Tuesday, 8 April 2008
0053: ESOP (ต่อ)
« 0052: ESOP | Main | 0054: เพิ่มทุน (ตอนที่ 1) »แม้ว่าการออก ESOP จะทำให้ตัวหารของ EPS เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลร้ายต่อผู้ถือหุ้น แต่การออก ESOP ก็อาจส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นได้ด้วย ถ้าหาก ESOP ที่ออกมานั้นสามารถเปลี่ยนผู้บริหารที่เป็นลูกจ้างจากเฉยๆ กลายเป็นทำงานถวายชีวิตเพื่อบริษัทได้ ลองคิดดูว่า ถ้าเรายอมสละหุ้นให้ผู้บริหารสัก 1-2% แล้วผู้บริหารทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงขึ้น 10-20% ก็นับว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มเสียอีก ดังนั้น ESOP จึงไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้ายสำหรับผู้ถือหุ้นเสมอไป ผู้ถือหุ้นควรพิจารณาโครงสร้างของ ESOP ที่ออกมาก่อนที่จะสนับสนุนหรือคัดค้านการออก ESOP นั้น
ESOP ที่ดีต้องทำให้ผู้บริหารอยากเห็นราคาหุ้นของบริษัทสูงขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น ราคาใช้สิทธิ (Exercise Price) ของ ESOP นั้นควรมีราคาไม่น้อยไปกว่าราคาตลาดในขณะที่แจก บางบริษัทแจก ESOP ที่มี Exercise Price ที่ 10 บาท ทั้งที่ราคาหุ้นในกระดานขณะนั้นเท่ากับ 25 บาท แบบนี้ ผู้บริหารได้กำไรทันที 15 บาท โดยไม่ต้องออกแรงเพิ่มเลย ก็เลยไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ESOP แบบนี้จะทำให้ผู้บริหารขยันมากขึ้นได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ Exercise Price อาจจะต้องมีส่วนลดจากราคาตลาดนิดหน่อยเพื่อให้ผู้บริหาร (หรือพนักงาน) รู้สึกว่าบริษัทมี "น้ำใจ" กับพนักงาน แต่ส่วนลดที่ว่านี้ก็ไม่ควรจะมากจน "น่าเกลียด"
ESOP ที่ดีต้องทำให้ผู้บริหารเห็นแก่ประโยชน์ของผู้ถือหุ้นใน "ระยะยาว" มิใช่ระยะสั้น มิฉะนั้น ผู้บริหารอาจทำธุรกิจเสี่ยงมากขึ้นเพื่อหวังในราคาหุ้นขึ้นเร็วๆ หรือไม่ก็บริหารแบบเอาประโยชน์ในระยะยาวมาแลกกับประโยชน์ในระยะสั้น ดังนั้น ESOP ที่ดีควรจะมีช่วงเวลาที่ห้ามใช้สิทธิ์ (vesting period) ที่ยาวสักหน่อย อย่างน้อยก็สักหนึ่งปีขึ้นไป บางบริษัทออก ESOP มาแบบไม่มี vesting period เลย สามารถใช้สิทธิ์ได้ทันที อันนี้น่าสงสัยว่าออกมาเพื่อปล้นผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะรึเปล่าถึงได้ต้องรีบร้อนใช้สิทธิ์ซะขนาดนั้น [อย่างไรก็ตาม บางครั้งการออก ESOP ในลักษณะนี้ อาจเป็นการตบรางวัลให้ผู้บริหารให้กับผลงานในอดีต ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่อาจบอกตรงๆ ให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยทราบไม่ได้ แม้ว่าจะทำเพื่อประโยชน์ของบริษัทก็ตาม แต่อันนี้เราคงไม่มีทางล่วงรู้ได้]
ESOP ที่ดีควรออกให้กับผู้บริหารที่ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เท่านั้น บางบริษัทออก ESOP ให้ผู้บริหารที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วย ก็ไม่เข้าใจว่า คนที่ถือหุ้นใหญ่อยู่แล้วยังต้องการ incentive เพื่อให้รู้สึกเป็นเจ้าของอีกทำไม บางบริษัทแปลกว่านั้นอีกคือออก ESOP ให้กรรมการบริษัทที่ไม่ได้บริหารกิจการประจำวัน แต่เป็นเพียงคนที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ส่งมานั่งรักษาสิทธิ์เท่านั้น คล้ายกับว่า เป็นการตอบแทนกรรมการคนนั้นที่ช่วยรักษาสิทธิ์ให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วยการให้หุ้นของบริษัท ซึ่งเป็นของผู้ถือหุ้นทุกๆ คน นับว่าเป็นสัญญาณการเอาเปรียบรายย่อยของรายใหญ่แบบไม่น่าให้อภัย ปล้นกันกลางวันแสกๆ
