Sunday, 1 June 2008
0061: Turnarounds
« 0060: Growth แบบไทยๆ | Main | 0062 : Equity Mind »
ปีเตอร์ลินซ์ บอกว่า มีหุ้นแค่สองประเภทเท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนอย่างน่าประทับใจแก่นักลงทุนได้ คือ หุ้นเติบโต (Growth Stocks) และหุ้นพลิกฟื้น (Turnarounds)
ในบล็อคนี้ผมพูดถึงแต่หุ้นเติบโตอยู่ตลอดเวลาและแทบจะไม่เคยพูดถึงหุ้นแบบอื่นเลย รวมทั้งหุ้น Turnarounds ด้วย หุ้น Turnarounds เป็นหุ้นที่ผมไม่ถนัด ผมจึงไม่ค่อยให้ความสนใจพวกมันเท่าไรแม้ว่านักลงทุนมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่น่าประทับใจจากพวกมันได้ไม่แพ้หุ้นเติบโตเลยก็ตาม ในตลาดหุ้น เราควรอยู่ให้ห่างไกลจากสิ่งที่เราไม่มีความถนัด (อย่าโลภ) นานๆ ผมจึงจะซื้อหุ้น Turnarounds สักครั้ง และไม่เคยถือพวกมันเกิน 10% ของพอร์ต
อย่างไรก็ตาม หุ้น Turnaround เป็นหุ้นที่มีนักลงทุนถามผมบ่อย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผมก็ไม่รู้จะแนะนำอย่างไร เพราะผมไม่ค่อยได้ตามหุ้นพวกนี้ ผมว่าบ้านเรามีนักลงทุนที่นิยมเล่นหุ้น Turnaround มากกว่าหุ้นเติบโตมาก ซึ่งเป็นไปตามแนวความเชื่อที่มีอยู่ทั่วไปในตลาดว่า "บริษัทของไทยโตได้น้อย ถ้าไม่เล่นหุ้น Turnaround โอกาสจะได้กำไรมากๆ คงไม่มี" ก็เลยกลายเป็นว่าตลาดหุ้นไทยมีแต่คนแย่งกันซื้อบริษัทที่ไม่ดี เพราะยิ่งไม่ดีเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสเป็นหุ้น Turnaround ซึ่งโดยส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันขัดๆ ยังไงก็ไม่รู้ที่ทำไมผู้คนจึงแย่งกันซื้อของไม่ดี จากการสังเกตพฤติกรรมของนักลงทุนที่หลงไหลหุ้น Turnaround ผมมีข้อสังเกตบางอย่างที่อยากเอามาแชร์ให้ฟังดังนี้
- สาเหตุที่ "บาง" คนหลงใหลหุ้น Turnarounds มากนั้นอาจเกิดจากพวกเขาให้ความสำคัญกับ "ขนาด" ของ Upside มากเกินไปและให้ความสำคัญกับ "โอกาส" ที่ Upside นั้นจะเกิดขึ้นน้อยเกินไปก็ได้ หุ้น Turnarounds อาจให้ผลตอบแทนได้สูงถึง 100-200% แต่โอกาสเช่นนั้นไม่ได้สูงมากนัก ในขณะที่ Downside ซึ่งต่ำกว่า Upside นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่า เหมือนอย่างที่ วอเรน บัฟเฟต เคยพูดว่า "Turnarounds seldom turn." ที่จริงแล้ว ถ้าคำนึงทั้งขนาดและโอกาส (expected value) หุ้น Turnarounds กับ หุ้นเติบโต นั้นอาจมีความน่าสนใจที่ไม่ต่างกันมากนัก เพราะแม้หุ้นเติบโตส่วนใหญ่จะมี Upside ไม่สูงนักในระยะสั้นๆ แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นมีมากกว่า
