Wednesday, 7 January 2009

0090 : แหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแอบแฝง

« 0085: นักธุรกิจ - นักลงทุน | Main | 0086: ผลตอบแทนของ Warren Buffett »

 

บมจ.แห่งหนึ่ง เจ้าของถือหุ้น 50% รายย่อยถือหุ้นอีก 50% เจ้าของไม่คิดจะขยายงานใดๆ อีกแล้ว กำไรที่ได้ทุกปีจึงจ่ายปันผลออกมา Dividend Yield = 5% แม้ราคาหุ้นในกระดานจะไม่เคยปรับตัวเพิ่มขึ้นเลยเพราะกำไรเท่าเดิมทุกปีแต่รายย่อยก็รู้สึกพึงพอใจมาก เพราะเงินปันผล 5% ก็ดีกว่าเอาเงินไปฝากธนาคารแล้ว

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าของก็คิดได้ว่าจะเอาของดีๆ อย่างนี้ไปแบ่งคนอื่นทำไม น่าจะเก็บไว้เองดีกว่า คิดได้ดังนั้นจึงอยากกว้านซื้อหุ้นอีก 50% ที่เหลือจากรายย่อยคืน แต่เจ้าของไม่มีเงินจะต้องกู้ธนาคารเป็นจำนวนเท่ากับราคาตลาดของหุ้นที่อยู่ในมือรายย่อยทั้งหมด ในการกู้ธนาคาร เจ้าของจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ MLR เท่ากับ 7% ของเงินที่กู้มาซื้อหุ้นให้กับธนาคาร

ถึงตรงนี้เจ้าของก็ร้องอ๋อทันที แต่เดิมทุนส่วนนี้ของบริษัทก็เหมือนเงินที่เรายืมผู้ถือหุ้นรายย่อยมา โดยที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยคิดดอกเบี้ยเราเท่ากับเงินปันผลคือ 5% ต่อปี ถ้าเราไปกู้เงินมาซื้อหนี้คืน เราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารเท่ากับ 7% ต่อปี เช่นนี้แล้ว เราจะซื้อหุ้นคืนมาทำไม ยืมเงินผู้ถือหุ้นต่อไปเรื่อยๆ ดอกเบี้ยต่ำกว่าเห็นๆ คิดได้ดังนั้นแล้วเจ้าของก็ไม่คิดอยากจะได้หุ้นส่วนที่เหลือคืนอีกเลย ผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ใช่ผู้แบ่งกำไรแต่เป็นเพียงเจ้าหนี้เงินกู้ที่ยอมคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราต่ำ แค่จ่ายปันผลให้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากก็โอเค

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บริษัทที่ไม่มีนโยบายสร้างการเติบโตของกำไร แม้จะจ่ายปันผลมากถึง 5% ก็ไม่ใช่การตอบแทนผู้ถือหุ้นรายย่อยแต่กลับเป็นการอาศัยผู้ถือหุ้นรายย่อยเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมากกว่า การได้เงินปันผลมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากเพียงแค่ 2-3% ต่อปีนั้นไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่จะขาดทุนจาก Capital Loss เพราะ Capital Loss ในตลาดหุ้นอาจอยู่ในระดับ 25-30% เลยทีเดียว เงินปันผลที่มากขึ้นแค่กว่า 2-3% ต่อปีนั้นไม่สามารถชดเชยผลขาดทุนจาก Capital Loss ของหุ้นได้เลย ต่างกับเงินฝากที่แม้จะได้ดอกเบี้ยน้อยกว่าเงินปันผล 2-3% ต่อปี แต่เงินต้นไม่มีความเสี่ยงเลย (หุ้นปันผลที่เติบโตเป็นโอกาสที่ "ได้ไม่คุ้มเสีย"

