Tuesday, 1 July 2008

0065: สไตล์การลงทุนของผมเอง (ตอนที่ 1)

« 0064: The two-minute drill | Main | 0066: วิธีการลงทุนของผม (ตอนที่ 2) »

หลังจากที่เข้าตลาดหุ้นได้เพียงไม่กี่เดือน ผมรู้สึกตัวเองได้อย่างรวดเร็วว่า ผมไม่ชอบการเป็นเทรดเดอร์ การเทรดหุ้นทำให้ผมขาดสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน ผมเล็งเห็นว่า การเฝ้าตลาดอย่างใกล้ชิดนั้น เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้สำหรับการเทรดหุ้น เพราะจังหวะเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการเทรดหุ้นให้ประสบความสำเร็จ การเทรดหุ้นจึงเหมาะกับคนที่มุ่งมั่นที่จะยึดตลาดหุ้นเป็นอาชีพจริงๆ ในขณะที่ ตัวผมเองเข้าตลาดมาเพื่อหวังให้เงินทำงานให้เรา ในขณะที่เราไปทำอย่างอื่นที่เป็นเรื่องสำคัญกับชีวิตของเรามากกว่า ผมอยากใช้ชีวิตได้แบบคนปกติ ไม่ต้องหน้าซีดเป็นไก่ต้มทุกครั้งที่ตลาดหุ้นตกหนักๆ แม้ผมจะรู้ว่ามีเทรดเดอร์ที่เก่งมากหลายคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่การยึดการลงทุนเป็นอาชีพนั้นไม่ใช่เป้าหมายชีวิตของผม 

อย่างไรก็ตาม เมื่อผมหันมามองการลงทุนแทนการเทรดหุ้นดูบ้าง ผมก็พบว่าวิธีลงทุนที่เขาแนะนำกันนั้นก็ไม่น่าสนใจพอๆ กันกับการเทรดหุ้น ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนส่วนใหญ่มักแนะนำให้ซื้อหุ้นของกิจการที่มั่นคงและรอรับเงินปันผลไปเรื่อยๆ ผมมองว่าวิธีการเช่นนี้ให้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยง เพราะเวลาได้เงินปันผลนั้นเราได้แค่ 5% แต่เวลาธุรกิจไม่ดีทำให้ราคาหุ้นร่วงลงนั้น เรามักขาดทุน 20-30% เป็นอย่างน้อยสำหรับหุ้นปันผล ในขณะที่ ถ้าเราซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้นั้น เราอาจได้ดอกเบี้ยเพียง 3-4% แต่เงินต้นของเรามีโอกาสขาดทุนน้อยมากๆ ดังนั้นผมจึงมองว่าการถือหุ้นปันผลเพื่อรอรับเงินปันผลไปเรื่อยๆ นั้น "ได้ไม่คุ้มเสีย" น่าจะเอาเงินไปซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ยังดีเสียกว่า 

เมื่อสรุปได้นั้น ผมก็พยายามค้นหาวิธีการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงโดยที่ไม่จำเป็นต้องเฝ้าตลาดอย่างใกล้ชิด (อันนี้สำคัญ) ผมศึกษาการลงทุนอยู่หลายๆ แนว แต่ก็พบว่า แต่ละแนวก็ดูจะมีจุดยืนเป็นของตัวเอง ที่เห็นขัดแย้งกันก็มีมาก ยิ่งอ่านหลายวิธีก็ยิ่งสับสน ไม่รู้ว่าใครพูดจริงพูดหลอก

จนกระทั้งวันหนึ่ง ผมได้อ่านเจอแนวคิดของ บิล มิลเลอร์ ผู้จัดการกองทุนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมตาสว่างเป็นอย่างมาก บิลกล่าวว่า หุ้นที่ถือไว้เฉยๆ แล้วให้ผลตอบแทนดีที่สุดคือหุ้นเติบโต หุ้นพวกนี้แม้ในช่วงสั้นราคาหุ้นจะผันผวนรุนแรงมาก แต่ในระยะยาวแล้ว มันจะวิ่งไปได้ไกลกว่า เช่น หุ้นเติบโตราคา 100 บาทถือไว้หนึ่งปีอาจพุ่งขึ้นเป็น 200 บาท ปีถัดมาอาจร่วงลงมากถึง 40% เหลือแค่ 120 บาท แต่สรุปแล้วก็ยังได้กำไรอยู่ถึง 20% ในขณะที่ หุ้นปันผลราคา 100 บาท ปีแรกอาจกลายเป็น 105 บาท ปีถัดมา 110 บาท แม้ราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอกว่าก็จริง แต่สรุปแล้วกำไรก็แค่ 10% เท่านั้นเองซึ่งน้อยกว่าหุ้นเติบโต ยิ่งจำนวนปีเพิ่มขึ้นกว่านี้ ผลลัพธ์จะยิ่งแตกต่างกันมากขึ้นไปอีก คนส่วนใหญ่หลงประเด็น เพราะธรรมชาติของคนมักกลัวความผันผวน จึงมุ่งที่จะพยายามสร้างพอร์ตที่ผันผวนน้อยที่สุดในระยะสั้น แต่ที่จริงแล้ว ถ้าคุณคิดจะลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว คุณมีความได้เปรียบนักลงทุนคนอื่นตรงที่คุณไม่จำเป็นต้องพะวงเรื่องความผันผวนในระยะสั้น สาเหตุที่หุ้นเติบโตมักผันผวนนั้นบ่อยครั้งไม่ได้เป็นเพราะกิจการนั้นไม่ดี แต่เป็นเพราะหุ้นเติบโตมักวัดมูลค่าที่แท้จริงได้ยาก ตลาดจึงไม่สามารถกำหนดราคาที่แน่อนให้กับมันได้ มันจึงอ่อนไหวกับภาวะตลาดมากกว่าหุ้นปันผล แต่ไม่ได้หมายความว่ากิจการของหุ้นเติบโตเป็นกิจการที่ไม่ดีเสมอไป

