Thursday, 21 August 2008

0071: ยุคทอง

« 0070: หุ้นสามัญประจำบ้าน | Main | 0072: The Davis Investment Strategy »

ธุรกิจจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่บริษัทสามารถรักษาอัตราการเติบโตของกำไรให้สูงเป็นระยะเวลานานๆ ได้ ผมเรียกว่า ยุคทอง ของธุรกิจนั้นครับ

ตัวอย่างเช่น ยุคทองของธุรกิจผู้ให้บริการมือถือในบ้านเราคือช่วงที่ราคาเครื่อง Drop ลงกระทันหันจาก 30,000-40,000 บาท เหลือเพียง 7000-15000 บาท ประกอบกับมีการนำกลยุทธ์ pre-paid มาใช้ ทำให้กลุ่มรากหญ้าสามารถเข้าถึงโทรศัพท์มือถือได้เป็นแรก ตอนนั้น (ถ้าจำไม่ผิด) จำนวน subscriber ของ ADVANC จากที่เริ่มอืดๆ เพราะตลาดชนชั้นกลางเริ่มอิ่มตัวก็ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 2 ล้านราย กลายเป็น 12 ล้านราย ภายในเวลาไม่กี่ปี แต่พอหลังจากกลุ่มรากหญ้าเริ่มอิ่ม จำนวน subscriber ก็เริ่มกลับไปเพิ่มขึ้นแบบอืดๆ อีกครั้งเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

สมัยผมเรียนอยู่ชั้นม.ต้น เป็นยุคทองของร้าน S&P สมัยนั้นร้าน S&P มีภาพลักษณ์ที่ดูดีในสายตาของผู้บริโภคส่วนใหญ่ S&P ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ขยายไปที่ไหนก็ขายดีหมด ช่วงนั้นกำไรเติบโตได้ดีมาก แต่หลังจากที่ขยายสาขาจนแทบไม่มีห้างไหนที่ไม่มี S&P แล้ว การเติบโตก็เริ่มช้าลง เดี๋ยวนี้มีร้านอาหารแปลกๆ ใหม่ๆ ผุดขึ้นมาจนเต็มห้างไปหมดทำให้จุดเด่นของ S&P หายไป ทุกวันนี้แม้ S&P จะยังอยู่ได้เพราะมีแฟนพันธ์แท้กลุ่มหนึ่งที่ยังอุดหนุน S&P อย่างเหนียวแน่น แต่การจะเพิ่มกำไรด้วยการเข้าถึงลูกค้ารุ่นใหม่ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยากทีเดียว

เป้าหมายการลงทุนแบบหุ้นเติบโตของผมก็อยู่ตรงคำว่ายุคทองนี่แหละ การลงทุนนั้นไม่ใช่หมายความว่าจะถือยาวแล้วจะดี แต่เราอยากถือหุ้นในช่วงที่ธุรกิจนั้นเป็นยุคทองและถือไว้ตลอดตราบเท่าที่ยังเป็นยุคทองอยู่ เมื่อเห็นว่าหมดยุคทองของมันแล้วก็ขายทิ้งไปเลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องถือไว้ตลอดไปโดยไม่รู้เหตุผลว่าถือไปเพื่ออะไรหรือเป็นความเชื่อฝังใจว่าจะต้องถือให้ยาว

ในช่วงที่บริษัทอยู่ในยุคทองนั้นกำไรของบริษัทไม่ได้จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นทุกๆ ไตรมาส ราคาหุ้นก็เช่นกันสามารถขึ้นแล้วลงลงแล้วขึ้นไปตามการคาดการณ์อนาคตของผู้คนในตลาด ถ้าเราเชื่อว่าบริษัทยังไม่พ้นจากยุคทอง แม้ราคาจะผันผวนมากก็อย่าเพิ่งไปขายมัน ความผันผวนของราคาเป็นเรื่องปกติของหุ้นไม่ใช่สัญญาณอันตรายแต่อย่างใด การขายหนีเพื่อดักว่ามันกำลังจะลง แล้วหวังจะไปช้อนกลับขึ้นมาใหม่ในราคาที่ถูกกว่าเดิม อาจทำให้เราพลาดโอกาสที่จะถือหุ้นนั้นไปเลยก็ได้ถ้าหากราคาหุ้นมันวิ่งสวนทางกับที่เราคิดไว้โดยสิ้นเชิง take profit อาจได้กำไรมา 30% แต่พลาดโอกาสที่จะได้กลับมาถือหุ้นตัวนั้นต่อไปแล้วไปขายเอาตอนที่หมดยุคทองในอีก 3 ปีข้างหน้าในราคาที่สูงกว่านี้อีก200% ก็เป็นได้  