ทางเดียวเท่านั้นที่หุ้นจะตอบแทนผู้ถือหุ้นรายย่อยเกินความเสี่ยงที่แบกรับคือหุ้นจะต้องมีการสร้างกำไรให้เติบโตด้วย เพราะจะทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ผลตอบแทนเพิ่มอีกส่วนหนึ่งจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อรวมกับเงินปันผลที่ได้รับแล้ว ผู้ถือหุ้นจะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ย MLR ซึ่งเท่ากับว่าบริษัทเป็นผู้ตอบแทนผู้ถือหุ้น มิใช่ผู้ถือหุ้นเป็นผู้ช่วยเหลือบริษัท บริษัทที่ทำกำไรให้เติบโตได้ 10% ต่อปี แม้ว่าจะปันผลได้แค่เพียง 2% แต่ผู้ถือหุ้นรายย่อยจะได้ผลตอบแทนเท่ากับราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น 10% บวกกับเงินปันผล 2% รวมเป็น 12% ซึ่งมากกว่าบริษัทที่จ่ายปันผลอย่างเดียว 5% โดยไม่เคยคิดสร้างการเติบโตของกำไร

โดยปกติแล้วเกือบจะไม่มีหุ้นตัวใดในตลาดที่ให้ Dividend Yield สูงเกิน 10% ต่อปี (ยกเว้นบริษัทที่เสี่ยงจะล้มละลาย) แสดงว่า ไม่มีบริษัทใดในตลาดที่ตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างเพียงพอด้วยการจ่ายเงินปันผลเพียงอย่างเดียว ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ทุกบริษัทในตลาดมีหน้าที่ต้องสร้างการเติบโตของกำไรเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นทั้งนั้น (ส่วนจะสำเร็จหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) จะมาอ้างว่าจ่ายปันผลให้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากแล้วไม่ต้องสร้างการเติบโตของกำไร "ไม่ได้"

Posted by 1001ii at 8:00 AM in 1001 Investment Ideas

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: Ake at Wed, 7 Jan 9:33 AM

อ่านแล้วนึกถึงกลุ่มสื่อสาร
CSL
ADVANC

ADVANC ปันผลมากกว่า EPS เป็นการอาศัยผู้ถือหุ้นรายย่อยเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำด้วยเช่นกัน ใช่ไหมครับ

Comment: 1001ii at Wed, 7 Jan 1:57 PM

หุ้นที่ปันผลมากกว่ากำไรมีได้หลายแรงจูงใจครับ

ถ้าเจ้าของเห็นว่าธุรกิจไม่มีช่องทางใหม่ๆ ให้ลงทุนแล้ว ก็คืนเงินผู้ถือหุ้นด้วยการปันผลออกมามากๆ แบบนี้ก็ถือว่าเป็นเจตนาที่ดีครับ

บางครั้งเจ้าของอาจมีเรื่องจำเป็นส่วนตัวอยากใช้เงิน ก็เลยสั่งปันผลออกมามากๆ แบบนี้ก็แย่หน่อย เพราะเจ้าของเห็นบริษัทมหาชนเป็นของตัวเองคนเดียว ปันผลตามความต้องการใช้เงินของตัวเอง ไม่สนใจผู้ถือหุ้น

ลองตรวจสอบดูในหมายเหตุประกอบงบครับว่าหนี้ของบริษัทมีภาระดอกเบี้ยเท่าไร มากหรือน้อยกว่า Div Y อีกทั้งลองตรวจสอบดูว่าบริษัทมีแผนการลงทุนใหม่ๆ บ้างหรือไม่ ดูหลายๆ อย่างประกอบกันก็อาจทำให้เข้าใจแรงจูงใจที่แท้จริงของบริษัทได้ดีขึ้นครับ

Comment: terati20 at Wed, 7 Jan 2:44 PM

อืมมม
ถ้า มอง หุ้นที่ปันผลคงที่ จะคิดเหมือน ตราสารหนี้ได้ไหม
ถ้าดอกเบี้ยตลาดลดลง มากๆ ราคาหุ้นก็จะขึ้นไปเอง หรือ เปล่า?

ถ้าหุ้นที่กำไรเติบโตสูงๆ เเต่ใช้เงินลงทุนเยอะ อาจจะหลอกเราได้

Comment: Oakyman at Wed, 7 Jan 4:52 PM

อาจจะ Win-Win ก็ได้นะครับ
ต่างคนต่างพอใจ

Comment: 1001ii at Wed, 7 Jan 6:18 PM

ที่จริงมันเป็น win-win อย่างที่ว่านะครับแต่เป็น win ใน "ความรู้สึก" ของผู้ถือหุ้นรายย่อย

