Wednesday, 12 March 2008

0049: ความน่าเชื่อถือของบริษัท (ต่อ)

« 0048: ความน่าเชื่อถือของบริษัท | Main | 0050: บริษัทมหาชน »

การประเมินความน่าเชื่อถือของบริษัทนั้น ผมไม่สนใจว่า จริงๆ แล้ว บริษัทจริงใจกับผู้ถือหุ้นรายย่อยมากแค่ไหน เพราะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก ผมจะถือว่าบริษัทมีความน่าเชื่อถือก็ต่อเมื่อมีเหตุผลที่ทำให้เชื่อได้ว่า ผลประโยชน์ของผู้ถือใหญ่กับบริษัทไปในทิศทางเดียวกันมากกว่า เพราะถ้าการทำให้บริษัทดีทำให้เจ้าของได้ประโยชน์มีกว่าเสียประโยชน์ เจ้าของก็ย่อมอยากทำให้บริษัทดีเอง ผู้ถือหุ้นรายย่อยก็ดีไปด้วยโดยอัตโนมัติ สัญญาณที่น่าจะนำมาใช้พิจารณาได้มีดังนี้

1. ธุรกิจของบริษัทกำไรดีแค่ไหน? หรือเป็นแค่ธุรกิจที่ใครก็ทำได้ ถ้าธุรกิจของบริษัทเป็นธุรกิจที่ผูกขาดหรือมีกำไรที่เกินธรรมดา เจ้าของย่อมมีแรงจูงใจที่จะรักษาธุรกิจนี้ให้ดีที่สุด คนมีของดีๆ อยู่แล้ว ย่อมไม่ชักใบให้เรือเสีย แรงจูงใจที่จะไปหากำไรส่วนตัวด้วยการหลอกเงินผู้ถือหุ้นรายย่อยนั้นจะน้อยลงไปเองโดยปริยาย ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนที่มีกฏเหล็กว่าจะเลือกลงทุนเฉพาะธุรกิจที่พื้นฐานดีเท่านั้น จะยิงทีเดียวได้นกสองตัว เพราะนอกจากจะได้ธุรกิจที่ดีแล้ว ยังได้เรื่องความน่าเชื่อถือพ่วงมาอีกด้วย

2. ธุรกิจต้องพึ่งผู้บริหารมากแค่ไหน? ถ้าเป็นธุรกิจที่ต้องพึ่งบารมีส่วนตัวหรือความสามารถส่วนตัวของผู้บริหารมากๆ โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่เหมาะสมคือ ผู้บริหารควรถือหุ้นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ มิฉะนั้นแล้ว ผู้บริหารอาจเกิดแรงจูงใจที่ไม่ดีได้ เพราะรู้สึกว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยกำลังกินแรง  ดังนั้นถ้าเจอบริษัทแบบนี้แต่ผู้บริหารถือหุ้นแค่นิดเดียว ผมจะรู้สึกไม่ไว้วางใจ บริษัทที่ผู้บริหารจะถือหุ้นส่วนน้อยได้แล้วต้องเป็นบริษัทที่พัฒนาไปถึงขั้นที่เดินไปได้ด้วยระบบของมันเองแล้ว

3. ธุรกิจยังต้องพึ่งพาเงินทุนจากตลาดทุนหรือตลาดตราสารหนี้ในอนาคตอยู่หรือไม่? บริษัทที่ยังต้องหวังพึ่งพาแหล่งเงินทุนจากตลาดอีกในอนาคตย่อมต้องง้อตลาด ทำให้ยังหักหลังผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ได้ ผมสังเกตว่ามี บมจ.ที่ธุรกิจอิ่มตัวเต็มที่แล้วแต่ยังคงอยู่ในตลาดหลายตัวที่ไม่ค่อยสนใจผู้ถือหุ้นรายย่อยเท่าไร บริษัทพวกนี้รู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนจากตลาดหุ้นอีกต่อไปเลย เลยไม่ค่อยจะเห็นหัวผู้ถือหุ้นรายย่อยเท่าที่ควร การเปิดเผยข้อมูลจะน้อย ถือหุ้นพวกนี้แล้วเหมือนถือกล่องดำ ในทางตรงกันข้าม กลุ่มทุนกลุ่มใหญ่บางกลุ่มที่มีการพึ่งพาตลาดทุนเป็นประจำจนมีบริษัทในเครือมากมายที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดโดยที่หลายตัวยังเป็นตัวที่ต้องพึ่งพาเงินจากตลาดหุ้นอีกมากในอนาคต บริษัทในกลุ่มนี้จะไม่กล้าหักหลังผู้ถือหุ้นรายย่อยเท่าไร เพราะจะส่งผลเสียต่อบริษัทในเครือตัวอื่นที่ต้องระดมทุนอีกในอนาคต (เหมือนมีตัวประกัน) แบบนี้ผมสบายใจ  

4. ธุรกิจของบริษัทเป็นธุรกิจที่โปร่งใสไม่ได้อยู่แล้วโดยธรรมชาติหรือเปล่า? ธุรกิจบางประเภท ถ้าโปร่งใสทุกอย่างจะสู้คู่แข่งขันไม่ได้เลย เช่น ธุรกิจที่ประมูลงานภาครัฐบางประเภท แบบนี้ต่อให้เจ้าของจะมีใจอยากซื่อสัตย์กับผู้ถือหุ้นรายย่อยก็ไม่อาจทำบัญชีให้ที่ถูกต้องจริงๆ ให้ดูได้ เพราะธุรกิจจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ลงบัญชีให้เห็นไม่ได้ เวลาจัดทำงบการเงิน ก็เลยต้องโยกรายได้บางส่วนออกไปเพื่อหักล้างกัน งบการเงินจึงเชื่อถือไม่ได้ แบบนี้ผมคงต้องขอผ่านครับ

