Tuesday, 8 July 2008

0066: วิธีการลงทุนของผม (ตอนที่ 2)

« 0065: สไตล์การลงทุนของผมเอง (ตอนที่ 1) | Main | 0068: วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง ฉบับปรับปรุงเนื้อหาใหม่ »

ในตอนที่ 1 ผมได้บอกไปแล้วว่าผมสนใจลงทุนแต่หุ้นเติบโตเท่านั้น...

คำว่าหุ้นเติบโตนั้นมีใช้กันอยู่ในหลายความหมาย บางคนหมายถึงหุ้นที่มีพีอีสูงกว่าตลาด ซึ่งนั่นเป็นความหมายที่ผม "ต่อต้าน" มากที่สุด สำหรับผมแล้ว หุ้นเติบโต หมายถึง หุ้นของกิจการที่สามารถรักษาอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยในระยะยาวให้สูงกว่าเศรษฐกิจได้ ส่วนพีอีเรโชนั่นเป็นเรื่องของตลาดหุ้นไม่เกี่ยวกับกิจการ จะเอามาใช้เป็นตัววัดกิจการได้อย่างไร (ขออนุญาติไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง)

ในการมองหาหุ้นเติบโตนั้นต้องระวังให้ดี บางคนใช้วิธีย้อนไปดูการเติบโตในช่วงทีผ่านมา แล้วอนุมาน (อย่างล้มๆ แล้งๆ) ว่าการเติบโตนั้นจะดำรงต่อไปในอนาคต อันนี้นับว่าเป็นวิธีมองหาหุ้นเติบโตที่อันตรายมากเหมือนกัน การมองหุ้นเติบโตนั้นต้องมองไปข้างหน้าเสมอ ห้ามวัดผลจากอดีตโดยเด็ดขาด

อึม ถ้าอดีตใช้วัดไม่ได้ แล้วต้องทำอย่างไร?

พวกนักลงทุนสถาบันเวลามองหุ้นเติบโตนั้น พวกเขาจะใช้วิธีซักถามบริษัทว่ามีแผนการเพิ่มกำไรในอนาคตอะไรบ้าง แล้วพยายามประมาณกำไรที่จะเพิ่มขึ้นจากแผนการเหล่านั้นวิธีนี้ดีเพราะเป็นการมองไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม แผนธุรกิจส่วนใหญ่มักมองไปข้างหน้าไม่ไกลนัก (ส่วนมากไม่เกิน 12 เดือน) ดังนั้น สถาบันจึงมักมองกำไรในอีก 12 เดือนเป็นหลัก ไม่มองอะไรที่ไกลกว่านี้ (ด้วยเหตุนี้ตลาดหุ้นจึงมอง 12 เดือนข้างหน้าเป็นหลักด้วยเพราะตลาดหุ้นเต็มไปด้วยนักลงทุนสถาบัน)

วิธีของสถาบันเป็นวิธีที่อาศัย "ข่าว" เป็นสำคัญ กล่าวคือ คอยติดตามข่าวล่าสุดเกี่ยวกับบริษัทตลอดเวลา เพื่อปรับประมาณการใหม่ให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยจะเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นนั้นตามประมาณการที่เปลี่ยนไป วิธีนี้แม้ว่าจะไม่ถึงกับต้องเฝ้าหน้าจอตลอดวันเหมือนการเทรดหุ้นแต่ก็ยังนับว่าต้องใช้ effort ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะต้องหูตาไวอยู่เสมอ เพื่อมิให้ตกข่าว ผมจึงไม่ค่อยชอบวิธีนี้เท่าไร เพราะเหนื่อยเกินไปสำหรับนักลงทุนสมัครเล่นอย่างผม  

เวลาผมมองหุ้นเติบโตนั้น ผมไม่ได้เล่นตามข่าว ผมจะพยายามหาคำตอบว่า บริษัทมี "ความพร้อม" แค่ไหนที่จะสร้างการเติบโตในอนาคต วิธีนี้คล้ายๆ กับการที่เราแทงม้าโดยใช้วิธีดูว่า ม้าสุขภาพดีอยู่หรือไม่ ม้าซ้อมมากพอหรือไม่ จ๊อกกี้คุ้นเคยกับม้าหรือไม่ ถ้าประเด็นเหล่านี้ดีหมด ก็แทงเลย แทงแล้วก็ไม่ไปนั่งลุ้นที่ข้างสนามเลยก็ได้

