Saturday, 17 May 2008
0059: Upside, where are you?
« 0058: โอกาสในการเติบโต | Main | 0060: Growth แบบไทยๆ »
ลองนั่งนึกดูว่าในอนาคตบริษัทที่คุณลงทุนอยู่จะโตขึ้นได้อีกเพราะอะไรได้บ้าง? ขีดจำกัดในการเติบโตของกิจการแต่ละอย่างนั้นแตกต่างกัน
ธุรกิจโรงแรมนั้นก่อสร้างขึ้นมาครั้งแรกครั้งเดียวเลย กำไรในช่วงแรกปีแรกที่เปิดบริการจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะ occupancy rate ยังต่ำอยู่มาก แต่เมื่อ occupancy rate มาถึงขีดจำกัดแล้ว หลังจากนั้น กำไรของบริษัทก็แทบจะนิ่งอยู่กับที่ (แกว่งขึ้นลงในกรอบ) และอยู่อย่างนั้นต่อไปอีกอาจจะ 20-30 ปีเลยทีเดียว (อาจเพิ่มขึ้นได้บ้างตามเงินเฟ้อ) ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้ว หุ้นโรงแรมจึงไม่ใช่หุ้นเติบโต การถือหุ้นโรงแรมเอาไว้เป็นเวลานานย่อมไม่สามารถคาดหวัง Capital Gain สูงๆ ได้ ได้แค่กินเงินปันผลไปเรื่อยๆ อย่างดีหน่อยเมื่อผ่านไปสัก 20 ปี โรงแรมอาจมีการต่อเติมส่วนขยายเพื่อเพิ่มจำนวนห้องพักให้มากขึ้นได้สักครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานั้นทำเลของโรงแรมมักเป็นทำเลหนาแน่นแล้ว พื้นที่ที่จำกัดของโรงแรมนั่นย่อมทำให้ขยายได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น
ถ้าคุณอยากถือหุ้นโรงแรมไว้ระยะยาวจริงโดยหวังให้เป็นหุ้นเติบโต คุณจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเลือกหุ้นโรงแรมที่มีนโยบายเปิดสาขาใหม่ต่อไปเรื่อยๆ เท่านั้น ซึ่งมีอยู่ไม่กี่โรงแรมเท่านั้นที่มีนโยบายแบบนี้ ส่วนขยายแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ค่อยเป็นอีกประเด็นหนึ่ง
---
การสร้างโรงไฟฟ้าโรงที่สองสามสี่เพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัทนั้น ไม่ใช่อยากทำเมื่อไรก็ทำได้ทันที ถ้าเป็นโรงไฟฟ้าพลังแก๊ส ก็ต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ ปตท.สร้างท่อแก็สเข้าไปถึง หรือถ้าเป็นโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินก็ต้องตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือที่เรือขนถ่ายถ่านหินเทียบท่าได้ อีกทั้งยังต้องมีการทำประชาพิจารณ์กับชุมชนเกี่ยวกับผลกระทบสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ดังนั้นที่จริงแล้ว โรงไฟฟ้าที่ยังมีพื้นที่แปลงข้างๆ โรงเดิมเหลืออยู่จะเป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถขยายได้ง่ายกว่า เพราะท่อก๊าซมีอยู่แล้ว