ESOP ที่ดีควรออกให้กับพนักงานที่อยู่ในตำแหน่งที่แรงจูงใจของพนักงานส่งผลต่อกำไรของบริษัทโดยตรงเท่านั้น เช่น กรรมการผู้จัดการ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เป็นต้น ESOP ไม่ใช่วิธีการจ่ายค่าตอบแทนที่ดีสำหรับพนักงานในแผนกที่เป็น supporting department เช่น ฝ่ายบัญชี ฝ่ายadmin เป็นต้น พนักงานในแผนกเหล่านี้ ควรตอบแทนด้วยการขึ้นเงินเดือนให้จะดีกว่า ESOP ที่แจกให้พนักงานทุกคนไม่ใช่วิธีที่ดี โดยเฉพาะยิ่งเมื่อการต้องแจกพนักงานทุกคนทำให้ ESOP ที่พนักงานระดับปฏิบัติการแต่ละคนได้รับมีมูลค่าน้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญ จะกลายเป็นการสูญเปล่า เพราะพนักงานรู้สึกว่ามันน้อยมากเสียจนไม่อยากเสียเวลาคิดว่าควรจะขยันขึ้นหรือขยันเท่าเดิมดี หรือขยันไปก็คงไม่มีผลต่อกำไรโดยรวมของบริษัทสักเท่าไร
บางบริษัทมีเจตนาทำให้ Earnings ของบริษัทดีขึ้น ด้วยการหันมาตอบแทนผู้บริหารด้วยการแจก ESOP เป็นหลัก เพื่อให้ต้องจ่ายเงินเดือนประจำน้อยลง กำไรของบริษัทจะได้ดูดีเพราะเงินเดือนต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ในขณะที่ มาตรฐานบัญชีกำหนดให้บริษัทสามารถเลือกที่จะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อมีการออก ESOP หรือไม่บันทึกก็ได้ บริษัทที่เลือกที่จะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายย่อมแสดงให้เห็นถึงความจริงใจว่า ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงในการออก ESOP เพื่อเป็นการแต่งกำไรให้ดูดี [อย่างไรก็ตาม ผมไม่แน่ใจว่าปัจจุบันนี้มาตรฐานบัญชียังคงให้เลือกได้อยู่หรือเปล่า ผู้อ่านท่านใดรู้ช่วยบอกเป็นวิทยาทานด้วย]
ระลึกไว้ด้วยว่า ถ้าผู้บริหารมีเจตนาที่ไม่ดีอยู่แล้ว แม้ผู้ถือหุ้นจะคัดค้านการออก ESOP ได้สำเร็จ เขาก็อาจจะเปลี่ยนไปใช้วิธีขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองมากๆ หรือจ่ายโบนัสเยอะๆ วิธีนี้ง่ายกว่าเสียอีก เพราะไม่ต้องขออนุญาตผู้ถือหุ้นเลย ดังนั้น ที่จริงแล้ว เราก็เหมือนลูกไก่ในกำมือของผู้บริหารนั้นเอง เราจึงควรออกความเห็นในที่ประชุมเมื่อเห็นว่าโครงสร้างของ ESOP ที่ออกมายังสร้างแรงจูงใจได้ไม่เต็มที่ แต่ถ้าหากเราคิดว่าผู้บริหารออก ESOP เพราะมีเจตนาเอาเปรียบรายย่อย วิธีการที่ดีที่สุดเลยคือการขายหุ้นนั้นทิ้งไปเลยจะดีกว่า การคัดค้านการออก ESOP นั้นเพียงแต่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนวิธีเอาเปรียบเราไปเท่านั้นเอง
สุดท้ายนี้ ผมมีความเห็นว่า บริษัทขนาดใหญ่จะได้ประโยชน์จากการนำ ESOP มาใช้มากกว่าบริษัทขนาดเล็ก เพราะโดยปกติ ESOP ขนาด 10-50 ล้านบาทถือได้ว่ามีขนาดใหญ่พอที่จะสร้างแรงจูงใจให้กับผู้บริหารที่เป็นลูกจ้างทำงานแบบถวายชีวิตได้ บริษัทที่มีขนาดใหญ่ระดับหมื่นล้านที่แจก ESOP เพียง 50 ล้านบาทจะส่งผลกระทบต่อตัวหารของ EPS น้อยมาก แต่บริษัทขนาดร้อยล้านที่แจก ESOP ขนาด 50 ล้านบาทจะกระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอย่างหนัก ทั้งๆ ที่ทั้งสองกรณีสามารถกระตุ้นผู้บริหารได้ดีพอๆ กัน บริษัทขนาดใหญ่จึงได้เปรียบบริษัทขนาดเล็กในการใช้ ESOP เป็นเครื่องมือ โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่า บริษัทที่มีขนาดแค่ไม่กี่ร้อยล้านไม่ควรออก ESOP เลย
