Tuesday, 15 July 2008
0067: วิธีลงทุนของผม (ตอนที่ 3)
« 0068: วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง ฉบับปรับปรุงเนื้อหาใหม่ | Main | 0068: MOS »สำหรับ Growth Investing นั้น ผมว่าการบริหารพอร์ตสำคัญกว่าการเลือกหุ้นเสียอีก การเลือกหุ้นเติบโตผิดไปบ้างนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และมันจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าการบริหารพอร์ตของเราดี...
เวลาพูดถึงการบริหารพอร์ต มันมีคำถามว่า "ควรมีหุ้นกี่ตัวดี" "ควรถือเงินสดกี่เปอร์เซ็นต์" ผมว่าคำถามพวกนี้ผิดตั้งแต่การตั้งคำถามแล้ว ในสถานการณ์จริงนั้น เรากำหนดไม่ได้เลยว่าโอกาสจะมาหาเราเมื่อไร ดังนั้นถ้าเราไปยึดตายตัวว่า ต้องมีหุ้นกี่ตัวหรือต้องถือเงินสดกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะลงเอยด้วยการซื้อหุ้นที่ไม่น่าลงทุนหรือที่น่าลงทุนแต่ราคาแพงมาจำนวนหนึ่งเสมอ ซึ่งจะทำร้ายผลตอบแทนของเราในภายหลัง
การจัดพอร์ตของผมนั้นไม่ตายตัวแต่ขึ้นอยู่กับโอกาสที่เรามองเห็นในขณะนั้น ถ้าผมเจอหุ้นที่มี Upside ตั้งแต่ 50% ขึ้นไป ผมจะสนใจลงทุนในหุ้นตัวนั้น แต่ส่วนใหญ่แล้ว หุ้นที่มี Upside ก็ย่อมมี Downside ด้วย เป็นต้นว่าอาจมี Downside แถมมาด้วย 25% (สมมติว่าความน่าจะเป็นของ Upside เท่ากับ Downside คือ 50:50 ; Downside จะต้องเล็กกว่า Upside เสมอ มิฉะนั้นหุ้นนั้นก็ไม่ใช่หุ้นที่น่าสนใจจริงมั้ยครับ) ถ้าในปีนั้น ผมพบหุ้นแบบนี้เต็มตลาดไปหมด ผมก็จะสบายใจที่จะลงหุ้นเต็มพอร์ตโดยเลือกหุ้นเหล่านั้นมาสัก 5 ตัว ถือไว้ตัวละ 20% ของพอร์ต เป็นต้น เพราะถ้าหากตัวใดตัวหนึ่งเลือกผิด ขาดทุน 25% โอกาสที่ 4 ตัวที่เหลือจะมีบางตัวที่ให้ผลตอบแทน 50% มาชดเชย 25
% ที่ขาดทุนไปก็มีสูง แต่ถ้าปีไหนหุ้นในตลาดดูจะแพงไปซะทุกตัว ผมอาจขุดเจอหุ้นแบบนั้นแค่เพียง 1-2 ตัวในตลาดเท่านั้น เช่นนั้น ผมย่อมจะกล้าถือหุ้นน้อยลง เช่นอาจจะถือหุ้นทั้งสองตัวเพียงแค่ตัวละ 30% ของพอร์ตเท่านั้น ที่เหลืออีก 40% ถือเป็นเงินสด สรุปแล้วก็คือ ผมอยากให้พอร์ตของผมได้รับ Upside ที่เกิดจากหุ้นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ในเวลาเดียวกัน ถ้าหากจะต้องฝากชีวิตไว้กับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากจนเกินไป ผมก็ไม่เอา เป้าหมายเป็นอย่างนี้ แต่แค่ไหนถือว่ามาก แค่ไหนถือว่าน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับ risk tolerance ของแต่ละบุคคลด้วย สำหรับผม ถ้ามีหุ้นเติบโตให้ลงตั้งแต่ 5 ตัวขึ้นไป ผมสบายใจที่จะถือหุ้นเต็มพอร์ต แต่ถ้าโอกาสมีน้อยกว่านั้น ผมสบายใจที่จะถือเงินสดไว้ส่วนหนึ่ง