- เรามักเกิดความสนใจหุ้น Turnaround ขึ้นมาหลังจากเพิ่งเกิดเหตุการณ์ที่ราคาหุ้นของมันร่วงลงอย่างหนักใหม่ๆ และเข้าไปซื้อหุ้นเหล่านั้นด้วยตรรกที่ว่า ลงมาแรงๆ เดี๋ยวจะต้องเด้งแรงๆ หรือลงมาแล้ว 50% แปลว่าถูก แต่ความจริงแล้ว ไม่เคยมีกฏเกณฑ์พรรณนั้นอยู่ในตลาดหุ้นมาก่อน หุ้นที่ลงแรงๆ อาจนิ่งไปเลยหรือ sideway down ไปอีกหลายๆ ปีเลยก็เป็นไปได้บ่อย และเปอร์เซ็นต์ที่ร่วงลงมาจากจุดต่ำสุดมากๆ ก็ไม่สามารถบ่งบอกว่าหุ้นถูกหรือแพงได้เช่นเดียวกัน อย่างหุ้นสถานีโทรทัศน์ที่ร่วงลงมาจาก 30 บาทเหลือแค่ 6 บาทนั้น ยังสามารถลงต่อไปเหลือไม่ถึงบาทได้ หุ้นถังแก๊ส (มาจาก 17 บาท) หรือหุ้นอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร (มาจาก 12 บาท) ก็เป็นตัวอย่างที่ดีเช่นเดียวกัน
ที่จริงแล้ว ถ้าเราอยาก bet กับหุ้น Turnaround ควรทำเมื่อมีข่าวเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้นเข้ามากระทบมากกว่า การซื้อหุ้นที่ตกแรงๆ เพื่อหวังให้มันเด้งแรงๆ โดยไม่มีเหตุผลอะไรรองรับ ไม่ต่างกับการหวังล้มๆ แล้งๆ การเก็งเมื่อมีสัญญาณฟื้นตัวแล้วแม้ว่าอาจจะต้องซื้อสูงกว่าจุดต่ำสุดไปบ้าง แต่อย่างน้อยเราก็ได้เห็นแล้วว่า ก้นเหวอยู่ตรงไหนและยังมีโอกาสที่หุ้นจะวิ่งขึ้นได้มากกว่าหุ้นที่ยังคงทำ new low อยู่อย่างต่อเนื่อง
- หุ้นที่มีข่าวร้ายมากๆ บางตัวอาจจะยังไม่ถูกอย่างที่คิดก็ได้ เนื่องจากแนว Turnarounds เป็นแนวที่นักลงทุนไทยส่วนใหญ่นิยมเล่น ตลาดหุ้นไทยจึงมีนักลงทุนที่ยินดีเข้าไปรับของที่ถูกเทออกมามากกว่าปกติ ราคาหุ้นจึงไม่ลงไปมากกว่าจุด oversold ได้ง่ายๆ ถ้าต้องการตัดสินใจซื้อขายหุ้น Turnaround โดยอาศัยจิตวิทยา ไม่ควรซื้อหุ้นที่แค่มีข่าวร้ายธรรมดา หรือราคาหุ้นร่วงชั่วครั้งชั่วคราว เพราะจะยังไม่ปลอดภัยมากพอ ควรซื้อเมื่อมันเลวร้ายแล้วเลวร้ายอีกจนเหนือความคาดหมายของทุกคนจริงๆ ดังเช่นคติของ Sir John Templeton ยอดนักซื้อของถูกระดับตำนานที่บอกว่า The only time to buy is the time of "maximum" pessimism.
-หุ้น Turnaround ที่กลับตัวได้สำเร็จแล้ว ควรขายออกไปเสีย ไม่ควรถือต่อไปในระยะยาว เพราะการที่มันเคยเกิดปัญหาถึงขั้นวิกฤตได้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะ พวกมันไม่ใช่หุ้นที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งเท่าไรนัก (อันนี้ไม่เสมอไป แต่ส่วนใหญ่) นักลงทุนมักมีความรู้สึกที่ดีกับหุ้น Turnaround ที่กลับตัวได้สำเร็จมากเพราะมันทำกำไรให้อย่างมากเลยเกิดความคิดไปว่ามันเป็นกิจการที่ยอดเยี่ยมและอยากถือมันตลอดไป ซึ่งจะนำไปสู่ความผิดหวังในอนาคต
ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุนครับ
[Trackback URL for this entry]
เรื่องหุ้นถังนี่เหมือนกัน ถ้าได้อ่าน temple boxing ก่อน คงไม่ทำกำไรหายไปหลายแสนเพราะโลภเกินความรู้