5. เจ้าของทำธุรกิจอย่างอื่นนอกตลาดมากน้อยแค่ไหน ลองพิจารณาดูว่า เจ้าของเลือกบริษัทเป็น "เรือธง" ในการสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง หรือว่ามองว่าบริษัทเป็นแค่ตัวสำรองหรือตัวประกอบของอาณาจักรทั้งหมดของตนเองเท่านั้น ถ้าเจ้าของมีของเล่นแค่ชิ้นเดียว ผู้ถือหุ้นรายย่อยอย่างเราก็ย่อมอุ่นใจมากกว่า

แต่ละข้อที่กล่าวมาเป็นแค่หลักฐานประกอบนะครับ ถ้ายิ่งโอเคหลายข้อก็ยิ่งเป็นสัญญาณที่ดี ลองพิจารณาหุ้นที่คุณถืออยู่นะครับว่าโอเคสักกี่ข้อ

 

 

  

Posted by 1001ii at 8:00 AM in 1001 Investment Ideas

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: NInjaTurtle at Thu, 13 Mar 11:22 AM

คุณสุมาอี้คิดว่าผู้บริหารถือหุ้นแค่ไหนถึงจะเรียกว่าน้อยไปครับ

ถ้าหุ้นมี FreeFloat 40% และผู้บริหารถืออยู่ 30%

20-30% น้อยไปไหม หรือ ต้องมากกว่า40%
เท่าไหร่น่าจะดี

Comment: 1001ii at Thu, 13 Mar 1:06 PM

ต่างกันไปขึ้นกันระดับการพึ่งพาผู้บริหารของธุรกิจนั้นๆ ครับ

ตัวอย่างเช่น WORK อาศัยคุณปัญญาและคุณประภาสอย่างมาก ถ้าขาดสองคนนี้ไป บริษัทอยู่ไม่ได้แน่นอน แบบนี้ก็ควรถือมากกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งทั้งสองถือ WORK รวมกันมากกว่า 75% อีก โครงสร้างผู้ถือหุ้นแบบนี้ผมถือว่าสอบผ่านครับ

แต่ถ้าเป็น BECL เก็บค่าธรรมเนียมทางด่วนไปเรื่อยๆ แบบนี้กำไรจะเพิ่มหรือลดแทบไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้บริหารมากเท่าไร ผู้บริหารประคอง operations เป็นเรื่อยๆ จนหมดอายุสัมปทาน แบบนี้ผู้บริหารเป็นลูกจ้างอย่างเดียวไม่ต้องถือหุ้นเลยก็ยังไหว (ยกเว้นว่าคุณซื้อ BECL เพราะคาดหวังที่จะเห็นโครงการใหม่ๆ ในอนาคต แบบนี้คุณก็ควรให้ความสำคัญกับ incentive ของผู้บริหาร)

(ปล.การพูดถึงหุ้นเป็นตัวๆ เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการอธิบายแนวคิดให้เห็นภาพเท่านั้นนะครับ ไม่เกี่ยวกับว่าหุ้นเหล่านี้น่าซื้อหรือไม่น่าซื้อใดๆ ทั้งสิ้น)

Comment: pim_noo at Sun, 16 Mar 2:18 PM

อยากให้คุณสุมาอี้ช่วยยกตัวอย่างว่า มีหุ้นกลุ่มไหนบ้างที่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้บริหารอย่างมาก
หรือปัจจัยนี้ขึ้นอยู่กับตัวกิจการแต่ละตัวไปคะ

ปล.เราเคยเรียนภาษาจีนห้องเดียวกันด้วยค่ะ จำกันได้รึเปล่า :p

Comment: puthorn at Sun, 16 Mar 6:54 PM

มาให้กำลังใจท่านแม่ทัพด้วยคนฮะ ติดตามอ่านมานาน
ทั้ง blog และหนังสือ
ปล.ไม่รู้ว่าต้นๆ blog หายไปไหนครับ เผื่ออยากอ่านทบทวน

Comment: 1001ii at Mon, 17 Mar 7:52 AM

โรงงานที่รับจ้างผลิตสินค้าที่ธรรมดามากๆ แต่อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวของเจ้าของในการหาลูกค้า ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของบริษัทที่ต้องพึ่งพาผู้บริหารมากๆ ครับ

จำได้ครับน้องพิม เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุแค่นี้ อีกหน่อยอนาคตไกลนะครับ

คุณ puthorn คงต้องใช้วิธีคลิกย้อนกลับไปเรื่อยๆ ตรง "ชื่อเรื่อง" ที่อยู่ก่อนหน้าคำว่า Main ในทุกๆ หน้าครับ

Comment: yuyuen at Thu, 20 Mar 1:45 PM

ผมได้อ่านหนังสือของคุณสุมาอี้แล้วทุกเล่ม ขอบอกว่าประทับใจมาก
แนวการเขียนอ่านง่าย แต่ได้ใจความจึงเขียนมาชม
จะรอชุดต่อไปนะครับ

Comment: 1001ii at Fri, 21 Mar 8:53 PM

ขอบคุณคุณ yuyuen มากครับที่ช่วยสนับสนุนผลงานของผม :)

Comment: silver at Thu, 27 Mar 6:35 PM

หุ้นเล็กนิ่งนานหมายถึงอะไร ควรขายตัดขาดทุนหรือไม่

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« March »
SunMonTueWedThuFriSat
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031