การเล่นหุ้นแบบคอยดักข่าวดีหนีข่าวร้ายหรือเก็ง EPS เป็นรายไตรมาสก็ไม่ใช่วิถีทางของ Growth Investing ยุคทองไม่ได้เกิดขึ้นแค่ช่วงเวลาที่ข่าวดีหนึ่งข่าวเกิดขึ้นแล้วจบลงเมื่อข่าวต่อไปที่เข้ามากระทบตัวหุ้นเป็นข่าวร้าย แต่ยุคทองเกิดจากการที่ปัจจัยแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกของบริษัทเอื้อต่อการทำธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างมากจึงทำให้บริษัทสามารถสร้างการเติบโตของกำไรในอัตราที่สูงได้โดยไม่ต้องยากลำบากมากนัก ปัจจัยแวดล้อมที่เกิดขึ้นมาแล้วมักดำรงคงอยู่ได้เป็นระยะเวลาหนึ่งก็ที่มันจะสลายตัวไป ซึ่งบอกล่วงหน้าแน่นอนไม่ได้ว่านานแค่ไหนอาจเป็นหนึ่งปี สามปี หรือสิบปีก็ได้ แต่จะไม่ใช่แค่สองอาทิตย์หรือหนึ่งเดือนอย่างแน่นอน 

อายุของบริษัทไม่ใช่สิ่งที่บอกว่ายุคทองของบริษัทผ่านไปแล้วหรือยัง ปตท.อายุตั้ง 30 ปีแล้วแต่ยุคทองของมันก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้นี่เอง และแต่ละบริษัทก็ไม่จำเป็นต้องมียุคทองเพียงแค่ครั้งเดียวตลอดอายุขัยของมันด้วย ยุคทองสามารถเกิดแล้วเกิดอีกได้ ที่จริงแล้วบริษัทที่ดีควรเป็นบริษัทที่มียุคทองสลับกับช่วงที่กำไรไม่โตไปเรื่อยๆ บริษัทที่ไม่ดีมักมียุคทองแค่เพียงครั้งเดียวและเมื่อจบยุคทองแล้วบริษัทก็ทรุดหนักลงทันทีถึงขั้นปิดกิจการไปเลย หรือมิฉะนั้นบริษัทที่ไม่ดีอีกประเภทหนึ่งก็คือบริษัทที่กี่ปีกี่ชาติก็ไม่เคยมียุคทองกับเขาได้สักทีแม้จะไม่ถึงกับเจ๊งก็ตาม

 

 

 

 

Posted by 1001ii at 10:13 PM in 1001 Investment Ideas

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: jung_oh at Fri, 22 Aug 4:30 PM

น่าสนใจครับ

ปัญหาของผมคือ ชอบซื้อ ตอนที่มัน เริ่มผ่านยุคทองไปแล้ว ...


ตอนนี้ ก็เล็งหุ้นอสังหาตัวนึง ไม่รู้ว่าทองหรือไม่ทอง แต่ ราคาแหว่งได้ใจจริงๆ

ขอบคุณครับ ที่เขียนบทความดีดีมาให้อ่านเรื่อยๆ

Comment: sappipat at Sat, 23 Aug 3:53 AM

มูลค่าในยุคทองน่าจะมาจากการเติบโตเป็นหลัก
= g
แต่หลังจากยุคทองแล้วมูลค่ามาจากความแข็งแกร่งที่มากขึ้น(มีDCA),ความเสี่ยงที่น้อยลงของธุรกิจ
= WACC
รวมทั้งกระแสเงินสดที่เพิ่มเนื่องจากต้องการเงินลงทุนน้อย
= fcf
ถ้าแบบนี้จะถือต่อหรือไม่ครับ

Comment: 1001ii at Sat, 23 Aug 7:49 AM

ธุรกิจที่แข็งแกร่งสุดๆ แต่ไม่โตเลยติดต่อกันหลายปี ตลาดย่อมตีราคาหุ้นได้ง่ายๆ แม้ตลาดจะตีราคาให้สูงๆ เพราะเห็นความแข็งแกร่งของธุรกิจนั้น แต่ถ้าถือไว้เฉยๆ ราคาก็คงนิ่งอยู่สูงๆ อย่างนั้นเท่าๆ กับวันที่ซื้อหุ้นตัวนั้นมา