ซื้อตั้งแต่ 9 บาทก่อนแตกพาร์ วิ่งไป 44 บาท ขณะนั้น pe 20 แล้วก็ไม่ขาย หลอกตัวเองว่ามันคงขึ้นไปได้เรื่อยๆ สุดท้ายต้องมาขาย 8 บาทกว่าหลังแตกพาร์ ซึ่ง pe เกือบ 14 เท่า
เลยได้คติสอนใจมาอีกว่า หุ้นสั้น ห้ามถือยาว หุ้นทุกตัวมีไว้ขายถ้าตลาดให้ราคามากเกิน
ขอบ่นนอกเรื่องหน่อย หวังว่าจะไม่ไร้สาระเปลืองที่ blog ของท่านแม่ทัพมากเกินไปนะครับ
ตามมาอ่านครับ เห็นไม่ค่อยเข้าไปที่tvi เพิ่งมาเห็นคุณสุมาอี้ที่นี่ครับ
printมาอ่านเกือบหมดแล้วครับ ได้ความรู้เพิ่มอีกมากครับ เป็นกำลังใจในการเขียนครับ
เข้ามาแสดงความเห็น เพื่อให้เห็นว่ามีคนอ่านบล็อคคุณสุมาอี้อีกมากมายครับ
หุ้น Turnaround นี่น่าสนใจไม่แพ้กับหุ้นเติบโตครับ เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าควรทำในสิ่งที่ตนถนัดครับ
พี่สุมาอี้ครับ กรณี TOP โฆษณาโทรทัศน์เรือง EURO4 หรือการตั้ง boot ของ EGCOในงานต่างๆ เป็นประโยชน์กับบริษัทยังไงครับ คือ ผมคิดว่าคนเติมนำมันคงไม่ได้คิดว่าน้ำมันที่จะเติมมาจากโรงกลั่นไหน และกรณีตั้ง boot เพื่อหวังผลต่อราคาหุ้นหรือเปล่าครับ ถ้าใช่บริษัทจะได้อะไรจากการที่ราคาหุ้นขึ้นบ้าง รบกวนด้วยนะครับ
ก็คงเป็นเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ในตลาดอย่างที่คุณ puthorn มอง แต่ผมก็มองว่าไม่มีอะไรเสียหาย อย่างน้อยก็แสดงให้เห็ฯว่าแคร์ผู้ถือหุ้นบ้าง บางบริษัทนั้นไม่แคร์เลย หรือบางบริษัทแคร์เฉพาะช่วงที่จะเพิ่มทุนเท่านั้น เพิ่มทุนเสร็จหายจ๋อยไปเลยก็มี
ในขณะเดียวกัน ผมว่าธุรกิจที่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมควรจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสายตาผู้บริโภคเอาไว้ด้วยเหมือนกัน สมัยนี้จะละเลยไปเลยโดยคิดว่าไม่ได้ขายถึงผู้บริโภคโดยตรงคงไม่ได้เสียแล้ว เวลาโดนต่อต้านสังคมจะไม่เห็นใจ
บริษัทได้ประโยชน์เมื่อราคาหุ้นสูงขึ้นเสมอแม้ว่าผู้ถือหุ้นหลักจะไม่ได้ขายหุ้นออกมา เพราะการที่หุ้นมีราคาสูงทำให้ต้นทุนทางการเงินต่ำลง ออกหุ้นกู้ไม่ต้องให้ดอกสูง เพิ่มทุนก็ได้ราคาดี เป็นต้น
ขอบคุณมากครับพี่ เพิ่งได้เข้ามาอ่าน พอดี internet ล่มทั้งอำเภอมาหลายวัน

เห็นด้วยกับท่านแม่ทัพครับ ถ้าจะเล่นหุ้น turn around จริงๆ คงต้องมีข่าวที่ค่อนข้างแน่นอนว่าผลประกอบการจะดีขึ้นจริงๆ อย่างน้อย 1-2 ปี แต่กว่าข่าวจะมา หุ้นก็มักขึ้นไปแล้ว ดังนั้นคนที่ต้องการเก็งกำไรจากหุ้น turn around จะต้อง bet ก่อน ต้องมีข่าวที่ค่อนข้างแน่ใจว่าจะ turn จริง ทำให้กล้าเข้าซื้อ ขณะที่คนอื่นกลัว
ส่วนตัวผม ใจไม่ใหญ่ขนาดนั้น เลยถือคติ อย่าโลภเกินความรู้
อันที่จริงที่กล้าซื้อหุ้นมากถึง 80% ของเงินที่มีอยู่นี่ ก็ถือว่าโลภมากเกินแล้ว เพราะรู้ว่าตัวเองยังไม่รู้อะไรเท่าไหร่ในเรื่องหุ้น