เวลาลงทุนไปเรื่อยๆ โอกาสใหม่ๆ จะเข้ามาแบบไม่แน่นอน แถมยังมีเงินสดใหม่ๆ ที่เราหามาได้จากทางอื่นเข้ามาให้เรานำไปลงทุนอีก ผมจะใช้วิธีว่า ถ้ายังไม่พบหุ้นตัวใหม่ที่มี Upside 50% ผมจะเก็บเงินสดใหม่ๆ เหล่านั้นไว้ก่อน เมื่อพบหุ้นตัวใหม่ที่น่าสนใจแล้ว ผมจะประเมินตัวเองว่าผมยินดีจะรับความเสี่ยงจากหุ้นตัวนี้ได้สูงสุดคิดเป็นกี่ % ของ Net Worth (เงินสด+หุ้นทั้งหมดที่มี) ของผมในขณะนั้น ผมก็จะซื้อหุ้นตัวนั้นด้วยเงินที่ไม่เกิน limit ตรงนี้ ถ้าผมซื้อจนเต็ม limit แล้ว แต่หุ้นก็ยังลงต่อไปอีก ผมจะไม่ซื้อเฉลี่ยเพิ่มอีก เพราะ risk exposure จะสูงเกินไป ถือว่าอันตราย เราอยากซื้อของถูก แต่อย่าลืมว่าเราอาจเลือกหุ้นผิดอยู่ก็ได้ อย่าโลภจนเกินไป (เว้นเสียแต่ว่า ผมจะมีเงินก้อนใหม่มาอีก ก็อาจจะพิจารณาอีกที)
ส่วนเวลาขายหุ้นนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ผมจะคิดว่า ถ้ากิจการของหุ้นนั้นยังเป็นกิจการที่เติบโตได้อีก ผมมักจะไม่ขาย แม้ว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปมากเกินพื้นฐานแล้วก็ตาม ผมชอบขายหุ้นเมื่อผมเห็นว่ากิจการนั้นไม่ใช่กิจการที่มีการเติบโตอีกต่อไปมากกว่า เพราะที่จริงแล้ว คำว่าราคาเกินพื้นฐานนั้น ไม่ได้หมายความว่าหุ้นจะขึ้นไม่ได้อีก แต่หมายความว่า ราคาหุ้นแพงเมื่อเทียบกับการเติบโตเท่าที่มองเห็นแล้วเท่านั้น ถ้าหุ้นยังมีศักยภาพอยู่ วันหน้าก็สามารถสร้างการเติบโตใหม่ๆ ได้อีก ถ้าเราอุตส่าห์หามันเจอและซื้อมันมาในราคาถูกแล้วก็น่าจะลุ้นต่อไป เพราะไม่ใช่ง่ายที่เราจะซื้อหุ้นเติบโตมาด้วยต้นทุนที่ไม่สูง
วิธีการบริหารพอร์ตของผมก็ง่ายๆ ประมาณนี้ ผมไม่ได้ใช้แนวคิดเรื่อง Beta ตามทฤษฏีการเงินสมัยใหม่เลย เพราะแม้ผมมองว่าแม้แนวคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยงจะโอเค แต่การใช้ Volatility เป็นตัวแทนของความผันผวนนั้นมันเหมาะสำหรับเทรดเดอร์มากกว่า ผมเชื่อว่าความผันผวนไม่ใช่ความเสี่ยงของนักลงทุน ความเสี่ยงของนักลงทุนคือการซื้อกิจการที่ไม่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์แต่ไม่รู้ ซื้อแล้วกำไรของบริษัทก็มีแต่ถอยลงเรื่อยๆ ในระยะยาว
คนทั่วไปมองว่า Growth Investing เสี่ยง เพราะคนที่ซื้อหุ้นเติบโตส่วนใหญ่มักจะซื้อตัวเดียว เต็มพอร์ต อัดมาร์จิ้นเพิ่ม นั่นเป็นวิธีการลงทุนอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมไม่เคยเห็นด้วยกับการลงทุนแบบนั้นเลย สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่า Growth Stock เวลาเลือกหุ้นควรจะ aggressiveหน่อยแต่เวลาบริหารพอร์ตต้องอนุรักษ์นิยมเข้าไว้ ผมจึงไม่เห็นว่า Growth Investing นั้นเสี่ยงกว่าการลงทุนแบบอื่นๆ แต่ ตรงกันข้ามมันกลับให้ผลตอบแทนคาดหวังที่สูงกว่าเสมอที่ความเสี่ยงเท่าๆ กัน ถ้ากระจายความเสี่ยงไว้มากพอ
[Trackback URL for this entry]
ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่อยู่ได้ด้วยเงินของนักลงทุนข้ามชาติซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินที่กู้มาลงทุน เมื่อสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ประสบปัญหาหนัก ย่อมส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นเกิดใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อนักลงทุนต่างชาติสภาพคล่องตึงตัว เขาก็จำเป็นต้องขายหุ้นออกเพื่อเสริมสภาพคล่องโดยไม่เกี่ยวกับว่าพื้นฐานของหุ้นจะเป็นเท่าไร