ถ้าอยากซื้อหุ้นที่แข็งแกร่งสุดๆ แต่ไม่โตเลย ต้องรอให้ตลาดเกิด panic sell เท่านั้น ถึงจะมีโอกาสซื้อหุ้นได้ในราคาถูก และเมื่อใดที่ราคากลับขึ้นไปสะท้อนความเป็นจริงก็ควรขายทำกำไรออกไป เพราะถือต่อไปก็จะนิ่งๆ อยู่ตรงนั้นอีกเหมือนเดิม

-growth without value is a bad business and bad investment.
-value without potential growth is a good business but not a good investment.
-value with potential growth is a good business and a good investment

Comment: 1001ii at Sat, 23 Aug 8:02 AM

ลองคิดดูว่า ถ้ามีโรงงานผลิตเครื่องพิมพ์ดีดแห่งหนึ่ง ธุรกิจแข็งแกร่งมาก เพราะเป็นเจ้าตลาดหนึ่งเดียว มาชวนให้คุณร่วมหุ้นด้วย คุณจะร่วมลงทุนมั้ย

ธุรกิจที่ผลิตสินค้าที่โลกต้องการน้อยลงเรื่อยๆ แม้จะเป็นธุรกิจที่แข็งแกร่งก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว

การลงทุนคือการใส่เงินลงไปในปัจจัยการผลิตที่คาดว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดในอนาคต ในการลงทุนจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องมองไปข้างหน้าครับ

การลงทุนในหุ้นควรได้ผลตอบแทนอย่างน้อย 10% จึงจะคุ้มค่ากับความเสี่ยง ดังนั้นถ้าหุ้นไม่โตเลยก็ต้องปันผลอย่างน้อยปีละ 10% แต่ในยามปกติ ผมไม่เห็นหุ้นตัวไหนปันผลเกิน 10% (ยกเว้นหุ้นที่กำลังจะเจ๊ง) ดังนั้น assume ได้เลยว่าเป็นหน้าที่ของทุกบริษัทที่จะต้องสร้างการเติบโตให้ได้ด้วย

Comment: sappipat at Sun, 24 Aug 10:04 PM

การเติบโตอย่างน้อยระดับไหนครับที่เรียกว่า potential growth
อุตสาหกรรมที่โตประมาณ GDP เช่นอุปโภคบริโภคยังถือว่าโตหรือไม่ครับ
ในบางอุตสาหกรรมที่โตได้น้อย แต่บริษัทเพิ่มส่วนแบ่งได้เรื่อยๆยังน่าสนใจหรือไม่ครับ

Comment: 1001ii at Mon, 25 Aug 3:45 PM

บริษัทที่รักษารายได้ให้เติบโตได้เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี ได้ต่อเนื่อง ผมถือว่าเป็นหุ้นเติบโตที่น่าสนใจแล้วครับ

พวกที่โตปีละ 50 เปอร์เซ็นต์นั้นที่จริงแล้วกลับไม่น่าสนใจ เพราะการเติบโตในระดับนั้นมักจะไม่ยั่งยืน

ที่สำคัญการเติบโตต้องเป็นการมองไปข้างหน้า (วิเคราะห์เชิงคุณภาพ) การดูจากการเติบโตในปีปัจจุบันหรือในอดีตเป็นการมองไปข้างหลัง ใช้ไม่ได้ผลครับ

ลองพิจารณาในเชิงคุณภาพว่าสินค้าของบริษัทจะเป็นที่ต้องการมากขึ้นหรือน้อยลงในอนาคต หรือพยายามหาเหตุปัจจัยของการเติบโตให้เจอ แล้วลองวิเคราะห์ดูว่าเหตุปัจจัยเหล่านั้นจะยังคงอยู่ต่อไปในระยะยาวหรือไม่ เป็นวิธีการที่ดีที่สุดครับ

Comment: sappipat at Tue, 26 Aug 6:13 AM

ขอบคุณครับ
ปัจุบันผมเลือกกลุ่มที่คาดว่าจะโตในระยะยาว 5-10ปีคือกลุ่มสุขภาพ เทคโนโลยี modern trade ท่องเที่ยว กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับlife styleคนเมือง

Comment: 1001ii at Tue, 26 Aug 7:59 AM

น่าสนใจครับ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« August »
SunMonTueWedThuFriSat
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31