Friday, 25 July 2008

0068: MOS

« 0067: วิธีลงทุนของผม (ตอนที่ 3) | Main | 0069: Thinking Probability »

การลงทุนในหุ้นนั้นควรซื้อหุ้นในราคาที่มีส่วนลดจากมูลค่าที่เหมาะสมเสมอเพื่อความปลอดภัย หรือ ที่เรียกว่ามี MOS (Margin of Safety)

หุ้น XYZ มี Fair Value เท่ากับ 20 บาทต่อหุ้น บางคนบอกว่าต้องซื้อต่ำกว่า 20 บาท เพราะถ้าซื้อที่ 20 บาทพอดีก็เท่ากับไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย อันที่จริงคำกล่าวนี้ยังไม่ถูกต้องทีเดียวนัก การซื้อหุ้นที่ Fair Value พอดีนั้น ถ้าหากราคานั้นเป็น Fair Value จริงๆ การถือลงทุนจะทำให้นักลงทุนมีผลตอบแทนคาดหวังเท่ากับ "ต้นทุนทางการเงิน" ของหุ้นตัวนั้นพอดี เช่น ถ้าธุรกิจของ XYZ ควรได้รับผลตอบแทนอย่างน้อย 10% ต่อปีจึงจะคุ้มค่ากับความเสี่ยงของธุรกิจ นักลงทุนที่ซื้อหุ้น XYZ ที่ 20 บาทพอดีย่อมมีผลตอบแทนคาดหวังเท่ากับ 10% ต่อปีพอดี ไม่ใช่ 0% 

อย่างไรก็ตาม เราไม่มีวันรู้ได้อย่างแน่นอนว่า Fair Value ของหุ้น XYZ เป็นเท่าไร เราเพียงแต่ประมาณได้เท่านั้น นอกจากนี้ Fair Value ยังเป็นเรื่องที่ subjective เพราะขึ้นอยู่กับการตั้งสมมติฐานของแต่ละบุคคลอีกด้วย ดังนั้นเพื่อชดเชยความผิดพลาดทั้งหลายในการประมาณ Fair Value ของเรา เราจึงต้องซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่า Fair Value ที่เราคิดไว้เสมอ นี่ต่างหากคือเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมต้องซื้อหุ้นให้มี MOS ด้วย

แล้วควรจะมี MOS มากสักเท่าไรดีจึงจะพอเพียง? เรื่องนี้นับว่าตอบได้ยากอยู่ ไม่มีกฏตายตัว เพราะไม่รู้ว่านักลงทุนแต่ละคนคิดรอบคอบขนาดไหนเวลากำหนด Fair Value ของหุ้น อย่างไรก็ตาม คนที่ใช้วิธีหยาบๆ ในการกำหนด Fair Value ควรซื้อหุ้นให้มี MOS สูงกว่าคนที่ใช้วิธีการที่รอบคอบมาก อย่างคนที่ตัดสินใจซื้อหุ้นแต่ละตัวคิดแค่ 5 นาทีก็ย่อมต้องเผื่อความผิดพลาดให้มากกว่าคนที่มักใช้เวลาคิดนานหลายเดือน (และควรซื้อหุ้นแต่ละตัวด้วยเงินจำนวนที่น้อยกว่าเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของพอร์ตอีกด้วย)

ความยากในการประเมินมูลค่าก็มีผลต่อ MOS ด้วย หุ้นของธุรกิจที่ Mature แล้ว มีกำไรที่สม่ำเสมอ หรือหุ้นที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ในรูปของสินทรัพย์ที่มีตัวตน ย่อมประเมินมูลค่าที่แท้จริงได้ง่ายกว่าหุ้นเติบโตสูงที่มูลค่าของมันขึ้นอยู่กับ Growth หรือหุ้นที่มีสินทรัพย์ไม่มีตัวตนมาก (เช่น สินทรัพย์ทางปัญญา) หรือหุ้นที่ธุรกิจมีความไม่แน่นอนสูง เช่น รับเหมาะก่อสร้าง หุ้นเหล่านี้ประเมินมูลค่าที่แท้จริงได้ยาก โอกาสที่ Fair Value ของเราจะผิดก็ย่อมมีมากตาม จึงควรซื้อหุ้นเหล่านี้ให้มี MOS มากกว่า (ในแง่หนึ่งหุ้นเหล่านี้ก็มีโอกาสสูงที่ราคาหุ้นจะต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงไปมากด้วย ซึ่งเป็นข้อดี)