เป้าหมายหลักของการลงทุนควรจะเป็นการสร้างพอร์ตที่วิ่งไปได้ไกลที่สุดในระยะยาว และพอร์ตของหุ้นเติบโตที่มีการกระจายที่ดีพอเท่านั้นที่จะทำให้พอร์ตของคุณมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้มากที่สุดในระยะยาว จุดมุ่งหมายของการลงทุนต้องเป็นการเพิ่ม Wealth ในระยะยาว ไม่ใช่การขจัดความผันผวนในระยะสั้น

แนวคิดนี้ได้กลายเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อวิธีการลงทุนของผมอย่างมากในเวลาต่อมา เพราะมันตอบสนองความต้องการลงทุนแบบไม่ต้องเฝ้าตลาดของผมได้เป็นอย่างดี ทุกวันนี้ผมจึงสนใจลงทุนในหุ้นเติบโตเท่านั้น ทุกวันนี้ผมค้นหาแต่กิจการที่ผมคิดว่ามีโอกาสเติบใหญ่ได้มากในวันข้างหน้าและแทบจะไม่ได้สนใจลงทุนหุ้นในแนวอื่นๆ เลย

 

Posted by 1001ii at 8:52 PM in 1001 Investment Ideas

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: krisy at Tue, 1 Jul 11:42 PM

ตอนสอง ขอร้องให้เกริ่นแนวทางการกระจายของพอร์ตสักนิดได้ไหมค่ะ แบบไหนที่เรียกว่า จะดีพอ เพราะคุณสุมาอี้ก็ไม่ได้อยากวางน้ำหนักในหุ้นเติบโตนั้นเพียงตัวเดียวหรือสองตัว เราคิดว่า ปัจจัยหนึ่งคงเป็นเพราะ อนาคตที่ออกแบบไม่ได้เพราะอาจไม่โตตามคาด นอกจากนี้ ราคาที่อ่อนไหวง่าย ทำให้เราอ่อนไหวตาม แม้เราจะลงทุนระยะยาวก็ตาม

ไม่ต้องละเอียดมากก็ได้นะคะ แค่ขอเป็นไอเดีย ขอบคุณค่ะ

Comment: 1001ii at Wed, 2 Jul 9:51 AM

มีแน่นอนครับคุณ krisy วิธีการลงทุนสรุปแล้วก็มีสาระสำคัญอยู่สองเรื่องคือ เลือกหุ้นอย่างไร กับ บริหารพอร์ตอย่างไร คิดว่าเรื่องบริหารพอร์ตคงจะกล่าวถึงประมาณตอนที่ 3-4 อะไรแบบนั้น

