Friday, 15 February 2008
0046: Holistic Judgment
« 0045: Amusement Park | Main | 0047: วิธีสังเกตองค์กรที่ดี »
รถยนต์เป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่มีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงหลายด้าน เช่น ประเภทของเครื่องยนต์ อัตราเร่ง การกินน้ำมัน ช่วงล่าง ระบบเบรก ความทนทาน การออกแบบภายนอก การระบายความร้อน ความสวยงาม ความปลอดภัย ราคา การบริการหลังการขาย เป็นต้น การตัดสินว่ารถคันไหนดีกว่าคันไหนโดยคำนึงปัจจัยต่างๆ ให้ครบถ้วน จึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก ปัจจัยเหล่านี้ไม่สามารถตีให้อยู่ในสเกลเดียวกันแล้วเปรียบเทียบออกมาเป็นคะแนนรวมว่ารถคันไหนดีกว่าคันไหน
การตัดสินใจในลักษณะนี้ต้องอาศัยทักษะในการให้น้ำหนักความสำคัญของแต่ละปัจจัยได้อย่างเหมาะสม ผมว่าการจะฟันธงว่าบริษัทใดดีหรือไม่ดีนั้นก็มีลักษณะเช่นนี้ มีปัจจัยหลายอย่างมากเหลือเกินที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับบริษัท ไม่ว่าจะเป็น แนวโน้มอุตสาหกรรม ผลกระทบของเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน โอกาสเติบโต ความสามารถและความซื่อสัตย์ของผู้บริหาร วิสัยทัศน์ขององค์กร กลยุทธ์การแข่งขัน ประสิทธิภาพขององค์กร ราคาหุ้น ฯลฯ
ผมสังเกตว่าสิ่งหนึ่งที่แยกความแตกต่างระหว่างนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จกับนักลงทุนทั่วไปคือ ความสามารถในการให้น้ำหนักความสำคัญกับด้านต่างๆ ของบริษัทได้อย่างเหมาะสม คือรู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นประเด็นสำคัญของธุรกิจนั้นที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ อะไรบ้างมีความสำคัญค่อนข้างน้อย นักลงทุนสองคนที่สามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดของบริษัทได้เท่ากัน คนที่มีความสามารถในการจับประเด็นสำคัญของธุรกิจนั้นได้ดีกว่าจะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่า
นักลงทุนที่ตัดสินใจได้ดีมักเข้าใจว่าอะไรคือ Key success factor ของธุรกิจนั้นบ้างแล้วพยายามให้น้ำหนักกับประเด็นนั้นมากๆ ตัวอย่างเช่น ความเก่งของผู้บริหารอาจสำคัญมากในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงๆ แต่ไม่สำคัญเท่าไรในธุรกิจที่มีลักษณะผูกขาดอยู่แล้ว ธุรกิจผูกขาดควรมองไปที่แนวโน้มอุปสงค์มากกว่า เป็นต้น การให้ความสำคัญกับทุกประเด็นเท่ากันไปหมดนอกจากจะทำให้สับสนแล้วยังได้ผลสรุปที่ไม่ค่อยดีด้วย
เวลาที่มนุษย์ต้องตัดสินอะไรที่มีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงหลายๆ แง่มุม มนุษย์มีแนวโน้มที่จะทำให้ง่ายเข้าด้วยการหันมาให้ความสำคัญกับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งแค่ปัจจัยเดียวและละทิ้งปัจจัยอื่นๆ ไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าปัจจัยที่สนใจอยู่นั้นไม่ดีเพียงปัจจัยเดียว ก็จะตัดสินไปเลยว่าสิ่งนั้นไม่ดีโดยไม่มองปัจจัยอื่นประกอบอีกเลย นักจิตวิทยาเรียกความลำเอียงประเภทนี้ว่า Sacrificing Bias กระบวนการตัดสินใจแบบนี้จะอันตรายมากถ้าหากปัจจัยที่เราเลือกมาตัดสินภาพรวมนั้น ไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญ แต่เราไม่รู้ตัว
