Wednesday, 31 December 2008

0085: นักธุรกิจ - นักลงทุน

« 0084: Asset Allocation | Main | 0090 : แหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแอบแฝง »

ว่ากันว่านักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานคือคนที่มองการลงทุนในหุ้นเหมือนเป็นการลงทุนในธุรกิจ แต่เท่าที่ผมได้สัมผัสมา ผมว่านักลงทุนกับนักธุรกิจจริงๆ นั้นมีวิธีคิดบางอย่างที่ไม่เหมือนกันด้วย

นักลงทุนเชื่อมั่นในพลังมหัศจรรย์ของการทบต้น การทบต้นต้องอาศัย "ความนาน"ถึงจะสร้างความมหัศจรรย์ออกมาได้ พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับการถือหุ้นให้นานและมากที่สุด มีเงินเท่าไรก็จะพยายามรีบใส่เข้าไปในตลาดหุ้น ถ้าได้เงินปันผลมาก็จะรีบใส่กลับลงไปใหม่ เพื่อให้เม็ดเงินและระยะเวลาที่ลงทุนตลอดชีวิตมีค่ามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ พลังแห่งการทบต้นจะได้แสดงศักยภาพของมันออกมาอย่างเต็มที่ ในขณะที่ นักธุรกิจจะชอบลงทุนเมื่อมองเห็นโอกาสเท่านั้น ไม่คิดว่าจะต้องรีบลงทุนให้มากที่สุด ถ้ามองไปข้างหน้าแล้วไม่ดี นักธุรกิจจะชะลอการลงทุน นักธุรกิจหลายคนยังชอบมีสภาพคล่องส่วนหนึ่งเหลือไว้เสมอเพื่อรอสินทรัพย์ในราคาถูกในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคืองเพราะจะเป็นโอกาสเดียวที่จะได้ซื้อของที่ดีมากๆ ในราคาถูกๆ

ตลาดหุ้นคือสถานที่ซึ่งนักธุรกิจนำธุรกิจของตนมาขายให้นักลงทุน เป็นที่ทราบๆ กันอยู่แล้วว่า ก่อนที่หุ้นจะเข้าตลาดต้องมีการ "แต่งตัว" ให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ (การแต่งตัวไม่ใช่เรื่องผิดถ้าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฏหมาย) นักธุรกิจจะ "เบ่ง" กำไรของบริษัทให้พองโตที่สุด 2-3 ไตรมาสก่อนเข้าตลาดเพื่อให้จะขายหุ้นจองได้ในราคาที่สูงที่สุด โครงการในอนาคตอะไรที่น่าจะทำให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ในอีกหลายๆ ปีข้างหน้าก็ต้องรีบเอามาทำก่อนเข้าตลาดเพื่อโชว์กำไร ถ้ายังไม่มีทุนสำหรับทำโครงการเหล่านั้นก็จะกู้เงินระยะสั้นจำนวนมากลงทุนก่อน พอเข้าตลาดได้แล้วค่อยนำเงินเพิ่มทุนที่ได้มาชำระหนี้คืน ก็จะทำให้ขายบริษัทได้ในราคาที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับการขายหุ้นก่อนแล้วค่อยเอาทุนนั้นไปขยายงานทีหลัง หรือถ้าธุรกิจที่ไม่มีทางโตได้อีกแล้วจริงๆ ก็ต้องเร่งให้ลูกค้าเจ้าเก่าให้ช่วยกันซื้อสินค้าไปตุนไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ยอดขายไตรมาสสุดท้ายก่อนเข้าตลาดดูดีเป็นพิเศษ (ลูกค้าเหล่านั้นอาจได้รับจัดสรรหุ้นจองในราคาพิเศษเป็นการตอบแทนในฐานะผู้มีอุปการะคุณ) เรื่องพวกนี้ว่าไม่ได้ เพราะใครๆ ก็ย่อมอยากขายธุรกิจที่ตนสร้างมากับมือให้ได้ราคาสูงที่สุด จะเห็นได้ว่า นักธุรกิจจะพยายามขายทิ้งธุรกิจที่โตถึงขีดสุดแล้ว ส่วนธุรกิจที่ยังโตได้อีกจะยังถือไว้เองเพื่อปั้นให้โตจนเต็มที่สุดแล้วค่อยนำไป cash out ในตลาด ในขณะที่ นักลงทุนมักอยากซื้อธุรกิจที่ mature แล้ว เพราะมองว่ามีความมั่นคง เป็น cash cow จ่ายเงินปันผลได้มากและสม่ำเสมอ ธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงขยายตัวหรือ Star นั้นกลับเป็นธุรกิจที่นักลงทุนมักไม่ค่อยสนใจเพราะมองว่าเสี่ยงสูง จ่ายปันผลได้น้อย 