Comment: hi.ผมเอง at Wed, 2 Jul 10:01 AM

ดีครับ
ยอมรับตรงๆเลยว่า ผมเริ่มสนใจจะลงทุนในหุ้นเติบโตมากขึ้นเยอะครับ
เดิมผมจำเป็นต้องเข้าตลาดหุ้นเมื่อ7-8ปีก่อนเพราะบังเอิญได้esopมาส่วนหนึ่ง เลยจำเป็นต้องหาความรู้เพิ่มเพื่อที่จะดูแลสิ่งที่ได้มา
และก้อเลยทำให้ลองซื้อหุ้นของบมจ.อื่นๆตามาทีหลัง แต่ยอมรับตรงๆอีกเช่นกันว่าไม่เคยสนใจหุ้นเติบโต เพราะคิดว่าตลาดในไทยทั้งหมดเป็นเพียงหุ้นวัฐจักร เพียงแต่สั้นหรือยาวแค่นั้น เพราะโอกาศเติบโตไปยังตลาดต่างประเทศเพื่อสร้างผลกำไรที่เพิ่มขึ้นแบบอเมริกานั้นยากมาก
แต่พอมาอ่านบทความเรื่องการ เรื่องการเติบโตแบบไทยๆ ของคุณแล้ว ก็ได้ไอเดียดีๆขึ้นอีกมากครับ ขอบคุณ
แต่ที่ยังติดใจอยู่ก็คือ อะไรคือสิ่งที่บอกว่ากิจการที่เราเลือกและคิดว่ามันเป็นหุ้นเติบโตนั้นคืออะไร เป็นแค่เราจินตนาการไปเองหรือไม่ว่ามันจะหรือกำลังเติบโต
เพราะการดูงบการเงินนั้น ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าอนาคตของบ.นั้นจะดีต่อไปอีก
ยอมรับอีกเช่นกันว่าอ่านหนังสือของคุณไม่หมดทุกเล่ม ขาดไปสองเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน ส่วนที่อ่านแล้วทั้งหมดนั้น ได้ความรู้ในเรื่องที่เข้าใจได้ยากได้แบบง่ายดีครับ ที่ชอบสุดคือ การวัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวเอง แต่ตินิดนึงครับ คือผมมีที่บ้าน1เล่ม ที่ทำงาน1เล่ม แต่เล่มที่สองนี่คุณภาพการตรวจproveไม่ค่อยดีครับ มีหน้าซ้ำๆกันอยู่หลายหน้า
ผมสงสัยหลายๆเรื่องมาก เช่น การคาดเดา อัตราการเติบโตนั้น มันมีหลักการในการดูและคาดการณ์อย่างไรครับ
ตอนนี้ส่วนใหญ่จะลงทุนในหุ้นที่แข็งแกร่งครับ แต่รอซื้อในช่วงวิกฤติของภาพรวมหรือวิกฤติในอุตสาหกรรมนั้นเอง

Comment: hi.ผมเอง at Wed, 2 Jul 10:13 AM

อ้อ อีกเรื่องครับ
คือเท่าที่อ่านมา นั้น สำหรับหุ้นเติบโตนั้น ควรซื้อในช่วงราคาที่เหมาะสม
คำว่าเหมาะสมนี้หมายถึงเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตใช่มั๊ยครับ
อัตราการเติบโตเนี่ย หมายถึงอัตราการเติบโตของfcfหรือครับหรือกำไร,ebit,

Comment: 1001ii at Wed, 2 Jul 9:05 PM

คุณ hi.ผมเองครับ ผมไปหาดูไม่เจอหน้าที่ซ้ำกัน คิดว่าอาจจะเป็นเฉพาะบางเล่ม อาจจะลองขอเปลี่ยนที่ร้านดูก็ได้ครับ หรือไม่ก็ส่งกลับมาที่ผมโดยตรงเลยก็ได้

เอาไว้ผมจะขยายความเรื่องราคาที่เหมาะสมกับอัตราเติบโตนะครับ

Comment: hi.ผมเอง at Thu, 3 Jul 9:11 AM

ขอบคุณครับ แต่ไม่เป็นไรครับ แสดงว่าผมได้เล่มพิเศษกว่าคนอื่น ^__^
จะรออ่านบทความอื่นๆอีกครับ

Comment: YuaY at Fri, 4 Jul 1:48 AM

ชอบแนวคิดการลงทุนของพี่สุมาอี้มากครับ ผมก็สนใจการลงทุนในหุ้นเติบโตอยู่เหมือนกัน รบกวนพี่สุมาอี้แนะนำหนังสือภาษาอังกฤษที่เขียนเกี่ยวกับด้านนี้ให้หน่อยได้มั้ยครับ เข้าใจว่าหนังสือภาษาไทยที่เขียนเกี่ยวกับหุ้นเติบโตโดยตรงยังไม่มี ขอบคุณมากครับ

Comment: 1001ii at Mon, 7 Jul 1:39 PM

หนังสือภาษาอังกฤษก็มีอยู่น้อยครับ เพราะจริงๆ แล้ว growth investing คือวิธีการลงทุนทั่วไปนั่นเอง แต่ถ้าจะถามว่าใครจะเป็นต้นแบบ growth investing ให้เราได้ดีที่สุด ผมว่า ปีเตอร์ ลินซ์ครับ ลองอ่านหนังสือทุกเล่มของเขาดู

Comment: jung_oh at Wed, 9 Jul 2:06 PM

ผมเริ่มศึกษาได้ปีกว่าๆ ตอนนี้ แนวทางการลงทุนของผม ก็มั่วๆครับ

ลอกจากคนอื่นบ้าง มั่วๆหาธุรกิจที่คุ้นเคย เห็นว่าดี ก็ซื้อบ้าง

แนวทางที่พี่สุมาอี้ เขียนน่าสนใจจริงๆครับ

ขอติดตามอ่านเรื่อยๆเลยนะคับ


ปล. เมื่อไหร่หนังสือเล่มใหม่พี่จะออกอีกครับ

Comment: 1001ii at Thu, 10 Jul 2:23 PM

แหะๆ เขียนไม่ทันครับ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« July »
SunMonTueWedThuFriSat
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031