recession (ฟื้นได้เร็ว) หรือ depression (ซึมหลายๆ ปี)
ตามความเห็นผม ถ้าใครมีสภาพคล่องเหลือมาก จะเสี่ยงซื้อเพิ่มตอนนี้ สักส่วนหนึ่งก็โอเค แต่ถ้าใครมีสภาพคล่องเหลือน้อย ผมคิดว่าควรจะเก็บเงินส่วนที่เหลือเอาไว้ก่อนจะดีกว่า รอให้มีความชัดเจนกว่านี้ว่าเป็น R หรือ D กันแน่ค่อยตัดสินใจอีกที
การลงทุนให้ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องชิงซื้อให้ได้ที่ก้นเหวพอดี เราอาจยอมซื้อช้าไปหน่อยแต่เงินต้นมีความปลอดภัยจะเป็นวิธีการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ยั่งยืนมากกว่าครับ
ช่วงที่เกิดวิกฤตใหม่ๆ หุ้นมักจะถูกเมื่อเทียบกับอดีตแต่แพงเมื่อเทียบกับอนาคต เนื่องจากนักลงทุนยังยึดติดกับภาพเก่าๆ อยู่ หลายคนยังตีมูลค่าหุ้นจากเงินปันผลปี 2550 อยู่เลย ทำให้หุ้นไม่สามารถวิ่งไปยังราคาใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพในช่วงต่อไปของมันได้ง่ายๆ
ปล. เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวนะครับ วิกฤตครั้งนี้ยังไม่มีใครเคยผ่านมาก่อน (ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่เคยผ่านปี 1929 มาก่อนแล้วยังมีชีวิตอยู่) ฉะนั้นจงอย่าเชื่อใครมากเกินไป รวมทั้งผมด้วย
What is the difference between "Recession" and "Depression"? Please elaborate more details.
Recession ลงสุดแล้วก็เด้งขึ้นเลย (เศรษฐกิจนะไม่ใช่ตลาดหุ้น)
แต่ Depression ลงแล้วตกหล่ม ขึ้นไม่ได้ เลวร้ายอยู่อย่างนั้นนานหลายปี อย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1929 ทั่วโลก หรือเกิดกับญี่ปุ่นช่วงปี 80 และเกิดกับไทยช่วงปี 2540
อยากทราบว่า
ถ้าโลก depression แล้วไทยจะเพียงแค่ recession ได้หรือไม่ครับ
คุณสุมาอี้ มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการตั้งสำรองของภาคการเงินใน us ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ตั้งสำรอง npl ได้ ถึง 1.1 ล้าน ๆ us หรือยังครับ
คือผมไม่แน่ใจว่าต้องใช้เงิน ถึง 2.1 ล้าน ๆ us ในการตั้งสำรอง npl ทั้งระบบครับ
แล้วการเกิด depression จะมี % เยอะแค่ไหนครับ
ขอบคุณครับ
เท่าที่ทราบเขามีการผ่อนคลายกฏเรื่อง mark to market เป็นการชั่วคราว ทำให้ตอนนี้ยังไม่ต้องตั้งสำรองเต็มที่ (ทีตอนเราเกิดวิกฤตไม่เห็นแนะนำให้เราทำแบบนี้บ้างเลย)
และคงต้องรอขายหนี้เสียออกไปก่อน ถึงจะรู้ว่าต้องตั้งสำรองกันเท่าไรอย่างไร


ขอถามความเห็นคุณ สุมาอี้ว่า
สหรัฐน่าจะใช้เวลาประมาณ กี่ปีครับ ถึงจะฟื้น
และบทเรียนครั้งนี้ จะทำให้เขา conservative มากขึ้นไหมครับเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติซ้ำอีก
วิกฤตต่อประเทศไทย คราวนี้ คุณสุมาอี้คิดว่าจะหนัก และนานกว่าเมื่อปี 40 ไหมครับ