เวลาพิจารณาความพร้อม ผมก็จะสนใจในประเด็นต่างๆ ที่มีผล เป็นต้นว่า สินค้าของบริษัทเป็นสินค้าที่ความต้องการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคตหรือไม่ บริษัทมีจุดเด่นอะไรบ้างและจุดเด่นเหล่านั้นมีความสำคัญต่อธุรกิจนั้นๆ แค่ไหน ผู้บริหารมีแรงจูงใจที่จะทำบริษัทให้เติบโตมากแค่ไหนและผลประโยชน์ของพวกเขาไปทางเดียวกันบริษัทมากแค่ไหน สุดท้ายก็คือราคาหุ้นแพงไปหรือยังที่จะเสี่ยง หุ้นที่ทำให้ผมมั่นใจในประเด็นเหล่านี้ได้ ก็เป็นหุ้นเติบโตที่น่าลงทุนสำหรับผมเสมอ ดูไปแล้ววิธีของผมก็คล้ายกับวิธีการลงทุนแบบ Value Investing คือมองธุรกิจให้เป็นธุรกิจจริงๆ แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ Value Investing คิดว่าธุรกิจที่ดีคือธุรกิจที่มีกำไรที่มั่นคง แต่ธุรกิจที่ดีสำหรับผมคือ ธุรกิจที่มีอนาคตที่น่าสนใจ

บางคนบอกว่า ถ้าเราไม่ใช่คนที่มีวิสัยทัศน์แล้วจะไปรู้ได้อย่างไรว่า หุ้นตัวไหนจะเติบโตดีในอนาคต ผมว่าคนที่คิดแบบนี้ไม่ได้มีปัญหาตรงที่ขาดวิสัยทัศน์แต่มีปัญหาตรงที่พวกเขาไม่เข้าใจคำว่า "การลงทุน" ว่าคืออะไรมากกว่า พวกนักธุรกิจเวลาลงทุนนั้น ร้อยทั้งร้อยไม่มีคนไหนรู้ล่วงหน้าหรอกว่าวันหน้าธุรกิจของพวกเขาจะเป็นอย่างไรแต่พวกเขาก็ยังลงทุนอยู่นั่นเอง คนส่วนใหญ่มักคิดว่า การจะทำอะไรนั้นจะต้องชัวร์ 100% ก่อนจึงจะลงมือทำได้ ในขณะที่นักธุรกิจทำอะไรที่ไม่ชัวร์ 100% ตลอดเวลาแต่นักธุรกิจกลับเป็นอาชีพเดียวเท่านั้นที่มีคนรวย ที่จริงแล้วก็เป็นเพราะนักธุรกิจต้องผจญกับความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลานี่แหละทำให้พวกเขาต้องได้รับผลตอบแทนสูง เพื่อชดเชยความเสี่ยงเหล่านั้น ที่จริงแล้ว การลงทุนคือ การใช้ความพยายามของเราอย่างเต็มที่เพื่อ maximize โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนั้นไม่สำคัญเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย ต่างหาก ผมชอบคำพูดของนักธุรกิจชื่อดังคนหนึ่งที่บอกว่า "ธุรกิจนั้น 50% ขี้นอยู่กับโชค อีก 50% ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเราที่จะคว้าโชคนั้นเมื่อมันวิ่งผ่านเข้ามา" การเป็นนักลงทุนก็เหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องรู้ล่วงหน้า 100% ถึงจะซื้อหุ้นได้ ไม่ว่าในอนาคตตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร หน้าที่ของเราคือการใช้ความพยายามของเราให้เต็มที่ในการคัดเลือกหุ้นและบริหารพอร์ตให้ maximize โอกาสของเราให้มากที่สุด ต่างหาก

อย่ากลัวที่จะคัดเลือกหุ้นด้วยตนเองแล้วคิดผิด ในเส้นทางของนักลงทุนทุกคนต้องค่อยๆ เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองทั้งนั้น วันหน้าเราจะแกร่งขึ้น ไม่มีทางลัด ที่จริงแล้ว นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักไม่ได้มีจุดเด่นที่การเลือกหุ้น แต่เป็นคนที่มีวินัยในการลงทุนที่ดีมากกว่า

ประการสุดท้าย นักลงทุนมีข้อได้เปรียบนักธุรกิจอยู่อย่างหนึ่งคือ นักลงทุนสามารถกระจายทุนของตัวเองไปในหลายๆ โอกาสได้ในขณะที่นักธุรกิจมักต้องทุ่มสุดตัวไปกับโอกาสเพียงโอกาสเดียว นักลงทุนจึงไม่ควรพลาดที่จะใช้ความได้เปรียบตรงนี้ การกระจายโอกาสเพื่อให้ได้ผลตอบแทนคาดหวังสูงสุดเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งของการ Growth Investing เลยทีเดียว 

Posted by 1001ii at 6:48 PM in 1001 Investment Ideas

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: hongvalue at Tue, 8 Jul 11:08 PM

นับถือๆ เขามาเยี่ยมชม

ตามอ่านมานาน

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ

Comment: hi.ผมเอง at Wed, 9 Jul 9:20 AM

อ่านแล้วได้ข้อคิดดีๆหลายๆเรื่องเลยครับ
ขอบคุณที่แบ่งปันความคิดครับ

Comment: terati20 at Wed, 9 Jul 10:11 AM

คม ชัดเจน มากอาจารย์
เยี่ยม จริงๆ
ออกหนังสือ เรื่องการลงทุนซักเล่ม เถอะ
เอาเป็น case study ก็ได้

