Wednesday, 21 January 2009
0087: อย่ากลัวตกรถไฟ
« 0086: ผลตอบแทนของ Warren Buffett | Main | 0095: วิกฤตสรรพพราหมณ์ (revisited) »
ระหว่างการติดดอยกับการตกรถไฟ อะไรน่ากลัวกว่ากัน? เป็นปัญหาโลกแตกที่นักลงทุนพูดถึงกันมานานแล้ว...
ในหนังสือ The Snowball บัฟเฟต อธิบายว่า มีอยู่เพียงสามกรณีเท่านั้นที่ภาคธุรกิจโดยรวมจะสามารถให้ผลตอบแทนกับเจ้าของได้มากกว่า 10% ต่อปีได้อย่างยั่งยืน หนึ่งคือ อัตราดอกเบี้ยต้องลดต่ำลงอย่างมากเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง สองคือ ผลตอบแทนของธุรกิจจะต้องถูกปันส่วนให้กับผู้ถือหุ้นเมื่อเทียบกับลูกจ้างและกรมสรรพากรเพิ่มขึ้นกว่าปกติได้อย่างต่อเนื่อง และสามคือ เศรษฐกิจจะต้องเติบโตได้สูงกว่าศักยภาพที่แท้จริงของมันเป็นเวลานานๆ
บัฟเฟตกล่าวว่า การที่นักลงทุนจะคาดหวังกับสามสิ่งนี้ว่าจะเกิดขึ้นนั้น เป็นความคาดหวังที่มีโอกาสเป็นไปได้น้อย
เช่นนี้แล้ว เวลาที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่า 10% ต่อเนื่องกันหลายปี สุดท้ายแล้วความต่อเนื่องนั้นมักจะไม่ยั่งยืนในที่สุด ถึงจุดหนึ่ง ตลาดหุ้นจะต้องถอยกลับลงมาใหม่จนทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวของมันยังคงเป็นไปตามศักยภาพที่แท้จริงที่เป็นไปได้คือ 10% ต่อปี ดังนั้น เราจึงไม่มีความจำเป็นต้องกลัวตกรถไฟ ที่สุดแล้ว รถไฟจะกลับมาเราเสมอ
แต่บ่อยครั้งที่การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นอย่างต่อเนื่องทั้งที่หุ้นมีราคาแพงอยู่แล้วทำให้เราหวั่นไหว ในที่สุดเราก็ซื้อแพงจนได้เพราะกลัวจะไม่มีโอกาสได้ซื้ออีก สุดท้ายเมื่อ Market Correction มาถึงโดยไม่คาดฝัน เราก็พลาดโอกาสที่จะได้ซื้อหุ้นในราคาที่ถูกกว่าเดิม เพราะเราไม่มีเงินเหลือแล้วทุกที
สิ่งที่ยากคือโดยมากกว่าที่ตลาดจะเกิด Correction นั้นมักกินเวลานานมากจนยากที่ปุถุชนคนไหนจะอดทนรอได้ไหว ช่วงตลาดหุ้นฟองสบู่ยุคน้าชาติ ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงกว่า 20% ต่อปีติตต่อกันทุกปีถึง 5 ปี ใครที่ซื้อไม่ทันก็ยากที่จะอดใจไม่กระโดดเข้าไปซื้อในที่สุด เพราะราคาที่แพงขึ้นให้เห็นอีกเรื่อยๆ ปีแล้วปีเล่านั่นเกินห้ามใจเหลือเกิน เมื่อทุกคนค่อยๆ ยอมกันกันฟันซื้อของแพงมากขึ้นเรื่อยๆ ราคาหุ้นก็ยิ่งปรับตัวขึ้นได้อีกอย่างไม่น่าเชื่อ แต่สุดท้ายแล้ว ฟองสบู่ก็ต้องแตกในที่สุด เมื่อฟองสบู่แตกแล้ว หุ้นกลับมีราคาถูกกว่าห้าปีที่แล้วอย่างมากและรอให้ทุกคนซื้ออยู่ แต่ทุกคนก็ไม่มีเงินเหลือแล้ว ใครที่ยังมีเงินเหลืออยู่ตอนนั้นก็ได้ของถูกไปในที่สุด
เมื่อก่อนนี้ผมคิดว่าทักษะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดคือความอดทนในการถือหุ้นเป็นเวลานานๆ แต่เดี๋ยวนี้ผมคิดว่าทักษะนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยากมากนัก เวลาเราซื้อหุ้นแล้วขาดทุนหนัก เราจะรู้สึกอยากถือยาวๆ ได้เอง ที่จริงแล้วทักษะที่ยากกว่าการถือยาวมากคือ ทักษะในการอดทนรอที่จะไม่ซื้อหุ้นเมื่อราคายังไม่เหมาะสม คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นมักไม่มีทักษะนี้ ดังนั้นใครที่สามารถฝึกฝนจิตใจของตนจนมีทักษะที่สำคัญอันนี้ถือเป็นความได้เปรียบอย่างยิ่ง ในรอบหลายๆ ปี วอเรน บัฟเฟต ถึงจะลุกขึ้นมาช้อปปิ้งครั้งใหญ่สักครั้งหนึ่ง ในตลาดหุ้น มีน้กลงทุนจำนวนน้อยมากๆ ที่อดทนที่จะไม่ซื้ออะไรเลยเป็นปีๆ ได้ มันเป็นการรอคอยที่ทรมาน (กระเป๋าร้อน)
