Wednesday, 9 January 2008
0042: Frame
« 0041: Overconfidence | Main | 0043 : Logical Reasoning »
Frame หมายถึงการที่มนุษย์ไม่สามารถตัดสินใจอะไรโดยเป็นอิสระจากที่อยู่แวดล้อมได้อย่างแท้จริง ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่เหมือนเดิม เราอาจตัดสินใจเรื่องอย่างเดียวกัน ไม่เหมือนเดิมได้ด้วย กรณีศึกษาเกี่ยวกับ Frame ที่คลาสสิกอันหนึ่งคือ เรื่องแก้วน้ำอัดลมในร้านแมคโดนัลด์
แต่เดิมแก้วน้ำอัดลมที่ขายในร้านแมคโดนัลด์ (ที่สหรัฐฯ) มีแค่สองขนาดชื่อว่า "แก้วเล็ก" กับ "แก้วใหญ่" ต่อมา ผู้บริหารต้องการเพิ่มยอดซื้อต่อหัวของลูกค้าที่เข้ามาในร้านจึงคิดออกออกแก้วขนาดใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งขนาดโดยมีความจุมากกว่าทั้งสองขนาดเดิม แต่แทนที่จะตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น "แก้วยักษ์" หรือ "แก้วจัมโบ้" ผู้บริหารเปลี่ยนชื่อ "แก้วใหญ่" เดิมเป็น "แก้วกลาง" (โดยไม่มีการเปลี่ยนปริมาตร) แล้วเรียกแก้วแบบใหม่ว่า "แก้วใหญ่" แทน
ผลปรากฏว่า แก้วขนาดใหม่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ มันขายได้น้อยมาก แต่เรื่องแปลกที่เกิดขึ้นคือ แก้วกลาง (ซึ่งเดิมชื่อแก้วใหญ่) กลับขายดีขึ้นมากอย่างมาก มีลูกค้าที่เคยบริโภคแก้วเล็กเป็นประจำเปลี่ยนไปเลือกแก้วกลางเป็นจำนวนมาก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ลูกค้ามีความรู้สึกว่าแก้วขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอะไรที่มากเกินความต้องการของตน แก้วขนาดกลางให้ความรู้สึกว่าพอดีไม่มากหรือน้อยเกินไป ลูกค้าจึงหันมาเลือกแก้วกลางกันมากขึ้นทั้งๆ ที่ปริมาตรไม่ได้เปลี่ยนไป ลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจว่าจะบริโภคแก้วขนาดกลางด้วยการพิจารณาปริมาตรของตัวมันเอง แต่ลูกค้าตัดสินใจด้วยการเปรียบเทียบสิ่งรอบข้างซึ่งในที่นี้คือแก้วขนาดอื่นๆ ถ้าแก้วขนาดอื่นที่มีให้เลือกเปลี่ยนไป การตัดสินใจของลูกค้าก็จะเปลี่ยนไปด้วย สิ่งรอบข้างจึงมีผลต่อการตัดสินใจของเราอย่างมากโดยที่เรามักไม่ค่อยรู้ตัว
ในเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็เช่นกัน วิธีการพูดที่ไม่เหมือนกันจะให้ความรู้สึกที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าให้เลือกระหว่างเสียเงิน 5000 บาท กับมีโอกาส 25% ที่จะเสียเงิน 20000 คนกว่า 80% จะเลือกอย่างหลัง แต่ถ้าหากเปลี่ยนคำถามเสียใหม่ว่าให้เลือกระหว่างเสียค่าประกันความเสี่ยง 5000 บาทแล้วจบ กับการรับความเสี่ยง 25% ที่จะต้องเสียเงิน 20000 บาท ปรากฏว่า มีคนมากถึง 65% ที่เลือกที่จะเสียค่าประกัน ทั้งที่สองกรณีนี้เหมือนกันแต่กรณีหลังพูดเสียใหม่ว่าเงินที่เสียเป็น insurance premium คนก็จะยอมเสียเงินทันที