ระยะเวลาลงทุน (Investment Horizon) ก็มีผลต่อ MOS เช่นกัน จำไว้ว่านักลงทุนในตลาดหุ้นมีต้นทุนของเงินอยู่เท่ากับ 10% ของเงินต้นทุกปี หุ้นที่เรากะซื้อเพื่อเล่นรอบระยะสั้นสัก 3-4 เดือน เราอาจซื้อที่ MOS ต่ำหน่อยก็ได้ เช่น 5% เพราะเราตั้งใจจะขายภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ในขณะที่หุ้นที่เราตั้งใจจะซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวควรมี MOS ที่สูงกว่านั้น อย่างเช่นตัวผมเอง ถ้าจะซื้อหุ้นเพื่อการลงทุน ผมจะซื้อหุ้นเมื่อมี MOS อย่างน้อย 50% เพราะนั้นหมายความว่าผมมีเวลาประมาณ 5 ปีที่จะรอคอยถ้าหากหุ้นของผมยังไม่ perform ซึ่งถือว่าสมเหตุผล แต่ถ้าผมซื้อหุ้นที่มี MOS แค่ 10% แล้วกะถือยาว หากผ่านไปแล้วหนึ่งปี ราคายังไม่สะท้อนความเป็นจริง ก็มีโอกาสสูงที่เราจะขาดทุนทางการเงินไปแล้ว ซึ่งถือว่าเสี่ยงเกินไปสำหรับหุ้นที่เป็นการลงทุน เป็นต้น

ในความเห็นของผม (ซึ่งค่อนข้างขัดกับ conventional belief) เป็นเรื่องแปลกที่ผู้รู้แนะนำว่าถ้าจะซื้อลงทุนระยะยาวควรซื้อพวกหุ้นของกิจการที่อยู่ตัวแล้ว เพราะแท้จริงแล้ว กิจการที่อยู่ตัวแล้วกำไรจะค่อนข้างสม่ำเสมอ คาดการณ์ไปข้างหน้าได้ง่าย ทำให้ตลาดมักตีมูลค่าหุ้นเหล่านี้ได้ค่อนข้างแม่นยำ หุ้นเหล่านี้จึงยากที่จะมี MOS สูงๆ พวกมันอาจมี MOS เพียง 5-10% เป็นอย่างมากเท่านั้น ถ้าเราซื้อหุ้นเหล่านี้ไปแล้วถือไว้หลายปี โอกาสที่เราจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงกว่าต้นทุนทางการเงินของเรานั้นนับว่ามีน้อยมากทีเดียว ในความเห็นของผม หุ้นเติบโตเท่านั้นที่ควรจะถือลงทุนในระยะยาว เพราะโอกาสที่หุ้นเหล่านี้จะมี MOS สูงๆ นั้นมีมากกว่า หุ้นของธุรกิจที่อยู่ตัวแล้วนั้น ถ้าหากราคาหุ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงเมื่อไรก็ควรรีบขายออกไปทันที การถือต่อไปในระยะยาวนั้นมีโอกาสน้อยมากที่จะได้ผลตอบแทนใดๆ อีก เพราะหุ้นเหล่านี้แทบจะไม่มีการเติบโตใดๆ แล้ว

Posted by 1001ii at 7:05 PM in 1001 Investment Ideas

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: ปุ๊ม at Mon, 28 Jul 1:58 PM

แค่อยากบอกว่าดีใจที่เห็นเพื่อนประสบความสำเร็จ กลายเป็นเซียนหุ้นไปแล้ว เท่จัง ขอให้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นนะ เราช่วยอุดหนุนหนังสือแล้วด้วยล่ะ

หวังว่าจะจำเพื่อนเก่าได้ :-)

Comment: 1001ii at Mon, 28 Jul 7:21 PM

จำปุ๊มได้ครับ สบายดีนะครับ :)

Comment: ต่อ at Tue, 29 Jul 9:59 AM

"จำไว้ว่านักลงทุนในตลาดหุ้นมีต้นทุนของเงินอยู่เท่ากับ 10% ของเงินต้นทุกปี"