แถมการทำความเข้าใจกับประชาชนกลุ่มเดิมก็ทำได้ง่ายๆ เพราะเคยทำไปแล้วตั้งแต่ตอนสร้างโรงแรก ดังนั้นเวลามองหุ้นโรงไฟฟ้า ผมย่อมต้องให้มูลค่าบริษัทที่ยังมีที่แปลงข้างๆ เหลือสูงกว่าบริษัทที่ใช้ที่ดินไปหมดแล้วต่อกำไรปัจจุบันที่ทำได้เท่ากับ เพราะบริษัทแรกมี Potential Upside สูงกว่า นอกจากนี้ ผมก็ต้องดูด้วยว่าใครมียังสามารถก่อหนี้เพิ่มได้มากกว่ากัน (d/e ratio ยังไม่สูง) เพราะการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ต้องระดมเงินกู้จำนวนมาก ถ้าบริษัทไหนวงเงินเต็มแล้วก็คงขยายได้ยาก เช่นนี้เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้ไม่อยู่ในผลประกอบการปัจจุบันของบริษัทเลย แต่กลับมีผลต่อการเติบโตในอนาคตโดยตรง เราจึงควรให้ความสำคัญกับมัน ไม่ใช่ดูแต่กำไรปัจจุบันกับพีอีเรโชอย่างเดียว
---
ธุรกิจแต่ละอย่างมี Scalability ต่างกัน ธุรกิจร้านหนังสือ ถ้าหากร้านต้นแบบมีคอนเซ๊ปท์ที่ดีและผู้บริโภคในพื่นที่อื่นๆ มีรสนิยมใกล้เคียงกัน ก็สามารถทำกำไรให้เติบโตได้ง่ายๆ ด้วยการสร้างร้านแบบเดิมในพื้นที่ใหม่ไปเรื่อยๆ บริษัทอาจเติบโตด้วยวิธีการแบบนี้ได้ติดต่อกันเป็นสิบปีตราบเท่าที่ยังเหลือพืนที่ให้เปิดได้อีก (แต่ถ้าซื้อตอนที่ขยายสาขามานานมากแล้วจนไม่เหลือทำเลใหม่ๆ ก็อาจจะไม่โตแล้วก็ได้) ในขณะที่ ธุรกิจสำนักพิมพ์นั้น ถ้าต้องการโตเร็วมากๆ จะทำได้ยาก เพราะทีมงานชุดเดิมมีกันคนละ 24 ชม ลำพังหัวเดิมที่ทำอยู่ก็แทบไม่ได้นอนอยู่แล้ว ถ้าจะเปิดหัวใหม่เพิ่มอีก 5 หัว ก็ต้องรับทีมงานใหม่ ซึ่งคุณภาพก็ย่อมต้อง drop ลง เพราะทีมงานใหม่ย่อมไม่มีประสบการณ์ที่แก่กล้าเหมือนทีมงานชุดเก่า แบบนี้ถ้าเร่งขยายมากๆ คุณภาพลดลง ธุรกิจอาจถึงขั้นเสียหายได้เลย ธุรกิจสำนักพิมพ์จึงเป็นธุรกิจที่สามารถเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปได้ แต่อาจไม่โตเร็ว เป็นต้น
ลองนึกดูนะครับว่าหุ้นของคุณมีโอกาสในการขยายกิจการอย่างไรบ้าง ที่จริงแล้วมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อมูลค่าของกิจการนอกเหนือจากการนั่งดูแค่อัตราส่วนทางการเงินต่างๆ
[Trackback URL for this entry]
ไอเดียดีๆ ทั้งนั้นเลยครับคุณ poppo :)
นั่นแหละครับ either ตลาดโตดีแล้วบริษัทเกาะกลุ่มไปได้ or ตลาดโตธรรมดาแต่บริษัทแย่งส่วนแบ่งตลาดได้ดี ลงทุนกับบริษัทพวกนี้กำไรจะขึ้นง่าย
ถ้าเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมตะวันตกดิน หรือบริษัทที่ส่วนแบ่งตลาดกำลังลดลงเรื่อยๆ ลงทุนแล้วเหนื่อยใจครับ อาจจะประสบความสำเร็จก็ได้ แต่ต้องเป็นลักษณะของปาฏิหารย์