การถือตราสารทุนนั้นไม่มีความปลอดภัยของเงินต้น เพราะหุ้นไม่มีการรับประกันเงินต้นเหมือนอย่างตราสารหนี้ ถ้านักลงทุนยินดีรับเงินปันผลสูงกว่าตราสารหนี้แค่นิดเดียว ในระยะยาว เมื่อเกิดอะไรกับธุรกิจ กำไรลดลงมาก นักลงทุนจะขาดทุนจาก capital loss มากจนทำให้เงินปันผลที่ได้มานั้นไม่คุ้ม ในขณะที่ คนที่ถือตราสารหนี้นั้นจะไม่เดือดร้อนเลยเพราะบริษัทยังต้องคืนเงินต้นให้เต็มจำนวนตามสัญญาอยู่

นักลงทุนเปรียบเทียบเงินปันผลกับดอกเบี้ยแค่หนึ่งปี จึงรู้สึกว่าเป็น win แต่ลืมคิดไปว่าต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะเกิด Capital loss ด้วย จริงๆ แล้วอาจไม่ win ก็ได้

Comment: Notation at Thu, 8 Jan 12:59 PM

ขอบคุณครับ สำหรับมุมมองที่เป็นประโยชน์

Comment: daraneemui at Sat, 10 Jan 9:46 AM

ถ้าหุ้นเติบโตตัวนั้น มีfreefloatน้อยมาก แลเจ้าของยังทยอยเก็บตลอดเวลาจะยังน่าสนไหม

Comment: wara at Sun, 11 Jan 11:02 AM

ท่านแม่ทัพ ครับ แต่ถ้าหุ้นบางตัวโต แต่ปันผลเท่าเดิมทุกปี
อย่างนี้ถือว่าเอาเปรียบผู้ถือหุ้น ไหมครับ

เพราะผมว่าปันผล ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วย drive ราคาหุ้น
เพราะจริงๆ แล้วผู้ถือหุ้นรายย่อย สิ่งที่ได้คืนจากการซื้อหุ้นแน่ๆ คือปันผล ตัว capital gain ไม่แน่นอน ขึ้นกับตลาด ถ้าบริษัทปันผลเท่าเดิมทุกปี ก็จะไม่มีตัว drive ราคา เพราะถึงกำไรจะโตเท่าไร รายย่อยก็ไม่ได้อะไรกับมาอยู่ดี
ใช่ไหมครับ

Comment: 1001ii at Mon, 12 Jan 7:33 AM

ถ้า g ในระยะยาวสูงกว่า ROE ของบริษัท เป็นไปได้ที่เงินปันผลไม่เพิ่มขึ้นครับ เพราะการเติบโตที่สูงๆ ต้องใช้อาศัยทุนจำจำนวนมาก แต่สุดท้ายเมื่อ g ของบริษัทเริ่มลดลง เราคาดหวังให้บริษัทกลับมาจ่ายเงินปันผลเพิ่มครับ

แต่ถ้า g น้อยกว่า ROE บริษัทก็ควรปันผลเพิ่มขึ้นในระยะยาวตาม g เป็นอย่างน้อยครับ

สิ่งที่เราควรคาดหวังจากผู้บริหารคือให้ผู้บริหารทำกำไรให้เติบโต ส่วน capital gain นั้นอยู่นอกการควบคุมของผู้บริหารเพราะขึ้นอยู่กับความคิดของตลาด ถ้าผู้บริหารทำกำไรให้เติบโตได้ต่อเนื่อง ตลาดจะชื่นชมด้วยราคาหุ้นที่สูงขึ้นเอง ราคาหุ้นขึ้นๆ ลงๆ ไปตามความคาดหวังของนักลงทุนในตลาดเกี่ยวกับการเติบโตของกำไรของบริษัทในอนาคตซึ่งความคาดหวังเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก ดังนั้นในระยะสั้นมันอาจจะขึ้นๆ อยู่ดีๆ แล้วกลับลงมาที่เดิมได้ แต่ถ้าผู้บริหารสามารถทำกำไรให้กลับมาสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้เรื่อยๆ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวครับ

Comment: oatty at Sat, 2 May 8:50 AM

ลืมนึกถึงข้อนี้เลยนะครับคุณโจ๊ก
ขอบคุณที่่ชี้แนะ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« January »
SunMonTueWedThuFriSat
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031