Saturday, 2 August 2008

0069: Thinking Probability

« 0068: MOS | Main | 0070: หุ้นสามัญประจำบ้าน »

สิ่งหนึ่งที่ทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องยาก คือ หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่บ่อยครั้งมูลค่าของมันขึ้นมาในรูปของความน่าจะเป็นด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัทที่กำลังเข้าประมูลงานกับภาครัฐครั้งยิ่งใหญ่ ถ้าชนะการประมูลมูลค่าของบริษัทก็คงเพิ่มขึ้นเป็นค่าหนึ่ง แต่ถ้าแพ้การประมูลมูลค่าของบริษัทก็กลายเป็นอีกค่าหนึ่งที่แตกต่างกันมาก ที่จริงแล้ว มูลค่าของกิจการทุกอย่างจะมาในรูปของความน่าจะเป็นเสมอเมื่อบริษัทมีการลงทุนใหม่ๆ

ถ้าบริษัทหนึ่งมีโอกาสครึ่งหนึ่งที่จะมีค่า 1000 ล้านและมีโอกาสอีกครึ่งหนึ่งที่จะมีมูลค่า 100 ล้านในอนาคต มูลค่าที่เหมาะสมของมันควรจะเท่ากับ 1000x0.5+100x0.5=550 ล้าน แต่บอกได้เลยว่ามีนักลงทุนน้อยมากที่จะคิดแบบนี้ นักลงทุนที่ overconservative จะตีมูลค่าเหลือแถวๆ 100 ล้าน ส่วนนักลงทุนที่ overaggressive จะตีมูลค่าแถวๆ 1000 ล้าน พฤติกรรมที่คุณ overconservative หรือ overaggressive (แล้วแต่คน) อย่างต่อเนื่องซ้ำๆ กันตลอดชีวิตการลงทุนจะส่งผลโดยตรงต่อผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวของคุณให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่คุณเองไม่เคยรู้ตัว เพราะการตัดสินใจของเรา suboptimal อยู่ตลอดเวลา พวกเราทุกคนได้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่เราควรจะทำได้เพราะเราไม่ได้ถูกฝึกมาให้คิดแบบความน่าจะเป็น

 

รูปข้างบนเป็นกราฟความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนคาดหวัง (Reward) กับ ระดับความเสี่ยง (Risk) จุดทุกจุดที่อยู่บนเส้นตรงเฉียง 45 องศาที่มีลูกศร เป็นจุดซึ่ง Reward กับ Risk เหมาะสมกันพอดี ถ้าให้จุดสีทั้งหลายแทนหุ้นแต่ละตัวในตลาด หุ้นที่น่าลงทุนคือหุ้นทุกตัวที่อยู่เหนือเส้น 45 องศา (จุดสีฟ้าทุกจุด) เพราะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนคาดหวังสูงกว่าจุดสีแดงที่มีความเสี่ยงเท่าๆ กัน

แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ทำอย่างนั้น แทนที่จะมองหาจุดสีฟ้า กลับมองหาจุดที่มีระดับของความเสี่ยงที่ตรงกับความชอบของตัวเอง (risk preference) นักลงทุนที่ conservative จะมองว่าจุดที่อยู่ทางซ้ายของเส้นประทุกจุด (ไม่ว่าจะสีแดงหรือฟ้า) เป็นหุ้นที่น่าลงทุน เพราะมีระดับความเสี่ยงน้อย ในขณะที่ นักลงทุนที่ aggressive (ชอบคำว่า "high risk, high return"/images/emoticons/mozilla_wink.gif จะเลือกจุดทุกจุดที่อยู่ทางขวาของเส้นประ (ทั้งสีแดงและสีฟ้า) เพราะมีระดับความเสี่ยงมาก ซึ่งตรงกับ risk preference ของตัวเอง

แทนที่เราจะพยายามเลือกหุ้นที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าความเสี่ยงที่ต้องแบกรับโดยไม่ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยง เรากลับพยายามเลือกหุ้นที่มีระดับความเสี่ยงที่เราพอใจโดยไม่สนใจว่าโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจะคุ้มกับระดับความเสี่ยงนั้นหรือไม่ เพราะสมองของเราไม่ได้ออกแบบมาให้คิดแบบความน่าจะเป็น ที่จริงแล้ว ที่ทุกๆ ระดับความเสี่ยงนั้นจะมีหุ้นที่น่าลงทุนและหุ้นที่ไม่น่าลงทุนอยู่ทั้งคู่ (มีทั้งจุดสีฟ้าและจุดสีแดง) ระดับความเสี่ยงของหุ้นนั้นไม่สำคัญเท่ากับว่า โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนนั้นมากพอที่จะชดเชยความเสี่ยงนั้นได้หรือเปล่า

 

Posted by 1001ii at 8:50 PM in 1001 Investment Ideas

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: นุ่น at Sun, 3 Aug 3:09 PM

