Friday, 18 January 2008
0043 : Logical Reasoning
« 0042: Frame | Main | 0044: สิ่งที่กระตุ้นการใช้อารมณ์ได้มากที่สุด »
โลกเรามีวิธีสร้างความรู้ใหม่สองอย่าง
วิธีแรกเรียกว่า Deductive reasoning วิธีนี้คือการตรวจดูภาพรวมทั้งหมดจนแน่ใจว่าถูกต้องทุกๆ กรณีจึงสรุปว่าเป็นจริงเสมอและเกิดเป็นความรู้ใหม่ วิธีนี้ให้ความแน่นอนสูง แต่ในโลกของความเป็นจริงทำได้ยาก เพราะถ้ามัวแต่รอให้ข้อมูลครบ บางทีก็เป็นอันไม่ต้องทำอะไรกันพอดี ความรู้ใหม่ในโลกนี้ส่วนใหญ่แล้วจึงไม่ได้เกิดจาก Deductive reasoning
วิธีที่สองเรียกว่า Inductive reasoning คือ การตรวจสอบแค่บางส่วนของทั้งหมด เช่น การสุ่มตัวอย่าง ถ้าจำนวนตัวอย่างที่ตรวจสอบมีมากพอก็สรุปไปเลยว่าเป็นจริงทุกกรณีและเกิดเป็นความรู้ใหม่ วิธีนี้ทำได้ง่ายและเร็วกว่าวิธีแรกมาก ความรู้ใหม่ในโลกนี้ส่วนใหญ่จึงเกิดจาก Inductive reasoning ทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น เซอร์ไอแซค นิวตัน ศึกษาการเคลื่อนที่ของลูกแอ๊ปเปิ้ล แล้วนำมาสรุปเป็นกฏการเคลื่อนที่ของวัตถุทุกชิ้นในเอกภพ
แม้ว่า Inductive reasoning จะใช้ประโยชน์ได้มากกว่า แต่วิธีนี้ก็มีจุดอันตรายอยู่ เพราะการตรวจสอบแค่ส่วนหนึ่งแต่เหมารวมเป็นความจริงทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ถ้าตั้งแต่เกิดมาคุณเคยเห็นแกะมาทั้งหมด 120 ตัว ทุกตัวเป็นสีขาว คุณอาจสรุปด้วยวิธี inductive reasoning ว่า แกะทั้งโลกนี้ (นับล้านๆ ตัว) เป็นสีขาวทุกตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าในโลกนี้มีแกะแค่หนึ่งหรือสองตัวที่เป็นสีดำแต่บังเอิญคุณไม่เคยเห็น ความรู้ใหม่ของคุณก็เป็นความรู้ที่ผิดทันที การสร้างความรู้ใหม่ด้วยวิธี Inductive reasoning แม้จะใช้การได้ดีแต่ก็เสี่ยงที่จะผิดพลาดในลักษณะนี้ได้เสมอ
การจะสรุปว่าตลาดหุ้นเป็นอย่างไรนั้น ถ้าเราสรุปจากประสบการณ์ที่เราอยู่ในตลาดหุ้นมาแค่ไม่กี่ปี แล้วคิดว่านั่นคือภาพทั้งหมดของตลาดหุ้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการเห็นแกะไม่กี่ตัวแล้ว สรุปว่าแกะทั้งหมดเป็นสีขาว ตลาดหุ้นนั้นเป็นอะไรที่ถ้าคุณต้องการจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของมัน อาจต้องใช้เวลาอยู่กับมันมากกว่าค่อนชีวิตของคุณเลยทีเดียว ถ้าคุณเข้าตลาดหุ้นมาแค่สองสามปีแล้วพบว่ามันให้ผลตอบแทนที่ดีมากมาตลอดก็อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าตลาดหุ้นคือพี่ใหญ่ใจดี ผู้จัดการที่คุณเห็นว่าเป็นคนสุภาพเรียบร้อยสองสามวันพอถึงคืนเดือนมืดก็ยัง "เปลี๋ยนไป๋" เป็นมนุษย์หมาป่าที่ดุร้ายแบบหน้ามือเป็นหลังมือได้เฉยเลย
เช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บางครั้งคุณได้ฟังหลักการลงทุนของคนที่อยู่ในตลาดมานานถึง 60 ปี อย่างเช่น วอเรน บัฟเฟต แล้วคุณจะรู้สึกว่าหลักการแบบนั้นไม่น่าจะเวิร์ค เพราะคนที่อยู่ในตลาดหุ้นมานานไม่เท่ากัน ย่อมมีรู้จักตลาดหุ้นไม่เหมือนกัน ทำให้มีความเห็นต่างกันได้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมพยายามฟังคำแนะนำของ วอเรน บัฟเฟต แม้ว่าบางอันผมจะรู้สึกว่ามันขัดกับประสบการณ์ส่วนตัวของผม เพราะผมเชื่อว่า ยังไงเสีย คนที่อยู่ในตลาดหุ้นมานานมากขนาดนั้นน่าจะมีมุมมองเกี่ยวกับตลาดหุ้นที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากกว่าผมอย่างแน่นอน
[Trackback URL for this entry]

เห็นด้วยอย่างแรงคับ วัยรุ่นอย่างผมถ้าให้ไปรู้ความคิดของคนแก่อายุหกสิบนี่ก็ลำบากล่ะครับ เหมือนดั่งความคิดของสุมาอี้นั้นสุมาเจียวผู้เป็นลูกจะล่วงรู้ได้อย่างไร ตลาดหุ้นไทยยังเกิดมาไม่นาน อีกหน่อยผมว่าก็จะมีเซียนหุ้นที่อยู่กับตลาดมานานๆดั่งเช่นบัฟเฟตต์แน่ๆในบ้านเรา พี่สุมาอี้ก็อีกคนหนึ่งแหละ.....