แนะนำว่าไม่ต้องใจร้อน ถ้านักลงทุนต่างชาติยังไม่หยุดขาย ก็เก็บเงินที่เหลืออีก 30% เอาไว้ก่อนจะดีกว่าครับ
ช่วงที่เราไม่ได้ลงทุนในหุ้นเติบโต เงินที่เหลือ เราเอาไปลงในหุ้นปันผลดีหรือไม่ เพราะเงินธนาคารก็เท่ากับลงทุน หุ้น cash ที่คุณสุมาอี้เคยเขียนถึง
แล้วอีกอย่างหุ้นปันผลที่เสียงน้อบ พีอีต่ำ ผมคิดว่าน่าจะมีความเสี่ยงตำพอสมควร
แต่จะกล้าขายเวลาตก เพื่อมาซื้อหุ้นเติบโตทีตกเช่นกันหรือเปล่าเท่านั้น !!!!
ถือโอกาสขยายความครับว่าที่ผมไม่แนะนำหุ้นปันผลนั้นหมายความว่ายังไง
ประเด็นของผมจริงแล้วๆ อยู่ที่ เวลาซื้อหุ้นนั้นเราจะต้องตัดสินใจจากตัวธุรกิจเสมอ คือพิจารณาว่าอนาคตของธุรกิจของบริษัทจะเป็นอย่างไร อย่าซื้อหุ้นโดยการดูแค่ว่าจ่ายเงินปันผลสูงและเป็นชื่อบริษัทที่เราคุ้นหูเท่านั้น การซื้อหุ้นแบบนั้นคือไม่ได้มองไปที่ตัวกิจการเลย ต่อให้ซื้อแต่ SCC, KBANK, PTT ผมก็ไม่เรียกว่าเป็น "การลงทุน" ครับ (ผมเรียกว่าเป็นการวัดดวงมากกว่า)
หุ้นปันผลสูงบางตัว มีอนาคตทางธุรกิจที่ดีด้วย เช่นนี้ก็เป็นหุ้นเติบโตในสายตาของผม น่าลงทุนมากครับ (ดีกว่าหุ้นเติบโตทั่วไปด้วยซ้ำ เพราะมีเงินปันผลเป็นของแถมอีกต่างหาก)
พอเข้าใจประเด็นที่คุณ suriya ถาม
การถือหุ้น cash มีผลตอบแทนน้อยก็จริง แต่เราก็ต้องมีโอกาสที่ดีด้วยจึงจะซื้อหุ้น ถ้าเราไม่ได้มองเห็นโอกาส แต่ซื้อๆ ไปเฉยๆ ให้เงินสดมันหมดๆ ไป แบบนั้นก็แย่กว่าการถือเงินสดครับ
สำหรับการลงทุนแล้ว เราควรมองเห็นโอกาสที่จะได้กำไรอย่างน้อย 50% จึงค่อยซื้อลงทุนครับ เพราะต้นทุนเงินทุนของเราคือ 10% ต่อปี ถ้าหากหุ้นมี Upside แค่ 10% แล้วถือลงทุน ถ้าถือเกินห้าปีแล้วราคายังแน่นิ่งอยู่ ก็จะถือว่าขาดทุนค่าเสียโอกาสของเงินไปแล้วครับ การซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนจึงจำเป็นต้องมองเห็น Upside ที่สูงพอสมควร
พี่ครับ ขอถามว่า หุ้นที่กระจายประมาณ 5 ตัว
จำเป็นที่จะต้องต่างอุตสาหกรรมมากน้อยแค่ไหนครับ
เช่น จะไม่ถือสองในห้าตัวที่อยู่อุตสาหกรรมเดียวกัน
เกี่ยวไหมครับ
ต้องเข้าใจว่าการกระจายหุ้นคือการกำจัดความเสี่ยงที่เกี่ยวกับตัวหุ้นเองโดยเฉพาะ (unsystematic risk) ดังนั้นถ้าถือหุ้นห้าตัวในอุตสาหกรรมเดียวกัน ก็ช่วยกำจัดความเสี่ยงที่เกียวกับ ผู้บริหารตายกระทันหัน ไฟไหม้โรงงาน เหล่านี้ได้ แต่ไม่สามารถกำจัดความเสี่ยงของอุตสาหกรรมได้ อย่างนี้เป็นต้น
ถ้าแยกอุตสาหกรรมได้ด้วยจึงยิ่งดี
อย่างไรก็ตาม ระลึกไว้เสมอว่า หุ้นแต่ละตัวต้องน่าสนใจด้วยตัวของมันเองด้วยถึงจะน่าลงทุน อย่าซื้อเพียงเพราะต้องการเอามากระจายความเสี่ยงเท่านั้น การกระจายความเสี่ยงเป็นเพียง nice thing to have ไม่ใช่ neccessity ครับ
แล้วคุณสุมาอี้ มีวิธีการ value หุ้นยังไงหรือครับ ใช้วิธีไหนในการบอกว่าราคาหุ้นเทียบกับการเติบโตนั้น ยังต่ำอยู่
P/E ?