คิดไว้เสมอว่าอย่ากลัวตกรถไฟ เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่ามันจะวิ่งไปไกลมากแค่ไหน มันจะกลับมารับเราอีกเสมอ ขอให้เรามีความสามารถในการรอคอย
[Trackback URL for this entry]
บทความส่วนใหญ่ของผมเป็น general case นะครับ ไม่เกี่ยวอะไรกับสถานการณ์ตลาดหุ้นในขณะที่โพส :-)
ตามบทความนี้ แทนที่เราจะถือว่าพีอีกี่เท่าแปลว่าถูกหรือแพง เราอาจหันไปใช้วิธีดูว่าพีอีในปัจจุบันว่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไปหรือไม่เมื่อเที่ยบกับปีก่อนๆ ถ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแสดงว่า ราคาหุ้นอาจวิ่งแซงพื้นฐานไปมาก โอกาสที่จะเกิด market correction จะมีได้มาก เป็นต้น
ก่อนปี 46 พีอีตลาดอยู่แถวๆ 6 เท่า หลังจากนั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกปีจนไปถึง 12 เท่า เนื่องจากมี fund flow ไหลมาจากสหรัฐฯ (หนีดอลล่าร์อ่อนมา) ดังนั้นถ้าจะให้ลงทุนให้ปลอดภัยก็ควรรอให้ตลาดหุ้นมี forward pe เหลือประมาณ 6 เท่าเหมือนเดิม ก็ลองเดาๆ กันเองว่า สักกี่จุด นะครับ
ขอบคุณพี่โจ๊กสำหรับข้อคิดเตือนใจการลงทุนนะครับ
ติดตามอ่านเสมอๆนะครับพี่ครับ / หมอนุ่น
ถ้าตลาดหุ้นไทยเป็นอย่างที่ท่านแม่ทัพว่าจริง..อย่างนี้ก็เท่ากับว่าเราไม่ควรจะลงทุนระยะยาวกับตลาดหุ้นน่ะสิครับ เพราะซักวันรถไฟมันก็จะกลับมารอเราอยู่ที่เดิม ๆ ดังเช่นหลายปีที่ผ่านมา...เป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ลงทุนระยะยาวกับตลาดหุ้นไทยนะครับ การลงทุนระยะยาวได้ผลจริงหรือ เราจะมั่นใจได้อย่างไร...
แล้วโอกาสที่หุ้นไทยตัวไหนจะเป็นอย่าง philip morris หรือ wal-mart จะมีหรือไม่ หรือว่ารถไฟจะกลับมารับเราเสมอ
รอฟังความเห็นท่านแม่ทัพนะครับ..
มันควรจะเลื้อยขึ้นไปได้เท่ากับอัตราการเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียนเท่านั้นครับ ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่มันเลื้อยขึ้นไปได้เร็วกว่าติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ ก็ให้ระวังไว้ เพราะสุดท้ายแล้วมันจะต้องถอยกลับมาใหม่ เพื่อให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนวิ่งตามได้ทัน
ถ้าบริษัทที่เราลงทุนกำไรมีเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ การถือไว้ตลอดเวลาก็จะทำให้พอร์ตของเราเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันกับกำไรที่เพิ่มขึ้นครับ เพียงแต่ระหว่างทางถ้ามันวิ่งเร็วไป มันจะถอยกลับลงมาบ้างเพื่อให้กำไรตามทัน เท่านั้นเอง
ทฤษฏีดูเหมือนง่ายนะครับ
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เป็นเรื่องยาก
ที่จะซื้อในราคาที่เหมาะสมได้
เพราะหลายต่อหลายครั้ง เราคิดว่าเหมาะสมแล้ว (ถูกแล้ว)
กลับมาราคา ที่ถูกกว่า ให้เห็นอีก


ตามบทความ และอยากขอความเห็นของพี่สุมาอี้
ถ้าผมมีเงินสดอยู่ตอนนี้ ประมาณ 30% ควรถือเงินสดต่อ หรือ หาหุ้น พื้นฐานดี หนี้น้อย ลงทุนดีครับ