มีนักลงทุนหลายคนมักตัดสินใจว่าหุ้นตัวหนึ่งไม่ดีไปเลยจากปัจจัยเพียงแค่ปัจจัยเดียวซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จโดยรวมของบริษัทน้อยมาก เช่น ไปเดินดูสาขาหนึ่งแล้วเห็นว่าคนน้อยทั้งที่บริษัทนั้นมีสาขาทั้งหมดสองร้อยสาขา หรือได้ยินลูกค้าของบริษัทบ่นแค่หนึ่งคน หรือเห็นสายธุรกิจหนึ่งของบริษัทขาดทุนแต่สายธุรกิจนั้นมีสัดส่วนรายได้แค่เพียงสิบเปอร์เซนต์ของรายได้รวมของบริษัท หรือไม่ชอบโฆษณาทีวีอันล่าสุดของบริษัท หรือ ไม่ชอบที่ IR คนปัจจุบันของบริษัทเป็นคนไม่นอบน้อมกับนักลงทุนรายย่อย หรือกรรมการผู้จัดการมีโหวงเฮ้งที่ไม่ถูกใจ เป็นต้น ข้อเสียเหล่านี้แม้บางทีจะเป็นข้อเสียที่ร้ายแรงทำให้รู้สึกว่ามันสำคัญ แต่เนื่องจากมันมีน้ำหนักต่อความสำเร็จโดยรวมของบริษัทค่อนข้างน้อยโดยตัวของมันเอง จึงไม่ควรนำมาเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เราตัดสินว่าบริษัทนั้นไม่น่าลงทุน
[Trackback URL for this entry]
ด้วยความยินดีครับ
การเป็นผู้ที่มีการตัดสินใจที่ดี นำมาซึ่งความสุขในชีวิตทุกๆ ด้านครับ
เรียนท่านแม่ทัพสุมาอี้
บางครั้ง ถึงแม้เราจะตัดสินใจเลือกอุตสาหกรรม (ภาพใหญ่) และบริษัท (ภาพเล็ก) อย่างดีแล้ว แต่จังหวะการลงทุนก็เป็นสิ่งสำคัญ บ่อยครั้งผมพบว่าได้ตัดสินใจเลือกลงทุนผิดจังหวะอยู่บ่อยๆ และขายทำกำไรก่อนเวลาอันควร
ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีวิธีหรือมีความเห็นอย่างไรกับการป้องกันและเลือกจังหวะการลงทุนที่ดี โปรดชี้แนะด้วยครับ
ผมไม่เคยจับจังหวะเลย เพราะไม่มีความรู้ด้านนี้ ผมจะสนใจว่าหุ้นมี upside จากพื้นฐานมากแค่ไหนมากกว่าจะสนใจว่าซื้อแล้วมันจะลงไปอีกรึเปล่า
หุ้นไทยผันผวนมากๆ ช่วงที่หุ้นลงมาก ผมจะใช้วิธีอดทนอย่างเดียว ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าตัวบริษัทเองไม่ได้เป็นอะไรไป สุดท้ายแล้วจะกลับมาเหมือนเดิมได้ใหม่ทุกครั้ง และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ราคาหุ้นของตัวนั้นก็จะขึ้นไปหาพื้นฐานได้เองโดยไม่ได้อาศัยภาวะตลาด
เรียนพี่สุมาอี้ ผมเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ยังด้อยประสพการณ์ขอความอนุเคราะห์จากพี่ช่วยแนะนำพื้นฐานความรู้ในการเล่นหุ้นด้วยครับ ขอบคุณอย่างสูง
ขอบคุณมากครับท่านแม่ทัพ ที่ให้คำชี้แนะ ผมขอสรุปความอีกครั้ง ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกต้องหรือเปล่าครับ
นอกจากวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานทั้งภาพรวมอุตสาหกรรม (ภาพใหญ่) และตัวบริษัท (ภาพเล็ก) แล้ว เรายังต้องวิเคราะห์ถึงมูลค่าหุ้นของบริษัทนั้นๆว่า ยังมี upside จากพื้นฐานมากน้อยแค่ไหน หากยังมี upside และ มีความน่าสนใจก็ซื้อเลยโดยไม่ต้องคำนึงถึงจังหวะการซื้อ ในทางกลับกันถ้าเราวิเคราะห์ว่าราคาหุ้นเกินปัจจัยพื้นฐานแล้ว ก็ทำการขายเลยใช่ไหมครับ