ด้วยเหตุนี้นักธุรกิจกับนักลงทุนจึงเป็นคู่ซื้อคู่ขายที่ลงตัว เพราะ คนหนึ่งต้องการ cash out ธุรกิจที่อิ่มตัวแล้ว เพื่อเอาสภาพคล่องไปปั้นธุรกิจอื่นที่ยังโตได้อีก ส่วนอีกคนหนึ่งก็ต้องการซื้อธุรกิจที่อิ่มตัว ตลาดหุ้นบ้านเราก็เลยเต็มไปด้วยนักธุรกิจที่เอาธุรกิจที่อิ่มตัวแล้วมาขายเป็นส่วนมาก ตลาดหุ้นไทยจึงไม่ได้ทำหน้าที่ของมันในการระดมทุนเพื่อไปขยายกิจการแต่เป็นที่ Exit ให้นักธุรกิจมากกว่า ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความต้องการของนักลงทุนส่วนใหญ่เอง ผมมีความใฝ่ฝันว่า สักวันหนึ่ง นักลงทุนไทยจะเลิกรีดเงินปันผลจากบริษัทแล้วหันมากดดันบริษัทเรื่องการสร้างกำไรให้เติบโตแทนแบบนักลงทุนในประเทศทุนนิยม เมื่อนั่นตลาดหุ้นไทยจะได้ทำหน้าที่ที่แท้จริงของมันเสียที คือการเร่งให้ภาคธุรกิจมีการลงทุนใหม่ๆ ให้กับระบบเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตให้กับประเทศชาติ 

วิธีคิดของนักลงทุนอีกอย่างหนึ่งที่ผมมองว่าประหลาดคือ นักลงทุนซื้อหุ้นแล้วชอบมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของบริษัท ในขณะที่ ปกติแล้ว นักธุรกิจจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของก็ต่อเมื่อตนเองได้ถือหุ้นเสียงข้างมากเท่านั้น เพราะการถือหุ้นใหญ่จะทำให้ตัวเองมีอำนาจควบคุมบริษัทได้ นักธุรกิจมักไม่ค่อยมี commitment กับบริษัทที่ตนเองถือหุ้นส่วนน้อยเพราะมองว่าตนเองอาจถูกผู้ถือหุ้นใหญ่เอาเปรียบได้ง่ายเนื่องจากไม่มีอำนาจควบคุม โหวตมักแพ้ ในขณะที่นักลงทุนในตลาดซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อย (ส่วนน้อยมาก) กลับรู้สึกชอบที่จะพูมฟักความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับตัวเองทั้งที่ตัวเองก็ไม่มี control อะไรเลย ถ้าผู้ถือหุ้นใหญ่นิสัยไม่ดีจะเอาเปรียบเมื่อไรก็ทำได้ไม่ยาก โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบแนวคิดของเบนจามิน แกรม มากกว่าที่ว่า เวลาซื้อหุ้นให้คิดให้เหมือนกำลังซื้อธุรกิจ ส่วนแนวคิดที่ว่าเวลาซื้อหุ้นให้รู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นเจ้าของนั้นผมกลับไม่ชอบเท่าไร เพราะทำให้เราเกิดความลำเอียงเพราะหลงรักได้ง่าย เวลาใครมาด่าว่าบริษัท แทนที่เราจะรับฟัง เราก็จะโกรธ เพราะเรารู้สึกว่าเขามาด่าของๆ เรา

ผมเป็นลูกพ่อค้าครับ ผมจึงชอบวิธีคิดแบบนักธุรกิจมากกว่าวิธีคิดแบบนักลงทุน สรุปแล้วมุมมองของผมจึงต่างจากนักลงทุนทั่วไปดังนี้