อยากทราบว่าคิดมายังไงครับ หรือแค่สมมติขึ้น

Comment: 1001ii at Tue, 29 Jul 11:53 AM

ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวๆ ของตลาดหุ้นทุกแห่งในโลกที่เปิดมาเป็นระยะเวลาที่นานมากพอให้ผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปีทั้งสิ้น

ดังนั้นถ้าฝากเงินไว้ในดัชนีตลาดตลอดชีวิตโดยไม่ต้องใช้สมองเลยจะได้ 10% ต่อปี แสดงว่า ถ้าเรามานั่งเลือกหุ้นเองอย่างนั้น ในระยะยาวเราจะต้องได้เฉลี่ยเกิน 10% ต่อปีขึ้นไป จึงจะถือว่าเริ่มมีกำไรในทางเศรษฐศาสตร์ครับ (10% คือต้นทุนค่าเสียโอกาสขั้นต่ำของการลงทุนในหุ้น)

Comment: dunk at Tue, 29 Jul 4:13 PM

ถ้าเราให้ MOS มากเกินไป
อาจทำให้เราพลาดหุ้นที่ดี ในราคาเหมาะสมใช่หรือปล่าวครับ

Comment: 1001ii at Tue, 29 Jul 4:33 PM

ใช่ครับ ได้อย่างก็เสียอย่าง ต้องหาความพอดีให้เจอ

Comment: ton at Wed, 30 Jul 2:46 PM

รบกวนคุณ สุมาอี้ ช่วยยกตัวอย่างหุ้นที่ mos ดีๆ สัก 5 บริษัทได้มั้ยครับ

Comment: 1001ii at Thu, 31 Jul 8:57 AM

มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามราคาหุ้นที่เปลี่ยนไปและข่าวใหม่ๆ เกี่ยวกับมันนะครับ

ผมบอกไม่ได้จริงๆ เพราะไม่มี license

ที่สำคัญ ผมอยากทำบล๊อกที่เกี่ยวกับว่าคนเราควรลงทุนอย่างไร ไม่อยากทำบล็อกเกี่ยวกับว่าเราควรซื้อหุ้นตัวไหน

คุณ ton ลองพยายามหาดูเองนะครับ ปีเตอร์ ลินซ์ บอกว่า ทุกคนสามารถเลือกหุ้น 5 ตัวด้วยตนเองแล้วลงทุนประสบความสำเร็จได้ และลินซ์ เคยพิสูจน์เรื่องนี้กับกลุ่มเด็กประถมในโรงเรียนมาแล้ว

Comment: terati20 at Thu, 31 Jul 12:32 PM

อาจารย์ เราควรจะขายหุ้นออกไปเมื่อไหร่??

สมมุติ Fair Value 100 บาท MOS 50% เราซื้อมาได้ที่ 50 บาท เราควรจะขายหุ้นเมื่อราคาเท่าไหร่ ?

อาจารย์มองว่าจะถือหุ้นไว้ประมาณ 5 ปีใช่ไหม?
จะหาบริษัทที่น่าจะ growth ภายใน5ปี?

ช่วยเเนะนำหนังสือเกี่ยวกับ growth stock หน่อยนะครับ
หลังๆผมมีเเต่ cash cow ไม่มี star เลย

Comment: monk มือใหม่มาก at Thu, 31 Jul 1:29 PM

รบกวนอาจารย์สอนวิธีคิด Mos ว่าคิดยังไง ยกตัวอย่างให้ดุหน่อยครับ

Comment: 1001ii at Thu, 31 Jul 10:53 PM

ไม่ใช่ต้องถือไว้ 5 ปี เพียงแต่ว่าผมเห็นว่าเวลา 5 ปี เป็นเวลาที่นานจนปลอดภัยมากพอที่เราจะรอเพื่อให้ราคาหุ้น perform ตามที่เราคิดไว้ ถ้าเราสามารถซื้อที่ราคาที่มี MOS 50% ได้ ก็เท่ากับว่า เราได้เผื่อความไม่แน่นอนไว้มากพอ เท่านั้นเองครับ

ในความคิดของผม เราควรถือหุ้นไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่เรายังเชื่อว่ามันยังมีโอกาสที่จะเติบโตสูงกว่าเศรษฐกิจได้อยู่ จึงเป็น Growth Investing ที่ถูกต้อง ไม่ใช่ขายเมื่อหุ้นแพง