ในเรื่องหุ้น หุ้นตัวเดียวกันถ้าราคาหุ้นละ 500 บาท เราจะรู้สึกว่าแพง แต่ถ้า split เหลือ 50 สตางค์ เราจะมีความกล้าที่จะซื้อมากกว่าเดิม
Frame ยังทำให้เกิดปัญหาใหญ่ที่เรียกว่า Mental accounting หมายถึง เวลาเราตัดสินใจเรื่องเงินๆ ทองๆ เราคิดถึงแต่ละการตัดสินใจเป็นอิสระต่างหาก หรือว่าเราคิดโดยมองดูเงินทั้งหมดในกระเป๋าของเราด้วย
สมมติว่า คุณไปดูหนัง ตอนเดินเข้ามาในโรง คุณทำเงิน 120 บาท หาย คุณจะยังคงซื้อตั๋วดูหนังอยู่หรือไม่ คนส่วนใหญ่ตอบว่า ซื้อ แต่ถ้าคุณไปดูหนัง เมื่อซื้อตัวแล้ว ก่อนเข้า 5 นาที คุณดันทำตั๋วหนังหาย อย่างนี้ คุณจะจ่ายเงิน 120 บาทใหม่เพื่อซื้อตั๋วหนังใบใหม่หรือไม่ ปรากฏว่า ไม่ถึงครึ่ง ตอบว่าซื้อ ทั้งที่มูลค่าเงินที่จ่ายทั้งหมดก็เท่ากัน แต่ในกรณีหลัง คนส่วนใหญ่มักจะบวกค่าตั๋วหายเข้าไปในค่าดูหนังทั้งหมดกลายเป็น 240 บาท ในขณะที่ในกรณีแรกจะคิดแยกกัน
หุ้นที่เราเคยซื้อมา 20 บาท ขายไป 25 บาท เราจะไม่กล้าซื้อมันอีก ถ้ามันไม่ต่ำกว่า 25 บาท ทั้งที่จริงๆ แล้วค่าของหุ้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามข่าวที่เข้ามากระทบหรือตามปัจจัยพื้นฐานของหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้เกี่ยวกับว่าต้นทุนเก่าของเราอยู่ที่เท่าไร
ในการลงทุนถ้าเราจะตัดสินใจว่าจะขายหุ้นดีมั้ย เรามักจะสนใจว่าหุ้นที่เราซื้อไปเราได้กำไรหรือขาดทุนเท่าไรแล้ว มากกว่าที่จะคิดว่าหุ้นตัวนั้นตลาดกำลังให้ราคาแพงหรือถูกไปเมื่อเทียบกับสตอรี่ของมัน บางคนซื้อหุ้นแล้วขาดทุนไป 30% ก็ไปตั้งว่าถ้าขาดทุนลดเหลือแค่ 10% เมื่อไร ค่อย cut loss ราวกับว่าตลาดกำลังสนใจอยู่ว่าคุณขาดทุนเท่าไรแล้ว แต่ในความเป็นจริง ตลาดไม่ได้กำลังตัดสินใจซื้อหรือขายโดยดูจากต้นทุนของคุณ
ทางที่ดี ทุกครั้งที่เราจะซื้อหุ้น เราต้องคิดเสมือนว่าเราไม่เคยซื้อหรือขายหุ้นตัวนั้นมาก่อน ถ้าเราจะขายหุ้น เราต้องสมมติว่า ถ้าเราเป็นใครก็ไม่รู้ที่จะซื้อหุ้นตัวนั้น เราจะซื้อที่ราคาเท่าไร ในความเป็นจริงเราก็ไม่ควรขายต่ำกว่าราคานั้นครับ
[Trackback URL for this entry]
Mental Accounting เป็น Frame bias ชนิดหนึ่งจะบอกว่าเป็นสับเซตก็ได้ครับ