Comment: jung_oh at Wed, 9 Jul 2:11 PM

ตามอ่านๆไป ก็กำลังคิดว่า

พี่น่าจะรวบรวม บทความมาเป็นหนังสือนะครับ


อ่านแล้วได้อะไรเยอะดี

Comment: hi.ผมเอง at Thu, 10 Jul 12:51 PM

รบกวนถามเพิ่มนะครับ
ผมเคยเห็นการเติบโตแบบน่าสนใจอยู่caseนึง คือ การเติบโตอันเนื่องมาจากที่ผู้บริหารปรับเปลี่ยนBussiness Modelตัวเองในช่วงที่บริษัทเองตกอยู่ในภาวะเลวร้ายจากวิกฤติต้มยำกุ้งที่ทำให้ลอยตัวค่าเงินและทำให้ระดับหนี้สินของบ.สูงมากทั้งๆที่ยอดขายลดลงมาก
ความจริงบมจ.(ในธุรกิจอสังหา)นี้นอกจากจะเป็นหุ้นเติบโตแล้วยังเป็นหุ้นกลับตัวอีกด้วยส่งผลให้ระดับราคาเข้าข่ายหุ้น13เด้งของปีเตอร์ลิ้นท์ทีเดียว
โดยการเปลี่ยน Bussiness Model จากการสร้างขายโอน มาเป็นสร้างให้เสร็จก่อนแล้วจึงขาย ซึ่งส่งผลให้ยอดการรับรู้รายได้กลับมาเร็วและเต็มจำนวนอย่างมาก ส่งผลให้ inventory turn over สูงมาก และสามารถลดหนี้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการเติบโตอีกแบบหนึ่ง
อยากรบกวนคุณสุมาอี้ช่วยแบ่งปันความคิดในเรื่องของรูปแบบการเติบโตในแบบต่างๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมหน่อยครับ
ผมอ่านหนังสือมหัศจรรย์ แห่ง กลยุทธ์ทางธุรกิจ ของคุณสุมาอี้2รอบแล้วครับ ชอบมากครับบอกถึงกลยุทรในการดำเนินธุรกิจรวมถึงตัวอย่างที่มีประโยชน์มากในการวิเคราะห์บมจ.ในเชิงคุณภาพได้ดีทีเดียว

Comment: 1001ii at Thu, 10 Jul 2:31 PM

ที่จริงหุ้นที่ทำหลายเด้งในบ้านเรา แทบทุกตัว ทำมูลค่าให้เพิ่มขึ้นได้ด้วยการปรับ business model อย่างที่คุณ hi.ผมเองตั้งของสังเกตนั้นแหละครับ เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องที่น่าศึกษามากทีเดียว ถ้าเราไม่สังเกต เราจะมองผ่านเรื่องพวกนี้ไป...

MINT เป็นอีกตัวอย่างของหุ้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 10 เท่าเมื่อปรับเปลี่ยน business model ใหม่

PTT ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ใช่การเปลี่ยน business model หลัก แต่เขามีกลยุทธ์การสร้างมูลค่าที่น่าสนใจมากทีเดียว

Comment: hi.ผมเอง at Thu, 10 Jul 5:31 PM

ขอบคุณครับ

Comment: SilverBullet at Fri, 11 Jul 9:47 AM

อย่าง Case PTT นี่เค้าปรับ Business Model อย่างไรเหรอครับ ใช่ที่ไปไล่ซื้อ บริษัท อื่นมา เพื่อ เพิ่ม Value หรือป่าวครับ

Comment: 1001ii at Fri, 11 Jul 1:45 PM

PTT ค่อยๆ ซื้อธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นซึ่งส่วนใหญ่มีหนี้มากและขาดทุนมานานเพราะอยู่ในภาวะล้นตลาด ในราคาที่ไม่แพง อาศัยวัฎจักรปิโตรเลียมที่เป็นขาขึ้น ทำให้บริษัทเหล่านี้เริ่มทำกำไรได้ ก็ค่อยๆ ใช้หนี้ เมื่อมีกระแสเงินสดเป็นบวกก็เอาไปซื้อบริษัทอื่นต่อไป ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็สามารถโตต่อเนื่องนานทีเดียว

(อันนี้ คุณประเสริฐ เป็นคนอธิบายเอง)

Comment: mr.clean at Mon, 14 Jul 12:54 PM

that verygood idea .thanks krab.

Comment: Saran at Sun, 17 Aug 11:54 AM

ขอบคุณสำหรับบทความครับ ตอนนี้กำลังตามอ่านอยู่

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« July »
SunMonTueWedThuFriSat
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031