พึ่งทราบว่า พี่เขียน blog ที่นี่ด้วย
จะติดตามอ่านทุกๆวันเลยนะครับ ^^

Comment: krisy at Sun, 3 Aug 3:24 PM

บทความนี้ดีจัง

สงสัยเพิ่มเติมว่า กราฟที่ plot เนี่ยมากจาก Prob 50:50 ตามโจทย์ใช่ไหมค่ะ เพราะเราคิดว่า Bias เรื่องโอกาสที่จะเกิดนั้นมีมากค่ะ เพราะทุกเรื่องน่าจะไม่มีความพอดีที่ prob จะเป็น 50:50 เป่ะๆ น่าจะแกว่งซ้ายหรือขวามากกว่า และโอกาสที่จะเกิดเป็นเรื่องของจินตนาการและความไม่รู้อยู่สูงมาก (เพราะนักลงทุนทำได้แค่ติดตามข่าวอย่างคนนอก) ถ้าเส้นกราฟเกิดความ bias แล้วการมองหาจุดสีฟ้านั้น คิดว่าต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดไปอีก (คิดว่า MOS จะช่วยได้)

ไม่ทราบว่า เราเข้าใจแบบนี้ ถูกไหมค่ะ

Comment: sappipat at Sun, 3 Aug 10:33 PM

1. ถ้าเราเลือกหุ้นที่อยู่บนเส้นทะแยงพอดีก็หมายถึงเรากำลังเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนพอดีกับความเสี่ยง
แต่ถ้าเราเลือกหุ้นสีฟ้า(ไม่ใช่หุ้นของคุณสีฟ้านะครับ).....
เรากำลังเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าความเสี่ยงที่ต้องรับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้หุ้นสีฟ้าที่มีความเสี่ยงต่ำๆ(ฝั่งซ้ายของเส้นประ) แต่ได้ผลตอบแทนสูงๆ(ถ้ามีเส้นประตัดขวางแกนผลตอบแทนอีกเส้นซึ่งอาจจะเปรียบได้กับผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ย.....ก็คือหุ้นสีฟ้าที่อยู่เหนือเส้นนี้ขึ้นไปมากๆ)อยู่ในพอร์ต 5-6 ตัวก็คงดี ผมเข้าใจถูกหรือไม่ครับ

2. อยากให้คุณสุมาอี้ยกตัวอย่างผลตอบแทนและความเสี่ยงในการวิเคราะห์หุ้นให้เห็นชัดๆอีกนิดครับ

Comment: sappipat at Sun, 3 Aug 11:03 PM

3. ถามอีกนะครับผมคิดเอาเองว่า ความเสี่ยงก็ประมาณได้กับ discount rate ที่เราให้ในการvaluation ส่วนผลตอบแทนคือส่วนต่างของintrinsic value ที่คำนวณได้กับราคาในปัจจุบัน ดังนั้นถ้าเราให้ discount rate ที่เหมาะตามความเสี่ยงแล้วได้ผลตอบแทนประมาณ 50 % ก็น่าสนใจมาก

Comment: sappipat at Mon, 4 Aug 5:51 AM

4. หรือผลตอบแทนหมายถึงผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนคืออัตราเติบโตของกำไรวกปันผล
ส่วนความเสี่ยงคือต้นทุนของเงินทุน

Comment: 1001ii at Mon, 4 Aug 11:52 AM

เราไม่มีทางรู้ว่ากราฟจริงๆหน้าตาต้องเป็นเช่นไรเนื่องจากความเสี่ยงเป็นปริมาณที่ quantify ไม่ได้ครับ เอาเป็นว่ากราฟนี้ช่วยให้อธิบายแนวคิดแล้วเห็นภาพเฉยๆ ไม่ต้องไปจริงจังกับรายละเอียดของมันมากนักก็ละกัน

ถ้าตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพโดยสมบูรณ์ หุ้นทุกตัวในตลาดจะอยู่บนเส้น 45 องศาตลอดเวลา แต่จะอยู่จุดไหนบนเส้นนี้ก็ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของแต่ละธุรกิจที่ไม่เท่ากัน

แต่ในทางปฏิบัติ นักลงทุนเชื่อว่าตลาดหุ้นไม่ได้มีประสิทฺธิภาพโดยสมบูรณ์ หุ้นแต่ละตัวจึงกระจายอยู่ทั่วไป ไม่ได้อยู่บนเส้น 45 องศา

หุ้นจะอยู่ครึ่งซ้ายหรือครึ่งขวานั้นขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของธุรกิจ เช่น หุ้นค้าปลีก อาจอยู่มาทางซ้าย หุ้นรับเหมาอาจอยู่ไปทางขวา เป็นต้น

ส่วนหุ้นจะอยู่สูงหรือต่ำกว่าเส้น 45 นั้น ขึ้นอยู่กับราคาหุ้นเมื่อเทียบกับคุณค่าครับ

สิ่งที่กราฟนี้สอนเราก็คือ ทั้งหุ้นค้าปลีกและหุ้นรับเหมา สามารถกลายเป็นหุ้นที่น่าลงทุนได้เสมอขึ้นอยู่กับราคาหุ้นด้วย หุ้นรับเหมาเสี่ยงสูงก็จริงแต่ถ้าหากราคาหุ้นร่วงแรง "เกินไป" จนทำให้จุดลอยขึ้นไปอยู่เหนือเส้น 45 มันก็สามารถเป็นหุ้นที่น่าลงทุนได้ ในขณะที่ หุ้นค้าปลีก ถ้าราคาแพงเกินไป จนลอยต่ำกว่าเส้น 45 ก็เป็นหุ้นที่ไม่น่าลงทุนได้เช่นเดียวกัน

Comment: hi.ผมเอง at Tue, 5 Aug 9:05 AM

ชัดเจนดีครับ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« August »
SunMonTueWedThuFriSat
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31