กรณีไม่กล้าซื้อที่ 25 บาท เพราะเคยซื้อที่ 10 บาทมาก่อน แต่ถ้าไม่เคยซื้อหุ้นตัวนี้มาก่อน กลับรู้สึกว่าราคา 25 บาทนั้นเฉยๆ แสดงว่า การที่เราเคยหรือไม่เคยซื้อหุ้นตัวนั้นมาก่อนสามารถทำให้การตัดสินใจซื้อของเราไม่เหมือนกันได้ ก็คือ การตัดสินใจซื้อของเราไม่สามารถเป็นอิสระจากประเด็นที่เราว่าเคยซื้อหุ้นตัวนั้นมาก่อนหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้เป็นแค่ กรอบ ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับว่าหุ้นตัวนั้นควรมีราคาเท่าไรเลย
ส่วนเรื่องการตัดสินใจซื้อหุ้นควรมอง total wealth ด้วยหรือไม่ อันนี้อีกเป็นประเด็นที่มีการขบคิดกันมานานแล้ว ส่วนใหญ่เห็นว่า ไม่ควร แต่ก็มีบางแนวคิดที่เห็นแตกต่าง ซึ่งเขาก็มีเหตุผลของเขาเหมือนกัน เอาไว้วันหลังผมจะเขียนถึงเรื่องนี้
ขอบคุณครับ ผมยอมรับเลยครับว่า บทความนี้โดนมาก ๆ และผมก็เป็นอยู่ด้วย พยายามแก้หลายครั้งแล้ว แต่ทำไม่ได้ แย่จริง ๆ
เรื่อง Frame ที่ผมเข้าใจ ในกรณีของ Total wealth คือ
ถ้าเรามี narrow frame เราก็จะไปมองแค่ว่าเราได้ หรือเราเสีย จากการซื้อขายหุ้น
ซึ่งมันอาจจะทำให้การตัดสินใจต่างออกไปจากการมองที่Total wealthจริงๆ
ตามที่ผมเข้าใจนะครับ เหมือนกับว่าเราควรมองที่ total wealth มากกว่า
ผมเข้าใจถูกไหมครับ
แล้วเรื่อง insurance premium เนี่ย จริงๆแล้วก็ถือเป้น mental accounting รึป่าวครับ
เหมือนแยกเงินที่เสียไป ไปอยู่ในบัญชีของ insurance อะไรประมาณนี้
เขียนผิดป่าวอ่ะคับ อ่านแล้วมันทะแม่งๆ
ทุกครั้งที่เราจะซื้อหรือขายหุ้น เราต้องคิดเสมือนว่าเราไม่เคยมีหุ้นตัวนั้นอยู่ ถ้าเราจะซื้อเราจะซื้อหุ้นนั้นที่ราคาเท่าไร เราก็ควรขายหุ้นนั้นในราคาที่ "ไม่เกิน" ราคานั้น
ผมว่าน่าจะขายที่เกินราคาที่เราตั้งใจจะซื้อนะครับเพราะว่าปกติเวลาเราจะซื้อเรามักจะอยากซื้อที่ราคาต่ำๆ ถ้ามีคนมาขอซื้อที่ราคาต่ำกว่าราคาที่เราอยากซื้อซะอีก เราน่าจะ "ไม่ขาย" นะครับ

คือก็ยังงงอะครับ
คือ Mental accounting เป็น subset ของ Frame
หรือว่ายังไงอะครับ
แล้วทำไม Frame ซึ่งคือการไม่สามารถตัดสินใจอะไรโดยเป็นอิสระจากที่อยู่แวดล้อม
มันทำให้เกิด Mental accounting ซึ่งคือการคิดถึงแต่ละการตัดสินใจเป็นอิสระ
งงว่าการตัดสินใจไม่อิสระ ทำไมทำให้เกิดการตัดสินใจเป็นอิสระ
งงคำถามไหมครับ แฮะๆ
หรือว่ามันเกี่ยวกันแค่ว่า ไม่ได้มองที่ total wealth แค่นั้น
ป.ล.ขอบคุณมากนะครับ ตอบเร็วทันใจจิงๆ