ไม่ทราบว่าคุณสุมาอี้ มีความคิดเห็นอย่างไรกับ MINT บ้าง เห็นว่าพยายามขยายธุรกิจจริงๆเลย เน้นไปที่ trend และตอบสนองความต้องการของคนมีเงินทั้งนั้นคือ โรงแรมหรู กับอาหารหรู (อาจไม่หรูเท่าโรงแรม แต่ก็ถือว่าหรูมากแล้วถ้าเทียบกับฐานรายได้ของคนไทย)
ส่วนตัวชอบบริษัทนี้ เพราะมี dna ของการพยายามสร้างความเติบโตตลอดเวลา ผู้บริหารนี่วันๆคงคิดแต่ว่าทำอย่างไรให้กำไรของบริษัทและรายได้เติบโต
อยากร่วมลงทุนด้วย แต่เห็นราคาก็กลัวว่างานเลี้ยงจะจบแล้ว กลัวไม่ได้กิน แถมต้องอยู่ล้างจานด้วย
อยากถามความเห็นอีกข้อ ระยะยาวคิดว่า makro จะแย่ไหมครับ เพราะจากเหตุผลที่ว่าลูกค้าถูกทำให้ตายไปหมดโดย bigc lotus cpall
ส่วนตัวคิดว่าน่าจะลำบากเหมือนกัน ไม่รู้ว่ายอดขาย HORECA นี่มันจะโตได้ดีจริงๆหรือเปล่า รวมทั้งของสดนี่ผมว่าซื้อ lotus bigc ก็น่าจะถูกและสดพอกัน
MINT มี informal commitment กับนักลงทุน (โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน) ว่า จะรักษาการเติบโตของกำไรในระดับไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปีให้ได้ทุกปี การขยันหาโปรเจ็คใหม่ๆ การเปิดเผยข้อมูลโดยละเอียด ตลอดจนผลงานในอดีตที่ทำได้จริงๆ ได้ทำให้นักลงทุนสถาบันเกิดความเชื่อมั่นในตัวบริษัทเป็นอย่างมากและเทรดหุ้นตัวนี้ในราคาที่พรีเมี่ยม ถือได้ว่าเป็นดาวค้างฟ้าตัวหนึ่งของตลาดหุ้นไทย
แต่ในแง่ valuation แล้ว ราคานี้ไม่น่าสนใจ (ในความเห็นของผม) เพราะแม้ในอนาคตบริษัทจะทำอย่างที่พูดได้จริง แต่ราคาหุ้นก็ไม่ได้มี upside ใดๆ ที่เกินจากสิ่งที่ตลาดคาดหวังกับบริษัท
จะว่าไปก็เหมือนม้าที่วิ่งเข้าเส้นชัยไปแล้ว มาแทงตอนนี้คงไม่มีประโยชน์
ส่วนตัวผมคิดว่าในระยะยาว ความน่าสนใจของ makro คงเทียบกับ bigc หรือ cpall ไม่ได้ เพราะ biz model ของ makro ไม่ได้เป็นแบบที่ขายของให้ end-consumers เหมือนอย่าง walmart หรือ tesco
การมีอาหารสดให้เลือกมากกว่าที่อื่น ช่วยดึงลูกกลุ่มหนึ่ง (horeca) ที่อยากได้อาหารสดที่ครบทุกรายการที่อยากได้ในการไปครั้งเดียว เลือกที่จะมาช้อปที่นี่ได้ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น กลยุทธ์นี้น่าจะใช้ได้ผลในทำเลที่มีกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้อยู่มากเท่านั้น สำหรับการขยายสาขาไปยังทำเลปกติก็ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากคู่แข่งที่แข็งแกร่งมากอยู่เช่นเดิม
