Wednesday, 16 April 2008
0054: เพิ่มทุน (ตอนที่ 1)
« 0053: ESOP (ต่อ) | Main | 0055: เพิ่มทุน (ตอนที่ 2) »ทุกธุรกิจต้องมีเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับลงทุนเพิ่มทุกปีเพื่อสร้างกำไรให้เติบโต ต่อให้ธุรกิจไม่ต้องการจะเติบโตเลย ก็ยังต้องมีเงินทุนส่วนหนึ่งไว้ใช้สำหรับการบำรุงรักษาสินทรัพย์ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพเดิม เป็นอย่างน้อย เว้นแต่ต้องการจะเลิกทำธุรกิจแล้วเท่านั้น
บริษัทมีทางเลือก 3 ทางที่จะหาเงินมาลงทุน ดังนี้
- เก็บกำไรสะสมไว้ลงทุนส่วนหนึ่งแทนที่จะจ่ายเป็นเงินปันผลออกมาทั้งหมด
- กู้เงินมาลงทุน โดยชำระดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้ตามกำหนด
- เพิ่มทุน
บริษัทมักจะเลือกทางเลือกที่หนึ่งก่อน ถ้าไม่ได้ก็สอง ถ้าไม่ได้ก็สาม ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ก็ชอบแบบนั้น
นักลงทุนมักเข้าใจผิดว่า กำไรสะสม เป็นแหล่งเงินที่มีต้นทุนทางการเงินต่ำที่สุด เพราะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเหมือนอย่างเงินกู้ และไม่ทำให้เกิด dilution effect (EPS ลดลง) เหมือนการเพิ่มทุน แต่ความจริงแล้ว กำไรสะสมจัดเป็น Equity อย่างหนึ่งจึงมีต้นทุนสูงกว่าเงินกู้ ถึงแม้ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแต่ก็ต้องสร้างผลตอบแทนให้ได้สูงกว่าเงินกู้เพื่อชดเชยความเสี่ยงของการใช้ Equity ลงทุน มิฉะนั้นจะส่งผลต่อ ROE ของบริษัทและราคาหุ้นในที่สุด ถ้าบริษัทหาวิธีสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าต้นทุนการเงินของกำไรสะสมไม่ได้ บริษัทควรปันผลออกมาให้หมด เพราะนักลงทุนจะได้มีทางเลือกที่จะนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนในหุ้นตัวอื่นที่สร้างผลตอบแทนได้มากกว่า ที่จริงแล้ว เงินกู้ต่างหากที่มีต้นทุนการเงินน้อยที่สุด
ทฤษฏีทางการเงินบอกว่า สาเหตุที่บริษัทเลือกใช้กำไรสะสมก่อนกู้เงินเป็นเพราะ "ความสะดวก" ในการระดมทุน (หลักของ Pecking Order) เพราะ กำไรสะสมเอาไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องติดต่อกับเจ้าหนี้หรือผู้ถือหุ้นให้ยุ่งยาก บริษัทจึงชอบใช้กำไรสะสมมากกว่าเงินกู้ ทั้งที่ต้นทุนการเงินสูงกว่า ส่วนการเพิ่มทุนนั้นสะดวกน้อยที่สุด เพราะต้องฝ่าแรงคัดค้านจากผู้ถือหุ้นในที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้ได้ บริษัทจึงนิยมเก็บการเพิ่มทุนไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย
บริษัทที่ต้องการรักษาระดับการเติบโตให้สูงอย่างต่อเนื่องนั้นไม่สามารถอาศัยกำไรสะสมเป็นแหล่งเงินทุนตลอดไปได้ ถึงจุดหนึ่งจะต้องมีการเพิ่มทุนในที่สุด ในทางทฤษฏีแล้ว บริษัทที่ต้องการเติบโตเฉลี่ยในระยะยาวให้ได้เกิน ROE จะต้องมีการเพิ่มทุน เช่น ถ้าบริษัทมี ROE เท่ากับ 10% ถ้าบริษัทต้องการเติบโตเฉลี่ยในระยะยาวเกิน 10% จะต้องมีการเพิ่มทุนด้วย นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่า ทำไม ROE เป็นตัวเลขตัวหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามในการลงทุนด้วย เพราะ ROE ที่สูงจะช่วยลดความจำเป็นในเพิ่มทุนได้นั่นเอง