[Trackback URL for this entry]
ใช่แล้วครับนั้นคือ ESOP
จะดีหรือเสียต่อบริษัทก็คืออยู่กับว่า มันช่วยทำให้พนักงานเกิดแรงจูงใจที่จะช่วยให้บริษัทกำไรดีขึ้นมากแค่ไหน เมื่อเทียบกับ dilution effect ของผู้ถือหุ้นที่ต้องเสียไป
ถ้าพนักงานคิดว่า "ดีจัง อยู่ๆ ก็ได้ตังใช้ฟรี" เสร็จแล้วก็ทำงานเหมือนเดิม ไม่แตกต่าง ก็คงเป็น ESOP ที่ไม่ได้ผลอะไรเลย
แต่ถ้าพนักงานรู้สึกว่า "บริษัทเขาดีกับเราขนาดนี้ อย่างนี้เราต้องตอบแทนบริษัทหน่อย ต่อไปนี้ถ้าเราเจออะไรที่เราพอจะช่วยบริษัทลดค่าใช้จ่าย ก็จะทำ" แบบนี้ก็อาจจะดี เป็นต้นครับ
อ่านแล้วเห็นด้วยครับ
อยากทราบว่า พอจะมีใครให้ตัวเลขที่เหมาะสมไหมครับ ว่า ESOP ไม่ควรเกินกี่เปอร์เซ็นต์ของจำนวนหุ้นทั้งหมด
แล้วก็ขอให้พี่สุมาอี้ ลองเขียนบทความเกี่ยวกับ warrant ต่อไปเลยดีไหมครับ(แนวคิดคล้ายๆกันกับ ESOP มีแตกต่างกันอยู่บ้าง)
เดี๋ยวปลายเดือนนี้ต้องไปโหวตคัดค้าน ESOP แบบแปลกๆ ที่ดูแล้วเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อยสุดๆ
ผมขออนุญาต copy ข้อความของคุณสุมาอี้ไปบอกผู้บริหารบริษัทนั้นได้ไหมครับ
ไม่ควรมองเป็น % แต่ควรดูจากขนาดมากกว่าว่าเหมาะสมกับระดับรายได้ของผู้ที่ได้รับแจกหรือไม่ เช่น ให้ระดับรองผู้อำนวยการฝ่าย 5 แสนก็คงสูญเปล่าเพราะสร้างแรงจูงใจอะไรเพิ่มเติมไม่ได้ แต่ถ้าให้ 50 ล้าน ก็คงมากไป ไม่น่าจะจำเป็นต้องให้มากขนาดนั้นถึงจะจูงใจให้ขยันได้ อะไรแบบนี้ เป็นต้น
การอภิปรายหรือโหวตคัดค้าน ควรเป็นกรณีที่เราคิดว่า ผู้บริษัทมีเจตนาที่ดีในการออก ESOP แต่อาจจะยังออกแบบ ESOP ได้ไม่ดีพอ แต่ถ้าเป็นกรณีที่เราคิดว่า ผู้บริหารเจตนาเอาเปรียบผู้ถือหุ้น เราควรจะขายหุ้นนั้นทิ้งจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะยังไงเราคือลูกไก่ในกำมืออยู่แล้ว
อย่างนี้ คุณสุมาอี้มีความเห็นกับ esop อันโด่งดังของ wg อย่างไรบ้างครับ
ถ้ามองในแง่ดี คนที่ได้รับ esop ไปนั้น อาจมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริษัทในบางแง่ที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยอาจจะไม่ทราบก็ได้ครับ
ถ้ามองในแง่นั้น ผมจะไม่เห็นด้วยเฉพาะเรื่องราคาใช้สิทธิ์ 0 บาท เท่านั้น เพราะจะไม่สร้างแรงจูงใจในอนาคต การตอบแทนผลงานในอดีตไม่ควรใช้ esop เป็นเครื่องมือ
แต่ถ้าบริษัทให้ความกระจ่างไม่ได้ว่าทำไมสองคนนี้จึงสำคัญต่อบริษัทมากขนาดนั้น หรือถ้าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถบอกผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ ผมคงเลือกขายหุ้นทิ้งไปเลยมากกว่าจะคัดค้าน esop ครับ เพราะการร่วมลงทุนกับบริษัทมหาชนนั้น ผู้ถือหุ้นรายย่อยมีความน่าเชื่อถือของผู้บริหารและความโปร่งใสเป็นที่พึ่ง พวกเราบีบก็ตาย คลายก็รอด ดังนั้น ถ้าบริษัทไม่น่าเชื่อถือ เราก็ไม่ควรร่วมลงทุนกับบริษัทต่อไป

อยากจะบอกท่านแม่ทัพว่า บ. PTTCH
ให้สิทธิ์พนักงาน ชื้อหุ้นของบริบัทในราคา 66 บ/หุ้นและให้สิทธิ์พนักงานซื้อหุ้นในจำนวนที่ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับตำแหน่งในบริษัทแต่พนักงานซื้อได้ 1 ครั้งในหนึ่งปี
พอซื้อแล้วก็สามารถนำหุ้นแปลงสภาพในราคาตลาดได้ทันทีและซื้อขายได้ทันทีอีกเช่นกัน
อย่างนี้เรียกว่า ESOP ใช่หรือไม่
และจะมีข้อเสียกับ บ.PTTCH หรือเปล่า