ถ้าคิดจะลงทุน sauce ต้องแน่ใจตนเองว่า คาดหวังเงินปันผลที่สูงกว่าเงินฝากธนาคารเท่านั้น ไม่ได้คาดหวังอะไรมากกว่านี้ (อะไรมากกว่านี้ถือเป็นของแถม)
ในระยะสั้นดอกเบี้ยในตลาดกำลังจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นหุ้นปันผลเช่น sauce จะมีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับตัวลงได้ แต่ในระยะยาว sauce เป็น "หุ้นปันผล" ที่น่าสนใจครับ
อย่างนั้นกลยุทธที่เหมาะสมสำหรับ makro ควรต้องขยายสาขาไปยังจังหวัดที่มีโรงแรมและรีสอร์ทรวมถึงสวนอาหารมากๆ จะได้ใกล้ลูกค้า และอาจบางทีต้องทำ contract ส่งอาหารให้ลูกค้าด้วย (รู้สึกว่าจะมีทำอยู่บ้างแล้ว)
มีธุรกิจอย่างอื่นอีกไหมครับที่คิดว่า market growth น่าจะยังเพิ่มขึ้นอีกมาก
market growth เพิ่มขึ้นแบบเป็น trend ระยะยาว ไม่ใช่แค่ปีสองปีเลย ก็คงหนีไม่พ้น โรงพยาบาลครับ
เพราะในช่วง 5 ปีข้างหน้า ประชากรไทยที่มีอายุ 60 ขึ้นไปจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ของในปัจจุบันครับ
เรื่องโรงพยาบาลนี่ คุณสุมาอี้คิดว่าโรงพยาบาลกลุ่มไหนครับที่จะโตในระยะยาวได้
ผมว่าถ้าเมดิคัลฮับเกิดจริงนี่ โรงพยาบาลโตแน่ แต่ต้องเป็นกลุ่มที่รับคนไข้ต่างชาตินะครับ
ส่วนโรงพยาบาลที่รักษาคนไทยนี่ ทั้งแบบรับสามสิบบาทและประกันสังคมหรือรับแต่เงินสดนี่ ผมมองยังไงก็มองไม่ออกว่ามันจะโตไปได้อย่างไร อย่างที่บอกว่า บ้านเรามีระบบการรักษาแบบให้เปล่าที่ดีที่สุดในโลกแล้ว และค่ารักษาในเอกชนก็แพงมาก ผมเองถ้าป่วยยังไม่กล้าเข้าเลย
ถ้าจะให้ซื้อหุ้นโรงพยาบาลคงต้องขอแบบลดราคาสุดๆดีกว่า
คิดคล้ายๆ กันครับ ผมว่าโรงพยาบาลเอกชนที่น่าสนใจต้องเป็นโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการส่งออกด้วย ต่างชาติจะเป็น aging economy มากกว่าเราเสียอีก และการรับคนไข้ต่างชาติได้จะช่วยทำให้คืนทุนได้เร็วกว่า
เรื่องราคาหุ้นแพงนั้น ต้องขึ้นอยู่กับว่าตัดสินจากอะไรนะครับ หุ้นบางตัวพีอี 10 เท่า แต่โตได้ปีเดียวหรือไม่โตเลย อาจจะเป็นหุ้นที่แพงกว่า หุ้นที่พีอี 20 เท่า แต่จะโตต่อเนื่องจากนี้ติดต่อกันอีกหลายปีก็ได้นะครับ
ผมชอบโรงแรมลากูน่า ตรงที่ asset เยอะ และกำลังจะมีโปรเจคพัฒนาที่ดินเพิ่มขึ้น และยังมีที่ดินให้เหลือพัฒนาอีกพอสมควร ลูกค้าส่วนใหญ่ก็กลุ่มกลางถึงบน ต่างชาติไปเที่ยวเยอะ กำไรก็โตพอประมาณ ติดอยู่ที่กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มไทวาที่มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล แต่ผมพอรับได้ครับ