ดังนั้นประเด็นสำคัญของความสำเร็จของนักลงทุนอยู่ที่ทักษะการวิเคราะห์และการวัดมูลค่าหุ้นมากกว่าการเลือกจังหวะลงทุน ผมเข้าใจถูกต้องหรือเปล่าครับ
ขอบคุณมากครับท่านแม่ทัพ ที่ให้คำชี้แนะ ผมขอสรุปความอีกครั้ง ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกต้องหรือเปล่าครับ
นอกจากวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานทั้งภาพรวมอุตสาหกรรม (ภาพใหญ่) และตัวบริษัท (ภาพเล็ก) แล้ว เรายังต้องวิเคราะห์ถึงมูลค่าหุ้นของบริษัทนั้นๆว่า ยังมี upside จากพื้นฐานมากน้อยแค่ไหน หากยังมี upside และ มีความน่าสนใจก็ซื้อเลยโดยไม่ต้องคำนึงถึงจังหวะการซื้อ ในทางกลับกันถ้าเราวิเคราะห์ว่าราคาหุ้นเกินปัจจัยพื้นฐานแล้ว ก็ทำการขายเลยใช่ไหมครับ
ดังนั้นประเด็นสำคัญของความสำเร็จของนักลงทุนปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ทักษะการวิเคราะห์และการวัดมูลค่าหุ้นมากกว่าการเลือกจังหวะลงทุน ผมเข้าใจถูกต้องหรือเปล่าครับ
คุณนักลงทุนฝึกหัดเข้าใจถูกต้องแล้วครับ
นิดนึง คำว่าภาพใหญ่ น่าจะหมายถึง เป้าหมายใหญ่ของบริษัทหรือ key success factor ของบริษัท ส่วนคำว่าภาพเล็ก น่าจะหมายถึง ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ปัญหาชั่วคราว หรือปัญหาที่มีน้ำหนักน้อยของบริษัท เราไม่ควรตื่นตระหนกกับภาพเล็ก เพราะทุกบริษัทต้องเผชิญกับปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ทั้งสิ้นในการบรรลุเป้าหมายใหญ่นะครับ
Upside เป็นเรื่องมูลค่าพื้นฐานถูกต้องแล้ว เราต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เรามั่นใจว่า หุ้นนั้นควรมีมูลค่าเท่าไรจึงจะเหมาะกับพื้นฐานด้วย ถ้าไม่มีเลย ซื้อหุ้นดีๆ ก็ขาดทุนบักโกรกได้เหมือนกัน

สวัสดีครับ พี่สุมาอี้
เรื่องการมองภาพใหญ่ แยกภาพย่อยนี่เป็นหลักการให้ประสบความสำเร็จในชีวิตทุกๆ ด้านจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว การงาน หรือแม้แต่การลงทุน
คนที่ลงทุนแล้วขาดทุน เพราะ มักมีข้อแก้ตัว ไม่รู้จักหลักการแยกภาพใหญ่ จริงๆ
เช่น
นักลงทุนสไตล์ เทคนิด (เทียม) ซื้อหุ้นเพราะตามสัญญาณซื้อ (ที่คิดเอง) พอขาดทุน กลับไปดูพื้นฐานของบริษัท ... จริงๆ แล้วต้องยอมรับว่าตัวเองดูผิด
นักลงทุนสไตล์ พื้นฐาน (เทียม) ซื้อหุ้นเพราะค่า PE PB พอขาดทุน กลับไปดูเนื้อแท้ของกิจการ และ ผุ้บริหาร ... จริงๆ แล้วต้องยอมรับว่าตัวเองดูผิด
หรือ
ขายหุ้น เพราะ เห็น ดาวโจนส์ร่วง ทั้งๆ ที่หุ้นตัวเอง เป็นหุ้นสไตล์กินปันผล ไม่มีเจ้ามือ ไม่มีต่างชาติ
การลงทุนเป็นศิลปะที่ต้องฝึกฝนและใจเย็นๆ เราลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยก็จริง แต่ตลาดหุ้น มันมีกลไกลซับซ้อนและ อุปสงค์อุปทานมันต่างจากตลาดที่เราสัมผัสได้
บางที เราทำธุรกิจ ขายของให้ประชาชนจนร่ำรวย เราเข้าใจความต้องการของลูกค้า
แต่เราอาจไม่เข้าใจ ความต้องการของตลาดก็เป็นได้
...
แค่อยากแลกเปลี่ยนความเห็นครับ
ผมขอเข้ามาอ่าน และ เขียนตอบนะครับ
ขอบคุณครับ