ขอบคุณครับ เป็นหลักการที่ผมตามหามานาน เพราะว่าไม่ชอบถือเงินสด แล้วก็ยอมซื้อแพงครับ แล้วพอโอกาสมาถึงเงินไม่มีทุกทีเลยครับ อยากรู้ว่าพี่ประเมิน Upside Risk กับ Downside Risk เป็น % ยังไงเหรอครับ
เป็นคำถามที่คำตอบยาวครับคุณผู้ติดตาม ไว้วันหลังจะเขียนถึง
upside, downside ส่วนใหญ่ผมจะพยายามนึกถึง scenario ที่เป็นไปได้แบบต่างๆ ในอนาคตก่อน แล้วประเมินผลกระทบต่อมูลค่าครับ
ผมได้อ่านหนังสือวัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง ฉบับปรับปรุงของคุณสุมาอี้แล้ว สุดท้ายเลยซื้อเพิ่มอีกนึ่งเล่มครับ ชอบที่เพิ่มบทสำรวจงบการเงินครับ ทำให้เข้าใจมากขึ้นกว่าเดิมดี
แล้วก้อเห็นถึงความเจือจางของมูลค่าของmintเมื่อคิดแบบไดลูทวอร์แร้นต์เข้ามาด้วยครับ ทำให้มุมมองต่อมูลค่าหุ้นเปลี่ยนไปมาก
เล่มใหม่นี้เนื้อหาอ่านง่ายกว่าเก่ามาก(นอกจากรูปเล่มที่เปิดง่ายไม่หลุดลุ่ย)อยากให้มีหนังสือแนวที่อ่านเรื่องยากๆให้ง่ายแบบนี้และเกี่ยวข้องกับมุมมองเชิงคุณภาพแบบนี้เพิ่มมาอีกครับ
ขอบคุณคุณ hi.ผมเอง สำหรับคอมเมนท์นะครับ
ผมมีแนวคิดที่จะทำหนังสือเกี่ยวกับหุ้นเชิงคุณภาพอยู่เหมือนกัน บางทีว่างๆ ก็นั่งวางคอนเซ็ปท์เล่น แต่จะออกมาเป็นรูปเล่มได้หรือไม่คงต้องขึ้นอยู่กับความไปได้ในทางการตลาดด้วยเหมือนกันครับ

พี่สุมาอี้
ถ้าเป็นสถานการปัจจุบันจะบริหาร Port ยังไงดีครับเพิ่งเริ่มลงทุนแล้วก็พยายามศึกษาแนว VI คิดแล้วว่าหุ้นที่ลุงทุนมีพื้นฐานดีกะว่าจะถือยาวเลยแต่ดันเจอปัญหาเรื่องน้ำมันแพง, วิกฤตซัพพราม บางทีก็คิดว่าไหนๆก็ลงทุนระยะยาวเดี๋ยววิกฤษคลี่คลายมันก็คงขึ้นไปหาพื้นฐานของมันแต่ก็กลัวอีกว่าหากปัญหามันลุกลามเศรษฐกิจถดถอยหุ้นมันจะลงยาวต้องรออีกหลายปีกว่าจะฟื้นทำให้เสียโอกาสในการลงทุน
ปัจจุบันลงทุนในหุ้น 70% ของเงินออมครับ
รบกวนแนะนำหน่อยครับ