ไม่ทราบคุณสุมาอี้ช่วยเสริมสิ่งที่ควรระวังหรือความเสี่ยงที่ควรสังเกตให้หน่อยครับ โรงแรมอื่นก็มี CENTEL
กลุ่มค้าปลีกผมก็ชอบ BIGC CPALL
กลุ่มบันเทิงชอบ GMMM,GRAMMY
เอ่อ อันนี้ความชอบส่วนตัวครับ มีหุ้นบางตัว บางตัวกะลงทุน 1-3 ปี บางตัวกะถือไปเรื่อยๆครับ อยากให้คุณสุมาอี้ช่วยวิจารณ์กลุ่มบันเทิงด้วย ขอบคุณครับ
ปล.หุ้นที่ถือลงทุนหวัง capital Gain ปีละ 10-15% และน้ำจิ้มจากปันผล ไม่หวังมากครับ
สวัสดีครับ คุณ U
ผมไม่ค่อยได้ตาม ลากูน่าเท่าไร แต่จำได้ว่าเคยมีประเด็นฟ้องร้องหรืออะไรสักอย่าง ไม่ทราบว่ามีบทสรุปหรือยังครับ
โรงแรมแม้จะเป็นธุรกิจที่ผลตอบแทนไม่สูงนักแต่ก็เป็นธุรกิจหนึ่งที่มีศักยภาพของไทย มีมากกว่าหนึ่งตัวก็ปลอดภัยดี ถ้าเลือกตัวที่ผู้บริหารมีความคิดที่จะขยายธุรกิจด้วยก็จะยิ่งดี จะได้หวัง cap gain ได้
bigC, cpall ดีครับ ชอบเหมือนกัน
gmmm, grammy ธุรกิจมีความไม่แน่นอนสูงทั้งคู่ เพราะภาวะอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงเยอะ การมองอนาคตเป็นเรื่องยากครับ

ธุรกิจอะไรที่มีโอกาสเติบโตต่อเนื่องยาวนานบ้างครับ
ถ้าตามความคิดง่ายๆก็ต้องเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตของตลาดได้มาก หรือถ้าอยู่ในธุรกิจที่ไม่ค่อยโตก็ต้องมีความสามารถในการแย่งตลาดมาจากผู้เล่นรายอื่นได้
อย่าง บริษัทสร้างบ้านบางบริษัท (ps) ก็โตได้มากเพราะสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดมาได้จากผู้ก่อสร้างรายอื่น ด้วยการบริหารต้นทุนได้ถูกกว่า หรือไม่ก็พวกซิตี้คอนโด(lpn,ap)ที่โตมากขึ้นจากการที่ค่าเดินทางที่แพงมากตามราคาน้ำมันทำให้คนต้องมีบ้านหลังที่สอง (ที่ไม่ใช่บ้านเมียน้อย) ไว้ใกล้ที่ทำงาน
อย่าง modern trade (bigc, makro, cpall)ทั้งหลายสามารถแย่งตลาดจากร้านค้าท้องถิ่น เนื่องจากถูกกว่า สะดวกกว่า ใหม่กว่า ดูทันสมัยกว่า บริหารสินค้าคงคลังได้ดีกว่า แต่ในระยะยาว ผมว่า makro เริ่มน่าเป็นห่วง เพราะว่าลูกค้าของ makro เริ่มโดนทำให้ตายไปเรื่อยๆโดย bigc lotus cpall
ร้านหนังสือเครือข่ายก็ยังคงโตได้เรื่อยๆ เพราะคนรุ่นใหม่ๆ พอนึกจะซื้อหนังสือก็คงไป ซีเอ็ด
แต่โรงพยาบาลที่เขาให้พีอีสูงๆกันนี่ผมไม่แน่ใจว่าจะโตจริงหรือเปล่าในระยะยาวโดยเฉพาะในประเทศเรา เพราะเรามีระบบการรักษาแบบให้เปล่าที่ผมคิดว่าน่าจะมีคุณภาพมากติดอันดับต้นๆของโลกอยู่แล้ว ถ้าจะโตได้จริงคงต้องเป็นโรงพยาบาลที่มีแบรนด์เป็นที่เชื่อถือของต่างชาติ