ถ้าตอนซื้อ เราคิดว่ามันมีมูลค่า 100 บาท แต่เราซื้อได้ที่ 50 บาท ถ้าผ่านไปแค่ปีเดียว มันกลายเป็น 120 บาท เราก็ไม่จำเป็นต้องขาย เพราะถ้าเราคิดว่าธุรกิจนี้ยังเป็นธุรกิจที่โตได้มากกว่าเศรษฐกิจอยู่ การที่เรามีต้นทุนแค่ 50 บาท ถือเป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมที่เราจะลงทุนต่อไป 100 บาทนั้นเป็นเพียงมูลค่าที่เหมาะสม ณ วันที่เราตัดสินใจซื้อเท่านั้น แต่หุ้นเติบโตนั้นสามารถเติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ

ถ้าหุ้นแพงแล้วเราขายออกมาถือเงินสดไว้เฉยๆ ก็จะไม่ได้ผลตอบแทนเกินตลาด หรืออาจเป็นการกดดันให้เราต้องซื้อหุ้นตัวใหม่ ซึ่งอาจไม่มีหุ้นเติบโตที่มีราคาเหมาะสมให้ซื้อในขณะนั้นก็ได้ เราอาจไปซื้อหุ้นแพงๆ มาแทน เว้นเสียแต่ว่า เราพบหุ้นเติบโตตัวใหม่ที่มี MOS ที่ดีกว่า และเราไม่มีเงินสดเหลือแล้ว เราจึงจะขายตัวเก่าเอาเงินไปซื้อตัวใหม่

สรุปคือ
ขายเมื่อคิดว่ามันไม่ใช่กิจการที่เติบโตมากกว่าเศรษฐกิจอีกต่อไป หรือขายเมื่อพบหุ้นเติบโตตัวใหม่ที่มี MOS ที่ดีกว่า

อย่าขายเพียงเพราะเห็นว่าหุ้นแพง

Comment: sappipat at Sat, 2 Aug 11:10 PM

ผมเลือกลงทุนในหุ้นเติบโตที่มีDCAหรือมีกลยุทธ,สถานะเชิงกลยุทธุ์ที่ดีภายใต้แรงกดดันภายในอุตสาหกรรม โดยซื้อเมื่อมีMOSมากกว่า30%ขึ้นไปตามความเสี่ยง กล่าวคือ
-หุ้นเติบโตที่มีDCAชัดเจน MOS มากกว่า 30% ขึ้นไป
-หุ้นเติบโตที่มีDCAแต่มีความเสี่ยงบ้าง MOS มากกว่า 40% ขึ้นไป
-หุ้นเติบโตที่ดูแล้วน่าจะมีDCA MOS มากกว่า 50% ขึ้นไป
แล้วใช้PORT management ร่วมอีกแรงคุณสุมาอี้มีคำแนะนำเพิ่มเติมอย่างไรครับ
ปัญหาของผมคือ Valuation แล้วไม่ค่อยมั่นใจ , ขาดวินัย มักซื้อในราคาที่มี MOS น้อยเกินไปพอราคาตกก็ยิ่งไม่มั่นใจ , พยานยามซื้อๆขายๆเป็นรอบโดยคิดว่าจะพยายามลดต้นทุนเดิม แต่ผลมักไม่ดีดั่งคิด

Comment: 1001ii at Sun, 3 Aug 8:04 PM

โดยรวมเป็นวิธีที่ดีแล้วครับ

ถ้าจะแนะนำเพิ่มเติมก็คงอยากให้พยายามมองผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตมากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับผลตอบแทนเป็นตัวๆ เพราะถ้าเราไม่ค่อยมั่นใจใน valuation ของเรา แต่เราลงทุนไว้หลายตัว ก็ช่วยลดการขาดทุนหนักๆ จากการตีมูลค่าหุ้นตัวใดตัวหนึ่งผิดไปมากได้ เราไม่จำเป็นต้องลงทุนให้สำเร็จได้ทุกตัว ถ้าภาพรวมดีก็ถือว่าใช้ได้

นอกจากนี้ก็พยายามอาจตื่นตกใจกับความผันผวนระยะสั้นมากเกินไป พอร์ตที่ผันผวนมากแต่วิ่งไปได้ไกลในระยะยาวเป็นพอร์ตที่ดีกว่าพอร์ตที่ผันผวนน้อยแต่ในระยะยาวแล้วยังอยู่ที่เดิม

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« July »
SunMonTueWedThuFriSat
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031