1. ธุรกิจแกร่งอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องขยายงานได้ด้วย เราควรถือหุ้นตราบเท่าที่บริษัทยังมีโอกาสขยายงานได้อยู่ ถ้าธุรกิจอยู่ตัวเมื่อไร ก็ควรขายหุ้นทิ้งเพื่อนำไปลงทุนในบริษัทอื่นที่ยังมีโอกาสขยายงานอยู่

2. จงมองการซื้อหุ้นให้เป็นการซื้อธุรกิจก็พอแต่ไม่ต้องสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ เพราะจะทำให้เราเกิดความลำเอียงได้

3. ลงทุนมากน้อยตามแต่ปริมาณและคุณภาพของโอกาสที่มองเห็นอยู่ มีเงินสดสำรองไว้บ้างเสมอสำหรับโอกาสที่ไม่คาดฝัน

นอกเหนือจาก 3 ข้อนี้แล้ว ผมก็คิดอะไรอย่างอื่นๆ คล้ายกับนักลงทุนนั้นแหละครับ

 

Posted by 1001ii at 8:08 AM in 1001 Investment Ideas

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: izac44 at Thu, 1 Jan 8:50 PM

ต่างกันจริงๆ ด้วยครับพี่... ^_^
*ผมจะพยายามเป็นนักธุรกิจนะครับ

Comment: chode at Thu, 1 Jan 10:53 PM

เห้นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยครับ

คุณสุมาอี้สนใจจะไปลงทุนนหุ้นในต่างประเทศไหมครับโดยเฉพาะสหรัฐ
ผมยังทุนไม่ถึง

Comment: puthorn at Fri, 2 Jan 2:35 PM

เป็นมุมมองที่น่าสนใจมากครับ
ปล ผมรบกวนถามกลยุทธ์และ biz model ของ amazon
ได้ไหมครับ ขอบคุณมากครับ

Comment: real at Tue, 6 Jan 3:13 PM

โดนใจครับ ขอบคุณมากครับพี่

Comment: 1001ii at Tue, 6 Jan 9:32 PM

กลยุทธ์ของ amazon คือ Get Big Fast (รายได้)

ช่วงแรกๆ amazon โดนวิจารณ์มากกว่ารายได้โตอย่างเดียว แต่ขาดทุนตลอด จะมีประโยชน์อันใด

แต่ตอนหลังก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้อง เพราะถ้าหาก Amazon ห่วงกำไรในช่วงแรกๆ รายได้อาจโตช้ากว่านี้ คู่แข่งที่โตเร็วกว่าจะได้ Economy of scales ไปก่อน และจะทำให้ Amazon เจ๊งในที่สุด เพราะเสียเปรียบเรื่อง scale

ทุกวันนี้ ใครอย่าคิดสร้าง Amazon แห่งที่สองขึ้นมาอีก เพราะ Amazon มี scale ใหญ่เกินกว่าที่ใครจะแข่งต้นทุนได้อีกแล้ว Amazon จึงได้อยู่รอดได้อย่างแข็งแกร่งในวันนี้ แถมมีกำไรทุกไตรมาส

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความเชื่อบางอย่างที่เชื่อๆ กันอาจไม่ถูกต้องเสมอไป อาจมีข้อยกเว้นได้ในบางอุตสาหกรรมเสมอ ขึ้นอยู่กับปัจจัยการแข่งขันของอุตสาหกรรมนั้นๆ ด้วย

Comment: ohmohm at Tue, 3 Feb 8:03 PM

นักธุรกิจจะพยายามขายทิ้งธุรกิจที่โตถึงขีดสุดแล้ว
นักลงทุนมักอยากซื้อธุรกิจที่โตถึงขีดสุดแล้ว
ชอบจัง วรรคทองจริงๆ ครับ

พูดถึง amazon แทนที่จะไปขายแข่งกับ amazon ก็ไปเป็นผู้ร่วมขาย ( affiliate ) กับ amazon ซิครับ สร้างเว็บขายของของ amazon แล้วได้ commission จาก amazon

จะว่าไป amazon ได้ผู้ร่วมขายแบบนี้ scale ก็ยิ่งโต ก็ไร้เทียมทานเลยนะครับเนี้ย

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« December »
SunMonTueWedThuFriSat
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031