ดังนั้น การเพิ่มทุนไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเลวร้ายเสมอไป การที่นักลงทุนค้านเสมอเมื่อเห็นบริษัทเพิ่มทุนก็เหมือนกับนักลงทุนไม่อยากเห็นผู้บริหารมีความกล้าคิดกล้าทำเพื่อทำให้กิจการเติบโต ประเด็นที่สำคัญกว่าก็คือว่า บริษัทเพิ่มทุนไปโดยมีโอกาสในการเติบโตที่มีศักยภาพรองรับอยู่หรือไม่ เพราะถ้ามี การเพิ่มทุนก็จะทำให้กำไรเติบโตขึ้นในอัตราที่สูงกว่าจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหุ้นรวยกว่าเดิมนั่นเอง แต่ถ้าขาดโอกาสในการเติบโตเสียแล้ว การเพิ่มทุนก็จะส่งผลเสียต่อผู้ถือหุ้นแน่นอน
เพราะฉะนั้น เมื่อใดที่บริษัทจะเพิ่มทุน นักลงทุนควรให้ความสนใจกับรายละเอียดของการใช้เงินให้มาก ว่าบริษัทเอาเงินไปใช้ลงทุนอะไรกันแน่ อย่ามัวแต่สนใจว่าบริษัทควรเพิ่มทุนรือก่อหนี้มากกว่ากัน จนละทิ้งประเด็นนี้ที่สำคัญยิ่งกว่า ถ้าโครงการไม่ดี ใช้เงินกู้หรือเงินกูก็ไม่ดีทั้งนั้น
[Trackback URL for this entry]
คุณ chut ตั้งข้อสังเกตได้ยอดเยี่ยม
มีหลายบริษัทที่เป็นลักษณะนั้นจริงๆ ที่จริงแล้วธุรกิจของพวกเขาไม่ได้มีศักยภาพอะไรเลย แต่อาศัยเพิ่มทุนไปเรื่อยๆ
หลายคนพูดว่า ข้อดีของ ตลาดทุน คือเป็นแหล่งเงินทุนที่ไม่ดอกเบี้ย นับเป็นความเชื่อที่ทำร้ายตลาดทุนเป็นอย่างมาก
สถานที่ออกกำลังที่ผมเจอคุณสุมาอี้ จะเข้าข่ายบริษัทอย่างว่าไหมนี่ ยังดีที่ผมถือเป็นแค่เจ้าหนี้รายเล็กๆของบริษัท ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น
อาจจะไม่ใช่กรณีนั้น แต่เป็นอีกแบบหนึ่งคือมีการขยายงานจริง แต่บริษัทมีแนวคิดว่าจะต้องขยายงานไปเรื่อยๆ เพื่อมิให้คู่แข่งตามทัน อาศัยความใจกล้ากับเงินของชาวบ้าน แต่อุตสาหกรรมไม่ได้ดีขนาดที่จะทำอย่างนั้นได้ ก็เลยไปต่อไม่ได้ ทุนหมด ต้องรอจนกว่าจะมีใครยอมใส่เงินทุนก้อนใหม่ลงมาให้อีก

โดยหลักการ น่าจะเป็นตามที่พี่สุมาอี้กล่าว
แต่ในความเป็นจริง หลายบริษัทที่งบการเงินอ่อนแอ เพิ่มทุน เพียงเพื่อเสริมสภาพคล่องให้พอหายใจหายคอได้สะดวกขึ้นเท่านั้น ไม่ได้มีแผนการในการเติบโตที่เป็นรูปธรรมเลย
บริษัทลักษณะนี้ พอจะคาดเดาได้บ้าง ว่าเมื่อใดจะเพิ่มทุน หากนักลงทุนอ่านงบการเงินให้ละเอียด จะสังเกตได้ถึงสภาพคล่องที่หดหายเข้าขั้นโคม่า ประกอบกับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน(D/E) ที่สูงพอประมาณ จนเชื่อว่าจะก่อหนี้ไม่ได้แล้ว(ไม่มีใครยอมให้ยืมเงิน) ลงท้ายก็จะหาเงินเข้าบริษัทด้วยการเพิ่มทุน ซึ่งเป็นที่น่าสังเกต ว่ามักเพิ่มทุนในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมาก จึงเป็นการบังคับผู้ถือหุ้นทุกคน ให้ต้องซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท(แต่ได้เงินเข้าบริษัทจริงๆจำนวนน้อย)